เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 96 การบิน

บทที่ 96 การบิน

บทที่ 96 การบิน


ท่ามกลางการดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดกำลังของกู่เนตรอสนีบาต ตะขาบพันมือได้อ้าปากเขมือบมันลงไปในท้องทั้งตัว

หลังจากเคี้ยวอยู่ครู่หนึ่ง รสชาติที่แตกต่างจากแมลงพิษบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินก็ปรากฏขึ้น มันเหมือนกับความแตกต่างระหว่างหมั่นโถวข้าวต้มกับอาหารมื้อหรู ตะขาบพันมือรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง และรีบพุ่งเข้าหากู่ระดับล่างตัวต่อไปทันที

เสียงแมลงกู่กรีดร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่องใต้ดิน

กู่ระดับล่างแต่ละตัวไม่ว่าจะพยายามขัดขืนอย่างไรก็ไร้ผล ต่อหน้าตะขาบพันมือระดับกลางหลอมวิญญาณสามรอบ พวกมันทำได้เพียงยอมกลายเป็นอาหารของมันอย่างเชื่อฟัง

ขนาดตัวของตะขาบพันมือเริ่มขยายใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากวิวัฒนาการเป็นกู่ระดับกลางแล้ว แมลงพิษบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินทั่วไปก็ไม่อาจทำให้ตะขาบพันมือเติบโตได้อีกต่อไป และกู่ระดับล่างกลุ่มนี้ที่ซูเจี๋ยจงใจเพาะเลี้ยงเอาไว้ ก็กลายเป็นทรัพยากรสำหรับการวิวัฒนาการต่อไปของตะขาบพันมือ เขาเฝ้ารอวันนี้มานานแล้ว

เมื่อกู่ระดับล่างทั้งหมดถูกกวาดเรียบ ตะขาบพันมือก็เข้าสู่ช่วงจำศีลเพื่อเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง โดยพุ่งทะยานไปสู่การหลอมวิญญาณครั้งที่สี่

หนึ่งวันหนึ่งคืนผ่านไป พร้อมกับเสียงประหลาดที่ดังขึ้น ตะขาบพันมือที่ย่อยสารอาหารจากกู่ระดับล่างจนหมดสิ้นก็ได้ปริแตกออกจากดักแด้ ความยาวลำตัวพุ่งพรวดไปถึงสามสิบเมตร เหมือนกับตู้รถไฟขบวนหนึ่ง กลายเป็นกู่ระดับกลางหลอมวิญญาณสี่รอบที่แข็งแกร่ง

เมื่อเทียบกับในอดีต ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตะขาบพันมือก็คือ บริเวณแนวกึ่งกลางหลังของมันมีหนามแข็งแหลมคมงอกออกมาเป็นแผง

หนามแข็งเหล่านี้กลวงข้างใน และงอกมาจากกระดูกสันหลัง

ตะขาบพันมือส่งเสียงร้องออกมาสองครั้ง ในเวลาเดียวกันนั้น บนหนามแข็งบริเวณหลัง ลวดลายที่บิดเบี้ยวคล้ายตะขาบก็ได้เปล่งแสงเรืองรองออกมา

ร่างกายอันใหญ่โตเคลื่อนไหวคดเคี้ยว มือคนสีขาวซีดคู่หนึ่งกดทับและผลักดันอากาศ ครีบหลังคอยควบคุมสมดุล ร่างกายที่มีน้ำหนักหลายร้อยตันลอยขึ้นจากพื้นอย่างสมบูรณ์ และทะยานไปในอากาศอย่างอิสระราวกับนก

นี่คือความสามารถใหม่ที่การหลอมวิญญาณครั้งที่สี่มอบให้แก่ตะขาบพันมือ นั่นคือการบิน

ตึง ตึง ตึง!

สภาพแวดล้อมใต้ดินนั้นคับแคบเกินไปสำหรับตะขาบพันมือ มันบินได้อย่างสนุกสนาน แต่มันทำให้ที่นี่พังพินาศ หากไม่ระวังเพียงนิดเดียวมันก็จะชนเข้ากับกำแพง จนค่ายกลเหมันต์จักรวาลเกิดรอยร้าวหลายจุด

"หยุด หยุด หยุด อย่ามาพังบ้านฉันนะ"

ซูเจี๋ยรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากชนอีกไม่กี่ที ค่ายกลเหมันต์จักรวาลที่เขาซื้อมาในราคาสูงจะต้องพังพินาศด้วยน้ำมือของมันแน่

"ที่นี่พื้นที่ไม่พอ ข้าจะพาเจ้าไปโลกเทียนหยวน"

เมื่อเห็นตะขาบพันมือที่ดวงตาโตเต็มไปด้วยความอัดอั้นและน้อยใจ ซูเจี๋ยก็ถอนหายใจยาว เรียกมันกลับมาหา จากนั้นจึงลดขนาดของมันลง เปิดกระจกโบราณเพื่อเดินทางกลับสู่โลกเทียนหยวน

บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินมีดาวเทียมมากเกินไป การพาตะขาบพันมือตัวใหญ่ขนาดนี้ออกไปบินว่อนไปมา อีกไม่นานคงถูกพบเห็น และกลายเป็นข่าวพาดหัวหน้าหนึ่งในทุกประเทศแน่นอน มีเพียงโลกเทียนหยวนเท่านั้นที่เหมาะสำหรับให้มันออกไปโลดแล่น

หลังจากออกมาจากเมืองเจิ้นหนิง ซูเจี๋ยก็พาตะขาบพันมือไปยังพื้นที่ห่างไกลนอกเมือง

จี๊ด จี๊ด!

ตะขาบพันมือส่งเสียงร้องสองครั้ง และก้มศีษะลงต่อหน้าซูเจี๋ย

ซูเจี๋ยเข้าใจความหมายของมัน เขาเดินขึ้นไปนั่งบนศีรษะของตะขาบพันมือ และตบที่หน้าผากของมันเบาๆ

"บินเถอะ ที่นี่ตามใจเจ้าเลย"

เมื่อได้รับคำสั่ง ร่างอันใหญ่โตของตะขาบพันมือก็มองข้ามแรงโน้มถ่วง และบินขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงอย่างอดรนทนไม่ไหว

ลมกรรโชกแรงพัดเข้าใส่หน้า จนทำให้ชายเสื้อของซูเจี๋ยสะบัดเสียงดังพรึบพรับ

ตะขาบพันมือที่มีความยาวถึงสามสิบเมตรนั้นดูไม่แข็งทื่อหรือเทอะทะเลยในขณะที่บิน และยังบินได้อย่างมั่นคงเป็นพิเศษอีกด้วย

"เสี่ยวเฉียน บินด้วยความเร็วสูงสุดให้ข้าดูหน่อย ข้าอยากเห็นขีดจำกัดของเจ้า"

อารมณ์ของซูเจี๋ยพุ่งทะยานขึ้นไปพร้อมกับความสูง และเริ่มบ้าคลั่งขึ้นมาเรื่อยๆ เขาปล่อยให้ตะขาบพันมือบินได้อย่างเต็มที่

มันเงยหน้าขึ้นและส่งเสียงคำราม แรงผลักดันอันมหาศาลถาโถมเข้ามา

เมืองที่อยู่ห่างออกไปค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ จนดูเหมือนกับบล็อกลูกบาศก์ทีละชิ้น จนกระทั่งเข้าสู่ชั้นเมฆ

ทันใดนั้น

แสงสว่างจ้าสาดส่องเข้ามา ซูเจี๋ยเงยหน้าขึ้น ท้องฟ้าสีครามสดใสปรากฏอยู่ตรงหน้า ชั้นเมฆดูเหมือนมหาสมุทรสีขาวไร้ขอบเขตที่แฝงไปด้วยประกายหมอกน้ำจางๆ

ซูเจี๋ยกางแขนออก ตะขาบพันมือแหวกผ่านก้อนเมฆสีขาวราวกับเรือที่พุ่งไปอย่างรวดเร็วบนมหาสมุทรสีขาว และเหมือนกับรถไฟที่ทะยานสู่ท้องฟ้าตามรางส่งตัว มันส่งเสียงหวีดร้องไปทั่วทั้งผืนดินและผืนฟ้า

"สุดยอดไปเลย!"

ซูเจี๋ยสูดลมหายใจลึก ก้มมองลงเบื้องล่าง เทือกเขาและยอดเขา สายน้ำที่ไหลริน ดูราวกับภาพวาดขนาดมหึมาที่ค่อยๆ คลายตัวออก

ตะขาบพันมือเร่งความเร็วไปถึงขีดสุด แม้ว่าจะยังไม่ทะลุความเร็วเสียง แต่ก็นับว่าสูสีกับเฮลิคอปเตอร์พลเรือน และเมื่อตะขาบพันมือวิวัฒนาการต่อไป ความเร็วนี้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

บนท้องฟ้าสูง ตะขาบพันมือที่เล่นจนสนุกสนานก็ระเบิกดร่างออก กลายเป็นตะขาบตัวเล็กนับแสนตัว เหมือนกับฝูงปลาซาร์ดีนในทะเล บางครั้งก็รวมตัวกันเป็นกลุ่ม บางครั้งก็กระจายไปทั่ว

ฝูงตะขาบตัวเล็กคาบเสื้อผ้าของซูเจี๋ยเอาไว้ และพาส่งไปยังพรมตะขาบหนาๆ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของตะขาบตัวเล็ก ซูเจี๋ยสามารถนั่งหรือนอนบนนั้นได้อย่างอิสระ แต่ก็นับว่ามีเพียงซูเจี๋ยเท่านั้นที่สามารถเพลิดเพลินกับการบินแบบนี้ได้อย่างสบายใจ คนทั่วไปคงไม่กล้านอนบนพรมที่ประกอบไปด้วยตะขาบตัวเล็กนับไม่ถ้วนแบบนี้แน่

ซูเจี๋ยปล่อยให้ตะขาบพันมือพาเขาล่องลอยไปในชั้นเมฆนานกว่าหนึ่งชั่วโมง หลังจากเล่นจนพอใจแล้ว เขาจึงให้ตะขาบพันมือลงสู่พื้นดิน และหาป่าดิบชื้นเพื่อหยุดพัก

หลังจากจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ ซูเจี๋ยก็หยิบต้นอัฐิขาวออกมา และกรอกพลังวิญญาณลงไป

ต้นอัฐิขาวขนาดเท่าฝ่ามือค่อยๆ สูงขึ้นทีละนิ้ว รากที่แข็งแกร่งและทรงพลังดุจพญามังกรชอนไชลงสู่ดินลึกเพื่อดูดซับพลังวิญญาณจากใต้พิภพ

เรือนยอดที่เขียวขจีแผ่กระจายออก รากอากาศที่ร่วงหล่นมาดูเหมือนเส้นผมสีดำของผู้หญิงที่หนาแน่นและซับ้อน คอยดูดซับพลังวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ

ซูเจี๋ยนั่งลงโดยพิงต้นอัฐิขาวและหลับตา สัมผัสได้ถึงสภาพแวดล้อมที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาโบกมือเรียกตะขาบพันมือ

"เล่นพอแล้วใช่ไหม ตอนนี้มาฝึกฝนกันเถอะ"

ตะขาบพันมือลดขนาดตัวลง และหมอบลงบนหน้าอกของซูเจี๋ย พลังวิญญาณและเลือดลมไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของซูเจี๋ยอย่างต่อเนื่องผ่านเส้นสายแขนขา

ซูเจี๋ยนั่งหลับตาเงียบๆ รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ภายในร่างกาย

ตะขาบพันมือระดับกลางหลอมวิญญาณสี่รอบที่มีพลังเลือดลมแข็งแกร่งดุจขุนเขาที่สูงตระหง่าน ภายใต้การเกื้อหนุนจากตะขาบพันมือ ระดับการฝึกตนของซูเจี๋ยก็ทะยานขึ้นเป็นลำดับ พลังวิญญาณที่อยู่ในสถานะก๊าซในร่างกายถูกบีบอัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ลมพัดผ่าน ใบไม้ของต้นอัฐิขาวส่งเสียงสั่นไหว รากอากาศที่ปลิวไสวตกลงบนหลังของซูเจี๋ย ราวกับเป็นท่อน้ำนับไม่ถ้วนที่เชื่อมต่อกับเลือดเนื้อของซูเจี๋ย พลังวิญญาณที่มาจากใต้ดินและอากาศถูกต้นอัฐิขาวเปลี่ยนรูปและไหลเข้าสู่ร่างกาย

เวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างสงบ ในป่าทึบเงียบสงัดไร้เสียง นอกจากเสียงของสัตว์เล็กๆ ชนิดต่างๆ แล้ว ยังมีเสียงการไหลเวียนของลมหายใจที่เดือดพล่านภายในร่างกายของซูเจี๋ย บางครั้งก็ช้า บางครั้งก็เร็ว บางครั้งได้ยินเสียงที่พุ่งพล่านในระยะร้อยเมตร บางครั้งได้ยินเพียงเสียงเล็กน้อยผ่านหูเท่านั้น

ค่อยๆ รูขุมขนรอบตัวของซูเจี๋ยมีคราบสกปรกถูกขับออกมา นั่นคือสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในไขกระดูก

กลิ่นหอมจางๆ เริ่มปรากฏขึ้นจากภายในร่างกายของซูเจี๋ย เหมือนกับกลิ่นยาจากสมุนไพรที่มีอายุร้อยปี ผิวพรรณเริ่มเปล่งประกายสีสันของหยกมันแพะอย่างเห็นได้ชัด

ร่างกายมนุษย์ของซูเจี๋ยค่อยๆ หลุดพ้นจากขอบเขตของสิ่งมีชีวิตทั่วไป ในสายตาของปิศาจบางตน ผู้ฝึกตนอย่างซูเจี๋ยก็ไม่ต่างจากโอสถวิญญาณเดินได้

หลายชั่วโมงต่อมา หลังจากผ่านการพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่า บริเวณจุดตันเถียนของซูเจี๋ย พลังวิญญาณหยดแรกก็ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด และกลั่นตัวจากสถานะก๊าซกลายเป็นพลังวิญญาณสถานะของเหลว

พลังวิญญาณในจุดตันเถียนพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง จากนั้นก็ส่งต่อไปยังทุกเส้นลมปราณ บีบอัดพลังวิญญาณให้กลายเป็นของเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ

จบบทที่ บทที่ 96 การบิน

คัดลอกลิงก์แล้ว