- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 71 การสะกดรอย
บทที่ 71 การสะกดรอย
บทที่ 71 การสะกดรอย
ลมหนาวพัดโชย ร่างหลายร่างพุ่งทะยานผ่านผืนป่าด้วยความรวดเร็ว จนทำให้ฝูงนกพากันตื่นตกใจบินว่อนไปทั่ว
นี่คือกลุ่มคนสี่คนที่ประกอบด้วยชายสามคนและหญิงหนึ่งคน
"ศิษย์พี่จาง อีกประเดี๋ยวก็จะถึงบ้านของข้าแล้ว พวกเราไปหาท่านพ่อเพื่อสอบถามสถานการณ์ก่อนเถิดครับ"
ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเอ่ยขึ้น เขาปวมชุดคลุมที่มีลวดลายเมฆาสีม่วงอันวิจิตร หากพวคนในยุทธภพมาเห็นเข้า ก็คงจะจำได้ทันทีว่านี่คือเครื่องแต่งกายของลูกศิษย์สำนักจื่อเสีย
เขาชื่อว่าฉู่ผู เป็นบุตรชายคนที่สามของฉู่สวิมถาน เขาเข้าสำนักจื่อเสียตั้งแต่อายุสิบห้าปี จนปัจจุบันได้รับการเลื่อนขั้นเป็นลูกศิษย์ฝ่ายนอกแล้ว โดยมีระดับพลังอยู่ในขอบเขตหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นที่สาม
ทว่าทั้งสามคนที่ร่วมทางมากับเขานั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ทั้งสามคนสวมชุดเกราะเหล็กและหมวกเหล็กทรงแหลม ที่เอวเหน็บดาบคู่ไว้ ท่าทางการเคลื่อนไหวดุจพยัคฆ์เหินมังกรทะยาน แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ดุดัน
คนเหล่านี้คือลูกศิษย์จากหอลงทัณฑ์ของสำนักจื่อเสีย ซึ่งมีระดับพลังอยู่ในขอบเขตหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นที่ห้าขึ้นไป ซึ่งถือว่าแตกต่างจากเขาอย่างลิบลับ
หอลงทัณฑ์นอกจากจะมีหน้าที่จับกุมและลงโทษลูกศิษย์ที่ละเมิดกฎของสำนักแล้ว ยังมีหน้าที่จัดการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีมารอีกด้วย
ทั้งสามคนรวมกลุ่มกันเป็นทีมขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นพิกัดพื้นฐานของสำนักจื่อเสียในการสืบสวนเรื่องวิถีมาร ในยามที่ยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ของศัตรู
ศิษย์พี่จาง หรือจางฉางซินที่เป็นหัวหน้าทีมหันไปมองตำบลที่อยู่ไกลออกไป ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "รีบไปเถอะ หากหาตัวผู้ฝึกตนวิถีมารไม่พบ ข้าจะเอาเรื่องเจ้า"
"สถานที่ห่างไกลเช่นนี้ หากเจ้าไม่ยืนยันอย่างหนักแน่น ข้าก็ไม่อยากจะมานักหรอก"
"พูดให้น้อยลงหน่อยเถอะฉู่ผู หวังว่าข่าวกรองของเจ้าจะถูกต้องนะ หากมีผู้ฝึกตนวิถีมารอยู่จริง ผลประโยชน์ย่อมต้องมีส่วนของเจ้าด้วย และรางวัลสังหารมารจากสำนักก็จะมีส่วนของเจ้าเช่นกัน"
ลูกศิษย์หอลงทัณฑ์อีกสองคนคือชวีหลิงเซวียนและโฮ่วหย่งชิงเอ่ยขึ้น ทั้งคู่เป็นคนรักกัน
"ต้องแบ่งให้เขาจริงๆ หรือ เขาเป็นแค่..."
ชวีหลิงเซวียนเอ่ยออกมาด้วยความไม่พอใจพลางกระซิบที่ข้างหูของโฮ่วหย่งชิง
เพื่อเป็นการกดดันผู้ฝึกตนวิถีมารและป้องกันไม่ให้วิถีมารฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีก สำนักฝ่ายธรรมะที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายมักจะมีรางวัลสังหารมารที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน โดยพิจารณาจากความแข็งแกร่งและจำนวนของผู้ฝึกตนวิถีมารที่สังหารได้ ซึ่งรางวัลจะมีทั้งโอสถ อาวุธวิเศษ ยันต์เวท เคล็ดวิชา และหินวิญญาณ เป็นต้น
"ปลอบใจเขาไปก่อนเถอะ จะให้หรือไม่ให้นั้นก็ขึ้นอยู่กับคำพูดของพวกเราเพียงคำเดียวเท่านั้น"
โฮ่วหย่งชิงและจางฉางซินสบตากันเพียงครู่เดียวก็เข้าใจความคิดของกันและกันทันที
ฉู่พู่ายิ้มออกมาพลางกล่าวว่า "ศิษย์พี่และศิษย์พี่หญิงทั้งสามท่าน นี่คือข่าวที่ท่านพ่อของข้าส่งมาทางจดหมายนกพิราบด้วยตนเอง ย่อมไม่มีทางผิดพลาดแน่นอนครับ"
เมื่อกล่าวจบ ฉู่ผูยก็ไม่รอช้า รีบนำทางศิษย์พี่ทั้งสามมุ่งหน้าไปยังจวนของตนในตำบลเสาซันทันที
...
ไม่กี่นาทีต่อมา
ฉู่ผูยคุกเข่าลงกับพื้นพลางร้องไห้ออกมาอย่างโฮกฮาก เมื่อเห็นจวนตระกูลฉู่ที่กำลังถูกไฟแผดเผาอย่างหนัก ซากศพจำนวนมากถูกไฟคอกจนเกรียม นี่คือการสังหารแล้วจุดไฟเผาเพื่อทำลายหลักฐานของศัตรูนั่นเอง
จวนตระกูลฉู่ที่ยิ่งใหญ่และเคยใช้อำนาจบาตรใหญ่ในตำบลเสาซันมานานหลายปี บัดนี้กลับพังทลายลงในกองเพลิงเพียงชั่วพริบตา
"เป็นฝีมือของผู้ฝึกตนวิถีมารจริงๆ ด้วย"
จางฉางซินที่ตอนแรกยังลังเลอยู่บ้าง บัดนี้กลับเชื่อสนิทใจแล้วว่ามีผู้ฝึกตนวิถีมารมาเยือนตำบลเสาซันจริงๆ
"วิธีการของผู้ฝึกตนวิถีมารพวกนี้ช่างโหดเหี้ยมเหลือเกิน"
ใบหน้าของชวีหลิงเซวียนปรากฏความสะเทือนใจออกมา แต่นางไม่ได้เสียใจให้กับคนในตระกูลฉู่ที่ตายไปหรอกนะ นางแค่คิดว่าการใช้วิธีฆ่าแล้วจุดไฟเผาเช่นนี้ จะทำให้การสืบร่องรอยของผู้ฝึกตนวิถีมารทำได้ยากขึ้น
สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายธรรมะหรือวิถีมาร เมื่อเทียบกับคนธรรมดาทั่วไปแล้ว พวกเขาล้วนอยู่สูงส่งจนเกินเอื้อม และน้อยนักที่จะมีใครนำมาเปรียบเทียบกัน
โฮ่วหย่งชิงเดินสำรวจไปรอบๆ สถานที่ ก่อนจะฉวยโอกาสเก็บหินวิญญาณและเงินทองที่พบในกองซากปรักหักพังของตระกูลฉู่ใส่ลงในกระเป๋าของตนเอง
"ศิษย์พี่และศิษย์พี่หญิง ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถิด จะให้ข้าทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น"
ฉู่พูกัดฟันแน่น เขารู้ดีว่าลำพังเพียงตัวเขานั้นไร้กำลัง การจะแก้แค้นได้ย่อมต้องพึ่งพาลูกศิษย์จากหอลงทัณฑ์ทั้งสามคนนี้เท่านั้น
จางฉางซินไม่ได้รับคำ คนที่ตายไปเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น สำหรับเขามันไม่มีความหมายอะไรเลย เขาสนใจเพียงแค่ความแข็งแกร่งของผู้ฝึกตนวิถีมารกลุ่มนี้มากกว่า และกำลังคิดว่าจะเรียกคนมาช่วยเพิ่มเพื่อให้สถานการณ์มันมั่นคงกว่านี้ดีหรือไม่
"คุณชาย คุณชายฉู่ผู ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว ท่านต้องแก้แค้นให้เจ้าตระกูล และแก้แค้นให้คนทั้งตระกูลฉู่! ต้องฆ่าเจ้าผู้ฝึกตนวิถีมารนั่นให้ได้"
ในตอนนั้นเอง ที่ด้านนอกจวนตระกูลฉู่ก็มีเสียงร้องไห้ดังขึ้นมา
จากนั้นฉู่ผูยก็เห็นผู้อาวุโสรับเชิญของตระกูลที่ไม่ได้เจอกันนาน วิ่งโซซัดโซเซกลับมาพลางร้องไห้คร่ำครวญเสียงดัง
"ท่านคือ... ชื่อว่าลู่อะไรสักอย่าง..."
ฉู่ผูยอยู่ในสำนักจื่อเสียมานานหลายปีจนแทบไม่ได้กลับบ้าน จึงทำให้รู้สึกไม่คุ้นเคยกับคนในตระกูลไปบ้าง และจำชื่อไม่ได้ในทันที
"ผู้เฒ่าคือลู่เฟิงอย่างไรเล่า! เมื่อก่อนถูกพ่อของเจ้าไหว้วานให้มาประจำอยู่ที่ตำบลเสาซันแห่งนี้ ในวันนี้ข้าได้ปะทะกับเจ้ามารร้ายที่ชื่อว่าซูเจี๋ยด้วยตนเอง มันมีของวิเศษติดตัวมากมาย ทั้งกระบี่บินระดับยอดเยี่ยม ยันต์เวทและอาวุธวิเศษอีกเพียบ เพียงเพราะพวกเราบังเอิญไปล่วงรู้ความลับของมันเข้า มันจึงได้ฆ่าล้างบางตระกูลฉู่เพื่อปิดปากพวเรา"
ลู่เฟิงร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุด และเมื่อได้ยินเช่นนั้น แม้ว่าฉู่ผูยจะยังไม่ทันได้แสดงท่าทีอะไรออกมา แต่จางฉางซินทั้งสามคนกลับมีแววตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
"เจ้าบอกว่าผู้ฝึกตนวิถีมารคนนั้นมีทรัพยากรติดตัวมามากมายอย่างนั้นหรือ"
จางฉางซินก้าวเข้าไปหาลู่เฟิงพลางหิ้วคอเสื้อของอีกฝ่ายขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว
"ใช่ครับ ข้าเห็นมากับตาตัวเอง ย่อมไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน มันยังมีกระบี่บินที่ทรงพลังมาก แต่ความแข็งแกร่งของมันเองนั้นไม่ได้สูงส่งอะไรนัก อาศัยเพียงแค่ของวิเศษเท่านั้น ไม่อย่างนั้นตระกูลฉู่ของพวกเราก็คงไม่พ่ายแพ้เละเทะเช่นนี้หรอกครับ"
ร่างของลู่เฟิงสั่นระริกพลางแสดงท่าทีหวาดกลัวออกมา
"ความแข็งแกร่งของมันอยู่ในระดับใด"
โฮ่วหย่งชิงชี้ไปที่ลู่เฟิงพลางเอ่ยถามฉู่ผูย
"น่าจะอยู่ในขอบเขตหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นที่สองครับ"
ฉู่ผูยตอบไปตามตรง แม้จะยังไม่ค่อยแน่ใจนัก
แต่คำตอบนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้จางฉางซินทั้งสามคนเบาใจลง เพราะขนาดลู่เฟิงที่เป็นเพียงผู้อ่อนแอก็ยังรอดมาได้ แสดงว่าผู้ฝึกตนวิถีมารคนนั้นไม่ได้เก่งกาจอะไรมากนัก คงจะเก่งแต่เพียงเพราะมีของวิเศษเท่านั้น ซึ่งไม่ได้น่าเกรงขามอะไรเลย
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ฝึกตนวิถีมารคนนั้นหนีไปทางใด หากอยากแก้แค้น ก็จงนำทางพวกเราไปซะ"
ชวีหลิงเซวียนเอ่ยออกมาอย่างร้อนรน เมื่อไม่มีสิ่งที่ต้องกังวลแล้ว ผู้ฝึกตนวิถีมารที่พกพา ทรัพยากรมามากมายเช่นนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องชิงมาให้ได้
"ข้ารู้ครับ ข้าคุ้นเคยกับภูมิประเทศแถวนี้เป็นอย่างดี และพวกมันก็ขี่ม้าไปด้วย ย่อมต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้แน่นอน ข้าหาพวกมันเจอแน่ครับ"
ลู่เฟิงพยักหน้าหงึกๆ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ
"ดีมาก! ผู้ฝึกตนวิถีมาร์ที่ชั่วช้าเช่นนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องจับพวกมันมาลงโทษให้ได้"
จางฉางซินส่งสายตาให้ชวีหลิงเซวียนและโฮ่วหย่งชิง ทั้งคู่พยักหน้าเข้าใจพลางเอ่ยออกมาพร้อมกัน
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็อย่ารอช้าอยู่เลย รีบออกเดินทางกันเถอะ จะได้ไปจับกุมเจ้าผู้ฝึกตนวิถีมารที่โหดเหี้ยมคนนั้นมาลงโทษตามกฎหมาย"
ทั้งสามคนในตอนนี้ไม่ได้เอ่ยถึงความลังเลก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย และไม่มีความคิดที่จะหาคนมาช่วยเพิ่มเลยสักนิด
ยิ่งคนเยอะ ก็หมายความว่าส่วนแบ่งที่จะได้รับก็จะยิ่งน้อยลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด
"ขอบพระคุณศิษย์พี่ทุกท่านมากครับ"
ฉู่พูก็ไม่ใช่คนโง่ แม้ในใจจะแอบสงสัยอยู่บ้างว่าทำไมคนทั้งตระกูลตายหมด แต่เหลือเพียงลู่เฟิงคนเดียวที่รอดมาได้
แต่เมื่อนึกถึงความแค้นที่ถูกฆ่าล้างบาง และในตอนนี้เขาก็กำลังจะได้แก้แค้นแล้ว ในใจจึงหลงเหลือเพียงความตื่นเต้นเท่านั้น
กลุ่มคนทั้งหมดรีบออกไปจากตำบลเสาซันทันที ภายใต้การนำของลู่เฟิง พวกเขารีบสะกิดรอยตามไปอย่างรวดเร็ว
จางฉางซินและคนอื่นๆ พบว่า ลู่เฟิงคนนี้แม้จะไม่มีความแข็งแกร่งอะไรนัก แต่การสะกดรอยตามนั้นกลับทำได้อย่างยอดเยี่ยม แม้แต่ร่องรอยที่จงใจลบออกไป เขาก็ยังสามารถหาร่องรอยเล็กๆ น้อยๆ จนตามไปได้ทัน