- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 56 แมลงสู้กัน
บทที่ 56 แมลงสู้กัน
บทที่ 56 แมลงสู้กัน
เฝิงเหวินจิ่นยิ้มและพยักหน้าเล็กน้อย พลางกล่าวว่า “หึหึ สหายซูจำชื่อฉันได้ด้วยเหรอ ผ่านมาร่วมปีสหายซูดูมีชีวิตที่ดีขึ้นนี่”
“ไม่ ไม่ ไม่ ฉันไม่ได้อยู่ดีกินดีสักนิด ลูกศิษย์อย่างพวกนายไม่เคยหยุดกันเลย ตอนนี้แม้แต่ศิษย์สายในก็ยังถูกส่งมา ฉันยังประเมินความเย้ายวนของกระบี่อัฐิเทียนซาต่ำไปแฮะ”
ซูเจี๋ยกระดิกนิ้วเบาๆ กระบี่อัฐิเทียนซาทะยานแหวกเมฆามาด้วยความเร็วสูง บินวนอยู่เหนือหัวซูเจี๋ยอย่างรวดเร็ว
เมื่อเฝิงเหวินจิ่นได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจออกมาและกล่าวด้วยความรู้สึกผิดว่า “ตอนนั้นก็เพราะฉันที่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องแพ้พนัน เสียอาวุธวิเศษระดับกลางอย่างไข่มุกไท่ซู่ไป แม้ว่าอาจารย์จะไม่ได้ตำหนิฉันหลังจากนั้น แต่ในใจก็รู้สึกอึดอัด ฉันอยากจะรับผิดชอบต่อท่านอาจารย์ด้วยตัวเอง และการชดเชยที่ดีที่สุดก็คือการเอากระบี่อัฐิเทียนซากลับไป หวังว่าผู้อาวุโสจะยินดี”
“นี่มันเป็นการข้ามศพฉันไปเลยนะ?”
ซูเจี๋ยหรี่ตาแคบลง ในแขนเสื้อมีผึ้งโลหิตเพลิงเงาและจักจั่นปีกเงินนับสิบตัวบินพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
“สหายซู นายดูถูกศิษย์สายในเกินไปแล้วนะ กระบี่บินเล่มเดียวไม่ได้หมายความว่านายจะสู้กับเราได้จริงๆ ซะหน่อย”
เฝิงเหวินจิ่นยกมุมปากขึ้น ด้วยรอยยิ้มร่าเริง กู่จำนวนหนึ่งพุ่งออกมา โตขึ้นเมื่อสัมผัสสายลม
พอเพ่งพินิจมองดูดีๆ ร่างนั้นคือแมลงพิษตัวใหญ่ที่มีความยาวห้าเมตร รูปร่างของมันเต็มไปด้วยตุ่มนูนและหนามแหลมคม นี่คือกู่ระดับล่างหลอมวิญญาณขั้นหนึ่ง ที่เรียกว่า กู่เซียวเกล็ดหนาม
นอกจากนี้ ยังมีด้วงตัวใหญ่สวมเกราะหุ้มสี่ตัวที่มีความยาวมากกว่าสองเมตร ล้วนเป็นกู่ระดับล่างที่ชื่อ กู่ด้วงอัสนีคำรณ ไม่เพียงแต่ทรงพลังและมีเกราะหนา แต่ยังควบคุมพลังแห่งสายฟ้าได้ด้วย
“ผู้ใช้กู่อย่างเรา พึ่งพากู่ในการต่อสู้ การพึ่งพากระบี่บินที่เป็นของนอกกาย นายก็ได้แค่โชว์ออฟชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นแหละ”
เฝิงเหวินจิ่นกางแขนออกอย่างสง่างาม ด้วงกู่ด้วงอัสนีคำรณทั้งสี่ตัวสั่นไหว แยกเขี้ยวและกางกรงเล็บแหลมคมที่เปรียบเสมือนหอกส่องประกายเย็นวาบ กู่เซียวเกล็ดหนามชูคอขึ้นไปในอากาศ ตะขาบดำที่มีหกปีกก็ส่งเสียงคำรามขู่ซูเจี๋ย
ซูเจี๋ยเมื่อเห็นฉากนี้ แทนที่จะตกใจกลับถามด้วยความสงสัยว่า “หมดแล้วเหรอ”
“อะไรหมด”
เฝิงเหวินจิ่นรู้สึกว่าการปรากฏตัวเช่นนี้ดูน่าเกรงขามมาก จึงไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่ซูเจี๋ยต้องการจะสื่ออะไรเอาเสียเลย
“หมายความว่านายเป็นถึงศิษย์สายใน แต่กลับมีกู่แค่นี้เองเรอะ จะเป็นไปได้ไง! นายคือศิษย์สายในนะโว้ย”
ซูเจี๋ยลูบหน้าผากของตัวเอง แม้ว่ากู่ระดับล่างหลอมวิญญาณขั้นหนึ่ง บวกกับกู่ระดับล่างอีกห้าตัวจะน่ากลัวมากแล้ว สำหรับศิษย์สายนอกทั่วไปคงโดนบดขยี้ได้ง่ายๆ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซูเจี๋ย มันดันไม่เพียงพอให้อยู่รอดได้เลย
“ใกล้ตายอยู่แล้วยังมาปากดีอีก ที่นายเอาชนะเจ้าพวกสวะได้ คงเพราะพึ่งพากระบี่อัฐิเทียนซาแหงๆ แต่ฉันไม่เหมือนพวกนั้นหรอก”
เฝิงเหวินจิ่นฉุนเฉียวขึ้นมาเล็กน้อย สำหรับการดูถูกของซูเจี๋ย ไม่รู้ทำไมเขาถึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟนัก
และเจ้าพวกสวะในปากของเขาก็คือชายตาแมลงที่หนีตายกลับมานั่นเอง ในขณะนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของเฝิงเหวินจิ่น ริมฝีปากของชายตาแมลงก็อ้าขึ้นกำลังจะพูด แต่ดันเหลือบเห็นป่าลึกลับด้านหลังซูเจี๋ยสั่นสะเทือน เงาร่างอันน่าสะพรึงก็โผล่มาให้ประจักษ์แก่สายตาเสียได้
รูประยางค์ตัวหนาสิบกว่าเมตร สีดำสนิทราวกับหมึกหยก แขนซีดเซียวหลายร้อยข้างกำลังคดเคี้ยวม้วนตัวตวัดไปมา
บนเกราะแก้วอันน่ากลัวบนหัวที่ใหญ่โต ดวงตาทั้งคู่ลอยวนไปมาอย่างเดือดดาลและไร้ความรู้สึก ชวนให้หวาดกลัวเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ตัวนี้
หลังจากที่ตะขาบพันมือปรากฏตัวแล้ว สีหน้าของเฝิงเหวินจิ่นก็เปลี่ยนไป รอยยิ้มร่าเริงจางหายไปจนหมด
กลับถูกแทนที่ด้วยปากที่อ้ากว้างและสายตาที่เบิกโพลงตะลึงงัน
แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตะขาบพันมือระดับล่างหลอมวิญญาณขั้นสามที่อยู่เบื้องหลังซูเจี๋ยเลย
“ระดับสาม... ตัวหลอมระดับต้นเนี่ยนะ... นายได้ทรัพยากรมาจากไหนถึงเพาะเลี้ยงมันออกมาได้?”
สำหรับความตกตะลึงและไม่เข้าใจของเฝิงเหวินจิ่น ไม่มีใครตอบคำถามให้ได้ เขาจึงได้แต่หันไปจ้องมองผู้ชายตาแมลง
ถ้าสายตาสามารถฆ่าคนได้ ตอนนี้ร่างของตาแมลงคงพรุนไปด้วยหน้าไม้แล้ว
เฝิงเหวินจิ่นที่ทำหน้าบึ้งตึงกัดฟันกรอดก่อนจะเค้นคำพูดตวาดขึ้นว่า “มันมีกู่ระดับล่างหลอมวิญญาณขั้นสาม ทำไมแกไม่บอกให้เร็วกว่านี้ฮะ”
ผู้ชายตาแมลงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แล้วพยายามอธิบายอย่างรีบร้อน “ผมก็ตั้งใจจะบอกตั้งแต่แรกแล้ว แต่ศิษย์พี่ก็ขัดตลอดจนผมไม่มีโอกาสพูดเลยไง”
เฝิงเหวินจิ่นเงียบกริบ เขาประเมินศิษย์สายนอกต่ำเกินไป คิดมาตลอดว่าซูเจี๋ยแค่ใช้พลังของกระบี่อัฐิเทียนซา และมองข้ามคำอธิบายของผู้ชายตาแมลงไปเสียสิ้น
“ดูเหมือนว่าฉันจะประเมินศิษย์สายในของนายไว้สูงไปนะ ไม่สิ ควรจะบอกว่าฉันประเมินนายไว้สูงไปมากกว่า ศิษย์สายในไม่ได้มีของดีทุกคนหรอก”
ซูเจี๋ยส่ายหน้าอย่างผิดหวัง ก่อนที่จะได้เผชิญหน้ากับศิษย์สายใน เขาเคยจินตนาการไว้ว่าพลังของเฝิงเหวินจิ่นน่าจะสุดยอด
แต่พอดูตอนนี้ มีแค่กู่ระดับล่างหลอมวิญญาณขั้นหนึ่งตัวเดียว กับกู่ระดับล่างธรรมดาๆ ทำให้ซูเจี๋ยรู้สึกผิดหวังอย่างแรง
แน่นอนว่ามันก็สัมพันธ์กับความสามารถของเฝิงเหวินจิ่นด้วยนะ ซูเจี๋ยรู้สึกได้ว่าระดับพลังวิญญาณของเขาอยู่แค่ขั้นหก ซึ่งก็แค่ผ่านเกณฑ์ศิษย์สายในมาเท่านั้นเอง เทียบกับพวกศิษย์พึ่ไม่ได้หรอก
โฮก!
ตะขาบพันมือเหมือนจะรับรู้ถึงความไม่พอใจของเจ้านาย มันเลยแผดเสียงขึ้นฟ้าอย่างกราดเกรี้ยว
ร่างอันหนักอึ้งและน่าขนลุกของมันพุ่งเข้ามาปะทะราวกับรถไฟขบวนใหญ่
ด้วงอัสนีคำรณสองสามตัวตัวสั่นด้วยไฟฟ้า ลูกทรงกลมไฟฟ้าที่แผงออกมากระแทกใส่เปลือกหุ้มของตะขาบพันมือ แต่ก็ทำได้แค่ทำให้เปลือกหมึกที่สวยงามเกิดรอยแตกเท่านั้น
กู่เซียวเกล็ดหนามตัวนั้นอ้าปาก ผิวหนังเต็มไปด้วยตุ่มพองและหนามมีพิษสาดกระเซ็นออกไปพร้อมๆ กัน พุ่งเสียบทะลุตะขาบพันมือพรุนเป็นเม่น
แต่ถึงอย่างนั้น ตะขาบพันมือก็ไม่ลดความเร็วลงเลยสักนิด ราวกับว่าการโจมตีพวกนี้แค่มากระตุกให้มันจั๊กจี้เล่นเท่านั้น
ทันใดนั้น ตะขาบพันมือก็พุ่งลงมากัดที่ส่วนหัว
กู่ด้วงอัสนีคำรณตัวหนึ่งร้องด้วยความโหยหวน ก่อนจะถูกตะขาบพันมือแยกส่วนออกเป็นสองท่อน
หลังจากการโจมตีผ่านไปหนึ่งครั้ง ซีกกระโหลกของตะขาบพันมือก็ตั้งขึ้น ส่วนแขนซีดขาวด้านล่างหลุดออกจากร่างของตะขาบ และคลานเข้าหาแมลงพิษตัวอื่นอย่างน่าประหลาดใจ ราวกับฝูงมดกัดแทะ
ในพริบตาเดียว กู่ด้วงอัสนีคำรณที่เหลืออีกสามตัวก็ถูกแขนซีดสีขาวหลายพันชิ้นโอบล้อมเอาไว้ และบดขยี้อย่างรุนแรงจนกลายเป็นเนื้อบด
มีเพียงกู่เซียวเกล็ดหนามที่มีตุ่มพองเต็มตัวตอบรับกับการโจมตี
ตุ่มพองที่ปกคลุมอยู่ตามผิวหนังแตกออก ส่งพิษพ่นออกมาอย่างรุนแรงเพื่อสยบแขนสีขาวที่พยายามเข้ามาใกล้รุมกัดแทะ
การต่อสู้ใช้เวลาไม่ถึงสิบวินาที แม้ว่าจะมีตะขาบพันมือเพียงตัวเดียว แต่เมื่อระดับห่างกันเยอะ ก็คงเหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็ก ไม่กี่วินาที กู่ด้วงอัสนีคำรณก็โดนบดขยี้เละไม่มีชิ้นดี ส่วนกู่เซียวเกล็ดหนามก็สั่นระริกด้วยความกลัว
ตอนนี้กระบี่อัฐิเทียนซาพุ่งเข้ามาปักตะขาบปีกหกเอาไว้ แล้วกางปีกบินหน้าตั้งไปยังเฝิงเหวินจิ่น
“กลุ่มหมื่นยุง!”
เฝิงเหวินจิ่นหน้าซีด ควักเอาถุงสีน้ำเงินเล็กๆ ที่เอวมาแล้วตบหนึ่งที
วี้วี้
ยุงแมลงวันเล็กนับไม่ถ้วนพุ่งตัวออกมาจากถุง ปกคลุมเฝิงเหวินจิ่นไปทั้งหมด และขยายตัวกลายเป็นเมฆหมอกสีดำคลุมพื้นที่หลายร้อยตารางเมตร
กระบี่บินพุ่งเข้าไป ราวกับปลากระบี่โดนต้อนในฝูงปลา ไม่สามารถตามหาเฝิงเหวินจิ่นเจอ ทำได้เพียงแค่ฆ่ายุงแมลงวันเล็กๆ เท่านั้นแหละ
ไฟในสายเลือดที่ซูเจี๋ยปล่อยออกมาก็ถูกกลืนหายไปกับเมฆพิษ ส่วนจักจั่นเงินที่ตามเข้าไป ก็จบเห่โดยรุมสกรัมอย่างรวดเร็ว
“หมื่นยุง ควบคุมร่างแมลง!”
จากกลางเมฆแมลง เสียงของเฝิงเหวินจิ่นที่กำลังตั้งสมาธิดังออกมา
ยุงแมลงวันรวมตัวกันกลายเป็นมังกร ทันใดนั้นกระโจนทิศทางมุ่งตรงมายังซูเจี๋ย
เส้นทางที่แมลงบินผ่าน ก้อนหินและต้นไม้ใหญ่กลับแตกกระจายกลายเป็นผุยผงอย่างน่ากลัว
“เสี่ยวเชียน” ซูเจี๋ยร้องเรียกชื่อตะขาบพันมือ
ตะขาบพันมือข้ามร่างกู่เซียวเกล็ดหนามที่ตายแล้วมา รัศมีสีม่วงอันเจิดจ้าเผยออกมาจากใบหน้า เผาผลาญยุงแมลงวันที่บินเข้ามาให้กลายเป็นพื้นที่ว่างไปหลายส่วน
เมฆหมอกสยาย หอคอยดำลอยตระหง่านอยู่กลางอากาศ
ทันทีที่อาวุธระดับสูงนี้โผล่ออกมา หอคอยก็ขยายแผ่พลังงานพัวพันอากาศตัดแฉกไปยังสี่ทิศ
ตะขาบพันมือหมุนตัวเข้ามาปกป้องซูเจี๋ยอยู่ในวงแหวน พลังเหล่านั้นซัดกระหน่ำ ทำให้พื้นดินพังทลายเป็นซาก และถึงมันจะทำให้ตะขาบพันมือต้องบาดเจ็บ แต่มันก็ฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว
ขณะรุกคืบ กู่เซียวเกล็ดหนามอ้าปาก กางท้องออกเพื่อปล่อยไข่ขาวให้ไหลออกมาทางปาก ร่วงหล่นเหมือนสายประคำตกลงพื้นดิน แล้วติดไปกับร่างที่เป็นเนื้อ
ต่อหน้าต่อตา ชิ้นส่วนเนื้อหนังใต้เกราะของตะขาบพันมือค่อยๆ ปูดโปนออกมาทีละชิ้น
มวลหนอนขาวค่อยๆ ออกมาจากเนื้อและโลดเต้นแหวกว่ายอย่างสนุกสนาน
พริบตาเดียว ตะขาบพันมือตัวใหญ่แตกตัวกระจัดกระจายออกเป็นตะขาบตัวเล็กๆ นับพันตัว แล้วย้อนกลับมารุมกระชากและเขมือบหนอนขาวนั่นเหมือนกำลังลิ้มรสขนมหวานอร่อยเหาะ
ในอีกทางหนึ่ง เฝิงเหวินจิ่นได้หาจังหวะนั้น โยนยันต์สายฟ้าชั้นสูงออกมาสามใบอย่างเด็ดขาด
ในตอนที่ตะขาบพันมือกลายเป็นตะขาบเล็กๆ และซูเจี๋ยเปิดเผยตัวตน สายฟ้าทั้งสามเส้นก็ผ่าลงมาแบบเฉียดฉิวสุดๆ
กระบี่อัฐิเทียนซาที่เข้ามารับผลบุญสกัดกั้นจนสั่นสะเทียนอย่างแรง ทำให้หน้าอกของซูเจี๋ยอดอั้นชั่วขณะ พลังสายเลือดก็หมุนเวียนไปมา ศิษย์สายในก็ยังมีของเล่นเยอะแยะแบบนี้แหละ
เพราะพลังของซูเจี๋ยยังไม่ถึงขั้น จึงไม่อาจจะต้านกระบี่อัฐิเทียนซาได้ดีนัก หาไม่แล้ว เฝิงเหวินจิ่นก็คงต้านไม่ได้หรอก
“ตายซะ”
เฝิงเหวินจิ่นหัวเราะเย็นยะเยือก กลุ่มแมลงหดตัวกลายเป็นดาบใหญ่สีดำ
ขณะเดียวกัน เขาก็ประสานกายเป็นหนึ่งพุ่งเข้าโจมตีใส่ซูเจี๋ยอย่างรวดเร็วที่สุด
หอคอยดำก็ยังปล่อยพลังงานต่อเนื่อง สกัดการเคลื่อนไหวของกระบี่อัฐิเทียนซาเอาไว้
“เผยตัวสักที”
ซูเจี๋ยเฝ้ารอเวลานี้อยู่ ตวัดยิ้มเย็น เนื้อหนังบริเวณเอวปริแตก แขนสีขาวลอยออกมาหมุนวนขึ้นเหมือนดอกไม้เบ่งบาน ขวางการจู่โจมของดาบแมลงไว้
แขนสีขาวถูกตัดขาดต่อเนื่อง แต่อีกแขนก็แทรกออกมาใหม่ สู้กันอย่างไม่ลดละ
ขณะเฝิงเหวินจิ่นกัดฟันตั้งใจจะโจมตีทีเดียว จู่ๆ เขาก็เหลือบไปเห็นดวงตาอันว่างเปล่าของซูเจี๋ย
ปัง!
แสงสีม่วงพุ่งออกมาจากตาของซูเจี๋ย ห่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตร ทำให้เฝิงเหวินจิ่นไม่มีเวลาหลบ แสงสีม่วงแผดเผาครึ่งตัวบนจนไหลเยิ้ม เหลือเพียงแค่ครึ่งล่างที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
เพล้งๆๆ!
เมื่อเฝิงเหวินจิ่นตายไป ยุงและแมลงที่สูญเสียการควบคุมก็ปล่อยตัวเองกระจัดกระจายกระเด็นไปทั่วร่วงราวกับฝนซัด
ในระยะไม่ไกล ตะขาบตัวน้อยหลายหมื่นที่อยู่ใกล้กู่เซียวเกล็ดหนามได้แทะกินเหลือแต่โครงกระดูกไปจนสิ้น
ไกลออกไป ผู้ชายที่มีตาแมลงก็โดนผลกระทบจากการต่อสู้ของซูเจี๋ยและเฝิงเหวินจิ่น ถูกไข่กู่เซียวเกล็ดหนามวางปกคลุม แล้วหนอนแมลงก็ฟักออกมาจากด้านในตอนนี้ร่างเน่าเปื่อยไร้ชีวิตแล้ว
จะบอกว่าเขาตายอนาถที่สุดก็ว่าได้ ทวยเทพต่อสู้กันกลับพลางเอาชีวิตคนธรรมดาดั่งเช่นเขาต้องตายไปอย่างสยดสยอง