- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 32 บริษัทบังหน้า
บทที่ 32 บริษัทบังหน้า
บทที่ 32 บริษัทบังหน้า
การฝึกตนเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงสิ้นสุดลง ซูเจี๋ยค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายเจิดจ้า ซึ่งนี่คือการแสดงออกถึงพลังวิญญาณที่เกือบจะกลายเป็นรูปร่างที่จับต้องได้
ซูเจี๋ยสะบัดแขนเบาๆ เดินไปที่รถ BMW M8 ของตนเอง ย่อตัวลงแล้วออกแรงฮึดสู้
ภาพที่ทำให้มนุษย์บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึงก็เกิดขึ้น รถยนต์น้ำหนัก 1.9 ตันคันนี้ถูกซูเจี๋ยยกขึ้นด้วยสองมือแล้วชูไว้เหนือหัว
"คุณภาพพลังวิญญาณที่ได้รับกลับมาครั้งนี้สูงมาก"
ซูเจี๋ยพ่นลมหายใจออกมายาวๆ รู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งกับผลลัพธ์ที่ได้จากการเลื่อนระดับในครั้งนี้
นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและพลังวิญญาณแล้ว ซูเจี๋ยก้มลงมองร่างกายของตัวเอง
จากนั้นใช้มือขวาประกบกันเป็นสันดาบ สับลงไปที่แขนซ้ายอย่างแรง
พร้อมกับเสียงกระดูกร้าว ซูเจี๋ยใช้มือทั้งห้ากางออกราวกับกรงเล็บเหยี่ยว แล้วฉีกแขนซ้ายออกตั้งแต่หัวไหล่
ความเจ็บปวดแสนสาหัสไม่ได้เกิดขึ้นอย่างที่คิด เนื้อเยื่อตรงบาดแผลบริเวณไหล่ซ้ายที่ขาดสะบั้นของซูเจี๋ยเริ่มงอกและทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ในเวลาเพียงหนึ่งนาที แขนใหม่เอี่ยมก็งอกออกมา
ส่วนแขนที่ขาดซึ่งถูกซูเจี๋ยโยนลงบนพื้นราวกับมีเจตจำนงในการดำรงชีวิต มันดิ้นรนและกระตุกโดยไม่รู้ตัว เนื้อและหนังกระดุกกระดิกอย่างแปลกประหลาด แม้แต่แขนก็เหมือนกับแมลงมีพิษที่ตายยากตายเย็น พลังชีวิตของมันช่างทรหดอดทนอย่างยิ่ง
ลักษณะเฉพาะของการแยกตัวและการรักษาตัวเองขั้นสูงจากตะขาบพันมือเริ่มปรากฏให้เห็นในตัวของซูเจี๋ย
ชิ้นส่วนร่างกายที่แยกออกไปนั้นแฝงไปด้วยอิทธิพลจากเจตจำนงของซูเจี๋ย ทำให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนสิ่งมีชีวิต
แน่นอนว่าหากปล่อยทิ้งไว้ ไม่นานแขนที่ขาดก็จะตายสนิท การสร้างชีวิตใหม่ไม่ใช่สิ่งที่เขาในระดับนี้สามารถทำได้
ซูเจี๋ยก้มตัวลงเก็บแขนที่ขาดบนพื้นขึ้นมา เล็งไปที่มือซ้าย แขนที่ขาดนี้ก็งอกเนื้อเยื่อออกมาทันที เริ่มเชื่อมต่อและหลอมรวมกับแขนซ้ายที่เกิดใหม่ และเข้าไปหลอมรวมอย่างสมบูรณ์ในเวลาอันรวดเร็วโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เลย
"ตอนนี้ต่อให้โดนแทงทะลุหัวใจ ฉันก็คงรอดตาย หึหึ แผลฉกรรจ์แค่นี้จิ๊บจ๊อย"
ซูเจี๋ยคิดในใจ หากการฝึกตนของตัวเองสามารถยกระดับสูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ ในอนาคตแม้แต่การเกิดใหม่จากหยดเลือดก็สามารถทำได้เช่นกัน
เมื่อฝึกตนเสร็จ ซูเจี๋ยก็ปล่อยตะขาบพันมือเข้าไปกินมื้อใหญ่อย่างเต็มอิ่มในฟาร์มเพาะเลี้ยง จากนั้นจัดการซ่อนร่องรอยให้เรียบร้อย ออกจากฟาร์มเพาะเลี้ยง และขับรถกลับไปยังคฤหาสน์หมายเลขหนึ่งแห่งจิ่งเจียง
......
"ซูเจี๋ย คุณกลับมาแล้ว"
เพิ่งกลับมาถึงคฤหาสน์ หลิ่วหยิงหยิงในชุดกระโปรงทรงสอบรัดรูปก็ตาเป็นประกาย รีบเดินเข้ามาต้อนรับ
"ช่วงที่ฉันไม่อยู่สองสามวันนี้ งานที่ให้ทำไปถึงไหนแล้ว?"
ซูเจี๋ยนั่งลงบนโซฟา ไขว่ห้าง จิบชาหอมกรุ่นที่แม่บ้านนำมาเสิร์ฟ
หลิ่วหยิงหยิงเดินเข้าไปหา นวดไหล่ให้ซูเจี๋ยอย่างอ่อนโยนด้วยมือเรียวงาม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจเล็กน้อยว่า "ฉันเพิ่งกลับจากเกาะฮ่องกงเมื่อวาน จัดการเรื่องบริษัทหลายแห่งของคุณก่อนหน้านี้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังจดทะเบียนบริษัทบังหน้าใหม่อีกสามแห่ง โดยให้เบื้องหลังโอนย้ายไปที่หมู่เกาะเคย์แมน จากนั้นก็ลัดเลาะผ่านด่านต่างๆ จากประเทศฉานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จดทะเบียนบริษัทแหล่งผลิตวัตถุดิบที่มีการถือหุ้นไขว้กันหลายแห่งได้อย่างราบรื่น เพื่อให้ธุรกิจของเราถูกกฎหมายยิ่งขึ้น"
"เก่งขนาดนี้เลยเหรอ? ดูท่าจะเลือกเลขาไม่ผิดจริงๆ"
"ยังไงฉันก็เรียนจบการเงินมานะ เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก"
"ไม่ได้เจอปัญหาอะไรใช่ไหม?"
"ไม่มีปัญหาอะไร พอยัดเงินให้ ทุกอย่างก็ง่ายดายไปหมด โดยเฉพาะที่ประเทศฉาน หน่วยงานศุลกากรและกรมป่าไม้ของที่นั่นตั้งแต่บนลงล่าง รับสินบนกันอย่างเปิดเผย ไม่ว่าเอกสารหรือขั้นตอนอะไร ขอแค่จ่ายในราคาที่เหมาะสม ก็จัดการให้คุณได้หมด"
หลิ่วหยิงหยิงเดินกลับเข้าไปในห้อง หยิบเอกสารปึกหนึ่งออกมาวางรตรงหน้าซูเจี๋ย
ซูเจี๋ยหยิบขึ้นมาดู มีบริษัทการค้าฟู่จวี้จำกัด บริษัทนำเข้าไม้ท่อนจินเต๋อตี้ เฟอร์นิเจอร์เจี๋ยซิน ฯลฯ และด้านหลังก็มีเอกสารปลีกย่อยอีกเล็กน้อย
มีใบอนุญาตตัดไม้ของประเทศฉาน ใบรับรองการรมควัน ใบรับรองศุลกากรพืช ใบรับรองสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ใบเสร็จรับเงิน และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกไม้ท่อนครบชุด
เพียงนำเอกสาร 'ถูกกฎหมาย' ของประเทศฉานเหล่านี้ไปยื่นศุลกากร ไม้ท่อนก็จะผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องและสมเหตุสมผล ทำให้บริษัทบังหน้าหลายแห่งดำเนินการได้อย่างราบรื่น ขนส่งนำเข้าจากประเทศฉานเข้ามายังประเทศจีน และสุดท้ายก็มาอยู่ในมือของบริษัทเฟอร์นิเจอร์เทียนหยวน
และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ซูเจี๋ยต้องทำเช่นนี้ ก็เป็นเพราะภูเขาใหญ่บริเวณรอบวังเขากุ่ยหลิ่งในโลกเทียนหยวนถูกเขาแผ้วถางย่อยยับ ไม้จันทน์แดงใบเล็กที่มีอยู่ถูกตัดไปมากมายจนหายากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยความจำเป็น ซูเจี๋ยจึงเตรียมตัวที่จะตัดไม้มีค่าชนิดอื่นๆ เช่น ไม้หนานมู่สีทอง ไม้ฮว๋าหลีทอง ไม้การบูรทอง และอื่นๆ
แต่การที่ซูเจี๋ยจะทำแบบเล็กๆ น้อยๆ โดยใช้ชื่อว่าเป็นของตกทอดจากบรรพบุรุษก็คงไม่เหมาะสมอีกต่อไป
ไม้เหล่านั้นจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายในการหมุนเวียนภายในประเทศ ประกอบกับตอนนี้ได้ก่อตั้งบริษัทเฟอร์นิเจอร์เทียนหยวนขึ้นมาแล้ว
บริษัทแห่งหนึ่งไม่สามารถขายเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้เพียงชนิดเดียวได้ จำเป็นต้องมีสินค้าหลากหลายประเภท ดังนั้นกระบวนการปิดฟ้าข้ามทะเลนี้จึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อล้างไม้มีค่าแห่งโลกเทียนหยวนให้ถูกระเบียบ
ด้วยเหตุนี้ ซูเจี๋ยจึงเตรียมตัวที่จะเดินทางไปประเทศฉานสักครั้งในตอนที่มีเวลา นอกจากการเตรียมวัตถุดิบไม้แล้ว ยังมีแนวคิดที่บ้าบิ่นยิ่งกว่าเตรียมการจะนำไปทดสอบความจริงที่ประเทศฉานด้วย
ระหว่างที่ซูเจี๋ยกำลังเปิดดูเอกสารเหล่านี้ เหลียงเหลียนจวินที่ได้รับข่าวก็รีบร้อนเดินเข้ามาในคฤหาสน์
"ประธานซู ผมมาช้าไปครับ"
"นั่งลงสิ"
ซูเจี๋ยยกมือขึ้นให้เหลียงเหลียนจวินนั่งลง แล้วจึงถามว่า "ซื้อโรงงานแปรรูปได้หรือยัง?"
"ซื้อได้แล้วครับ เพียงแต่ว่า..."
เหลียงเหลียนจวินอึกอัก พูดด้วยความเกรงใจว่า "ก็บริษัทเลิ่งปายเฮอดันเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นนี่ครับ ลูกๆ ของประธานชุยแย่งชิงสมบัติกันหนักหน่วง เอาแต่ขายทอดตลาดและผลาญทรัพย์สินของเลิ่งปายเฮอไปทั่ว ผมก็เลยกว้านซื้อโรงงานแปรรูปไม้ของเลิ่งปายเฮอและดึงตัวคนเก่งๆ จากแผนกออกแบบมา สร้างโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์เทียนหยวนขึ้นมาครับ"
ซูเจี๋ยหัวเราะฮ่าๆ แล้วพูดว่า "เรื่องนี้มีอะไรเสียหาย การขุดผู้มีความสามารถจากบริษัทเดิมมาเป็นของตัวไม่ใช่เรื่องแปลก ฉันไม่ถือสาเรื่องแบบนี้หรอก การที่คุณสามารถเอาโรงงานแปรรูปมาอยู่ในมือได้อย่างรวดเร็วที่สุดต่างหากที่นับว่าเป็นความสามารถ"
ต้องยอมรับเลยว่าเหลียงเหลียนจวินคนนี้มีความสามารถโดดเด่นทีเดียว
"ตอนนี้เฟอร์นิเจอร์เทียนหยวนสามารถดำเนินการตามปกติได้แล้วใช่ไหม?"
"ใช่ครับประธานซู ตอนนี้อุปกรณ์และคนงานในโรงงานแปรรูปพร้อมแล้ว ขอแค่ไม้ท่อนมาถึงก็สามารถแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้เลยครับ"
"เรื่องไม้ท่อนไม่ใช่ปัญหา คุณดูนี่สิ แม้แต่เอกสารรหัสข้อมูลต่างๆ ก็จัดเตรียมไว้ให้คุณหมดแล้ว คุณใช้ชื่อเฟอร์นิเจอร์เทียนหยวนส่งใบสั่งซื้อไปยังบริษัทจินเต๋อตี้แห่งนี้ ไม้ท่อนก็จะสามารถเริ่มขนส่งจากประเทศฉานได้เลย"
ซูเจี๋ยยิ้มกริ่มพร้อมกับยื่นเอกสารปึกหนึ่งไปให้ เหลียงเหลียนจวินเห็นเอกสารการนำเข้าและส่งออกไม้ท่อนมากมายบนนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที
ซูเจี๋ยยกชาขึ้นจิบแล้วพูดว่า "ฉันเตรียมไม้ท่อนไว้ให้คุณแล้ว ส่วนรายละเอียดด้านการขายคงเข้าไปจุ้นจ้านไม่ได้ นั่นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณล่ะนะ"
"ประธานซูวางใจได้เลยครับ เฟอร์นิเจอร์หรูหราหายากพวกนี้ไม่ขาดคนซื้อหรอก ขาดก็แต่แหล่งสินค้าที่เพียงพอ ความสามารถในการแข่งขันในตลาดของเราแข็งแกร่งมาก การขายจึงไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ เลยครับ"
เหลียงเหลียนจวินตบหน้าอกรับประกันด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม แม้ว่าเฟอร์นิเจอร์เทียนหยวนจะเป็นเพียงแบรนด์ใหม่ แต่ก็สามารถผงาดขึ้นมาได้ด้วยวัสดุไม้ระดับไฮเอนด์ต่างๆ
"ถ้าอย่างนั้นก็ดีที่สุด"
เหลียงเหลียนจวินคุยต่ออีกพักหนึ่ง บังเอิญเห็นสายตาของหลิ่วหยิงหยิงที่มักจะส่งมาเป็นระยะๆ เหลียงเหลียนจวินก็เข้าใจอะไรบางอย่าง จึงขอตัวลากลับอย่างถูกจังหวะ
"ซูเจี๋ย คืนนี้คุณจะไม่ออกไปไหนแล้วใช่ไหม"
พอเหลียงเหลียนจวินจากไป หลิ่วหยิงหยิงก็นั่งลงข้างๆ ซูเจี๋ย เขย่าแขนเขาพลางเป่าลมหายใจหอมละมุน สายตาเย้ายวนนั้นช่างยั่วยวนใจเหลือเกิน
"ฉันยังมีเรื่องที่ต้องไปจัดการอีกน่ะสิ แต่ว่า..."
หลิ่วหยิงหยิงเพิ่งจะแสดงสีหน้าผิดหวัง ก็ได้ยินซูเจี๋ยเปลี่ยนเรื่องว่า "ยังมีเวลาอยู่ เห็นแก่ที่คุณต้องเหน็ดเหนื่อยวิ่งเต้นทั้งในและต่างประเทศในช่วงนี้ เจ้านายของคุณคนนี้จะตอบแทนคุณอย่างดีนวดคลายเส้นคลายกระดูกให้คุณเอง"
สิ้นเสียง ท่ามกลางเสียงร้องอุทานตกใจของหลิ่วหยิงหยิง ซูเจี๋ยก็อุ้มหลิ่วหยิงหยิงแนบอกแล้วเดินตรงไปยังห้องนอน
......
หลังจากเสร็จสิ้นกิจกาม!
หลิ่วหยิงหยิงที่หมดเรี่ยวแรงนอนซมอยู่ในผ้าห่ม มองซูเจี๋ยที่สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยอีกครั้ง น้ำเสียงแฝงความอาลัยอาวรณ์อย่างเห็นได้ชัด
"อยู่ต่ออีกสองสามวันไม่ได้เหรอ! เค้าไม่อยากให้ตัวเองไปเลย"
น้ำเสียงอ่อนนุ่มราวกับลูกแมวขี้อ้อน หากจะบอกว่าตอนแรกหลิ่วหยิงหยิงคบกับซูเจี๋ยเพื่อเงิน
ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันในช่วงนี้ โดยเฉพาะงานที่ซูเจี๋ยจัดหาให้ ซึ่งทำให้ความสามารถด้านการเงินของเธอได้แสดงออกอย่างเต็มที่ ความพึงพอใจทางสปิริตเช่นนี้ ทำให้หลิ่วหยิงหยิงมีความสุขกับการใช้ชีวิตมากๆ และเธอก็ยิ่งพึ่งพาและหลงใหลในตัวซูเจี๋ยมากขึ้นเรื่อยๆ
"แมวน้อยจอมตะกละ อีกไม่กี่วันฉันจะต้องไปประเทศฉาน ถึงตอนนั้นเธอไปเป็นเพื่อนฉันด้วยสิ ยังกลัวว่าจะไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันอีกเหรอ"
ซูเจี๋ยดีดหน้าผากหลิ่วหยิงหยิงเบาๆ ท่ามกลางเสียงร้องโอดโอยของเธอ ซูเจี๋ยก็เดินออกจากห้องนอน ไปในที่ลับตาคน แล้วเปิดกระจกโบราณเพื่อกลับไปยังโลกเทียนหยวน
......
โลกเทียนหยวน สันเขาหนิวเจี่ยว
ซูเจี๋ยที่เพิ่งกลับมาก็ได้รับข่าวดี
ภายในบ้านไม้ กู้เว่ยเหนียนถือจดหมายด้วยสีหน้าตื่นเต้นฮึกเหิม "พี่ซู หอบัญชาการส่งจดหมายมาแล้ว ในนั้นอนุญาตให้พวกเรากลับไปพักผ่อนที่สำนักได้ ทางฝั่งสันเขาหนิวเจี่ยวจะมีศิษย์คนอื่นมาประจำการแทน พวกเราได้กลับกันแล้ว"
"รอตั้งสี่ห้าวันกว่าจะได้รับจดหมายตอบกลับ ช้าอะไรขนาดนี้"
ซูเจี๋ยบ่นอุบ แต่ข่าวนี้ก็ยังเป็นเรื่องน่ายินดี การได้หลุดพ้นจากภัยคุกคามของอสูรผี ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้น
"หอบัญชาการก็เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่ใช่แค่วันแรกสักหน่อย"
เฉินอวิ๋นลูบรอยแผลดน่าเกลียดน่ากลัวบนใบหน้าที่สมานตัวขึ้นมากแล้ว เช่นเดียวกับศิษย์สายนอกส่วนใหญ่ เธอไม่ได้มีความรู้สึกดีกับหอบัญชาการสักเท่าไร
"ถึงยังไงก็มีจดหมายมาแล้วสิ ขืนไม่ให้ฉันกลับไปตอนนี้อีกล่ะก็ ขาฉันคงจะต้องพิการจริงๆ แล้ว"
กู้เว่ยเหนียนเป็นคนที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อที่สุด ขาขวาของเขาถูกแมลงสาบพิษอัคคีระเบิดตัวเองจนถูกสารกัดกร่อนเมื่อคราวก่อน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่หายดี กล้ามเนื้อน่องขวาถูกละลายไปกว่าครึ่งจนเห็นกระดูกสีขาวโพลน
"พอกลับไปถึงตลาดมืดก็แค่ไปซื้อยาฟื้นฟูกล้ามเนื้อระดับล่างมาสักขวด แผลของนายก็จะหายเป็นปกติแล้ว ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ"
ซูเจี๋ยปลอบใจ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านไม้แล้วลากศพอสูรผีสองร่างออกมา นำไปกองก่ายกันไว้บนรถลากแบบแผ่นเรียบ จากนั้นก็ใช้ผ้าใบหนาๆ คลุมทับหลายชั้น
นี่คือของล้ำค่าที่สุดจากการต่อสู้ ซูเจี๋ยจะต้องเป็นคนคุ้มกันไปส่งด้วยตัวเอง
ส่วนกู้เว่ยเหนียนและเฉินอวิ๋นก็แบกห่อสัมภาระขึ้นหลัง คนหนึ่งเดินกะเผลกๆ ด้วยขาที่พิการไปครึ่งท่อน อีกคนบาดเจ็บสาหัสจนเดินได้ช้าเชื่อง บวกกับซูเจี๋ยที่เข็นรถลากแผ่นเรียบ ทั้งสามคนเดินท้าแสงแดดออกจากสันเขาหนิวเจี่ยว มุ่งหน้ากลับไปยังทางเข้าสำนักวังเขากุ่ยหลิ่ง
เดิมทีคิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะราบรื่น ทั้งสามคนต่างตั้งตารอที่จะรีบกลับไปถึงหน้าประตูสำนัก
แต่เรื่องราวมักจะพลิกผันไปจากที่คาดการณ์ไว้เสมอ เมื่อพวกซูเจี๋ยกำลังเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางบนหน้าผา จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนและเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังเข้าหู
เสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาดังก้องสะท้อนไปมาท่ามกลางเทือกเขาสูงตระหง่าน ซูเจี๋ย กู้เว่ยเหนียน และเฉินอวิ๋นมองหน้ากันโดยไม่บุ่มบ่ามเคลื่อนไหว
"พวกนายรออยู่ที่นี่เถอะ ฉันจะไปดูสถานการณ์หน่อย"
ซูเจี๋ยบอกให้กู้เว่ยเหนียนและเฉินอวิ๋นที่เคลื่อนไหวไม่สะดวกให้รออยู่กับที่ ส่วนตัวเองก็เดินเข้าไปในป่าทึบ บังคับแมลงปอสอดแนมให้บินเข้าไปดู
ไม่นาน ด้วยวิสัยทัศน์ของแมลงปอสอดแนม ซูเจี๋ยก็พบต้นตอของเสียงกรีดร้อง
กองคาราวานเล็กๆ ขนาดหลายสิบคนนอนระเกะระกะอยู่บนพื้น รถม้าที่ใช้ลากของหนักโดยเฉพาะล้มตะแคงคว่ำลง พื้นเต็มไปด้วยแขนขาและชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์
อสูรผีลำตัวยาวสามเมตรกำลังเคี้ยวขาคนอยู่ในปาก นัยน์ตาสีแดงฉานแสนอำมหิตจ้องมองไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งมีผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนกำลังวิ่งหนีกระเจิงอย่างบ้าคลั่ง