เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 เมิ่งตงเก๋อ

บทที่ 24 เมิ่งตงเก๋อ

บทที่ 24 เมิ่งตงเก๋อ


สิ่งที่เรียกขานกันว่าการปฏิบัติภารกิจตระเวนเขานั้น ก็มีกฎเกณฑ์ข้อห้ามอยู่เช่นเดียวกัน

สถานที่ประจำการของบรรดาลูกศิษย์นั้นไม่ได้ถูกแจกจ่ายแจกแจงอย่างส่งเดช ทว่าถูกจัดเตรียมวางกำลังคนเอาไว้ตามความสำคัญของเส้นทางการค้าขายที่เชื่อมต่อเข้าสู่สำนักวังผีเสื้อจากโลกภายนอก

จุดประสงค์หลักในการจัดเตรียมกำลังคนเช่นนี้ ก็เพื่อจะคุ้มครองป้องกันเส้นทางการค้าสายนี้เอาไว้

สำนักวังผีเสื้อนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาอันสลับซับซ้อน ทรัพยากรส่วนใหญ่ล้วนต้องอาศัยการนำเข้าจากโลกภายนอก

และเมื่อใดก็ตามที่ขาดแคลนเสบียงเสบียงอาหารจากโลกภายนอก ตลาดมืดก็จะต้องหยุดชะงักลง เมื่อถึงเวลานั้นสำนักวังผีเสื้อก็จะต้องได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสเป็นแน่

ลูกศิษย์ที่มุ่งหน้าไปปฏิบัติหน้าที่ตระเวนเขา อย่างน้อยที่สุดก็มีระดับพลังฝึกตนขอบเขตการรวบรวมวิญญาณขั้นที่สองแล้ว กำลังขากับความว่องไวในการสัญจรย่อมเหนือล้ำยิ่งกว่าคนธรรมดาสามัญทั่วไปอยู่มากโข

แม้จะต้องเดินเท้าลัดเลาะไปตามเทือกเขาสูงชันอันสลับซับซ้อน ทว่าความเร็วในการเดินทางก็ไม่ได้เชื่องช้าเลยแม้แต่น้อย

เมื่อวันเวลาผันผ่านไป ในระหว่างที่กำลังเดินทัพนั้นก็มีลูกศิษย์ทยอยเดินทางไปถึงสถานียืนเวรยามแล้วแยกย้ายจากไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขบวนที่เคยยาวยืดเป็นหางว่าวเริ่มหดสั้นลงเรื่อยๆ

นับตั้งแต่ก้าวเท้าออกเดินทางในยามเช้าตรู่ จวบจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง ขบวนที่หลงเหลือรั้งท้ายอยู่ก็มีไม่ถึงสิบกลุ่มแล้ว

"สถานที่แห่งนั้นก็คือสันเขาหนิวเจี่ยว"

ซูเจี๋ยเดินทะลุผ่านโกรกธารแคบๆ ที่มีหุบเขาลึกตั้งตระหง่านเรียงราย ภูเขาขนาดเล็กสองลูกที่ตั้งประชันหน้ากันดุจเขาสัตว์ก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา

"ในที่สุดก็มาถึงเสียที"

ซุนจื้อไห่ที่กำลังหอบหายใจแฮกๆ และมีเหงื่อผุดพรายท่วมร่าง ทรุดตัวนั่งแหมะลงไปบนพื้นดินโดยมีสองมือยันหัวเข่าเอาไว้ ตลอดการเดินทางในเส้นทางสายนี้ แทบจะทำให้ร่างกายที่แสนจะอ่อนแอของเขาต้องเหนื่อยหอบจนล้มพับไปเลยทีเดียว

"ภูเขาสีดำแม่น้ำสีขาว ยอดเขาทั้งสองประดูจดังเขาสัตว์ หนึ่งวิญญาณร้ายแทงทะลุขั้วหัวใจ ดินแดนอันตราย สถานที่อันตรายยิ่งนัก!"

กู้เว่ยเหนียนทอดสายตามองดูสภาพแวดล้อมโดยรอบของสันเขาหนิวเจี่ยว มือซ้ายลูบคลำพวงลูกประคำไปมา ริมฝีปากขมุบขมิบท่องบ่นพึมพำออกมา

ซูเจี๋ยมองไปที่เขาด้วยความตื่นรู้ตื่นใจ "พี่ใหญ่กู้มีความรู้เรื่องฮวงจุ้ยด้วยหรือครับ?"

กู้เว่ยเหนียนหัวเราะเยาะเย้ยตนเอง ก่อนจะเอ่ยว่า "ก็แค่มีความรู้ผิวเผินเท่านั้นแหละ ระดับพละกำลังความแข็งแกร่งของฉันมันพัฒนาไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ก็ทำได้แค่ร่ำเรียนวิชาความรู้จิปาถะต่างๆ เอาไว้อย่างละนิดอย่างละหน่อยก็เท่านั้นเอง"

ขบวนของซูเจี๋ยที่ประกอบไปด้วยสองกลุ่ม รวมทั้งสิ้นหกคนมุ่งหน้าเดินขึ้นไปยังสันเขาหนิวเจี่ยว ทันทีที่ก้าวเท้ามาถึงบริเวณตีนเขา ก็มองเห็นว่าภายในป่ามีการปลูกสร้างกระต๊อบไม้เอาไว้ในทุกๆ ระยะห่างหลายร้อยเมตร ทว่าในสถานที่แห่งนี้กลับมีคนคอยประจำการอยู่ก่อนหน้าแล้ว

ลูกศิษย์หกคนกำลังรอคอยอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ พวกเขาทอดสายตามองดูการมาเยือนของซูเจี๋ยและพวกด้วยท่าทีเป็นมิตร

ชายวัยกลางคนผู้มีบุคลิกภาพสง่างามซึ่งเป็นผู้นำของกลุ่มลูกศิษย์กลุ่มนี้ ทันทีที่พบหน้าเขาก็ก้าวเท้าเดินขึ้นมาข้างหน้าด้วยความดีอกดีใจ พลางเอ่ยขึ้น "พวกนายคงจะเป็นลูกศิษย์ในสายของนักพรตเฒ่าชิว เมื่อสองวันก่อนเพิ่งจะได้รับจดหมายจากหอผู้คุมกฎ ในที่สุดก็รอพวกนายมาถึงเสียที ฉันมีนามว่าเมิ่งตงเก๋อ เดินทางมาถึงที่นี่ก่อนพวกนายสิบสองวัน สังกัดอยู่ภายใต้สำนักของผู้อาวุโสจง"

"เมิ่งตงเก๋อ คนผู้นี้มีระดับพลังอยู่ในขอบเขตการรวบรวมวิญญาณขั้นที่ห้า ได้ยินข่าวลือมาว่าเขาเคยไปล่วงเกินศิษย์สายในเข้า ในยามนี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องจริงเสียแล้ว มิฉะนั้นด้วยระดับพละกำลังความแข็งแกร่งระดับนั้น จะถูกเนรเทศให้มาประจำการอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเล่า"

กู้เว่ยเหนียนเอ่ยกระซิบเสียงแผ่วเบากับซูเจี๋ย เขาใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในสำนักวังผีเสื้อมานานหลายปี ย่อมสามารถสืบเสาะหาข่าวสารสาระพัดวงในมาได้มากมาย

"สวัสดีครับสหายนักพรตเมิ่ง พวกเราได้รับคำสั่งให้มาประจำการอยู่ที่นี่ครับ"

ซูเจี๋ยหยิบแผ่นป้ายคำสั่งออกมา เอ่ยปากด้วยถ้อยคำที่เป็นทางการอยู่บ้าง

"สวัสดีค่ะพี่เมิ่ง พวกเราเพิ่งจะเดินทางมาถึง คงจะต้องรบกวนให้ช่วยชี้แนะชี้แนะ"

เฉินอวิ๋นกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากพูดจาด้วยความสุภาพอ่อนน้อม เป็นตัวแทนพูดจาในนามของคนในครอบครัวของตนเอง

นัยน์ตาของเมิ่งตงเก๋อสั่นไหวเล็กน้อย คล้ายกับจะสัมผัสได้ว่าในบรรดาคนทั้งหกนางนี้ เฉินอวิ๋นเป็นผู้ที่มีพลังตบะแข็งแกร่งที่สุด น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาจึงแฝงไว้ด้วยความอบอุ่นจริงใจเป็นอย่างยิ่ง

"ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจไปหรอก ฉันจะพาพวกเธอไปที่จุดยืนเวรยามก่อนก็แล้วกันสบโอกาสที่มีกำลังคนเพิ่มมากขึ้น ความรู้สึกปลอดภัยก็ย่อมมีเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย พวกเธอคงไม่รู้หรอกว่า ในช่วงระยะเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ฉันแทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยแม้แต่งีบเดียว"

"ขอบคุณมากครับ"

"ไปเถอะ พวกเราก้าวเดินไปด้วยกันเถอะ"

ผู้คนทั้งหมดพากันมุ่งหน้าไปยังสถานที่ประจำการชั่วคราว ในไม่ช้ากลุ่มของซูเจี๋ยและเฉินอวิ๋นก็ได้รับการจัดสรรให้เข้าพักในกระต๊อบไม้ที่อยู่ติดกันบนยอดเขาฝั่งซ้ายของสันเขาหนิวเจี่ยว ซึ่งอยู่ห่างไกลจากยอดเขาฝั่งขวาอันเป็นที่ตั้งกระต๊อบไม้ของเมิ่งตงเก๋อและพวกราวๆ สองกิโลเมตร

เมิ่งตงเก๋อแจกจ่ายสัมภาระและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันให้แก่ทุกคน พร้อมทั้งกล่าวกำชับถึงข้อควรระวังอยู่หลายอย่าง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป

"ช่างเป็นคนดีเสียจริงๆ ! เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับไอ้หมอนั่นที่ชื่อเฉินโค่วตั้งเมื่อตะกี้นี้แล้ว ดูขัดหูขัดตาน้อยกว่ากันเยอะเลยแฮะ"

เมื่อมองดูแผ่นหลังของเมิ่งตงเก๋อที่เดินลับสายตาไป ซุนจื้อไห่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ท่ามกลางหมู่มวลศิษย์สำนักวังผีเสื้ออันแสนจะเย็นชาไร้ความปราณีนั้น พลันได้พบเจอกับลูกศิษย์ที่มีความจริงใจต่อกันเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนัก

กู้เว่ยเหนียนพยักหน้า พลางเอ่ย "เมื่อครู่นี้เมิ่งตงเก๋อบอกว่าหวังว่าการที่พวกเราเดินทางมาในครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระความกดดันไปได้บ้าง และจะได้ร่วมมือกันต่อต้านรับมือกับภัยคุกคามจากภูตผีปีศาจนอกรีต ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติวิสัยของปุถุชนทั่วไป คนผู้นี้มีอุปนิสัยใจคอที่ค่อนข้างมีความจริงใจอยู่ไม่เบาเลยนะ"

"นั่น"

เมื่อเห็นว่ามีคนเห็นพ้องต้องกัน ซุนจื้อไห่ก็เบนสายตาไปทางซูเจี๋ย เอ่ยถามว่า "พี่ซู ท่านคิดเห็นเช่นไรบ้างล่ะ"

"แทนที่จะมานั่งถกเถียงกันถึงเรื่องพวกนี้ มิสู้พวกเรามาช่วยกันทำความสะอาดบ้านกันเสียก่อนดีกว่านะ"

เมื่อได้ยินคำกล่าวของซุนจื้อไห่ ซูเจี๋ยก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกมามากมายนัก

ถึงอย่างไรเขาก็มีความรู้สึกว่า ในสำนักผู้ฝึกตนวิถีมารเฉกเช่นสำนักวังผีเสื้อแห่งนี้ การจะเสาะหาคนดีที่บริสุทธิ์ผุดผ่องสักคนนั้น มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากลำบากเหมือนเรื่องทั่วๆ ไปเลยสักนิด

ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ซูเจี๋ยก็ก้าวเท้าเดินขึ้นไปเบื้องหน้าลงมือผลักประตูกระต๊อบไม้สามชั้นหลังนี้ให้เปิดออก

กระต๊อบไม้เฉกเช่นนี้ไม่ได้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้งานเพียงชั่วคราว ทว่ามันได้ถูกปลูกสร้างเอาไว้นานแล้ว

ในยามปกติที่ลูกศิษย์คนอื่นๆ ต้องเดินทางออกไปปฏิบัติภารกิจนอกสำนัก บางครั้งก็แวะเวียนมาหยุดพักเหนื่อยที่นี่เป็นการชั่วคราว ภายในบ้านมีเสบียงอาหารแห้งและเตียงนอนที่ดูเรียบง่ายจัดเตรียมเอาไว้ให้พร้อมสรรพ

ทว่าสถานการณ์ความเป็นไปย่อมมีให้พบเห็นอยู่น้อยมาก ประกอบกับการที่เป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว ไม่มีผู้มาคอยดูทำความสะอาด ดังนั้นบ้านพักเหล่านี้จึงมักจะสกปรกเลอะเทอะเป็นอย่างยิ่ง

เอี๊ยดด!

บานประตูไม้อันหนักอึ้งที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดจนชวนให้รู้สึกปวดฟันถูกผลักให้เปิดออก ซูเจี๋ยเป็นฝ่ายก้าวเท้าเดนเข้าไปภายในบ้านเป็นคนแรก

ภาพที่ปรากฏแก่สายตานั้น ภายในบ้านไม่ได้สกปรกรกรุงรังอย่างที่คิดเอาไว้ ในทางกลับกันมันกลับถูกจัดเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นอย่างดี

นิ้วมือลูบไล้ไปบนพื้นผิวระนาบของพื้นโต๊ะเบาๆ ซูเจี๋ยถูปลายนิ้วเข้าหากันไปมา ปราศจากคราบฝุ่นละอองเกาะเขรอะ

เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปยังบนเพดาน บนนั้นก็ไร้ซึ่งหยากไย่แมงมุมเช่นเดียวกัน

คล้ายกับว่าเมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งจะมีใครสักคนมาพักอาศัยและปัดกวาดเช็ดถูไปหมาดๆ

ซูเจี๋ยหันกลับไปมองกู้เว่ยเหนียนและซุนจื้อไห่ที่เดินตามหลังเข้ามา พลางเอ่ย "ก่อนที่พวกเราจะเดินทางมาถึง บ้านหลังนี้น่าจะเคยมีคนมาพักอาศัยอยู่ก่อนแล้วนะ เบื้องบนได้ระบุเอาไว้หรือเปล่าว่า นอกจากกลุ่มของเมิ่งตงเก๋อแล้วเนี่ย ที่สันเขาหนิวเจี่ยวยังมีลูกศิษย์หน้าไหนแวะเวียนมาประจำการอยู่ที่นี่อีกบ้างล่ะ?"

กู้เว่ยเหนียนชะงักงันไปครู่หนึ่ง พลางเอ่ย "ใครจะไปรู้เล่า! กรณีการสับเปลี่ยนโยกย้ายลูกศิษย์นั้นจะต้องเดินทางไปตรวจสอบที่หอผู้คุมกฎจึงจะสามารถสืบเสาะหาข้อมูลได้ ทว่าหากไม่ใช่ศิษย์สายใน ก็ย่อมจะไม่มีใครหน้าไหนยอมเสียเวลามาเสวนากับเราหรอกนะ"

"บางทีอาจจะเป็นลูกศิษย์ที่เดินทางมาพักอาศัยชั่วคราวจัดเก็บกวาดให้สะอาดสะอ้านไว้กระมัง ก็ถือว่าช่วยทุ่นแรงพวกเราไปได้เยอะเลยล่ะ"

ซุนจื้อไห่วางสัมภาระลง ผลักหน้าต่างและประตูทุกบานให้เปิดออก จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาเลือกห้องพักของตนเองโดยไม่สนใจผู้ใด

"พี่ซู ท่านกำลังคิดอะไรอยู่หรือ?"

เมื่อเห็นว่าซูเจี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย กู้เว่ยเหนียนก็ไม่ล่วงรู้ถึงสาเหตุอันใด

"เมิ่งตงเก๋อบอกเพียงแค่ว่าหวาดกลัวต่อภัยคุกคามจากภูตผีปีศาจนอกรีต ฉันจำได้ว่าพวกเขาไม่ได้เอ่ยถึงการต้องเผชิญหน้ากับภูตผีปีศาจนอกรีตเลยเสียหน่อย?"

"ไม่นะ เขาดูเหมือนจะไม่ได้พูดคำกล่าวนั้นออกมานะ มันมีปัญหาอะไรตรงไหนงั้นรึ"

"ท่านสังเกตเห็นอะไรไหม สองกลุ่มที่อยู่ภายใต้การนำของเมิ่งตงเก๋อนั้น มีกำลังคนครบถ้วนสมบูรณ์ มีจำนวนทั้งสิ้นหกคนพอดีไม่ขาดไม่เกิน สมมติว่าในเวลาก่อนที่พวกเราจะเดินทางมาถึง ภายในบ้านหลังนี้มีผู้มาประจำการอยู่ก่อนแล้ว เช่นนั้นการที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากภูตผีปีศาจนอกรีตจนเกิดเรื่องร้ายแรง ทว่ากลุ่มของเมิ่งตงเก๋อกลับเอาชีวิตรอดปลอดภัยมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน อีกทั้งกำลังพลของพวกเขายังครบถ้วนสมบูรณ์อีกด้วย ท่านคิดว่ามันดูมีอะไรผิดปกติอยู่บ้างไหมเล่า?"

ซูเจี๋ยเอ่ยปากถ่ายทอดข้อสันนิษฐานบางประการของตนเองออกมา ถึงอย่างไรในเวลานี้ทุกคนต่างก็ลงเรือลำเดียวกัน ถือเป็นสหายร่วมรบกันแล้ว นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวเล่นซ่อนปมปริศนากันอยู่ การมีกำลังพลในการต่อสู้เพิ่มมากขึ้นย่อมหมายถึงหลักประกันความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

กู้เว่ยเหนียนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนซ้ำยังผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน เมื่อถูกซูเจี๋ยสะกดรอยเตือนสติ เขาก็พลันตื่นรู้ขึ้นมาในทันที อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามขึ้นว่า "ท่านกำลังหมายความว่า พวกเราติดกับดักเข้าให้แล้วงั้นหรือ?"

"ไม่แน่ใจนักหรอกนะ แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว ถึงยังไงบ้านหลังนี้ก็เป็นเมิ่งตงเก๋อที่เลือกสรรมาให้กับพวกเรานี่นา"

คิ้วของซูเจี๋ยที่ขมวดมุ่นเริ่มผ่อนคลายลง ก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า "ฉันขอตัวไปหาสถานที่ประจำการแห่งอื่นก็แล้วกัน ไม่ว่ามันจะเป็นกับดักหรือไม่ก็ตามที ระมัดระวังตัวเอาไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด"

ดังคำกล่าวที่ว่า "วิญญูชนไม่ควรยืนอยู่ใต้กำแพงที่ใกล้ผุพัง" ซูเจี๋ยไม่ปรารถนาที่จะต้องเข้าไปเสี่ยงอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่เดิมพันกันด้วยชีวิต

"ใช่ ใช่ ต้องเปลี่ยนสถานที่"

การที่เขาสามารถเอาชีวิตรอดจนเติบใหญ่มาจนมีอายุอานามถึงปานนี้ในสำนักที่โหดร้ายทารุณเยี่ยงสำนักวังผีเสื้อมาได้ กู้เว่ยเหนียนอาจจะมีคุณสมบัติไม่เพียงพอ ทว่าหากจะพูดให้ดูดีสักหน่อยก็ต้องบอกว่าความระมัดระวังรอบคอบคือหนทางแห่งความปลอดภัย แต่หากจะกล่าวให้ฟังดูเลวร้ายสักหน่อยก็คงไม่แคล้วต้องเรียกว่าเป็นพวกคนที่รักตัวกลัวตาย

เมื่อได้ยินคำกล่าวเหล่านั้นของซูเจี๋ย กู้เว่ยเหนียนที่เกิดความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมาภายในใจ ก็ตัดสินใจอย่างชาญฉลาดที่จะติดตามไปในทันที

ในขณะนี้นั้นเอง ซุนจื้อไห่ที่เพิ่งจะเลือกห้องพักบริเวณชั้นบนเสร็จเรียบร้อยก็เดินลงมา พลางเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "นี่ พวกท่านยังไม่ยอมเลือกห้องกันอีกหรือ? งั้นห้องที่อยู่ทางซ้ายมือของชั้นสองห้องนั้นข้าขอจับจองเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน พวกท่านก็ไปเลือกห้องอื่นๆ ก็แล้วกัน"

"พี่ซุน พวกเราตั้งใจว่าจะเปลี่ยนสถานที่ประจำการกันน่ะ"

เมื่อกู้เว่ยเหนียนเห็นอีกฝ่าย เขาก็รีบถ่ายทอดข้อสันนิษฐานของซูเจี๋ยออกมาในทันที

"เอ๊ะ! พวกนายจะคิดมากเกินไปหรือเปล่านี่"

เมื่อได้ยินดังนั้น ซุนจื้อไห่ก็ไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่นัก การที่ต้องอพยพย้ายไปอยู่บ้านหลังอื่นก็หมายความว่าจะต้องลงมือปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดกันใหม่อีก

"ถึงยังไงฉันก็ต้องไปแล้ว"

ซูเจี๋ยปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบสัมภาระบนพื้นขึ้นมาแล้วหมุนตัวเดินออกจากประตูไป

"พี่ซุน ทางที่ดีควรจะติดตามพวกเราไปเสียดีกว่านะ"

กู้เว่ยเหนียนเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี ก่อนจะเก็บสัมภาระขึ้นมาพาดบ่าแล้วหมุนตัวรีบวิ่งตามหลังซูเจี๋ยไป

"เฮ้ย พวกท่านน่ะ ฉันไปด้วย ฉันไปด้วย อย่าทิ้งฉันไว้คนเดียวสิโว้ย!"

แม้จะมีความรู้สึกลังเลไม่ค่อยจะเต็มใจอยู่บ้างเล็กน้อย ทว่าซุนจื้อไห่กลับรู้สึกหวาดกลัวต่อการถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพังมากกว่า

ทันทีที่เห็นคนทั้งสองเดินจากไปไกลลิบ เขาก็เร่งฝีเท้ากลับเข้าไปจัดเก็บสัมภาระอย่างลนลาน ก่อนจะรีบวิ่งกวดตามหลังซูเจี๋ยและกู้เว่ยเหนียนไป

บนสันเขาหนิวเจี่ยวแห่งนี้ มีกระต๊อบไม้ลักษณะเดียวกันนี้ปลูกสร้างเอาไว้อยู่อีกหลายหลัง ซูเจี๋ยไม่ได้เดินลัดเลาะไปไกลจนเกินไปนัก เขาเดินสำรวจไปเรื่อยๆ จนพบกระต๊อบไม้หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างออกไปราวๆ เจ็ดถึงแปดร้อยเมตรจึงได้หยุดชะงักเท้าลง

"เอาเป็นหลังนี้ก็แล้วกัน ขั้นแรกเลยก็ลงมือทำความสะอาดบ้านกันเสียก่อน"

ซูเจี๋ยผลักบานประตูกระต๊อบไม้ที่เลือกเอาไว้ให้เปิดออก ทันทีที่ก้าวเท้าเหยียบเข้าไปภายในบ้าน ก็มีกลิ่นอับชื้นที่ก่อตัวสะสมเอาไว้ลอยโชยมาเตะจมูก บนพื้นผิวโต๊ะและพื้นกระดานล้วนถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นละอองหนาเตอะ เพียงปราดตามองก็ล่วงรู้ได้ในทันทีว่า นี่เป็นบ้านร้างที่ปราศจากผู้คนมาพักอาศัยเป็นเวลานานแล้ว

"พี่ซู ทางฝั่งของเฉินอวิ๋นน่ะ ข้าคิดอยู่ว่าพวกเราควรจะแวะเวียนไปตักเตือนพวกเขาสักหน่อยดีหรือไม่……"

กู้เว่ยเหนียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากออกมาอย่างตะกุกตะกัก

การมีกำลังคนมากมายย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อต้องมาเผชิญหน้าเข้ากับภูตผีปีศาจนอกรีต ต่อให้จะต้องวิ่งหนีหลบภัย หากมีกำลังคนจำนวนมาก โอกาสที่ภูตผีปีศาจนอกรีตจะเพ่งเล็งเป้าหมายมาที่ตนเองก็ย่อมจะลดน้อยลงตามไปด้วย

"ฉันไม่ได้เป็นคนใจคอคับแคบถึงเพียงนั้นเสียหน่อย แต่เกรงว่าคนอื่นๆ อาจจะไม่ยอมปักใจเชื่อและยอมอพยพย้ายถิ่นฐานตามไปเสียหรอกนะ"

ซูเจี๋ยไม่ได้แสดงท่าทีเห็นด้วยหรือปฏิเสธ ในยุคสมัยนี้การเป็นคนดีย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิดเดียว

กู้เว่ยเหนียนตบหน้าอกของตนเองเบางๆ พลางเอ่ย "เอาเถอะ ข้าจะลองแวะไปบอกกล่าวเตือนพวกเขาสักประโยคก็แล้วกัน"

"ถ้างั้นก็รีบไปรีบกลับก็แล้วกัน"

ซูเจี๋ยเงยหน้าขึ้นมองสำรวจดูสภาพท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำลงเคลื่อนคล้อยจมหายไปหลังทิวเขา

แม้ว่าในตอนนี้ภูตผีปีศาจนอกรีตจะออกมาเพ่นพ่านให้เห็นกันอย่างไม่เลือกหน้าทั้งกลางวันและกลางคืน ทว่าช่วงเวลาที่พวกมันกระตือรือร้นและคึกคะนองมากที่สุดก็ยังคงเป็นในยามค่ำคืน การตระเวนออกปฏิบัติภารกิจเพียงลำพังในยามวิกาลย่อมเป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง

"ตกลง ข้าจะรีบไปประเดี๋ยวนี้แหละ"

กู้เว่ยเหนียนออกเดินทางในทันที ยังไงซะระยะทางก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลนัก

ทางด้านซูเจี๋ยและซุนจื้อไห่ก็เริ่มลงมือทำความสะอาดบ้านกันอย่างขะมักเขม้น ไม่ได้ปัดกวาดเช็ดถูกันอย่างละเอียดลออมากมายนัก เพียงแค่กวาดเศษฝุ่นละอองที่เกาะเขรอะอยู่ในบ้านออกไปเท่านั้น

จากนั้นซูเจี๋ยก็จัดการวางกับดักกระดิ่งแบบง่ายๆ เอาไว้บางส่วน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่มีประโยชน์อันใดเมื่อต้องต่อกรกับภูตผีปีศาจนอกรีต

ภูตผีปีศาจนอกรีตไม่ใช่สัตว์ป่าเถื่อน พวกมันมีสติปัญญาที่ล้ำเลิศ รู้จักวิธีในการหลบหลีกกับดักแบบธรรมดาทั่วไป

มาตรการในการเฝ้าระวังที่แท้จริง คือบรรดาแมลงปอหลายสิบตัวที่ซูเจี๋ยปล่อยให้โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า แมลงตัวน้อยเหล่านี้มีทัศนวิสัยในการมองเห็นแบบทั่วทิศทาง ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังได้เป็นอย่างมาก

นอกเหนือไปจากแมลงปอแล้ว ซูเจี๋ยก็ยังได้ปล่อยผีเสื้อกลางคืนตัวเล็กๆ บินขึ้นสู่ผืนฟ้าอีกสองสามตัว ในยามค่ำคืนแมลงปอจะมีวิสัยทัศน์ในการมองเห็นที่ย่ำแย่ลง ผีเสื้อกลางคืนซึ่งเป็นแมลงขนาดเล็กที่ชอบออกหากินในยามค่ำคืน จึงสามารถเข้ามาสอดแนมชดเชยจุดอ่อนในการมองเห็นของแมลงปอได้เป็นอย่างดี

จบบทที่ บทที่ 24 เมิ่งตงเก๋อ

คัดลอกลิงก์แล้ว