- หน้าแรก
- พลิกโลกเซียนด้วยทรัพยากรพันล้าน
- บทที่ 8 ตลาดมืด
บทที่ 8 ตลาดมืด
บทที่ 8 ตลาดมืด
บทที่ 8 ตลาดมืด
ไม่รอช้าอยู่ในห้องโถงขายบ้านที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาหลังจากมีการซื้อขายด้วยเงินจำนวนมหาศาล ซูเจี๋ยขับรถบีเอ็มดับเบิลยู M8 คู่ใจมุ่งหน้าไปยังศูนย์โลจิสติกส์หนานเฉียวแถบชานเมือง ซึ่งเป็นโกดังแห่งใหม่ที่เขาเพิ่งเช่าไว้
เฉินเย่ากวงรออยู่ที่นี่นานแล้ว เมื่อเห็นซูเจี๋ยขับรถบีเอ็มดับเบิลยูมาหาเขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อกล้าควักเงินสามล้านซื้อกิจการของเขาโดยไม่กะพริบตา ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวของเขาคนนี้ย่อมต้องมีฐานะร่ำรวยมหาศาล การขับบีเอ็มดับเบิลยูก็เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
"เถ้าแก่เฉิน ของที่ผมสั่งให้เตรียมมาครบไหม"
ซูเจี๋ยจอดรถให้สนิทแล้วเดินไปหาเฉินเย่ากวง
"มาครบแล้วครับคุณซู ลองดูสิ ในรถบรรทุกเล็กคันนี้คือแมงป่องที่ผมกับคนงานช่วยกันจับมาเมื่อเช้า มีทั้งหมดสามหมื่นตัวครับ"
เฉินเย่ากวงรีบเปิดแผงกั้นรถบรรทุกเล็กออก เผยให้เห็นกล่องที่วางเรียงกันอยู่อย่างเป็นระเบียบด้านใน
"อืม เอาของลงในโกดังเลย หลังจากนี้คุณมาส่งแมงป่องที่โกดังนี้ให้ตรงเวลาทุกวัน วันละห้าหมื่นตัว ผมจะให้กุญแจประตูโกดังคุณไว้หนึ่งดอก พอขนย้ายเสร็จแล้วก็ส่งข้อความเข้ามือถือบอกผมด้วย"
ซูเจี๋ยโบกมือ โกดังแห่งนี้ตั้งอยู่ในที่ลับตาคน เหมาะสำหรับการให้อาหารตะขาบพันมือเป็นที่สุด
เฉินเย่ากวงขนย้ายแมงป่องลงจากรถเข้าสู่โกดังทั้งหมดโดยไม่มีคำพูดไร้สาระเกินจำเป็น
แม้เขาจะประหลาดใจว่าซูเจี๋ยมีช่องทางระบายแมงป่องพวกนี้ไปได้อย่างไร
แต่ในเมื่อซูเจี๋ยไม่พูดเขาก็จะไม่ถามเซ้าซี้ เพื่อไม่ให้ซูเจี๋ยคิดว่าเขามีเจตนาแอบแฝง
หลังจากเฉินเย่ากวงขับรถบรรทุกเล็กจากไป ซูเจี๋ยก็ปิดประตูโกดังแล้วปล่อยตะขาบพันมือที่หิวโหยออกมาทันที
เพียงพริบตา แมงป่องนับหมื่นตัวราวกับพบเจอกับศัตรูทางธรรมชาติ พวกมันต่างพากันดิ้นพล่านและคลานไปมาในกล่องอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากเลื่อนระดับแล้ว ตะขาบพันมือก็มีความยาวเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งเมตรยี่สิบเซนติเมตร และมีความต้องการอาหารมากขึ้นอย่างมหาศาล เมื่อเห็นแมงป่องเหล่านั้นมันก็สั่นหนวดอย่างตื่นเต้น และเข้าสู่โหมดสังหารหมู่ทันที มันกลืนกินแมงป่องเข้าไปคำแล้วคำเล่า
ซูเจี๋ยยืนมองอยู่อย่างสงบ แมงป่องสามหมื่นตัวมีน้ำหนักมากกว่าร้อยชั่ง เพียงพอที่จะทำให้ตะขาบพันมืออิ่มหนำสำราญได้แล้ว
นับว่าโชคดีที่อยู่บนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน หากเปลี่ยนเป็นในโลกเทียนหยวน ต่อให้ซูเจี๋ยจะเหนื่อยตายเขาก็คงไม่มีทางหาพิษมากมายขนาดนี้มาได้
แม้แมงป่องเหล่านั้นจะมีคุณภาพต่ำ แต่ก็ทดแทนได้ด้วยปริมาณที่มากพอจนทำให้อิ่มท้อง ต่อให้เป็นแมลงกู่ที่ลูกศิษย์สายในและผู้อาวุโสของวังเขากุ่ยหลิ่งเลี้ยงไว้ ก็เกรงว่าจะมีไม่มากนักที่สามารถกินจนอิ่มหนำได้ขนาดนี้
เทคโนโลยีและกำลังการผลิตของสังคมสมัยใหม่ได้แสดงอนุภาพออกมาให้เห็นอย่างเต็มที่ในตอนนี้
เมื่อมีช่องทางจัดหาสัตว์มีพิษที่มั่นคงแล้ว ซูเจี๋ยก็เข้าสู่การฝึกฝนอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
........
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
โลกเทียนหยวน วังเขากุ่ยหลิ่ง
ลมฤดูใบไม้ร่วงเริ่มทวีความหนาวเหน็บ ต้นไม้ใบหญ้าพากันร่วงโรย สัตว์มีพิษในป่าเขาส่วนใหญ่ต่างพากันเข้าสู่โหมดจำศีลและลดการทำกิจกรรมลง
ซูเจี๋ยก้าวออกมาจากกระจกโบราณ เขามองดูห้องที่มีฝุ่นเกาะอยู่พอสมควรแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พลางเอ่ย "ความแข็งแกร่งนับว่ามั่นคงขึ้นแล้ว เมื่อรวมกับตะขาบพันมือที่ผ่านการหลอมวิญญาณระดับล่างหนึ่งรอบ ในตอนนี้ท่ามกลางกลุ่มศิษย์สายนอกของวังเขากุ่ยหลิ่ง ก็นับว่าพอจะมีพลังป้องกันตัวอยู่บ้าง"
เขาใช้เวลาไปหนึ่งสัปดาห์เต็ม และด้วยผลจากการฟูมฟักที่ได้จากการเติบโตของตะขาบพันมือ ทำให้ซูเจี๋ยสามารถลบความอ่อนแอจากการก้าวข้ามระดับพลังที่เพิ่งผ่านมาได้จนหมดสิ้น
จี๊ดๆ
ตะขาบพันมือที่เกาะอยู่บนไหล่ของซูเจี๋ยชูส่วนหัวขึ้นและส่งเสียงร้องอย่างยินดี
สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณอันอุดมสมบูรณ์ในโลกเทียนหยวนทำให้มันรู้สึกสบายและเป็นอิสระ
"ดีๆ เดี๋ยวจะพาไปเดินเล่นในป่าสักหน่อย"
ซูเจี๋ยลูบส่วนหัวของตะขาบพันมือ ในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาภายใต้การเลี้ยงดูด้วยแมงป่องนับหลายหมื่นตัวต่อวัน ตะขาบพันมือก็เติบโตขึ้นมากเช่นกัน ความยาวของมันทะลุหนึ่งเมตรห้าสิบเซนติเมตรไปแล้ว ดูน่าเกรงขามและดุร้ายอย่างยิ่ง
เขาให้ตะขาบพันมือพันรอบเอวและหน้าท้องเป็นชั้นๆ การทำแบบนี้ไม่เพียงแต่จะทำหน้าที่เป็นชุดเกราะป้องกันทางชีวภาพเท่านั้น แต่เมื่อต้องเผชิญกับการต่อสู้ก็ยังสามารถเปิดฉากโจมตีได้ในทันที
หลังจากสวมชุดคลุมสีดำซึ่งเป็นชุดเครื่องแบบของศิษย์สายนอกวังเขากุ่ยหลิ่งแล้ว ซูเจี๋ยก็ผลักประตูหินของถ้ำที่ปิดสนิทมาหนึ่งสัปดาห์ให้ออก
"โอ้ สหายซู เจ้าออกจากด่านฝึกฝนแล้วหรือ"
ทันทีที่ก้าวออกจากถ้ำ เผิงซื่อเหวินเพื่อนบ้านที่อยู่ห้องติดกันก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงร้องทักทายขึ้นมา
"ใช่แล้วล่ะ ในเมื่อความสามารถยังไม่ถึงขั้นก็ต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี จะมัวแต่วุ่นวายกับการไปจับแมลงตลอดเวลาก็คงไม่ได้"
ซูเจี๋ยยิ้มและตอบกลับไป การเข้าด่านฝึกฝนเป็นเรื่องที่เห็นได้ทั่วไป เพียงแต่ศิษย์สายนอกต้องมัววุ่นวายกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ จึงไม่อาจทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกฝนได้อย่างเต็มที่
"การไปจับแมลงก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหรอก เหมือนอย่างข้าช่วงนี้ที่แค่อยากจะไปจับแมลงยังยากเลย"
เผิงซื่อเหวินหัวเราะขื่นๆ พลางชี้ไปที่ขาซ้ายของตนเองแล้วอธิบายว่า "เมื่อวานตอนเข้าหุบเขาแมลงข้าถูกงูหัวเบยิกัดเข้าให้ ช่วงนี้เลยเคลื่อนไหวรุนแรงไม่ได้ การเข้าป่าตามหาแมลงจึงไม่ค่อยสะดวกนัก"
"นั่นนับว่าโชคร้ายไปหน่อยนะ ไม่ลองไปหายาสักหน่อยหรือ"
"กำลังจะไปตลาดมืดเพื่อซื้อยาพอดี จะไปด้วยกันไหมล่ะ"
"ดีเลย ข้าเองก็จะไปขายสัตว์มีพิษด้วยเหมือนกัน"
ซูเจี๋ยกลับเข้าไปเตรียมตัวในห้องครู่หนึ่งและสะพายตะกร้าไม้ไผ่ออกมาอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองเดินออกจากที่ตั้งของวังเขากุ่ยหลิ่งและมุ่งหน้าไปตามเส้นทางสายเล็กๆ ในภูเขาเป็นระยะทางหนึ่ง
ระหว่างทางสามารถพบเห็นศิษย์ของวังเขากุ่ยหลิ่งคนอื่นๆ อยู่เป็นระยะ ทุกคนล้วนมีท่าทางรีบร้อนหรือไม่ก็มีใบหน้าที่ดำทะมึน แม้จะเป็นคนในสำนักเดียวกันแต่ความรู้สึกกลับเย็นชายิ่งกว่าคนแปลกหน้าเสียอีก
ครู่ต่อมา ซูเจี๋ยและเผิงซื่อเหวินก็มาถึงย่านค้าขายที่ตั้งอยู่ในหุบเขาลึก
ตลาดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากไม้และตั้งอยู่กลางป่า สถาปัตยกรรมมีความเรียบง่ายและทรุดโทรมมาก แต่ทว่าคนข้างในกลับมีไม่น้อยเลย
นอกจากบรรดาศิษย์ของวังเขากุ่ยหลิ่งแล้ว ยังมีพ่อค้านับไม่ถ้วนที่สวมชุดผ้าแพรพรรณชั้นเลิศนำขบวนรถบรรทุกสินค้าเข้าออกในสถานที่แห่งนี้
นี่คือตลาดมืดกุ่ยหลิ่ง แม้จะเป็นเรื่องจริงที่วังเขากุ่ยหลิ่งเป็นสำนักฝ่ายมารที่ถูกผู้คนประนาม แต่ไม่ว่าจะเป็นในโลกเทียนหยวนหรือบนดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ขอเพียงมีผลประโยชน์มากพอ บรรดาพ่อค้าก็ยินดีที่จะแบกรับความเสี่ยงเข้าหา แม้จะต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิตก็ตาม
เพื่อผลประโยชน์ บรรดาพ่อค้าจากโลกภายนอกจึงจัดส่งเสบียงนานาชนิดให้กับวังเขากุ่ยหลิ่งอย่างไม่ขาดสาย จากนั้นก็ทำการกว้านซื้อทรัพยากรที่ผลิตขึ้นในวังเขากุ่ยหลิ่งในราคาถูก
การรับมาในราคาต่ำและขายออกไปในราคาสูงแบบนี้ ทำให้เงินทองที่ได้รับนั้นสร้างความอิจฉาให้กับผู้ที่ได้เห็นเป็นอย่างมาก
ดังนั้นแม้ว่าการทำธุรกิจกับสำนักฝ่ายมารจะเป็นเรื่องที่ถูกสั่งห้ามไว้อย่างเด็ดขาด แต่ก็ยังมีพ่อค้าจำนวนมากที่ยังคงเดินทางมาทำธุรกิจซื้อขายกันอย่างไม่ขาดสาย
เมื่อก้าวเข้าสู่ตลาดมืด ซูเจี๋ยก็แยกทางกับเผิงซื่อเหวินชั่วคราว
อีกฝ่ายต้องไปหาซื้อยาตามร้านขายยา ส่วนซูเจี๋ยก็รีบไปขายสัตว์มีพิษที่เขาดักจับมาจากหุบเขาแมลงในช่วงวันก่อนๆ
ตลาดมืดดูคึกคักกว่าโลกภายนอกเป็นอย่างมาก บรรดาร้านค้าต่างพากันส่งเสียงร้องเรียกลูกค้า มีแม้กระทั่งศิษย์ของวังเขากุ่ยหลิ่งที่เดินวนเวียนอยู่หน้าชั้นวางโอสถวิญญาณ อาวุธวิเศษ และวัสดุวิญญาณสำหรับฝึกตน
โดยเฉพาะบรรดาร้านค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในอาคารสูง ภายในนั้นมีของล้ำค่าราคามหาศาลวางจำหน่ายอยู่ ร้านค้าใหญ่โตเหล่านี้ล้วนเป็นของบริษัทการค้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในโลกภายนอก และมีผู้ฝึกตนขอบเขตขุมพลังเร้นลับคอยเฝ้าประจำการอยู่
"โอสถเทียนจีจวี้หลิงระดับเก้า ราคาเพียงห้าสิบผลึกแก่นโลหิตต่อหนึ่งเม็ด สามารถสร้างเนื้อเยื่อและห้ามเลือด รักษาอาการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็ว ซื้อไปก็เหมือนมีชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งชีวิต"
"ดินหลงขุย มาจากชิงโจว เป็นดินที่แมลงกู่ประเภทขุดเจาะชื่นชอบเป็นที่สุด ราคาเพียงสิบห้าผลึกแก่นโลหิตต่อหนึ่งจิน"
"ผลตี้หรง ผลไม้วิญญาณระดับเก้า สำหรับให้แมลงกู่ธาตุไฟกิน สามารถเพิ่มพื้นฐานในการก้าวข้ามผ่านการหลอมวิญญาณได้อย่างมหาศาล เดินผ่านแล้วห้ามพลาดเด็ดขาด"
บรรดาเด็กรับใช้นับไม่ถ้วนยืนแจกใบปลิวอยู่ริมถนน ทำให้คนที่เห็นแวบแรกอาจนึกว่ากำลังอยู่ในเมืองที่เจริญรุ่งเรือง แทนที่จะเป็นซ่องโจรพรั่งพร้อมไปด้วยเหล่ามารร้ายที่เหี้ยมโหด
ซูเจี๋ยมองดูสมบัติล้ำค่าที่เปล่งประกายด้วยความอิจฉา เขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถครอบครองได้ในตอนนี้นับจากฐานะปัจจุบันของตนเอง