เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 ศิษย์พี่ขยะ

บทที่ 3 ศิษย์พี่ขยะ

บทที่ 3 ศิษย์พี่ขยะ


อาณาเขตของสำนักเทียนหลัวนั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก แปดตำหนักฝ่ายนอกต่างตั้งอยู่คนละทิศ แต่ละตำหนักห่างกันอย่างน้อยสามร้อยลี้ และที่นี่คือเขตพื้นที่ของตำหนักเทียนจี

แม้จะจากตำหนักเทียนจีไปเพียงไม่กี่วัน แต่เซียวอวิ๋นกลับมีความรู้สึกราวกับว่าจากไปนานหลายปีเหลือเกิน

"ศิษย์... ศิษย์พี่เซียวอวิ๋น?" ศิษย์ฝ่ายนอกตำหนักเทียนจีคนหนึ่งเมื่อเห็นเซียวอวิ๋นก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบประสานมือคารวะด้วยสีหน้าตื่นเต้น

เซียวอวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ

"เขากลายเป็นขยะไปแล้ว เจ้ายังจะเรียกเขาว่าศิษย์พี่อีกหรือ?" ชายหนุ่มในชุดวรยุทธ์สีน้ำเงินเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเย้ยหยัน โดยมีคนหนุ่มสาวอีกหลายคนเดินตามหลังมา

ศิษย์ฝ่ายนอกคนก่อนหน้านี้แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา

ชายหนุ่มชุดน้ำเงินคนนี้มีนามว่าหลิวเหย่ ครั้งหนึ่งเคยคลุกคลีอยู่กับเซียวอวิ๋น ต่อมาได้ยินว่าเพราะมีเรื่องขัดใจกันจึงแยกทางกันไป

"คนที่ถูกส่งตัวกลับไปแล้ว ยังอุตส่าห์กลับมาได้อีกหรือ? หรือว่าตระกูลเซียวแห่งแคว้นเยี่ยนของเจ้าจะไม่ยอมตัดใจ ถึงขั้นยอมทุ่มเงินซื้อป้ายคำสั่งศิษย์ฝ่ายนอกให้เจ้ากลับมา?"

หลิวเหย่ยยืนอยู่บนขั้นบันได มองลงมาที่เซียวอวิ๋นอย่างจองหอง มุมปากปรากฏร่องรอยของการดูแคลน

"ตระกูลเซียวช่างใจปล้ำเสียจริง แต่น่าเสียดายที่ต้องเสียทรัพยากรมากมายขนาดนี้ไปกับคนพิการอย่างเจ้า มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย"

หากเป็นเซียวอวิ๋นในอดีต ย่อมต้องบันดาลโทสะและลงมือไปแล้ว

ทว่าเซียวอวิ๋นผู้ผ่านความเป็นความตายมาถึงสองครา มีมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เขาจะยอมเสียเวลาอันมีค่าไปกับคนอย่างหลิวเหย่ได้อย่างไร

เขาไม่สนใจและทำท่าจะเดินเลี่ยงไป

"เดี๋ยวก่อน ข้าอนุญาตให้เจ้าไปแล้วหรือ?"

หลิวเหย่ก้าวขวางเซียวอวิ๋นไว้ "เจ้าต้องการอะไร?" เซียวอวิ๋นขมวดคิ้วถาม

"เจ้าไม่ใช่เซียวอวิ๋นคนเดิมอีกต่อไปแล้ว และตำหนักเทียนจีในตอนนี้ก็ไม่ใช่ตำหนักเทียนจีอย่างในวันวาน เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าก่อน ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้รั้งอยู่ที่ตำหนักเทียนจีต่อไป เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ข้าขาดคนคอยเทกระโถนให้พอดี ต่อไปเจ้าก็มาทำหน้าที่เทกระโถนให้ข้าก็แล้วกัน" หลิวเหย่หรี่ตาพลางหัวเราะ

"เจ้าให้ข้าไปเทกระโถนให้เจ้าอย่างนั้นหรือ? เจ้าคู่ควรแล้วหรือ?" เซียวอวิ๋นกล่าวอย่างโกรธเคือง

ในตอนนั้นเอง ศิษย์ฝ่ายนอกที่อยู่ด้านหลังหลิวเหย่ต่างพากันกรูเข้ามาล้อมเซียวอวิ๋นไว้ แต่ละคนจ้องมองเซียวอวิ๋นด้วยสายตาไม่เป็นมิตร

"อย่างไร? พวกเจ้าคิดจะลงมือที่นี่อย่างนั้นหรือ? หรือพวกเจ้าลืมกฎของตำหนักเทียนจีไปแล้ว? ศิษย์ตำหนักเดียวกันห้ามลงมือต่อกันภายในตำหนักตามอำเภอใจ มิฉะนั้นจะถูกลงโทษตามกฎตำหนัก สถานเบาคือถูกกักบริเวณ สถานหนักคือถูกขับออกจากสำนัก พวกเจ้าอยากจะลองดูสักหน่อยไหมล่ะ?" เซียวอวิ๋นกล่าวเสียงเย็น

บรรดาศิษย์ฝ่ายนอกที่ล้อมอยู่ต่างสีหน้าเปลี่ยนไปและฉายแววความยำเกรงออกมา

"เซียวอวิ๋น เจ้าขู่พวกเขาสองสามคนได้ แต่ขู่ข้าไม่ได้หรอก ต่อให้วันนี้ข้าไม่ฆ่าเจ้า ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในตำหนักเทียนจี ข้าก็มีร้อยวิธีที่จะจัดการเจ้าให้ตายคามือ!" หลิวเหย่จ้องมองเซียวอวิ๋นด้วยสายตาอำมหิต

"เจ้าแค้นข้าขนาดนั้นเชียวหรือ?" เซียวอวิ๋นจ้องตาหลิวเหย่กลับไป ในอดีตเขาเคยช่วยหลิวเหย่จัดการปัญหามาไม่น้อย แม้ภายหลังจะมีเรื่องผิดใจกัน แต่มันก็เป็นเพียงการแยกทางกันเดินเท่านั้น

"ข้าอยากให้เจ้าตายจะแย่อยู่แล้ว เจ้าจำได้หรือไม่ว่าเจ้าเคยด่าทอข้าต่อหน้าผู้คนมากมาย ทำให้ข้าต้องอับอายขายหน้าเพียงใด เมื่อก่อนไม่มีโอกาส แต่ตอนนี้ในที่สุดโอกาสล้างแค้นก็มาถึงเสียที" หลิวเหย่กล่าวอย่างเย็นชา

ในตอนนั้นที่เซียวอวิ๋นด่าหลิวเหย่ เป็นเพราะเจ้าหมอนี่แอบอ้างชื่อของเขาไปทำเรื่องสกปรกลับหลัง คิดไม่ถึงว่าหลิวเหย่จะเก็บมาผูกใจเจ็บถึงเพียงนี้

"พรุ่งนี้เวลานี้ มาตัดสินเป็นตายกันบนลานหยินหยาง เจ้ากล้าหรือไม่? หากไม่กล้าก็ไสหัวพวกของเจ้าไปซะ อย่ามาเสียเวลาของข้า" เซียวอวิ๋นกล่าวเสียงขรึม

"ตกลง! พรุ่งนี้ข้าจะรอเจ้าที่ลานหยินหยาง" หลิวเหย่ฉีกยิ้มกว้างพลางโบกมือ ศิษย์ฝ่ายนอกที่ล้อมอยู่จึงหลีกทางให้เซียวอวิ๋นเดินจากไป

หลิวเหย่มองตามแผ่นหลังของเซียวอวิ๋นที่เดินไกลออกไป มุมปากของเขายกโค้งขึ้นอย่างผู้ชนะ ขยะตัวหนึ่งกล้าดีอย่างไรมาโอหังใส่เขา คอยดูเถิดว่าพรุ่งนี้เขาจะบดขยี้เจ้าขยะนี่ให้จมดินได้อย่างไร

ตอนที่เซียวอวิ๋นถูกขับออกจากฝ่ายใน หลิวเหย่ได้สืบดูจนแน่ใจแล้ว

เซียวอวิ๋นถูกทำลายไปแล้วจริงๆ ทะเลลมปราณเสียหายไปถึงเจ็ดส่วน

การสูญเสียทะเลลมปราณไปเจ็ดส่วน ส่งผลกระทบต่อผู้ฝึกยุทธ์อย่างมหาศาล ไม่เพียงแต่การฝึกฝนในอนาคตเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ที่ล้วนเสียเปรียบทั้งสิ้น

เพราะทะเลลมปราณเพียงสามส่วนย่อมกักเก็บพลังปราณได้ไม่มากนัก

หลิวเหย่ประเมินว่า ด้วยทะเลลมปราณสามส่วนที่เหลืออยู่ ตบะของเซียวอวิ๋นอย่างมากที่สุดก็คงอยู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่ห้า หากเก่งกว่านั้นก็ไม่เกินขั้นที่หก

ส่วนตัวหลิวเหย่นั้น บรรลุระดับกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ดมานานแล้ว เพียงพอที่จะขยี้เซียวอวิ๋นได้อย่างง่ายดาย

เมื่อคิดว่าพรุ่งนี้จะได้ทรมานเซียวอวิ๋นบนลานหยินหยาง หลิวเหย่ก็รู้สึกตื่นเต้นและลิงโลดใจยิ่งนัก

ต้องรู้ก่อนว่าเซียวอวิ๋นเคยเป็นศิษย์ฝ่ายนอกระดับแนวหน้าของตำหนักเทียนจี การเอาชนะเซียวอวิ๋นต่อหน้าสาธารณชน ย่อมจะทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นมาทันที และยังเป็นการสร้างผลงานเพื่อปูทางในอนาคตอีกด้วย

...

เซียวอวิ๋นกลับมายังที่พักเดิมของเขา

ลานบ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ที่มุมทิศเหนือของตำหนักเทียนจี เนื่องจากเซียวอวิ๋นชอบความเงียบสงบ ในตอนนั้นเขาจึงเจาะจงเลือกที่พักแห่งนี้

เพราะความห่างไกล ลานบ้านอิสระแห่งนี้จึงไม่ค่อยมีผู้คนผ่านมา

ประกอบกับศิษย์ระดับแนวหน้าในรุ่นเดียวกับเซียวอวิ๋นต่างเข้าสู่ฝ่ายในกันหมดแล้ว ก่อนที่จะมีศิษย์ระดับแนวหน้ารุ่นใหม่เกิดขึ้นมา ที่นี่คงจะถูกปล่อยว่างไว้เป็นเวลานาน

ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง เซียวอวิ๋นขุดกล่องใบหนึ่งขึ้นมา

เมื่อเปิดกล่องออก เซียวอวิ๋นก็เห็นหินลมปราณระดับต่ำสี่ก้อนวางเรียงกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ

เมื่อสามปีก่อนตอนที่เซียวอวิ๋นออกจากตระกูลเซียว ทางตระกูลได้มอบหินลมปราณระดับต่ำสี่ก้อนที่เก็บรักษามานานนับร้อยปีให้แก่เซียวอวิ๋นทั้งหมด

เซียวอวิ๋นตัดใจใช้ไม่ลงมาโดยตลอด เดิมทีเขาตั้งใจจะเก็บไว้ใช้ตอนพยายามทะลวงเข้าสู่ระดับรวมธาตุ แต่กลับต้องมาพบกับเหตุการณ์เช่นนั้นในฝ่ายในเสียก่อน

ยังดีที่ตอนนั้นเขาฝังหินลมปราณทั้งสี่ก้อนนี้ไว้ที่นี่ มิฉะนั้นหินลมปราณเหล่านี้คงไม่รอดพ้นมือคนเหล่านั้นไปได้

หินลมปราณระดับต่ำนั้นหาได้ยากยิ่ง อย่าว่าแต่ในหมู่ศิษย์ฝ่ายนอกตำหนักเทียนจีเลย แม้แต่ในฝ่ายในเองก็ไม่ค่อยได้ยินว่ามีใครครอบครองหินลมปราณ

หินลมปราณมีค่ามหาศาล น้อยนักที่จะมีคนนำมาแลกเปลี่ยน ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ใช้ฝึกฝนด้วยตนเอง

เส้นทางแห่งวรยุทธ์ นอกเหนือจากพรสวรรค์และความมุมานะแล้ว ยังต้องการทรัพยากรในการฝึกฝนที่เพียงพอ เช่น หินลมปราณที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นเข้มข้นเช่นนี้

เซียวอวิ๋นนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้อง หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขาก็บดหินลมปราณระดับต่ำทั้งสี่ก้อนให้แตกออก

พลังวิญญาณอันหนาแน่นพวยพุ่งออกมา เซียวอวิ๋นโคจรพลังปราณเพื่อดูดซับพลังวิญญาณเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกาย จากนั้นจึงชักนำพลังวิญญาณเข้าสู่ทะเลลมปราณ

เมื่อทะเลลมปราณถูกเติมเต็มอย่างต่อเนื่อง พลังปราณจำนวนมหาศาลก็ถือกำเนิดขึ้นภายในร่างกาย

ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ ร่างกายของเซียวอวิ๋นก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย ขอบเขตพลังทะลวงจากระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สี่เข้าสู่ขั้นที่ห้า โดยใช้หินลมปราณระดับต่ำไปประมาณสองก้อน

หินลมปราณอีกสองก้อนที่เหลือยังคงส่งพลังเข้าสู่ทะเลลมปราณอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งหินลมปราณสองก้อนสุดท้ายหมดลง ร่างกายของเซียวอวิ๋นก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง ขอบเขตพลังทะลวงจากขั้นที่ห้าเข้าสู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หกได้สำเร็จ

ผลกระทบจากทะเลลมปราณที่มีเพียงสามส่วนนั้นรุนแรงจริงๆ หากเป็นทะเลลมปราณที่สมบูรณ์ดังเดิม หินลมปราณระดับต่ำสี่ก้อนนี้อย่างน้อยต้องช่วยให้เซียวอวิ๋นฟื้นฟูตบะกลับมาถึงระดับกลั่นลมปราณขั้นที่เจ็ด หรืออาจจะถึงขั้นที่แปดเลยด้วยซ้ำ

แม้จะมีเพียงขั้นที่หก แต่สำหรับเซียวอวิ๋นในตอนนี้ ก็นับว่าเพียงพอชั่วคราวแล้ว

เพราะโดยทั่วไปศิษย์ฝ่ายนอกจะมีระดับเฉลี่ยอยู่ที่ขั้นที่ห้าหรือหก คนที่เก่งหน่อยจะอยู่ที่ขั้นที่เจ็ด คนที่ยอดเยี่ยมจะอยู่ที่ขั้นที่แปด ส่วนศิษย์ระดับแนวหน้าคือขั้นที่เก้า

เซียวอวิ๋นเข้าสู่พื้นที่ความลับโบราณ

หมัดพันชั่ง! เขาปล่อยหมัดออกไป กระบวนท่าหมัดเริ่มจำลองวิถีแห่งวรยุทธ์

แม้ว่าความลับโบราณจะสามารถจำลองต้นกำเนิดของทักษะยุทธ์ได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเมื่อจำลองเสร็จแล้วจะสำเร็จวรยุทธ์ได้ทันที จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนและทำความเข้าใจด้วยตนเองจึงจะบรรลุผล

ทักษะยุทธ์ขั้นลึกซึ้ง คือสภาวะที่แข็งแกร่งที่สุดของทักษะยุทธ์นั้นๆ ส่วนขั้นสุดยอด คือการก้าวข้ามขีดจำกัดของทักษะยุทธ์ไป

แม้จะเป็นเพียงทักษะยุทธ์พื้นฐาน แต่ในสำนักเทียนหลัว ผู้ที่สามารถฝึกหมัดพันชั่งจนถึงขั้นสุดยอดได้นั้นหาได้ยากยิ่ง มักจะมีเพียงคนรุ่นอาวุโสเท่านั้นที่ทำได้

หมัดแล้วหมัดเล่าที่เขาปล่อยออกไป

กระบวนท่าหมัดของเซียวอวิ๋นแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

ตลอดสามปีที่ผ่านมา เซียวอวิ๋นมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มพูนตบะ แต่กลับละเลยการฝึกฝนทักษะยุทธ์ไปมาก เพราะมันต้องใช้แรงกายแรงใจและเวลาอย่างมหาศาล

เหนือทักษะยุทธ์พื้นฐานขึ้นไป จะแบ่งเป็นระดับเหลือง ระดับลึกลับ ระดับดิน และระดับสวรรค์ โดยแต่ละระดับยังแบ่งย่อยเป็นขั้นต่ำ ขั้นกลาง และขั้นสูง

นี่คือขอบเขตระดับของทักษะยุทธ์ที่เซียวอวิ๋นเคยรู้จัก แต่ในความทรงจำของเทพเมฆา เซียวอวิ๋นกลับเห็นการมีอยู่ของทักษะยุทธ์ที่ก้าวล้ำเหนือกว่าระดับสวรรค์ไปไกลนัก

ทว่าทักษะยุทธ์เหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่เซียวอวิ๋นในตอนนี้จะเอื้อมถึง

ความทรงจำของเทพเมฆากำลังเลือนหายไป ภายในนั้นบันทึกเคล็ดวิชาและทักษะยุทธ์ที่แข็งแกร่งไว้อย่างมากมาย แต่เซียวอวิ๋นไม่สามารถจดจำได้ทั้งหมด เพราะเคล็ดวิชาสืบทอดและทักษะยุทธ์เหล่านั้นล้ำลึกและซับซ้อนเกินไป ด้วยระดับตบะของเซียวอวิ๋นในตอนนี้ เขาไม่อาจทำความเข้าใจหรือฝึกฝนได้เลย

ในเมื่อจำไม่ได้และฝึกฝนไม่ได้ เซียวอวิ๋นจึงไม่ยอมเสียเวลาไปกับสิ่งเหล่านั้น

ก่อนที่ความทรงจำของเทพเมฆาจะสูญสิ้นไปอย่างรวดเร็ว เซียวอวิ๋นได้เลือกจำเฉพาะส่วนที่จำเป็นหรือสำคัญสำหรับตนเองไว้

เซียวอวิ๋นยังคงออกหมัดต่อไป กระบวนท่าหมัดควบแน่นขึ้นเรื่อยๆ

เวลาล่วงเลยผ่านไป... ในวินาทีที่หมัดที่หนึ่งแสนถูกปล่อยออกมา เสียงหมัดกระแทกอากาศก็ดังสนั่น พร้อมกับคลื่นอากาศที่ม้วนตลบออกมา

เมื่อเก็บหมัดกลับมา เซียวอวิ๋นจึงได้เข้าใจว่าคำว่า "สุดยอด" นั้นเป็นอย่างไร มันคือการก้าวข้ามทักษะยุทธ์พื้นฐานเดิมและก้าวสู่ระดับที่สูงกว่า

อานุภาพของหมัดพันชั่งในขั้นสุดยอดนั้น ทรงพลังเทียบเท่ากับทักษะยุทธ์ระดับเหลืองขั้นต่ำในขั้นลึกซึ้งเลยทีเดียว

จบบทที่ บทที่ 3 ศิษย์พี่ขยะ

คัดลอกลิงก์แล้ว