- หน้าแรก
- เทพสงครามโบราณกาล
- บทที่ 2 ความลับโบราณ
บทที่ 2 ความลับโบราณ
บทที่ 2 ความลับโบราณ
ดินแดนเก้าชั้นฟ้า ตั้งอยู่เหนือโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ ถือเป็นเขตแดนแห่งวรยุทธ์ระดับสูงสุดที่ผู้คนในโลกมนุษย์ไม่อาจเอื้อมถึง
และหกมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ คือเจ้าผู้ปกครองแห่งดินแดนเก้าชั้นฟ้า
เทพเมฆาคือหนึ่งในนั้น
เซียวอวิ๋นคิดไม่ถึงว่าตนเองจะสามารถบดขยี้ดวงวิญญาณของเทพเมฆาจนดับสูญได้ แม้ว่าดวงวิญญาณของเทพเมฆาจะใกล้แตกสลายอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังเป็นถึงเจ้าผู้ปกครองแห่งดินแดนเก้าชั้นฟ้า อุปมาดั่งอูฐที่ผอมโซก็ยังตัวโตกว่าม้า
หากเป็นผู้อื่น เทพเมฆาคงยึดร่างไปนานแล้ว ทว่าเขากลับโชคร้ายที่มาพบกับเซียวอวิ๋น เด็กหนุ่มที่กำลังอยู่ในสภาวะสิ้นหวังถึงขีดสุด
ภายใต้ความสิ้นหวังนั้น เซียวอวิ๋นได้ระเบิดศักยภาพที่ไม่เคยมีมาก่อนออกมาต่อต้านดวงวิญญาณของเทพเมฆา จนกระทั่งบดขยี้ดวงวิญญาณนั้นให้สูญสิ้นไปได้ในที่สุด
"ที่แท้ข้าอยู่ในแคว้นหลี หนึ่งในเจ็ดแคว้นของโลกมนุษย์ พื้นที่แคว้นหลีแผ่ขยายกว้างยาวด้านละหนึ่งหมื่นลี้ ปกครองโดยมหาจักรวรรดิเตียนเหยียน ภายใต้การดูแลมีหนึ่งเมืองหลวง หกเมืองหลัก และสิบเก้าสำนักกระจายอยู่ทั่วไป ทั้งยังมีแคว้นบริวารอีกหนึ่งร้อยสิบเจ็ดแห่งตั้งอยู่ภายในอาณาเขต"
"สำนักเทียนหลัวและแคว้นเยี่ยนบ้านเกิดของข้าตั้งอยู่ทางตะวันออกของแคว้นหลี นอกจากสำนักเทียนหลัวแล้ว ยังมีอีกสี่สำนักและสิบสี่แคว้นบริวารตั้งอยู่ในแถบตะวันออกนี้เช่นกัน"
ความทรงจำของเทพเมฆาทำให้เซียวอวิ๋นเปิดหูเปิดตาอย่างยิ่ง
นี่เป็นเพียงแค่โลกมนุษย์เท่านั้น โลกวิญญาณที่กว้างใหญ่กว่า รวมถึงดินแดนเก้าชั้นฟ้ายังมีความน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่า ทำให้เซียวอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าโหยหาออกมา
ในไม่ช้าเซียวอวิ๋นก็พบสาเหตุที่เทพเมฆาตกต่ำจนเหลือเพียงดวงวิญญาณ นั่นเป็นเพราะสมบัติสวรรค์ไร้ลักษณ์ชิ้นหนึ่ง—ความลับโบราณ
มันคือสิ่งที่เทพเมฆาได้รับมาโดยบังเอิญจากนอกเขตแดน
เพื่อที่จะเปิดความลับโบราณนี้ เทพเมฆาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจชั่วชีวิต แม้กระทั่งยอมสูญเสียพลังจิตและตบะ ใช้เวลานานถึงหนึ่งร้อยปีเต็มจึงจะเปิดความลับโบราณได้สำเร็จ
ทว่ายังไม่ทันได้ยินดี เทพเมฆาก็ถูกศิษย์เอกนามว่าหงเหลียนและคนอื่นๆ ทรยศหักหลังและลอบทำร้าย
ในขณะที่บาดเจ็บสาหัสปางตาย เทพเมฆาได้ระเบิดร่างเทวะของตนเอง จนในที่สุดความลับโบราณก็โอบอุ้มดวงวิญญาณของเขาตกลงสู่ห้วงมิติลี้ลับอันไร้ก้นบึ้ง
เดิมทีดวงวิญญาณของเทพเมฆาควรจะเลือนหายไปตามการหลงทางในห้วงมิติ แต่เป็นเพราะเจตจำนงอันแรงกล้าของเซียวอวิ๋นที่ทะลวงผ่านห้วงมิติมหาศาลมาได้
เทพเมฆาผู้ซึ่งถูกลอบทำร้ายเช่นกันสัมผัสได้ถึงเจตจำนงของเซียวอวิ๋น จึงอาศัยเจตจำนงนั้นนำพาความลับโบราณพุ่งออกจากห้วงมิติลี้ลับ
ท้ายที่สุด ดวงวิญญาณของเทพเมฆาก็ไม่อาจต้านทานเซียวอวิ๋นได้ จนแตกสลายและสูญสิ้นไป ส่วนความลับโบราณก็ได้หลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของเซียวอวิ๋น
ความลับโบราณ...
หัวใจของเซียวอวิ๋นสั่นไหว พลังจิตของเขาถูกดึงออกมาทันที ก่อนจะพุ่งเข้าไปสู่พื้นที่ลี้ลับและมืดมิดแห่งหนึ่ง
"นี่คือความลับโบราณอย่างนั้นหรือ?" เซียวอวิ๋นมองไปรอบๆ นอกจากความว่างเปล่าแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอื่นอีก ทว่าในส่วนลึกกลับปรากฏกลิ่นอายอันลึกลับพวยพุ่งออกมา
จากความทรงจำของเทพเมฆา เซียวอวิ๋นรับรู้ถึงคุณประโยชน์ของความลับโบราณแล้ว นั่นคือการสามารถจำลองต้นกำเนิดของทักษะยุทธ์ได้
หมัดพันชั่ง!
เซียวอวิ๋นปล่อยหมัดออกไปหนึ่งครั้ง
เงาหมัดสายหนึ่งปรากฏขึ้น แต่ละเงาล้วนแตกต่างกัน เงาหมัดแรกอยู่ในระดับเชี่ยวชาญ จากนั้นเป็นระดับเบื้องต้น ระดับลึกซึ้ง จนไปถึงระดับสุดยอด
ระดับสุดยอดสุดท้ายนั้นก้าวข้ามขอบเขตของทักษะยุทธ์พื้นฐานไปแล้ว เทียบเท่ากับทักษะยุทธ์ระดับเหลืองขั้นต่ำในขั้นสมบูรณ์เลยทีเดียว
เซียวอวิ๋นปล่อยหมัดตามวิถีของเงาหมัด ด้วยแรงที่เท่าเดิมแต่พลังทำลายกลับรุนแรงกว่าเดิมมาก
เมื่อปล่อยหมัดตามวิถีเงาหมัดต่อไป เซียวอวิ๋นพบว่าแต่ละหมัดแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และความเข้าใจต่อหมัดพันชั่งของเขาก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ความรู้สึกที่พลังเพิ่มพูนอย่างรวดเร็วเช่นนั้นทำให้เซียวอวิ๋นรู้สึกรื่นรมย์อย่างยิ่ง
เขาออกหมัดอย่างต่อเนื่องและซึมซับความเข้าใจไปเรื่อยๆ
หลังจากผ่านไปหนึ่งหมื่นหมัด กระบวนท่าหมัดของเซียวอวิ๋นก็บังเกิดเสียงดังสนั่นประดุจคลื่นซัดสาด
บรรลุขั้นลึกซึ้งแล้ว...
เมื่อเซียวอวิ๋นชกหมัดที่หนึ่งหมื่นเอ็ดออกไป กลับให้ความรู้สึกหนักหน่วงราวกับมีแรงนับพันชั่งจริงๆ
"เพียงแค่หนึ่งเค่อ (15 นาที) ก็ข้ามจากระดับเชี่ยวชาญมาถึงระดับลึกซึ้ง..." เซียวอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หมัดพันชั่งเป็นทักษะยุทธ์พื้นฐานของสำนักเทียนหลัว จัดอยู่ในประเภทเรียนรู้ง่ายแต่ฝึกให้ชำนาญได้ยาก เซียวอวิ๋นฝึกฝนมาสามปีก็ยังอยู่แค่ระดับเชี่ยวชาญเท่านั้น
หากฝึกฝนตามขั้นตอนปกติ การจะไปถึงระดับลึกซึ้งคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกสามปี
ทักษะยุทธ์พื้นฐานที่ต้องใช้เวลาถึงสามปีจึงจะบรรลุ ทว่าในความลับโบราณกลับใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อก็ฝึกสำเร็จแล้ว ตอนนี้เองเซียวอวิ๋นถึงได้ตระหนักว่าเหตุใดเทพเมฆาจึงยอมสู้ตายเพื่อรักษาความลับโบราณนี้ไว้ เพราะเมื่อมีมัน เวลาที่ต้องสูญเสียไปในเส้นทางแห่งการฝึกตนจะลดลงอย่างมหาศาล
ในอนาคต ย่อมมีความหวังที่จะก้าวสู่จุดสูงสุดของมรรคาแห่งยุทธ์...
เซียวอวิ๋นถอนพลังจิตออกมาจากความลับโบราณ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากฝึกต่อ แต่เป็นเพราะเวลาเหลือไม่มากแล้ว เขาต้องรีบไป
ในอีกหนึ่งเค่อ เรือเมฆาจะออกเดินทาง
หากเซียวอวิ๋นถูกส่งตัวกลับแคว้นเยี่ยน แล้วจะกลับมาที่สำนักเทียนหลัวอีกครั้ง การเดินทางไปกลับย่อมต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือน
เมล็ดพันธุ์วิญญาณยุทธ์ที่ถูกช่วงชิงไป สามารถชิงคืนมาได้ภายในสามเดือน
เซียวอวิ๋นต้องชิงเมล็ดพันธุ์วิญญาณยุทธ์คืนมาให้ได้ภายในสามเดือน ดังนั้นเขาจึงต้องรั้งอยู่ที่สำนักเทียนหลัวต่อไป
"ทะเลลมปราณของข้าแตกสลายไปเจ็ดส่วน การฟื้นฟูนั้นยากลำบาก สู้ทิ้งส่วนที่เสียหายไปเสีย แล้วรักษาทะเลลมปราณสามส่วนที่สมบูรณ์ไว้จะดีกว่า" เซียวอวิ๋นตัดสินใจเลือกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับโคจรพลังปราณในร่างกาย
ปัง!
พลังปราณถูกโคจร ทะเลลมปราณส่วนที่แตกร้าวถูกบดขยี้จนกลายเป็นผุยผง หลังจากพลังโคจรไปหนึ่งรอบ ทะเลลมปราณก็เหลือเพียงสามส่วนที่สมบูรณ์เท่านั้น
"จากเดิมที่มีตบะระดับกลั่นลมปราณขั้นที่เก้า ตอนนี้เหลือเพียงขั้นที่สี่แล้ว..." เซียวอวิ๋นไม่รู้สึกเสียดาย ด้วยรากฐานที่เขามีในตอนนี้ อีกไม่นานเขาก็จะสามารถฟื้นฟูตบะกลับมาได้
พลังปราณไหลเวียนไปทั่ว เลือดที่คั่งค้างอยู่ในอวัยวะภายในที่บอบช้ำถูกขับออกมาจนหมด บาดแผลของเซียวอวิ๋นดีขึ้นในทันที
เซียวอวิ๋นลุกขึ้นและเดินออกไปนอกประตูห้องพัก
"หยุด!" ศิษย์ฝ่ายนอกที่เฝ้าประตูขวางเซียวอวิ๋นไว้
"ข้าต้องการพบผู้ดูแล" เซียวอวิ๋นกล่าว
"เซียวอวิ๋น เจ้ายังคิดว่าเจ้าเป็นศิษย์ฝ่ายนอกระดับแนวหน้าอันดับห้าของตำหนักเทียนจีอยู่อีกหรือ? ตอนนี้เจ้าเป็นแค่คนพิการเท่านั้น ไสหัวกลับไปเสีย ผู้ดูแลไม่พบเจ้าหรอก" ศิษย์เฝ้าประตูแค่นเสียงเย็น
ที่จริงตราบใดที่เรือเมฆายังไม่ออกเดินทาง ศิษย์ที่ถูกส่งตัวกลับหากมีธุระสามารถไปพบผู้ดูแลได้โดยตรง เพียงแต่ศิษย์เฝ้าประตูขี้เกียจไปรายงาน ประกอบกับเห็นว่าเซียวอวิ๋นกลายเป็นคนพิการแล้วจึงคิดว่ารังแกได้ จึงจงใจขัดขวาง
เวลาบีบคั้น เซียวอวิ๋นคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับศิษย์เฝ้าประตู เขาจึงก้าวเท้าเดินต่อไป
"บังอาจนัก! ไสหัวกลับไปเดี๋ยวนี้!"
ศิษย์เฝ้าประตูบันดาลโทสะ กระบองเหล็กในมือฟาดเข้าใส่เซียวอวิ๋นอย่างแรง ด้วยตบะระดับกลั่นลมปราณขั้นที่ห้า ผนวกกับแรงจากกระบองเหล็ก หากถูกฟาดเข้าจังๆ กระดูกของเซียวอวิ๋นย่อมต้องหักสะบั้นแน่นอน
หมัดพันชั่ง!
เซียวอวิ๋นชกหมัดเข้าใส่กระบองเหล็ก เห็นเพียงกระบองเหล็กบุบยุบลงไป ศิษย์ฝ่ายนอกผู้นั้นครางในลำคอ ทั้งคนทั้งกระบองล้มลงกองกับพื้น
"หากมีครั้งหน้า ข้าไม่ไว้ชีวิตแน่" เซียวอวิ๋นกล่าวจบก็รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ศิษย์เฝ้าประตูกุมหน้าอก ใบหน้าซีดเผือด เดิมทีเขาแค่ต้องการสั่งสอนคนพิการอย่างเซียวอวิ๋น แต่กลับกลายเป็นฝ่ายถูกสั่งสอนเสียเอง
เขามันพิการไปแล้วไม่ใช่หรือ?
ทำไมยังมีพลังขนาดนี้?
ศิษย์เฝ้าประตูไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าไปหาเรื่องเซียวอวิ๋นอีก
เหตุการณ์ที่เซียวอวิ๋นลงมือนั้น ผู้ดูแลร่างอ้วนที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาไม่ได้ลงมือขัดขวาง แต่หรี่ตามองเซียวอวิ๋นที่เดินเข้ามา
"ทำร้ายศิษย์ตำหนักเทียนจีต่อหน้าข้า ย่อมต้องได้รับโทษหนัก" ผู้ดูแลร่างอ้วนกล่าวเสียงขรึม
"ท่านผู้ดูแลจะลงโทษข้าก็ได้ แต่ขอนำเรียนสักสองสามประโยคก่อนได้หรือไม่?" เซียวอวิ๋นประสานมือคารวะอย่างไม่ลนลาน
"ว่ามา" ผู้ดูแลร่างอ้วนมองเซียวอวิ๋นด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าเซียวอวิ๋นจะสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้
"ท่านผู้ดูแลจะตีจะฆ่าข้า เป็นเรื่องง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ หากท่านจะสั่งสอนข้า ข้าก็ไม่มีคำใดจะโต้แย้ง แต่หากท่านยินดีปล่อยข้าไป และให้ข้ากลับเข้าสู่ฝ่ายนอกอีกครั้ง ข้ายินดีจะติดค้างน้ำใจท่านผู้ดูแลหนึ่งครั้ง" เซียวอวิ๋นกล่าวอย่างจริงจัง
"น้ำใจของเจ้า?"
ผู้ดูแลร่างอ้วนกวาดตามองเซียวอวิ๋นตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะแค่นหัวเราะ "ทะเลลมปราณเสียหายไปเจ็ดส่วน เหลือเพียงสามส่วนที่สมบูรณ์ ตบะยังร่วงหล่นลงมาเหลือเพียงระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สี่ ต่อให้เจ้ากลับไปยังตำหนักเทียนจี ด้วยสภาพของเจ้าในตอนนี้ เจ้ายังมีโอกาสเข้าสู่ฝ่ายในอีกหรือ?"
"ไม่ลองดู แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่อาจกลับเข้าสู่ฝ่ายในได้?" เซียวอวิ๋นกล่าว
"ลองดู?"
ผู้ดูแลร่างอ้วนมองลึกเข้าไปในดวงตาของเซียวอวิ๋น แล้วจึงกล่าวว่า "เจ้ายังแข็งแกร่งกว่าพวกขยะที่หลบอยู่ในห้องพักเหล่านั้นมาก อย่างน้อยเจ้าก็ยังไม่ยอมแพ้ เอาเถอะ ข้าจะให้โอกาสเจ้า นี่คือป้ายคำสั่งศิษย์ฝ่ายนอก รับไปเสีย" กล่าวจบเขาก็โยนป้ายคำสั่งออกไป
"ขอบคุณท่านผู้ดูแล น้ำใจนี้เซียวอวิ๋นจะจำไว้" เซียวอวิ๋นประสานมือคารวะ
"ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ รีบไสหัวไปซะ" ผู้ดูแลร่างอ้วนโบกมือโดยไม่หันกลับมามอง
เซียวอวิ๋นไม่พูดมากความ เขารีบกระโดดลงจากเรือเมฆาทันที
ในเวลานี้ เรือเมฆาได้เริ่มออกเดินทางแล้ว ผู้ดูแลร่างอ้วนที่อยู่ด้านบนหรี่ตามองเซียวอวิ๋นที่ก้าวยาวๆ มุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ของสำนักเทียนหลัว สาเหตุที่เขาให้ป้ายคำสั่งแก่เซียวอวิ๋น ก็เพราะหมัดที่เซียวอวิ๋นปล่อยออกมาเมื่อครู่นี้
กระบวนท่าหมัดประดุจคลื่นซัด พลังหนักหน่วงราวพันชั่ง
นั่นคือลักษณะของหมัดพันชั่งที่บรรลุขั้นลึกซึ้ง
ผู้ที่สามารถฝึกหมัดพันชั่งจนถึงขั้นลึกซึ้งได้ภายในสามปีหลังจากเข้าสำนักมีน้อยมาก ในรอบหลายปีถึงจะมีสักคนหนึ่ง คนประเภทนี้ล้วนมีพรสวรรค์สูงกว่าคนทั่วไป
ในมุมมองของผู้ดูแลร่างอ้วน ต่อให้ในอนาคตเซียวอวิ๋นจะเข้าฝ่ายในไม่ได้ แต่ในฝ่ายนอกเขาก็คงจะไม่กระจอก การฝากน้ำใจไว้ในวันนี้ วันหน้าอาจจะสะดวกต่อการทำเรื่องต่างๆ ก็เป็นได้