- หน้าแรก
- จักรพรรดิกระบี่ไร้พ่าย สยบสุสานเทพ ทลายโลงศพเซียน
- บทที่ 33 ข้ารักษาได้ แต่ข้าไม่อยากรักษา
บทที่ 33 ข้ารักษาได้ แต่ข้าไม่อยากรักษา
บทที่ 33 ข้ารักษาได้ แต่ข้าไม่อยากรักษา
แววตาของชายชราและเด็กสาวมีความหวั่นไหววาบผ่านพร้อมกัน
"ถูกเผงเลย"
เด็กสาวอ้าปากค้างเล็กน้อย แทบไม่อยากจะเชื่อ ต้องรู้ก่อนว่าพิษศพแดนเหนือนี้แม้จะได้ชื่อว่าเป็นพิษร้ายอันดับหนึ่งในใต้หล้า แต่มันก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก ทว่าอีกฝ่ายกลับมองออกได้เพียงแค่ใช้สายตาสังเกต นี่มันความสามารถระดับไหนกัน
อย่าว่าแต่ในแคว้นหนิงแห่งนี้เลย เกรงว่ามองไปทั่วทั้งใต้หล้า คนที่สามารถมองพิษชนิดนี้ออกได้เพียงแค่ปรายตามองคงมีไม่เกินสิบคน
"สหายตัวน้อยช่างมีสายตาเฉียบแหลมนัก ชายชราเลื่อมใสยิ่ง" ชายชราประสานมือคารวะ วินาทีที่เขามองมาที่เฉินเฟิง แววตาของเขาก็เพิ่มความเคารพยำเกรงขึ้นมาหลายส่วน
ทว่าความดูแคลนในแววตาของเด็กสาวกลับไม่ได้เลือนหายไปแม้แต่น้อย
"มองออกแล้วอย่างไรเล่า ข้าเดาว่าเจ้าก็แค่อ่านตำราโบราณมามากหน่อย บังเอิญไปรู้จักพิษศพนี้เข้าก็เท่านั้น ไม่เห็นจะมีอะไรน่าทึ่งเลย"
เด็กสาวเบ้ปาก ในดวงตายังคงมีความเหยียดหยาม
เฉินเฟิงดูแล้วอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น ยังเด็กกว่านางตั้งสองสามปี นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเฉินเฟิงจะมีสายตาเฉียบแหลมอะไรนักหนา นางปักใจเชื่อว่าเฉินเฟิงแค่บังเอิญเคยเห็นบันทึกเกี่ยวกับพิษศพแดนเหนือมาก็เลยจำได้เท่านั้น
"เสี่ยวหลาน หุบปาก" ชายชราตวาดเสียงเย็น
เด็กสาวกัดฟันแน่น แม้จะไม่ได้พูดอะไรต่อแต่ในแววตายังคงมีความไม่ยอมรับ
"หลานสาวของข้านิสัยไม่ค่อยดีนัก หวังว่าสหายตัวน้อยจะไม่ถือสา" ชายชราประสานมือคารวะพร้อมกับหัวเราะเบาๆ จากนั้นก็ถามต่อว่า "สหายตัวน้อย ในเมื่อเจ้าสามารถมองอาการป่วยของข้าออก ไม่ทราบว่าเจ้ายังพอมองอะไรอย่างอื่นออกอีกหรือไม่"
คำพูดของเขาแฝงความนัยแห่งการทดสอบอยู่หลายส่วน
เฉินเฟิงยิ้มบางๆ "จากสภาพร่างกายของท่านในตอนนี้ รวมถึงความเข้มข้นของกลิ่นอายสังหารสีแดงฉานบริเวณหว่างคิ้ว ข้าคิดว่าท่านคงถูกพิษมาอย่างน้อยก็ครึ่งปีแล้วสินะ แม้ว่าระดับพลังยุทธ์ของท่านจะสูงส่งพอที่จะสะกดการลุกลามของพิษศพเอาไว้ได้ชั่วคราว แต่เมื่อเวลาผ่านไป หากไม่มียาถอนพิษ ต่อให้พลังยุทธ์ของท่านจะสูงส่งเพียงใดก็ไม่อาจควบคุมพิษศพนั้นได้อีกต่อไป"
"นอกจากนี้บนตัวพวกท่านยังมีกลิ่นอายสังหารจางๆ แผ่ออกมา แม้จะจงใจเก็บซ่อนเอาไว้แต่ก็ยังยากที่จะปกปิดได้มิดชิด ข้าเดาว่าพวกท่านน่าจะมาจากตระกูลขุนศึกแห่งแคว้นหนิง อีกทั้งตำแหน่งในกองทัพก็คงไม่ต่ำต้อยเป็นแน่"
ใบหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ถูกเผงทั้งหมด
ไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
เพียงแค่อาศัยสายตาสังเกตก็สามารถรับรู้เรื่องราวได้มากมายถึงเพียงนี้ เจ้าหนุ่มนี่เป็นยอดคนมาจากที่ใดกัน
"ท่านอาจารย์ช่างมีสายตาเฉียบแหลมดุจคบเพลิง ชายชราเลื่อมใสยิ่งนัก"
ชายชราในชุดคลุมสีเขียวรีบเก็บงำความดูแคลนในใจไปจนหมดสิ้น เขารีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ค้อมตัวลงเล็กน้อยพร้อมกับประสานมือคารวะ เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุด ซ้ำคำเรียกขานยังเปลี่ยนจากสหายตัวน้อยมาเป็นท่านอาจารย์
ในโลกยุคปัจจุบันนี้ มีเพียงคำว่าท่านอาจารย์เท่านั้นที่จะสามารถแสดงถึงความเคารพอย่างสูงสุดได้
"ท่านปู่ เขาก็แค่โชคดีเดาถูกเท่านั้น ท่านถึงกับต้องคารวะเขาชุดใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ การแต่งกายของพวกเราดูไม่ธรรมดา ประกอบกับบุคลิกท่าทาง คนทั่วไปก็มองออกอยู่แล้วว่าพวกเรามาจากตระกูลขุนศึก แน่จริงก็ให้เขาลองทายชื่อพวกเราดูสิ หากเขาทายถูกถึงจะนับว่าเขาแน่จริง"
เด็กสาวยังคงไม่ยอมรับ สิ่งที่ทำให้นางโกรธเกรี้ยวยิ่งกว่าคือการที่ท่านปู่ของนางเรียกอีกฝ่ายว่าท่านอาจารย์
อีกฝ่ายอายุยังน้อยกว่านางเสียด้วยซ้ำ มีคุณธรรมความสามารถอันใดถึงกล้ารับคำว่าท่านอาจารย์นี้
เขาไม่คู่ควรเลยสักนิด
"พูดมาสิ แน่จริงเจ้าก็ทายมาอีกสิว่าพวกเราเป็นใคร มาจากตระกูลขุนศึกตระกูลไหน" เด็กสาวตวาดใส่เฉินเฟิง
เฉินเฟิงถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่ใช่หมอดูเสียหน่อย จะไปรู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
เมื่อเห็นเฉินเฟิงเงียบไป เด็กสาวก็ยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานของตัวเอง "หึ ข้าก็รู้ว่าเจ้าเดาสุ่ม ท่านปู่เห็นหรือยัง เขาแค่กำลังหลอกลวงท่านอยู่"
ใครจะคิดว่าสีหน้าของชายชรากลับกลายเป็นเขียวคล้ำ เขาตวาดเสียงกร้าว "หุบปาก อย่าได้ล่วงเกินท่านอาจารย์"
"ท่านปู่ เขาจะคู่ควรกับคำว่าท่านอาจารย์ได้อย่างไรกัน" เด็กสาวโกรธจนแทบร้องไห้ นางรู้สึกว่าท่านปู่ของนางกำลังถูกหลอก อีกฝ่ายอายุแค่สิบเจ็ดปีเท่านั้น จะไปมีความสามารถอะไรได้
ชายชราไม่สนใจหลานสาวของตน เขายังคงให้ความเคารพเฉินเฟิง ประสานมือคารวะแล้วกล่าวว่า "ไม่ปิดบังท่านอาจารย์ ตัวข้ามีนามว่าเซี่ยเวิ่นเทียนแห่งเมืองหลวงแคว้นหนิง ส่วนนี่คือเซี่ยจื่อหลานหลานสาวของข้า"
"การที่ได้มารู้จักกับท่านอาจารย์ที่นี่ นับเป็นวาสนาสามชาติของข้าจริงๆ"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เจียงอินที่อยู่ข้างกายเฉินเฟิงกลับมีสีหน้าตื่นตะลึงอย่างยากจะบรรยาย
เซี่ยเวิ่นเทียนหรือ
หรือว่าจะเป็นเทพสงครามชุดเขียวแห่งแคว้นหนิงท่านนั้น
เจียงอินอ้าปากค้าง
ชื่อของเซี่ยเวิ่นเทียนนั้นดังก้องกังวานราวกับเสียงฟ้าร้องสำหรับทุกคนที่อาศัยอยู่ในแคว้นหนิง
เขาคือเทพสงครามรุ่นเก่าของแคว้นหนิง เคยเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของแคว้นหนิง มีอำนาจเป็นรองเพียงคนผู้เดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น
สมัยวัยเยาว์เขาเคยนำทัพเพียงสามพันนายบุกตะลุยเข้าค่ายศัตรู บดขยี้กองทัพแคว้นถังถึงสามหมื่นนาย ใช้กำลังน้อยเอาชนะกำลังมาก สร้างชื่อเสียงโด่งดังในศึกเดียว กลายเป็นแม่ทัพที่อายุน้อยที่สุดของแคว้นหนิง
ต่อมาเขาได้แสดงพรสวรรค์ทางทหารของตน นำเหล่าขุนพลเข้าบดขยี้การรุกรานและวงล้อมของแคว้นถังหลายต่อหลายครั้ง สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงในการปกป้องชายแดนแคว้นหนิง
มีข่าวลือว่าเพียงแค่เสื้อคลุมของเขาแขวนอยู่บนกำแพงเมืองก็เพียงพอที่จะทำให้กองทัพศัตรูสามหมื่นนายหวาดกลัวจนต้องถอยทัพ
บุคคลระดับนี้คือเทพสงครามผู้แข็งแกร่งที่สุดที่ทำให้แคว้นศัตรูหวาดผวา เป็นตำนานแห่งแคว้นหนิง
ด้วยบารมีของเขา แคว้นถังจึงต้องอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวมานานนับสิบปี ไม่กล้ามีความคิดกำเริบเสิบสานใดๆ
จนกระทั่งเมื่อครึ่งปีก่อน เซี่ยเวิ่นเทียนได้ขอลาออกจากราชการเพื่อกลับไปอยู่บ้านเกิดด้วยเหตุผลว่าแก่ชราและร่างกายอ่อนแอ ตำนานแห่งยุคจึงได้ปิดฉากลง
แต่ตอนนี้เจียงอินไม่เคยคาดคิดเลยว่า เทพสงครามท่านนี้ไม่ได้ลาออกเพราะแก่ชรา แต่เป็นเพราะถูกพิษต่างหาก
"ไม่นึกเลยว่าจะได้มารู้จักกับท่านผู้อาวุโสเซี่ยที่นี่ ช่างเสียมารยาทแล้วจริงๆ" เจียงอินรีบประสานมือคารวะและกล่าวด้วยความเคารพ
ในใต้หล้านี้ เซี่ยเวิ่นเทียนคู่ควรกับคำว่าท่านอาจารย์อย่างแท้จริง เพราะพรสวรรค์ทางทหารของเขาทำให้แคว้นหนิงรอดพ้นจากการถูกแคว้นอื่นรังแก อาจกล่าวได้ว่าเซี่ยเวิ่นเทียนคือเทพเจ้าที่ชาวแคว้นหนิงทุกคนเคารพเทิดทูน
เมื่อเห็นเจียงอินให้ความเคารพถึงเพียงนี้ ใบหน้าของเซี่ยจื่อหลานก็ปรากฏความภาคภูมิใจ ในความคิดของนาง ในใต้หล้านี้มีเพียงท่านปู่ของนางเท่านั้นที่คู่ควรกับคำว่าท่านอาจารย์ ส่วนเจ้าหนุ่มที่เอาแต่พ่นน้ำลายไร้สาระตรงหน้านี้ เขาไม่คู่ควรเลยสักนิด
"หึหึ ก็แค่ชื่อเสียงจอมปลอม" เซี่ยเวิ่นเทียนหัวเราะขื่น ต่อให้มีอำนาจและสถานะยิ่งใหญ่เพียงใด ตอนนี้จะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อเขากำลังจะเป็นคนตายอยู่รอมร่อ
"ท่านอาจารย์ ในเมื่อท่านทราบอาการป่วยของข้า แล้วท่านรู้วิธีรักษาหรือไม่" เซี่ยเวิ่นเทียนเอ่ยถามด้วยความหวัง
แม้ว่าพลังยุทธ์ของเฉินเฟิงจะดูเหมือนอยู่แค่ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นสาม แต่สายตาและประสบการณ์ของเขากลับทำให้เซี่ยเวิ่นเทียนต้องประหลาดใจ
ดังนั้นเขาจึงแอบหวังอยู่ลึกๆ และฝากความหวังเอาไว้ที่เฉินเฟิง
"แม้ว่าพิษศพในตัวท่านจะลุกลามไปทั่วร่างแล้ว แต่โชคดีที่มันยังไม่ได้กัดกินอวัยวะภายในจนหมด หากจะรักษาก็ยังพอมีเวลา" เฉินเฟิงกล่าวช้าๆ
มีทางช่วยอย่างนั้นหรือ
เด็กหนุ่มลึกลับผู้นี้มีวิธีรักษาจริงๆ หรือ
"ด้วยเส้นสายและสถานะของข้าในเมืองหลวง หากท่านอาจารย์สามารถรักษาอาการป่วยของข้าได้ ไม่ว่าท่านจะมีข้อเรียกร้องใด ข้าก็สามารถรับปากท่านได้ทั้งสิ้น"
เซี่ยเวิ่นเทียนกล่าวอย่างหนักแน่น คำพูดนี้ของเขาไม่ได้พูดเกินจริงแม้แต่น้อย แม้ว่าตอนนี้เขาจะออกจากราชสำนักมาแล้ว แต่แม่ทัพในกองทัพจำนวนไม่น้อยก็ล้วนเป็นคนที่เขาปลุกปั้นมากับมือ ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายหรือสถานะ เขาก็อยู่เหนือคนทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด ต่อให้เป็นอัครเสนาบดีคนปัจจุบัน เมื่อพบเขาก็ยังต้องแสดงความเคารพ
ดังนั้นไม่ว่าคำขอจะยิ่งใหญ่เพียงใด ตราบใดที่ไม่ผิดต่อมโนธรรม เขาก็สามารถทำได้อย่างแน่นอน
"ท่านปู่ ท่านประเมินเขาสูงเกินไปแล้ว แค่เดาสุ่มน่ะพอได้ แต่รักษางั้นหรือ เขาจะไปรักษาโรคอะไรได้" เซี่ยจื่อหลานแย้งอย่างไม่ยอมรับ
ทว่าเฉินเฟิงกลับไม่สนใจคุณหนูผู้หยิ่งยโสคนนี้เลยแม้แต่น้อย เขาพูดต่อไปว่า "พิษศพแดนเหนือมาจากดินแดนอุดรสุดขั้ว ที่นั่นมีสภาพอากาศหนาวเย็นโดยธรรมชาติ คนทั่วไปยากจะทนได้ มีเพียงชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ต้นเท่านั้นที่จะเคยชิน พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับหิมะและน้ำแข็งตลอดทั้งปี อีกทั้งยังรู้จักศาสตร์แห่งการเลี้ยงกู่"
"และพิษศพแดนเหนือนี้ก็คือพิษกู่ที่พวกเขาสกัดขึ้นมา พิษศพแดนเหนือชนิดนี้ใช้แมลงกู่ไปฝังตัวอยู่ในศพของชาวแดนเหนือ เลี้ยงดูด้วยสูตรลับเฉพาะ รอจนกระทั่งแมลงกู่ดูดกลืนไอเย็นยะเยือกอันเป็นเอกลักษณ์ของศพชาวแดนเหนือไปจนหมดสิ้น จากนั้นนำไปผสมผสานกับพิษสูตรลับจึงจะกลายเป็นพิษศพแดนเหนือ"
"พิษศพแดนเหนือชนิดนี้ เมื่อใดที่สัมผัสโดน ทั่วร่างจะแผ่ไอเย็นของศพออกมา เมื่อเวลาผ่านไป หากมันกัดกินเข้าไปถึงอวัยวะภายใน ต่อให้เป็นเทพเซียนหน้าไหนก็ไม่อาจช่วยชีวิตได้"
พอได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของเซี่ยเวิ่นเทียนก็เปลี่ยนไปทันที
หากคำพูดก่อนหน้านี้ของเฉินเฟิงเป็นเพียงการเดาสุ่ม หรืออาศัยความจำจากตำราโบราณถึงได้รู้ คำพูดในครั้งนี้ก็ถือเป็นความรู้ที่คนทั่วไปไม่อาจเทียบเคียงได้อย่างแท้จริง
เมื่อครึ่งปีก่อน เพื่อค้นหาวิธีรักษาโรค เซี่ยเวิ่นเทียนได้เดินทางไปทั่วแคว้นหนิง จนกระทั่งได้รับรู้ที่มาของพิษศพแดนเหนือจากปากของชายชราผู้หนึ่งที่กำลังจะสิ้นใจ
นึกไม่ถึงเลยว่าเฉินเฟิงก็รู้จักที่มาของพิษศพแดนเหนือเช่นกัน
ทันใดนั้นสีหน้าของเซี่ยเวิ่นเทียนก็เปลี่ยนไป เขารีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ท่านอาจารย์ เช่นนั้นท่านทราบวิธีถอนพิษหรือไม่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฉินเฟิงก็เงียบไป
เซี่ยจื่อหลานที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้น ใบหน้าก็บึ้งตึง นางกล่าวว่า "ท่านปู่ ต่อให้ท่านจะร้อนใจอยากรักษาแค่ไหนก็ไม่ควรเชื่อหมอมั่วซั่วนะเจ้าคะ หากเขาแกล้งทำเป็นรู้แล้วจ่ายยาส่งเดช ด้วยสภาพร่างกายของท่านคงทนรับการบอบช้ำใดๆ ไม่ไหวอีกแล้วนะเจ้าคะ อีกอย่างท่านดูสิว่าเขาอายุเท่าไหร่ ขนาดหมอชื่อดังอายุเจ็ดแปดสิบปีที่ค้นคว้าวิชาแพทย์มานับครั้งไม่ถ้วนยังรักษาอาการป่วยของท่านไม่ได้ เขาจะไปมีความสามารถอะไรกัน"
"เสี่ยวหลาน หุบปาก" เซี่ยเวิ่นเทียนตวาดอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็รีบประสานมือคารวะเฉินเฟิงอย่างนอบน้อมพร้อมกับยิ้มกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ หวังว่าท่านจะช่วยชี้แนะสักสองสามประโยค"
ทว่าเฉินเฟิงกลับส่ายหน้า "ข้ารู้วิธีรักษาจริงๆ แต่เป็นเพราะท่าทีของหลานสาวท่าน ข้าไม่ชอบใจนัก ดังนั้นข้าจึงไม่อยากรักษาให้ท่าน"
เขาไม่ใช่พ่อพระผู้ใจบุญ
และเขาก็ไม่ชอบเอาหน้าไปทนให้คนอื่นด่าเพื่อรักษาโรคให้ใครด้วย
"เจียงอิน เป่าเอ๋อร์ พวกเรากลับเข้าเรือ"
เฉินเฟิงเอามือไพล่หลังแล้วเดินกลับเข้าไปในเรือ
เป่าเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบวิ่งตามไป
ตรงกันข้ามกับเจียงอิน นางทอดสายตามองเซี่ยเวิ่นเทียนและเซี่ยจื่อหลานที่ยืนอึ้งอยู่กับที่ด้วยความเห็นใจเล็กน้อยพร้อมกับส่ายหน้า
อยู่ด้วยกันมานาน นางรู้ซึ้งถึงความสามารถที่เฉินเฟิงมีเป็นอย่างดี ขนาดกระดูกเหมันต์ที่ทรมานนางมาหลายปียังถูกเฉินเฟิงรักษาจนหาย และพิษศพแดนเหนือนี้ ในเมื่อเฉินเฟิงบอกว่ารักษาได้ นั่นก็แปลว่าเขาสามารถรักษาได้จริงๆ
น่าเสียดายก็แต่เซี่ยจื่อหลานผู้นี้ รนหาที่ตายเกินไปแล้ว คนอื่นมีแต่ลูกทำร้ายพ่อ แต่นี่นางกำลังทำร้ายปู่ตัวเองแท้ๆ
[จบแล้ว]