- หน้าแรก
- จักรพรรดิกระบี่ไร้พ่าย สยบสุสานเทพ ทลายโลงศพเซียน
- บทที่ 23 - สะกดกระดูกเหมันต์ ถ่ายทอดเคล็ดวิชา!
บทที่ 23 - สะกดกระดูกเหมันต์ ถ่ายทอดเคล็ดวิชา!
บทที่ 23 - สะกดกระดูกเหมันต์ ถ่ายทอดเคล็ดวิชา!
เฉินเฟิงถึงกับพูดไม่ออก เขาได้แต่ยิ้มเจื่อน
ดูเหมือนว่าเจียงอินจะเข้าใจผิดคิดว่าเขากำลังจะล่วงเกินนางสินะ
"เจ้าเห็นข้าเป็นคนแบบไหนกัน ข้าไม่ได้จะฉวยโอกาสตอนที่เจ้ากำลังลำบาก แต่ข้ากำลังจะช่วยรักษาโรคให้เจ้าต่างหาก!" เฉินเฟิงอธิบาย
"อย่านะ อย่านะ!"
ทว่าเจียงอินในตอนนี้จะไปฟังคำพูดของเฉินเฟิงได้อย่างไร มือเรียวสวยยังคงกำมือของเฉินเฟิงเอาไว้แน่น ไม่ยอมให้เขาขยับเขยื้อน
"วางใจเถอะ ข้าไม่แตะต้องจุดสงวนของเจ้าหรอก ข้าแค่จะคลายเสื้อผ้าเพื่อให้เห็นจุดชีพจรที่ต้องใช้ในการรักษาเท่านั้น!" เฉินเฟิงอธิบายอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็ไม่ยอมให้เจียงอินขัดขวางอีกต่อไป เขาออกแรงแงะมือของนางออก แล้วปลดเสื้อคลุมตัวนอกของนางลงมา
เรือนร่างอรชรสมบูรณ์แบบดุจหยกสลักปรากฏขึ้นตรงหน้า ผิวพรรณขาวผ่องราวกับหิมะแรกฤดูส่องประกายเย้ายวนภายใต้แสงจันทร์ ส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงยาว ทว่ากลับถูกเฉินเฟิงฉีกออกไปครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนยาวสลวยที่ดูสมส่วนไร้ที่ติ ชวนให้ผู้คนใจเต้นแรง
ขณะที่ไอเย็นยังคงแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายอย่างต่อเนื่อง ร่างของนางก็ยิ่งสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ใบหน้างดงามหมดจดถูกแช่แข็งจนแดงระเรื่อ ฟันขาวสะอาดขบกัดริมฝีปากแดง นัยน์ตาสวยหยดย้อยหรี่ลง ที่หางตายังมีหยาดน้ำตาหลงเหลืออยู่ ดูน่าทะนุถนอมและอ่อนแอไร้ที่พึ่ง สภาพที่ดูบอบบางเช่นนี้ชวนให้ผู้คนเกิดความสงสารจับใจ
ประกอบกับเสียงครวญครางแผ่วเบาที่เล็ดลอดออกมาทางลมหายใจ ยิ่งทำให้บุรุษทุกคนต้องเลือดสูบฉีดจนไม่อาจควบคุมตัวเองได้
ต่อให้เป็นเฉินเฟิงที่ในชาติก่อนมีชีวิตอยู่มานานหลายพันปี และหล่อหลอมจิตใจของตนเองจนแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ยากที่จะมีสิ่งใดมาสั่นคลอนได้ มาบัดนี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะใจเต้นแรงขึ้นมา
เจียงอินเดิมทีก็เป็นสาวงามผู้เย็นชาที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว บัดนี้เมื่อใบหน้าแดงระเรื่อ เผยเสน่ห์เย้ายวนใจออกมาเต็มที่ หากไม่ใช่ผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่อย่างแท้จริง เกรงว่าคงจะตบะแตกไปแล้ว!
"ช่างเป็นนางปีศาจน้อยเสียจริง!" เฉินเฟิงลอบสบถในใจ
เกือบจะทำให้จิตวิถีของข้าต้องปั่นป่วนเสียแล้ว!
เฉินเฟิงรีบข่มความปรารถนาที่พลุ่งพล่านในใจลงไป เขาไม่กล้ามองใบหน้างดงามของนางอีก เขากลัวว่าหากมองต่อไป เขาจะทนไม่ไหวและจับนางปีศาจน้อยตนนี้จัดการเสียให้รู้แล้วรู้รอด!
เฉินเฟิงรวบสองนิ้วเข้าด้วยกัน ทันใดนั้นก็จิ้มลงไปที่จุดซวงถานบริเวณหลังส่วนบนของนาง พลังปราณหลั่งไหลเข้าไปราวกับน้ำหลาก
แสงสีแดงเพลิงสว่างจ้าห่อหุ้มเรือนร่างอรชรของเจียงอินเอาไว้ในพริบตา อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น ไอเย็นค่อยๆ ถูกขับไล่ออกมา
รากวิญญาณของเฉินเฟิงคือกายามรรคาโดยกำเนิด รวบรวมเบญจธาตุเอาไว้อย่างครบถ้วน ดังนั้นเขาจึงสามารถแปรเปลี่ยนพลังปราณของตนเองให้กลายเป็นพลังแห่งเบญจธาตุใดๆ ก็ได้ และตอนนี้ เขาก็กำลังแปรเปลี่ยนพลังปราณของตนเองให้กลายเป็นพลังอัคคี!
สองนิ้วของเฉินเฟิงลากผ่านลงมาเรื่อยๆ พลังอัคคีก็เคลื่อนตัวไปตามการควบคุมของเขา แทรกซึมผ่านจุดชีพจรต่างๆ และทะลวงเข้าไปในเส้นชีพจรของนาง เพื่อสะกดการกำเริบของกระดูกเหมันต์
จากนั้น ไอเย็นจำนวนมหาศาลก็ถูกขับไล่ออกมาจากเรือนร่างของเจียงอิน กลุ่มควันสีขาวลอยคลุ้งปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง
เมื่อมองดูเผินๆ บนเตียงนอนเต็มไปด้วยควันหมอกที่ลอยอวล บดบังวิสัยทัศน์จนดูเลือนราง ราวกับเป็นดินแดนแห่งเทพเซียนก็มิปาน!
"อืม ... " ทันใดนั้นเจียงอินก็เปล่งเสียงครางออกมาอย่างสบายตัวและผ่อนคลายถึงขีดสุด
เรือนร่างอรชรที่เคยนอนขดตัวเป็นก้อนกลมค่อยๆ ผ่อนคลายลง นางนอนหมอบอยู่บนเตียงราวกับลูกแมวน้อยที่กำลังเพลิดเพลินกับแสงแดดอันอบอุ่น ท่าทางของนางดูไม่สำรวมเอาเสียเลย!
เฉินเฟิงมองดูท่วงท่าอันเย้ายวนของเจียงอินด้วยใบหน้ามืดครึ้ม นางปีศาจน้อยตนนี้ กำลังเล่นกับไฟอยู่ชัดๆ!
"นอนดีๆ อย่าขยับ!" เฉินเฟิงดุ
จากนั้นเขาก็โคจรเคล็ดสังหารเทพเก้ามังกร พลังปราณธาตุไฟอันบ้าคลั่งระเบิดออกมาจากร่างอย่างไม่ขาดสาย สองนิ้วของเขาเคลื่อนไหวไปตามร่างกายของเจียงอินประดุจพู่กันที่กำลังวาดลวดลาย
นี่ยังนับว่าโชคดีที่ในชาติก่อนเฉินเฟิงเคยคลุกคลีกับผู้ที่ครอบครองรากวิญญาณจันทร์เหมันต์มาก่อน เขาจึงรู้ดีว่าจุดชีพจรต่างๆ ของผู้ที่ครอบครองรากวิญญาณจันทร์เหมันต์นั้นมีความแตกต่างจากคนทั่วไป และยังเข้าใจถึงปัญหาของเส้นชีพจรเหล่านั้นด้วย เขาจึงสามารถช่วยสะกดไอเย็นให้นางได้ชั่วคราว
ทว่า การจะแก้ปัญหากระดูกเหมันต์ได้อย่างเด็ดขาดนั้น ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ภายในวันสองวัน มันเกี่ยวพันไปถึงการฝึกฝนเคล็ดวิชาเฉพาะทางด้วย แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้คงต้องเก็บไว้จัดการในภายหลัง
ไอเย็นถูกขับออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ผิวพรรณอันสมบูรณ์แบบของเจียงอินก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
สองชั่วยามผ่านไป ภายใต้การขับไล่ด้วยพลังปราณของเฉินเฟิงอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดไอเย็นที่แผ่ซ่านออกมาก็ถูกขับไล่จนหมดสิ้น และในเวลานี้เจียงอินก็หลับสนิทไปแล้ว ที่มุมปากของนางยังมีรอยยิ้มสบายตัวประดับอยู่
ตัดภาพมาที่เฉินเฟิง บนหน้าผากของเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ พลังปราณในทะเลปราณแทบจะเหือดแห้ง เขาเซถลาไปก้าวหนึ่งเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
เขามองเรือนร่างอรชรอันเย้ายวนของเจียงอินแล้วยิ้มเจื่อน
คืนวันเพ็ญในค่ำคืนนี้ ถือว่าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
หลังจากนั้น เฉินเฟิงก็ไม่ได้กลับไปที่ห้องของตนเอง เขานั่งขัดสมาธิลงกับพื้นและเริ่มทำสมาธิฟื้นฟูพลัง
เจียงอินในตอนนี้ปราศจากการระวังตัวใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เขาจึงไม่กล้าปลีกตัวไปไหน
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเงียบเชียบ พริบตาเดียวก็ผ่านพ้นไปหนึ่งคืน
เมื่อถึงวันรุ่งขึ้น แสงแดดอันอบอุ่นสาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ราวกับรวงข้าวสีทองอร่ามที่โปรยปรายลงบนหัวเตียง ภายใต้แสงแดดนั้น ขนตายาวงอนของเจียงอินก็ขยับไหวเล็กน้อย ก่อนที่นางจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
สิ่งแรกที่เจียงอินทำหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมาก็คือการรีบลุกขึ้นนั่ง นางนึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเป็นคืนวันเพ็ญ ท่ามกลางความสะลึมสะลือ นางจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเฉินเฟิงบุกเข้ามาในห้องของนาง
นางรีบสำรวจร่างกายของตนเอง และพบว่าเสื้อตัวบนของนางเหมือนจะถูกคนปลดออก ใบหน้าของนางพลันเปลี่ยนสี ทว่าในเวลานั้นเอง ก็มีน้ำเสียงเกียจคร้านดังมาจากภายในห้อง
"วางใจเถอะ ไม่มีใครล่วงเกินเจ้าหรอก!" เฉินเฟิงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยขึ้น
เจียงอินรีบหันไปมองเฉินเฟิง นางขมวดคิ้ว ใบหน้าแฝงไปด้วยความเย็นชา "เจ้าทำอะไรข้า"
"ช่วยสะกดอาการกระดูกเหมันต์กำเริบให้เจ้าน่ะสิ ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าเมื่อคืนเจ้าจะหลับสบายขนาดนั้นเชียวหรือ" เฉินเฟิงตอบเสียงเรียบ
เจียงอินรีบตรวจดูร่างกายของตนเองอีกครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ นางถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นแววตาของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นขุ่นเคือง นางปรายตามองเฉินเฟิง "รักษาโรคก็รักษาโรคไปสิ เจ้ามาถอดเสื้อข้าทำไม หรือว่าเจ้าจงใจจะลวนลามข้า"
"นี่แม่นาง เจ้าอย่ามองคนอื่นในแง่ร้ายนักได้ไหม ใครจะไปอยากล่วงเกินเจ้ากัน! เมื่อคืนข้าแทบจะสูญเสียพลังปราณไปจนหมด ถึงได้สามารถขับไลไอเย็นออกจากเส้นชีพจรของเจ้าได้จนหมดสิ้น!" เฉินเฟิงกล่าวอย่างระอา
เจียงอินลองกำมือดู นางก็พบว่าภายในร่างกายมีพลังปราณอันอบอุ่นสายหนึ่งไหลเวียนอยู่จริงๆ นางฝึกฝนเคล็ดวิชาธาตุเหมันต์เป็นหลัก พลังปราณสายนี้ย่อมไม่ใช่ของนางอย่างแน่นอน
ความเย็นชาบนใบหน้าของเจียงอินค่อยๆ จางหายไป นัยน์ตางดงามมองไปยังเฉินเฟิงด้วยท่าทีหลบเลี่ยงเล็กน้อย นางพึมพำเบาๆ "ขะ ... ขอบใจนะ!"
"ช่างเถอะ ช่วงหลายวันนี้เจ้าก็ช่วยเหลือข้าไว้ไม่น้อย นี่ถือเป็นสิ่งที่สมควรทำแล้ว!"
น้ำเสียงชะงักไปเล็กน้อย เฉินเฟิงเอ่ยต่อ "ทว่า ในตอนนี้ข้าก็ทำได้เพียงช่วยสะกดการกำเริบของกระดูกเหมันต์ให้เจ้าได้ชั่วคราวเท่านั้น หากต้องการจะแก้ไขปัญหานี้ให้หายขาด ยังคงต้องมีขั้นตอนอีกมากมาย อย่างแรกเลย เจ้าต้องเปลี่ยนเคล็ดวิชาที่ฝึกฝน ในเมื่อเจ้ามีรากวิญญาณจันทร์เหมันต์ เจ้าก็ต้องเลือกฝึกฝนเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับรากวิญญาณจันทร์เหมันต์ที่สุด!"
"เคล็ดวิชาที่เจ้าฝึกฝนอยู่ในตอนนี้มันขยะเกินไป แม้ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาธาตุเหมันต์เหมือนกัน แต่ความแข็งแกร่งของพลังปราณที่ได้จากการฝึกฝนนั้น ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เจ้าสะกดกระดูกเหมันต์ในร่างกายเอาไว้ได้หรอก!"
"ข้ามีเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับรากวิญญาณจันทร์เหมันต์มากกว่าอยู่ที่นี่ หากฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ ความเร็วในการฝึกฝนของเจ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสิบเท่า และด้วยพลังปราณที่ได้จากการฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ เจ้าจะสามารถสะกดอาการกระดูกเหมันต์กำเริบได้ด้วยตนเอง!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงอินก็ชะงักไปเล็กน้อย ต้องรู้เอาไว้ว่า เคล็ดวิชาที่นางฝึกฝนอยู่ในตอนนี้คือเคล็ดวิชาระดับสูงที่สุดในตระกูลของนางแล้ว ทว่ากลับถูกเฉินเฟิงตราหน้าว่าเป็นขยะงั้นหรือ
"เจ้าพูดจาโอ้อวดเกินไปแล้ว!" เจียงอินส่ายหน้าหัวเราะเยาะ
เฉินเฟิงรู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อ และเขาก็ไม่คิดจะโต้เถียงอะไรให้มากความ จึงเอ่ยตรงๆ "จะฝึกหรือไม่ก็เรื่องของเจ้า คนอื่นมาคุกเข่าอ้อนวอนให้ข้าถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ ข้ายังไม่อยากจะทำเลย!"
เฉินเฟิงหันหลังเตรียมจะเดินออกจากห้องไป
เดินไปได้เพียงสองก้าว เจียงอินก็ขบกัดริมฝีปาก ราวกับตัดสินใจได้แล้ว
"ช้าก่อน เคล็ดวิชาที่เจ้าพูดถึงคืออะไร ข้าจะฝึก!"
ในตอนนี้นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเชื่อใจเฉินเฟิงอย่างไร้เงื่อนไข
อย่างน้อย เมื่อคืนนี้เฉินเฟิงก็สามารถช่วยนางสะกดอาการกระดูกเหมันต์เอาไว้ได้ นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีความสามารถจริงๆ
แล้วถ้าหากว่าสิ่งที่เขาพูดมาเป็นความจริงล่ะ
เฉินเฟิงหันกลับมา เอ่ยเสียงเรียบ "เชื่อข้าก็ถูกแล้ว ข้าไม่ถึงขั้นหลอกลวงเด็กน้อยอย่างเจ้าหรอก!"
"เด็กน้อยงั้นหรือ" เจียงอินกลอกตาบน เอ่ยอย่างหมดความอดทน "เจ้าอายุเท่าไหร่ ข้าอายุเท่าไหร่ เจ้ายังมีหน้ามาเรียกข้าว่าเด็กน้อยอีกหรือ ข้าอายุมากกว่าเจ้าตั้งหลายปี เรียกข้าว่าพี่สาวถึงจะถูก!"
เฉินเฟิงถึงกับพูดไม่ออก ข้ามีชีวิตอยู่มาหลายพันปีแล้ว เจ้ายังมีหน้ามาเทียบอายุกับข้าอีกหรือ
ทว่า เฉินเฟิงก็คร้านที่จะโต้เถียงกับนาง เขาเอ่ยว่า "ถอดเสื้อผ้าออกก่อนเถอะ แล้วก็นอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงห้ามขยับ!"
"นี่เจ้า ... " ใบหน้าของเจียงอินพลันแปรเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้ง หรือว่าหมอนี่จะใช้การถ่ายทอดเคล็ดวิชามาเป็นข้ออ้างเพื่อบังคับขืนใจนาง แม้นางจะไม่อยากตาย แต่ถ้านี่คือข้อแลกเปลี่ยน นางก็ยอมตายเสียดีกว่า!
"เดี๋ยวก่อน เจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว ข้าก็แค่จะชี้แนะเส้นทางการเดินพลังปราณให้เจ้าเท่านั้น เคล็ดวิชานี้มีความซับซ้อนและเข้าใจยากมาก เส้นทางการเดินพลังก็แตกต่างจากเคล็ดวิชาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง หากไม่มีคนชี้แนะ เจ้าอาจจะเดินพลังผิดพลาดจนธาตุไฟเข้าแทรกได้!" เฉินเฟิงอธิบาย
เจียงอินชะงักไป สิ่งที่เฉินเฟิงพูดมาก็มีเหตุผล เส้นชีพจรในร่างกายมนุษย์ที่สามารถใช้ฝึกฝนได้มีถึงหนึ่งร้อยแปดเส้น หากเส้นทางการเดินพลังผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
แต่ปัญหาคือ
จะให้นางที่เป็นสตรีบริสุทธิ์ยังไม่ได้ออกเรือน มาเปลื้องผ้าต่อหน้าบุรุษเช่นนี้ มันน่าอายเกินไปแล้ว
"ถ้าข้าอยากจะดู เมื่อคืนนี้ข้าก็คงดูไปจนหมดเปลือกแล้ว ไม่ต้องรอมาจนถึงตอนนี้หรอก!" เฉินเฟิงยกยิ้มมุมปาก
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงอินก็ส่งสายตาอาฆาตมาให้เขาทันที!
รอยยิ้มของเฉินเฟิงแข็งค้างไปเล็กน้อย เขารีบยกมือขึ้น "ก็ได้ๆ ไม่ต้องถอดหมดก็ได้ เจ้าใส่เสื้อซับในเอาไว้ก็พอ แล้วข้าก็จะไม่ใช้นิ้วสัมผัสตัวเจ้าโดยตรง แต่จะใช้ตะเกียบแทน แบบนี้คงจะได้กระมัง"
เจียงอินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยกับวิธีนี้
"งั้น ... เจ้าออกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจัดการตัวเองเสร็จแล้วจะเรียกเจ้าเข้ามา!" เจียงอินกล่าว
"ตกลงๆ!"
เฉินเฟิงไม่ได้ทำตัวให้เด็กน้อยต้องลำบากใจ อย่างไรเสีย การให้หญิงสาวมาเปลื้องผ้าต่อหน้าบุรุษ มันก็เป็นเรื่องที่น่าอับอายสำหรับพวกนางจริงๆ
เฉินเฟิงเดินออกไปรอด้านนอก ผ่านไปหลายนาที เขาก็ได้ยินเสียงเรียกของเจียงอิน "เจ้าเข้ามาได้แล้ว!"
[จบแล้ว]