- หน้าแรก
- จักรพรรดิกระบี่ไร้พ่าย สยบสุสานเทพ ทลายโลงศพเซียน
- บทที่ 22 - อาการกระดูกเหมันต์กำเริบ
บทที่ 22 - อาการกระดูกเหมันต์กำเริบ
บทที่ 22 - อาการกระดูกเหมันต์กำเริบ
หลังจากพูดคุยกับหลินเฉาเกอและคนอื่นๆ อยู่ครู่หนึ่ง เฉินเฟิงก็พาเจียงอินเดินจากไป
ทว่าหลังจากเฉินเฟิงจากไป เว่ยโม่ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหลินเฉาเกอแล้วถามขึ้นมาว่า "ท่านประมุขหอ ท่านเชื่อคำพูดของเขาจริงๆ หรือ หากเด็กนั่นไม่ได้รับสืบทอดมรดกของจักรพรรดิกระบี่เป่ยเสวียนมา มีหรือที่เขาจะใจกว้างยอมนำสูตรโอสถออกมาประมูลส่งเดชเช่นนี้"
ต้องรู้เอาไว้ว่า นั่นเป็นถึงสูตรโอสถระดับสี่เชียวนะ การที่เขายอมนำออกมาประมูลอย่างง่ายดาย ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าในมือของเขายังมีสูตรโอสถที่ล้ำค่ากว่านี้อยู่อีก ดังนั้นเขาถึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับสูตรโอสถใบนี้เลย!
"จะได้รับสืบทอดมรดกมาหรือไม่ เด็กนั่นย่อมรู้ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่ต่อให้เรารู้ว่าเขาได้รับสืบทอดมรดกของจักรพรรดิกระบี่เป่ยเสวียนมาจริงๆ แล้วมันจะทำไมล่ะ หรือว่าพวกเราจะสามารถไปแย่งชิงมันกลับมาได้อย่างนั้นหรือ" หลินเฉาเกอกล่าว
เว่ยโม่เลิกคิ้วขึ้น ถามด้วยความไม่เข้าใจว่า "ไม่ได้หรือขอรับ ระดับพลังของเด็กนั่นก็เป็นแค่ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นหนึ่งเท่านั้น ต่อให้เขาจะเก่งกาจฝืนลิขิตสวรรค์จนสามารถต่อสู้ข้ามระดับถึงแปดขั้นได้ แต่นั่นก็จำกัดอยู่แค่ในขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณเท่านั้น หากเจอจอมยุทธ์ขอบเขตก่อรูปกายา เขาก็คงถูกตบจนหมอบไปแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับพลังของท่านประมุขหอเลย หากต้องการจะจัดการเขา ก็เป็นแค่เรื่องกล้วยๆ ไม่ใช่หรือขอรับ"
"หึ!" เมื่อได้ยินดังนั้น หลินเฉาเกอก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมาอย่างอดไม่อยู่ "การจะจัดการเขาน่ะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ตาเฒ่าเว่ย เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเด็กนั่นจะเป็นพวกอ่อนหัด ที่ยอมคายความลับเรื่องมรดกออกมาให้เราง่ายๆ น่ะ"
สีหน้าของเว่ยโม่ชะงักไปเล็กน้อย
หลินเฉาเกอกล่าวต่อ "วีรกรรมของไอ้เด็กนั่นบนลานประลอง เจ้าก็เห็นไม่ใช่หรือ ขนาดราชันกระบี่เซียวสืออวี่ยังลงมือด้วยตัวเอง แต่เด็กนั่นก็ยอมตายดีกว่ายอมปริปากอ้อนวอนเลยสักคำ เจ้าเชื่อหรือไม่ ต่อให้เจ้าจับเขามาถลกหนังเลาะกระดูก เด็กนั่นก็คงไม่ร้องออกมาสักแอะ เจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถง้างปากเขาเพื่อเอาข้อมูลออกมาได้งั้นหรือ"
"เอ่อ ... ดูเหมือนจะมีเหตุผลนะขอรับ!" เว่ยโม่ยิ้มเจื่อน ด้วยพฤติกรรมความใจเด็ดของเด็กนั่นบนลานประลอง ต่อให้พวกเขาสับเด็กนั่นเป็นชิ้นๆ สักแปดสิบหรือร้อยครั้ง ก็เกรงว่าจะไร้ประโยชน์
ไอ้เด็กนี่ มันเด็ดเดี่ยวไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!
"แล้วพวกเราจะยอมแพ้แค่นี้หรือขอรับ" เว่ยโม่กัดฟันแน่น ภายในใจยังคงสั่นไหวและมีความหวัง เพราะนั่นคือมรดกของจักรพรรดิกระบี่เป่ยเสวียนเชียวนะ ใครบ้างจะไม่หวั่นไหว หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของพวกขุมกำลังหรือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เกรงว่าพวกเขาคงยอมทิ้งหน้าตาแล้วลงมือแย่งชิงด้วยตัวเองเป็นแน่!
หลินเฉาเกอส่ายหน้า "อย่าเพิ่งรีบร้อน ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป พวกเราควรดึงตัวเขามาเป็นพวกก่อน การทำเช่นนี้ไม่มีผลเสียต่อเราเลย ต่อให้เด็กนั่นไม่ได้รับสืบทอดมรดกของจักรพรรดิกระบี่เป่ยเสวียนมา เขาก็ยังถือว่าเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากอยู่ดี ขนาดเฉินเทียนหลางที่ได้ชื่อว่าตื่นรู้กายาวิญญาณกระบี่ ยังถูกไอ้เด็กนี่สยบเสียอยู่หมัดเลยไม่ใช่หรือ!"
"ส่วนเรื่องมรดกของจักรพรรดิกระบี่เป่ยเสวียน พวกเราค่อยใช้เวลาคิดหาทางกันไปยาวๆ ไม่แน่ว่าในอนาคต พวกเราอาจจะหาจุดอ่อนของเด็กนั่นเจอก็ได้ ใครจะไปรู้ล่ะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เว่ยโม่ก็คิดไตร่ตรองอย่างละเอียด และก็รู้สึกว่ามันมีเหตุผล
...
หลังจากที่เฉินเฟิง เจียงอิน และเป่าเอ๋อร์ ออกมาจากหอระเริงสมบัติ พวกเขาก็มุ่งหน้ากลับไปที่โรงเตี๊ยมทันที
บนท้องถนน เนื่องจากผลการประลองบนลานกว้างก่อนหน้านี้ ทั่วทั้งเมืองเหยียนจึงยังคงตกอยู่ในความฮือฮา
ตามโรงน้ำชาและร้านอาหาร ผู้คนมากมายต่างก็จับกลุ่มพูดคุยกันถึงเรื่องนี้
ส่วนเรื่องการสนทนากับหลินเฉาเกอและคนอื่นๆ เมื่อครู่ เฉินเฟิงไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาก็เป็นแค่กลุ่มจิ้งจอกเฒ่าที่อยู่มาค่อนชีวิตแล้ว อีกฝ่ายมีความคิดอะไรแอบแฝงอยู่ มีหรือที่เฉินเฟิงจะไม่รู้
ล้วนเป็นการหลอกใช้ซึ่งกันและกันทั้งนั้น!
เจียงอินเดินตามอยู่ข้างกายเขา นัยน์ตางดงามลอบมองเฉินเฟิงเป็นระยะ หลายครั้งที่นางอยากจะเอ่ยปากถามอะไรบางอย่าง แต่พอคำพูดมาจ่ออยู่ที่ปาก นางก็กลืนมันลงไป
"อยากถามอะไรก็ถามมาเถอะ!" เฉินเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงอินก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป นางถามตรงๆ ว่า "เจ้าได้รับสืบทอดมรดกของจักรพรรดิกระบี่เป่ยเสวียนมาจริงๆ ใช่หรือไม่"
"ไม่ได้!" เฉินเฟิงตอบกลับทันที
"ไม่ได้งั้นหรือ" เจียงอินมองเฉินเฟิงด้วยสายตาคลางแคลงใจ "ข้าไม่เชื่อหรอก เจ้าจะต้องได้รับสืบทอดมรดกของจักรพรรดิกระบี่เป่ยเสวียนมาแน่ๆ!"
นางรู้สึกว่าเฉินเฟิงมีความลับมากเกินไป ทั้งการที่เขาสามารถเขียนสูตรโอสถระดับสี่ออกมาได้อย่างง่ายดาย แถมยังสามารถแก้ปัญหารากวิญญาณที่ไม่มีแพทย์คนไหนแก้ได้ให้กับนาง และวันนี้ยังสามารถต่อยตีเฉินเทียนหลางจนไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาได้อีก เรื่องราวเหล่านี้ มันเกินขอบเขตที่คนทั่วไปจะสามารถเข้าใจได้แล้ว
"จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า ไม่มีใครขอร้องให้เจ้าเชื่อสักหน่อย!" เฉินเฟิงคร้านที่จะอธิบายให้มากความ!
เจียงอินถึงกับพูดไม่ออก "เวลาเจ้าพูดจานี่ ทำตัวหยิ่งยโสแบบนี้ตลอดเลยหรือไง"
อย่างน้อยนางก็เป็นถึงหญิงงามล่มเมือง เวลาพูดจากันช่วยไว้หน้านางสักนิดไม่ได้หรือไง!
...
ครึ่งชั่วยามผ่านไป พวกเขาก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยม
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามค่ำคืน ท้องฟ้ายามราตรีมืดมิด พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่เหนือทางช้างเผือก สาดส่องแสงสีเงินยวงลงมายังผืนปฐพี สายลมพัดโชยมาบางเบา พัดพากลิ่นอายความหนาวเหน็บอันเงียบเหงามากระทบกับหน้าต่างข้างเตียง
เมื่อเทียบกับเมืองเหยียนที่จอแจในตอนกลางวัน เมืองยามค่ำคืนก็ค่อยๆ เงียบสงบลง
เฉินเฟิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง มือทั้งสองข้างประสานมุทราอันซับซ้อน เคล็ดสังหารเทพเก้ามังกรในร่างกายเริ่มโคจร แสงสีทองอ่อนๆ สายหนึ่งปลดปล่อยออกมาจากร่างกายของเขา พลังดูดกลืนอันน่าสะพรึงกลัวปะทุขึ้น ร่างกายของเขาราวกับกลายเป็นหลุมดำขนาดเล็ก
พลังปราณอันบ้าคลั่งระหว่างฟ้าดิน พลันรวมตัวกันราวกับสายธารน้ำ ไหลบ่าเข้ามา และในที่สุดก็ทะลวงเข้าสู่ร่างกายของเขาจนหมดสิ้น
มังกรทองห้าเล็บเก้าหัวที่ซ่อนเร้นอยู่ลึกสุดในทะเลปราณ ยังคงซุ่มซ่อนอยู่โดยไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แต่ทว่าเมื่อเฉินเฟิงดูดซับและเติมเต็มพลังปราณเข้าไป จากก้นบึ้งของทะเลปราณ ก็มีพลังมังกรสะท้อนกลับมาอย่างไม่ขาดสาย ช่วยฟื้นฟูบาดแผลบนร่างกายของเฉินเฟิงอย่างรวดเร็ว
ในยุคบรรพกาล ร่างกายของเผ่าพันธุ์มังกรถือว่าแข็งแกร่งวิปริตที่สุด ไม่ว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงใด ก็สามารถฟื้นฟูได้ในเวลาอันสั้นที่สุด เรียกได้ว่า เผ่าพันธุ์มังกรก็คือสัตว์ประหลาดที่ฆ่าไม่ตายนั่นเอง
และเคล็ดวิชานี้ เดิมทีก็คือการเปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นไขกระดูกมังกร เลือดมังกร เอ็นมังกร เกล็ดมังกร และสรรพสิ่งต่างๆ ที่มีต้นแบบมาจากเผ่าพันธุ์มังกร เพื่อหล่อหลอมร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อฝึกฝนเคล็ดวิชานี้จนถึงขั้นสูงสุด แม้แต่ตัวเองก็สามารถกลายร่างเป็นมังกรได้!
แมัในตอนกลางวันบนลานประลอง เฉินเฟิงจะได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างแสนสาหัส แต่จากการฝึกฝนตลอดสองชั่วยามนี้ เฉินเฟิงอาศัยความได้เปรียบของเคล็ดวิชานี้ ฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้ถึงเก้าส่วนแล้ว
สองชั่วยามต่อมา
มุทราในมือของเฉินเฟิงก็แปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง พลังดูดกลืนทวีความรุนแรงมากขึ้น!
จากการต่อสู้ในตอนกลางวัน เขาได้รับประโยชน์มาไม่น้อย เขาสามารถสัมผัสได้ว่า ระดับพลังของเขาได้มาถึงจุดคอขวดแล้ว ถึงเวลาต้องเริ่มทะลวงขึ้นสู่ระดับพลังที่สูงขึ้นไปเสียที!
เมื่อมุทราแปรเปลี่ยน มิติระหว่างฟ้าดินก็คล้ายกับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พลังปราณที่บ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิมราวกับเกลียวคลื่นในมหาสมุทร พัดม้วนเข้ามาจนหมดสิ้น และทะลวงเข้าสู่ร่างกายของเฉินเฟิง กลิ่นอายพลังของเขาก็เริ่มพุ่งทะยานขึ้นเป็นชั้นๆ!
พริบตาเดียว ก็บรรลุถึงขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นหนึ่งระดับสูงสุด
ตูม
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงทึบหนักเบาๆ ดังมาจากภายในทะเลปราณ ความหนาแน่นของพลังปราณคล้ายกับทะลวงผ่านขีดจำกัดบางอย่าง พลังปราณอันไร้ขีดจำกัดแผ่กระจายไปตามเส้นชีพจรวิถียุทธ์ทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้นอย่างรวดเร็ว
ชั่วพริบตา กลิ่นอายพลังของเฉินเฟิง ก็ทะลวงจากขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นหนึ่งระดับสูงสุด เข้าสู่ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นสอง
ทว่าเฉินเฟิงก็ยังคงไม่หยุดยั้ง เขายังคงรวบรวมพลังเพื่อทะลวงต่อไป!
พลังปราณอันบ้าคลั่ง ถูกดูดซับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย เมื่อมองจากภายนอก เฉินเฟิงในเวลานี้มีแสงสีทองอร่ามเปล่งประกายไปทั่วร่าง ราวกับเป็นรูปปั้นทองคำองค์เล็กก็มิปาน
กายามรรคาโดยกำเนิดของเขา เดิมทีก็รวบรวมเบญจธาตุเอาไว้อย่างครบถ้วน และเป็นที่รักของวิถีสวรรค์มาตั้งแต่เกิด การฝึกฝนในขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณ สำหรับเขาแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากนัก
ครืน ครืน
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม ภายในทะเลปราณก็มีความสั่นสะเทือนแผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง
พลังปราณแผ่กระจาย กลิ่นอายพลังก็ก้าวข้ามจากขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นสอง เข้าสู่ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นสาม!
"ยังไม่พอ เอาอีก!"
เฉินเฟิงกัดฟันแน่น นี่ยังไม่ใช่ขีดจำกัดในปัจจุบันของเขา!
เห็นเพียงเขาสลับเปลี่ยนมุทราด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น มิติรอบกายสั่นไหว พลังปราณอันมหาศาลไหลบ่าราวกับเกลียวคลื่นถาโถมเข้ามา
ทั่วทั้งโรงเตี๊ยมคล้ายกับกำลังสั่นสะเทือนในเวลานี้ ยอดฝีมือทุกคนในเมืองเหยียนต่างจับจ้องไปยังท้องฟ้าเหนือโรงเตี๊ยม เห็นเพียงพื้นที่ในรัศมีหลายลี้รอบโรงเตี๊ยม ฟ้าดินคล้ายกับก่อตัวเป็นพายุหมุนปราณวิญญาณ พลังงานที่หนาแน่นจนแทบจะกลายเป็นรูปธรรมกำลังหมุนวนพัดกระหน่ำอยู่
พลังปราณอันบ้าคลั่งเหล่านี้ รวมตัวกันกลายเป็นเสาพลังงาน ทะลวงลงมาจากฟ้าดิน และพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเฉินเฟิงทั้งหมด
ตูม
ชั่วพริบตา แสงสีทองเจิดจรัส สว่างไสวแสบตาจนถึงขีดสุด!
กลิ่นอายพลังบนร่างของเฉินเฟิง ก็ก้าวกระโดดเข้าสู่ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นสี่!
เฉินเฟิงค่อยๆ ลืมตาทั้งสองข้างขึ้น นัยน์ตาลึกล้ำคล้ายกับมีประกายแสงสีทองสาดส่องออกมา แหลมคมยิ่งนัก เขากำหมัดแน่น รู้สึกถึงพละกำลังอันแข็งแกร่งที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
"ไม่เลว!" เฉินเฟิงยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
ก้าวเดียวเลื่อนสามขั้น!
สำหรับเขาแล้ว นี่นับว่าเป็นการระเบิดพลังเล็กๆ ที่ไม่เลวเลย!
ด้วยระดับพลังขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นสี่ในตอนนี้ ต่อให้เขาต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตก่อรูปกายา เขาก็มีกำลังพอที่จะต่อกรได้แล้ว!
โครก
ทันใดนั้น ท้องของเฉินเฟิงก็ร้องจ๊อกขึ้นมา เขายิ้มเจื่อนอย่างจนใจ "น่าเสียดาย ตอนนี้ยังไม่สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาไปจนถึงระดับขัดเกลาผิวหนังได้ ไม่อย่างนั้นคงจะสามารถบรรลุการละเว้นอาหารได้แล้ว!"
เฉินเฟิงลุกขึ้นยืน เตรียมจะออกไปหาอะไรกินข้างนอก
"เจียงอิน!" เฉินเฟิงยืนเรียกอยู่หน้าประตูห้องของเจียงอิน
ทว่าเวลาผ่านไปพักใหญ่ ภายในห้องกลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
เฉินเฟิงเลิกคิ้วขึ้น ปกติแล้วเจียงอินยังต้องคอยคุ้มกันให้เขา นางไม่มีทางหลับไปในเวลานี้แน่ แล้วทำไมตอนนี้ถึงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลยล่ะ
เฉินเฟิงเพิ่งจะหันหลังกลับ ทว่าทันใดนั้นเขากลับสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่เล็ดลอดออกมาจากช่องประตู ซึ่งนั่นทำให้เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
"เกิดเรื่องขึ้นงั้นหรือ" เขารีบผลักประตูเข้าไป ก็พบว่าประตูไม่ได้ลงกลอนไว้ สามารถผลักเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
เสี้ยววินาทีต่อมา เฉินเฟิงก็เห็นเจียงอินกำลังนอนขดตัวอยู่บนเตียง ใบหน้าอันงดงามชวนให้หลงใหล ในเวลานี้กลับเผยให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ทั่วทั้งร่างแผ่ไอเย็นออกมา ราวกับนางกลายเป็นก้อนน้ำแข็งพันปีก็มิปาน
หนาว!
หนาวเหน็บเจียนตาย!
นี่คือความรู้สึกของเจียงอินในเวลานี้ นางต้องทนรับความหนาวเย็นอันรุนแรง จนไม่สามารถรับรู้สถานการณ์ภายนอกได้อีกต่อไปแล้ว
"อาการกระดูกเหมันต์กำเริบงั้นหรือ"
เฉินเฟิงขมวดคิ้ว เขามองออกไปที่แสงจันทร์นอกหน้าต่าง พระจันทร์เต็มดวงสุกสกาวราวกับถาดเงิน ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้ายามค่ำคืน สาดส่องแสงสีเงินยวงอันเย็นเยียบลงมา
มัวแต่ยุ่งอยู่กับการฝึกฝน เขาถึงกับลืมวันเวลาไปเสียสนิท คืนนี้เป็นคืนวันเพ็ญนี่นา และยังเป็นวันที่อาการกระดูกเหมันต์ของเจียงอินจะกำเริบอีกด้วย
"แม่หนูนี่ ก็ไม่รู้จักเตือนข้าสักหน่อย!" เฉินเฟิงถอนหายใจ ก่อนจะเดินเข้าไปหา
ราวกับรู้สึกได้ว่ามีคนเข้ามาใกล้ เจียงอินที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาบนเตียง พยายามฝืนลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ทว่าความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง กลับทำให้นางต้องดิ้นรนอย่างทรมาน
เมื่อเห็นเช่นนั้น เฉินเฟิงก็ดึงผ้าห่มที่คลุมร่างนางออกจนหมด แล้วยื่นมือออกไปเตรียมจะปลดเสื้อผ้าของนาง
ร่างอรชรของเจียงอินสั่นสะท้าน
นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี คว้าข้อมือของเฉินเฟิงเอาไว้แน่น ใบหน้าเผยให้เห็นถึงความเจ็บปวด ริมฝีปากยังคงพร่ำเพ้อว่า "อย่านะ อย่านะ!"
[จบแล้ว]