เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 - การต่อสู้ข้ามระดับ ข้ามผ่านแปดขั้นรวด!

บทที่ 16 - การต่อสู้ข้ามระดับ ข้ามผ่านแปดขั้นรวด!

บทที่ 16 - การต่อสู้ข้ามระดับ ข้ามผ่านแปดขั้นรวด!


ท่ามกลางฝูงชน เฉินเฟิงสะพายกระบี่เล่มหนึ่งก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ไม่มีความหวาดกลัวต่อการเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมของเฉินเทียนหลางเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

บนแท่นสูง เจ้าเมืองมองเฉินเฟิงด้วยสายตาลุกวาว "นี่คือคนโง่แห่งตระกูลเฉินงั้นหรือ ดูไม่เหมือนเลยนะ แค่ความกล้าหาญนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะพึงมีแล้ว!"

ด้านหลังเขา โจวเซียวเซียวบุตรสาวของเจ้าเมืองก็มีประกายความประหลาดใจพาดผ่านดวงตาเช่นกัน เพียงแค่ความกล้าหาญนี้ ก็เหนือกว่าผู้ท้าประลองคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้อย่างเทียบไม่ติดแล้ว

"น่าเสียดาย ตระกูลเฉินรังแกเขามากเกินไป ไม่อย่างนั้น หากตระกูลเฉินมีสองอัจฉริยะอย่างเฉินเฟิงและเฉินเทียนหลางคอยหนุนนำ เส้นทางการผงาดขึ้นของตระกูลเฉินก็คงมั่นคงดุจตอกตะปูบนแผ่นเหล็กแล้ว!"

บรรดาผู้นำตระกูลต่างๆ ต่างก็พากันส่ายหน้า

บัดนี้ สองอัจฉริยะแห่งตระกูลเฉินต้องมาห้ำหั่นกันเอง ไม่ว่าฝ่ายใดจะร่วงหล่น สำหรับตระกูลเฉินแล้วมันก็ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่

ทว่าเฉินหงเซิงกลับไม่คิดเช่นนั้น เมื่อเห็นการปรากฏตัวของเฉินเฟิง เขาก็ยิ้มจนมุมปากแทบฉีกถึงหู ภายในดวงตามีจิตสังหารอันรุนแรงพวยพุ่งขึ้นมา เขาหันไปตะโกนบอกลานประลองขนาดมหึมาเบื้องล่างทันที "เทียนหลาง อย่าปล่อยให้มันตายง่ายๆ สับแขนขามันให้ขาดก่อน ข้าต้องการให้มันคุกเข่าอยู่บนลานประลองแห่งนี้ เพื่อสำนึกผิดต่อเฉินเสวี่ยและเฉินซิว!"

เขาต้องการให้เฉินเฟิงต้องทนรับความอัปยศอดสูจนตายต่อหน้าผู้คนนับหมื่นแห่งนี้!

เฉินเทียนหลางมีรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นในดวงตา แก้แค้นให้เฉินเสวี่ยกับเฉินซิวงั้นหรือ เขาไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นเลย

แต่การสับแขนขาเฉินเฟิงให้ขาดแล้วบังคับให้คุกเข่าอยู่บนลานประลอง นั่นก็นับเป็นความคิดที่ดีไม่เลว!

เฉินเทียนไห่มองเฉินเฟิงด้วยสายตาซับซ้อน เขาขมวดคิ้วมุ่น ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่

"นายน้อย สู้ๆ นะเจ้าคะ!" เป่าเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยให้กำลังใจ

เฉินเฟิงลูบศีรษะเล็กๆ ของนางพลางยิ้มบางๆ จากนั้นเขาก็กระทืบเท้ากระโดดขึ้นไปบนลานประลอง

วินาทีนี้ บรรยากาศทั่วทั้งลานกว้างก็ถูกผลักดันให้พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง เสียงโห่ร้องดังกึกก้องสะท้านฟ้าดิน

"ไม่เหมือนกับคนอื่นหรอกนะ ในฐานะที่เจ้าก็เป็นคนของตระกูลเฉิน ข้าจะต้อนรับเจ้าเป็นอย่างดีเลยล่ะ!"

เฉินเทียนหลางจ้องมองเฉินเฟิง มุมปากเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

"เจ้าเลิกยิ้มเถอะเจอมองแล้วมันอุบาทว์ตา!" เฉินเฟิงกล่าวอย่างจริงจัง

เฉินเทียนหลางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ "ข้าจะฉีกปากของเจ้าให้แหลก!"

"ก็หวังว่าเจ้าจะมีปัญญาทำได้นะ!" เฉินเฟิงตอบกลับ

บนลานประลอง ทั้งสองคนยืนประจันหน้ากัน บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที สายตาทุกคู่ทั่วทั้งลานกว้างต่างจับจ้องมาที่พวกเขา ภายในดวงตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง เฉินเทียนหลางเพิ่งจะสังหารยอดฝีมือขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณไปถึงสองคน แต่เวลานี้ก็ยังมีคนกล้าขึ้นไปท้าประลองกับเขา หากคนผู้นั้นไม่ได้โง่เขลา ก็แสดงว่าต้องมีฝีมือและมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

ท่ามกลางฝูงชน ชายชราสองคนพลันแหวกฝูงชนเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบจนทะลุมาถึงวงในสุด

ชายในชุดคลุมสีครามเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงอิน "คุณหนูเจียง ข้าตามหาท่านแทบพลิกแผ่นดิน ท่านบอกว่าจะช่วยแนะนำคนที่เป็นเจ้าของสูตรโอสถให้ข้า ทำไมถึงเงียบหายไปเลยล่ะ"

เจียงอินมองชายชราตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ คนผู้นี้นางย่อมจำได้ดี เขาคือเว่ยโม่ นักปรุงยาระดับสี่ที่นางเคยพบในหอระเริงสมบัตินั่นเอง

"ท่านปรมาจารย์เว่ยโม่ ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ได้" เจียงอินรู้สึกแปลกใจ

จากนั้นนางก็ปรายตามองชายชราอีกคนที่ยืนอยู่ข้างเว่ยโม่ ชายผู้นี้สวมชุดขาว ไว้หนวดเคราสีขาวปลิวไสว ดูมีสง่าราศีราวกับเซียนผู้ทรงศีล หากเทียบกับเว่ยโม่แล้วเขาดูอ่อนเยาว์กว่าเล็กน้อย อายุราวๆ ห้าสิบปีเห็นจะได้

"ข้าก็มาตามหาท่านน่ะสิ ว่าแต่ คนที่เป็นเจ้าของสูตรโอสถใบนั้นตกลงแล้วเขาคือใครกันแน่ ท่านรีบบอกข้ามาเร็วเข้าเถอะ!" เว่ยโม่เร่งเร้าถามอย่างร้อนรน

ช่วงหลายวันนี้เว่ยโม่เฝ้ารอคำตอบจากเจียงอินมาตลอด แต่ใครจะไปคิดว่าหลังจากนั้นเจียงอินก็ไม่เคยกลับไปที่หอระเริงสมบัติอีกเลย ราวกับอันตรธานหายไปจากโลกนี้ หากไม่ใช่นางมาปรากฏตัวที่ลานกว้างแห่งนี้และมีคนสังเกตเห็นเข้า เกรงว่าเขาคงจะหานางไม่พบแน่ๆ

เจียงอินถึงกับอึ้งไป ก่อนหน้านี้หลังจากเฉินเฟิงปฏิเสธที่จะพบกับเว่ยโม่ นางก็โยนเรื่องนี้ทิ้งไว้ข้างหลังไปเสียสนิท คิดไม่ถึงเลยว่าเว่ยโม่จะยังเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจอยู่จนถึงตอนนี้

"เจ้าของสูตรโอสถใบนั้นคือใครกันแน่ คุณหนูเจียง ท่านรีบบอกข้ามาเถิด!" เว่ยโม่เอ่ยเสียงเร่งร้อน

ผู้ที่ครอบครองสูตรโอสถของจักรพรรดิกระบี่เป่ยเสวียนผู้นั้น เขาอยากรู้จริงๆ ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร เขาสงสัยอย่างหนักว่าคนผู้นั้นอาจจะได้รับสืบทอดมรดกของจักรพรรดิกระบี่เป่ยเสวียนมาหรือเปล่า

เจียงอินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะชี้มือไปยังเฉินเฟิงที่อยู่บนลานประลอง "นั่นไง เขาอยู่ที่นั่น!"

"เป็นเขาหรือ" เว่ยโม่และชายชราที่อยู่ข้างกายต่างก็ตกตะลึงพร้อมกัน ไอ้หนุ่มนี่ ดูยังไงก็ยังเด็กเกินไปหน่อยกระมัง

"แย่แล้ว ทำไมไอ้หนุ่มนี่ถึงไปอยู่บนลานประลองเป็นตายได้ล่ะ" เว่ยโม่เริ่มร้อนรน

ตูม

บนลานประลอง เฉินเทียนหลางไม่พูดพร่ำทำเพลง พลังปราณอันดุดันปะทุออกจากร่าง แสงสีครามสว่างเจิดจ้าบาดตา วินาทีต่อมาร่างของเขาก็พุ่งทะยานออกไปราวกับหมาป่าวายุครามกำลังกระโจนตะครุบเหยื่อ

สำหรับเฉินเฟิงแล้ว เขาไม่คิดจะใช้กระบี่เลยด้วยซ้ำ เพราะเขาคิดว่าเฉินเฟิงไม่คู่ควร!

แสงสีครามพุ่งวาบผ่านลานประลอง เพียงชั่วพริบตาเขาก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเฉินเฟิง สองนิ้วรวบเข้าหากัน มีแสงสีครามพันเกี่ยว แฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างอันเฉียบคมพุ่งแทงตรงไปยังหัวไหล่ของเฉินเฟิง

เขาต้องการจะหักแขนขาของไอ้เด็กนี่เสียก่อน!

เสียงแหวกอากาศพุ่งกระแทกเข้ามาอย่างรุนแรง เฉินเฟิงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาเอียงตัวหลบการโจมตีนั้นไปได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็แบมือขวาออก แสงสีทองเจิดจรัสรวมตัวกันที่ฝ่ามือ เขาซัดฝ่ามือกระแทกเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่ายทันที

เมื่อเห็นเช่นนั้น รูม่านตาของเฉินเทียนหลางก็หดเกร็ง เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเฉินเฟิงจะสามารถมองทะลุเส้นทางการโจมตีของเขาได้!

ทว่าปฏิกิริยาตอบสนองของเฉินเทียนหลางก็รวดเร็วไม่แพ้กัน เขารีบยื่นมืออีกข้างออกไปชกหมัดสวนกลับมาทันที

ปัง

พลังแสงสีครามอันบ้าคลั่งและแสงสีทองอันทรงพลังปะทะกันอย่างรุนแรง เสียงระเบิดดังกึกก้องบนลานประลอง ร่างของทั้งสองสั่นสะท้านอย่างหนัก!

พื้นดินแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ!

พายุหมุนพัดกระหน่ำไปตามพื้นลานประลอง ฝุ่นควันคลุ้งกระจาย ทำให้ผู้คนเบื้องล่างต่างก็มองตาค้าง!

"ไอ้เดรัจฉานน้อย มีฝีมือไม่เบานี่ คอยดูเถอะว่าแกจะรับมือข้าได้สักกี่กระบวนท่า!"

ใบหน้าของเฉินเทียนหลางปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ทันใดนั้นเขาก็ขยับกาย ตวัดขากวาดเตะออกไปราวกับแส้ ภายใต้การห่อหุ้มของแสงสีคราม ขาของเขาดูราวกับกลายเป็นดาบเล่มใหญ่ที่คมกริบ กวาดโจมตีเข้าใส่เฉินเฟิงทันที

เฉินเฟิงไม่ได้หลบหลีก เขาขยับกายและตวัดขากวาดเตะสวนกลับไปเช่นกัน

ปัง

ขาทั้งสองปะทะกัน เสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง

จากนั้นทั้งสองก็เปลี่ยนกระบวนท่ารุกรับกันอย่างต่อเนื่อง เห็นเพียงเฉินเทียนหลางปลดปล่อยแสงสีครามออกมาจากร่างอย่างไม่ขาดสาย แสงนั้นไหลเวียนไปรวมกันที่ขาทั้งสองข้าง ร่างของเขาพุ่งทะยานสลับตำแหน่งไปมา ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นจนมองตามแทบไม่ทัน

"ความเร็วสูงมาก!" ด้านล่างลานประลอง บรรดาผู้ฝูงชนต่างร้องอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง

เคล็ดวิชาที่เฉินเทียนหลางฝึกฝนคือเคล็ดวิชาหมาป่าวายุคราม ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาระดับสูงของตระกูลเฉิน โดดเด่นด้านความเร็วเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อประกอบกับการตื่นรู้ของวิญญาณกระบี่ในตอนนี้ ความเร็วของเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายเท่าตัว

บัดนี้ ภายใต้การทุ่มเทกำลังอย่างเต็มที่ ร่างของเขาดูราวกับภูตผีที่พุ่งทะยานไปมาบนลานประลอง ผู้คนที่เฝ้ามองอยู่ทำได้เพียงแค่มองเห็นเงาเลือนรางของเขาเท่านั้น

และเขาก็อาศัยความได้เปรียบด้านความเร็วนี้ ปลดปล่อยการโจมตีอันดุดันออกมาในชั่วพริบตา

ปัง ปัง ปัง!

บนลานประลอง แสงสีครามสว่างวาบ ร่างเลือนรางที่มองเห็นไม่ชัดเจนนั้นปลดปล่อยคลื่นพลังอันบ้าคลั่งออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมัด เท้า ศอก เข่า ล้วนแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธที่แหลมคมที่สุด พุ่งโจมตีเข้าใส่เฉินเฟิงอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุโหมกระหน่ำ

วินาทีนี้ สีหน้าของทุกคนเบื้องล่างต่างก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ไม่มีใครคาดคิดเลยว่านอกจากความสำเร็จอันน่าทึ่งในวิถีกระบี่แล้ว เฉินเทียนหลางยังมีความสามารถในการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้!

ทว่านัยน์ตาของเฉินเฟิงกลับหรี่แคบลง ปลายเท้าของเขาก้าวสลับไปมาบนลานประลองอย่างต่อเนื่อง แม้ความเร็วของเขาจะเทียบเฉินเทียนหลางไม่ได้ แต่เขากลับคล้ายกับมีสัญชาตญาณการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมราวกับปีศาจมาตั้งแต่เกิด ทันทีที่อีกฝ่ายออกกระบวนท่า เขาก็สามารถคาดเดาทิศทางการโจมตีของอีกฝ่ายได้และหลบหลีกได้อย่างทันท่วงที

ชั่วพริบตา ร่างสองร่างบนลานประลองก็พุ่งทะยานไล่ล่ากันไปมา ปะทะกันอย่างดุเดือด!

ผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้คนนับหมื่นบนลานกว้างก็พากันส่งเสียงฮือฮาดังลั่นสะท้านฟ้าดิน

"เกิดอะไรขึ้น กระบวนท่าของเฉินเทียนหลางถูกมองทะลุหมดเลยงั้นหรือ" ฝูงชนร้องอุทานด้วยความตกตะลึง

พวกเขาตกใจที่พบว่า ไม่ว่าความเร็วและกระบวนท่าของเฉินเทียนหลางจะดุดันเพียงใด เฉินเฟิงก็ยังคงสามารถหลบหลีกได้อย่างสบายๆ หลังจากปะทะกันอย่างดุเดือด เฉินเทียนหลางกลับไม่สามารถแตะต้องได้แม้แต่ชายเสื้อของเฉินเฟิงเลย

"ไอ้เดรัจฉานน้อย นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร" บนแท่นสูง เฉินหงเซิงเบิกตาโพลง ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แม้แต่บรรดาผู้นำตระกูลต่างๆ ที่อยู่ที่นั่นต่างก็ยืนอึ้งไปตามๆ กัน!

"เกิดอะไรขึ้น"

"ทำไมรู้สึกว่าการต่อสู้นี้มันไม่สมน้ำสมเนื้อกันเลยล่ะ!"

"กระบวนท่าของเฉินเทียนหลางทำอะไรเขาไม่ได้เลยงั้นหรือ"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกึกก้องไม่ขาดสาย

บนลานประลอง เฉินเทียนหลางเองก็สัมผัสได้ถึงเรื่องนี้เช่นกัน ไม่ว่าการโจมตีของเขาจะดุดันเพียงใด เฉินเฟิงก็มักจะสามารถหลบหลีกได้ในจังหวะที่สำคัญที่สุดเสมอ ดังนั้นเมื่อมองดูผิวเผิน แม้เฉินเฟิงจะดูหลบเลี่ยงอย่างทุลักทุเล แต่เขากลับไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลย

"ไอ้บัดซบ!" เฉินเทียนหลางหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เขากำหมัดแน่น พลังการต่อสู้พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในพริบตา

จากนั้นเฉินเทียนหลางก็ซัดฝ่ามือออกไปอีกครั้ง พลังปราณแสงสีครามอันบ้าคลั่งความเร็วเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในชั่วพริบตา

เฉินเฟิงมีสีหน้าเย็นชา เขาชกหมัดสวนกลับไปเช่นกัน

ปัง

หมัดและฝ่ามือปะทะกัน แสงสีทองและแสงสีครามสว่างวาบขึ้นพร้อมกันบนลานประลอง สว่างเจิดจ้าดุจดวงตะวันสองดวง

คลื่นพลังก่อตัวเป็นรูปวงแหวนแผ่กระจายออกไปรอบลานประลอง พัดฝุ่นควันคลุ้งกระจายขึ้นสูงหลายจั้ง!

ส่วนร่างของเฉินเฟิงและเฉินเทียนหลางก็ถูกกระแทกจนถอยร่นไปพร้อมกัน ทั้งสองเซถอยหลังไปสิบกว่าก้าวก่อนจะทรงตัวยืนหยัดเอาไว้ได้

วินาทีนี้ ใบหน้าของเฉินเทียนหลางมืดทะมึนลงจนถึงขีดสุด

"ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ได้เก่งกาจอย่างที่ข้าคิดเอาไว้เลยนะ!" เฉินเฟิงยกยิ้มมุมปาก เอ่ยยิ้มๆ

"ไอ้เดรัจฉานน้อย ข้าจะสับแกให้เละ!"

ใบหน้าของเฉินเทียนหลางบิดเบี้ยวดูน่ากลัวราวกับสัตว์ป่า เขากระทืบเท้าลงบนลานประลองอย่างแรง จนพื้นดินแตกแยกออกเป็นรอยร้าว

จากนั้น กลิ่นอายพลังบนร่างของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว!

พริบตาเดียวก็บรรลุถึงขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นเก้า!

ตูม

พลังปราณสีครามอันดุดันก่อตัวเป็นเกลียวคลื่น พัดกระหน่ำไปตามพื้นลานประลองและแผ่ขยายออกไปทั่วบริเวณ

วินาทีนี้ ทุกคนต่างตกตะลึงสุดขีด พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าหลังจากตื่นรู้วิญญาณกระบี่แล้ว ความแข็งแกร่งของเฉินเทียนหลางจะเพิ่มพูนขึ้นรวดเร็วถึงเพียงนี้ บรรลุถึงขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นเก้าแล้ว อายุเพิ่งจะราวๆ ยี่สิบปีเองนะ!

นี่มันยอดอัจฉริยะชัดๆ!

"เห็นหรือยัง ไอ้เดรัจฉานน้อย นี่แหละคือความแตกต่างระหว่างแกกับข้า!"

เฉินเทียนหลางแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม

เฉินเฟิงมองเฉินเทียนหลางที่กำลังทุ่มกำลังอย่างเต็มที่ เขากระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา

เขากระทืบเท้าลงบนพื้นดิน ลานประลองยุบตัวลงเป็นหลุมตื้นๆ พลังปราณแสงสีทองอันทรงพลังปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พริบตาเดียวก็บรรลุถึงขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นหนึ่ง

"บัดซบ ไอ้หนุ่มนี่เพิ่งจะอยู่แค่ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นหนึ่งเองหรือเนี่ย"

"เวรเอ๊ย ข้าก็นึกว่าไอ้หมอนี่จะมีระดับพลังสูงส่งขนาดไหน คิดไม่ถึงเลยว่าจะอยู่แค่ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นหนึ่ง!"

หลายคนด้านล่างลานประลองพากันหัวเราะร่วน

ทว่าในวินาทีต่อมา รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขาก็ค่อยๆ แข็งค้างไป

"เดี๋ยวก่อน ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ ล่า!"

"ไอ้หมอนี่เพิ่งจะอยู่แค่ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นหนึ่ง แล้วนี่มันหมายความว่าก่อนหน้านี้ไอ้หมอนี่ต่อสู้ข้ามระดับมาโดยตลอด แถมยังข้ามตั้งแปดขั้นเลยงั้นหรือ"

"บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้วจริงๆ! เขาสู้ข้ามระดับถึงแปดขั้นรวดเนี่ยนะ บัดซบเอ๊ย!"

"นี่มันบ้าไปแล้วชัดๆ มีคนต่อสู้ข้ามระดับถึงแปดขั้นเนี่ยนะ"

"บัดซบ ยืนยันได้ไหมเนี่ยว่ามันยังเป็นคนอยู่น่ะ"

เมื่อสัมผัสได้ถึงระดับพลังที่เฉินเฟิงปลดปล่อยออกมาในเวลานี้ ทั่วทั้งลานประลองก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 16 - การต่อสู้ข้ามระดับ ข้ามผ่านแปดขั้นรวด!

คัดลอกลิงก์แล้ว