เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15 - ท่าทีไร้พ่าย เฉินเทียนหลาง!

บทที่ 15 - ท่าทีไร้พ่าย เฉินเทียนหลาง!

บทที่ 15 - ท่าทีไร้พ่าย เฉินเทียนหลาง!


เวลาห้าวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว และในช่วงเวลาห้าวันนี้ เรื่องที่เฉินเทียนหลางจัดตั้งลานประลองเป็นตายก็ยิ่งแพร่สะพัดไปทั่วเมืองเหยียน

บรรดาอัจฉริยะที่ได้รับรู้เรื่องนี้ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นจนเนื้อเต้น แต่ละคนกระตือรือร้นเตรียมตัวที่จะไปท้าประลองกับเฉินเทียนหลาง

ขอเพียงแค่สามารถเหยียบย่ำเฉินเทียนหลางลงไปได้ พวกเขาก็จะมีชื่อเสียงโด่งดังในชั่วข้ามคืน!

อย่างไรเสียนั่นก็คือยอดอัจฉริยะผู้ตื่นรู้วิญญาณกระบี่เชียวนะ

มีเพียงช่วงเวลาที่เขาเพิ่งตื่นรู้วิญญาณกระบี่และยังไม่สามารถดึงศักยภาพที่แท้จริงของรากวิญญาณกระบี่ออกมาได้ทั้งหมดเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสเอาชนะเขาได้ หากปล่อยเวลาให้เขาสักระยะ เกรงว่าคนอื่นๆ คงไม่มีโอกาสได้เหยียบย่ำเขาอีกแล้ว

และในช่วงเวลาห้าวันนี้ เฉินเฟิงก็แทบจะไม่ออกจากประตูห้องพักในโรงเตี๊ยมเลย เขาเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝน

ส่วนเจียงอินก็ไม่ได้เข้าไปรบกวนเขา เพื่อรับประกันความปลอดภัยอย่างสูงสุดของเฉินเฟิงในช่วงเวลานี้ นางถึงขั้นงดเว้นการฝึกฝนและแทบจะยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูห้องของเฉินเฟิงทุกวันเพื่อคอยคุ้มกันให้เขา

เมื่อแสงแดดอันร้อนระอุของวันที่หกสาดส่องลงมายังทั่วทั้งเมืองเหยียน ในที่สุดเมืองใหญ่ที่เงียบสงบมาเนิ่นนานแห่งนี้ก็เริ่มคึกคักและดุเดือดขึ้นมา

ตลอดหนึ่งร้อยปีมานี้ ไม่เคยมีใครกล้ามาตั้งลานประลองเป็นตายในเมืองเหยียนมานานมากแล้ว และครั้งนี้ในฐานะที่เฉินเทียนหลางผู้ครอบครองรากวิญญาณกระบี่เป็นผู้จัดตั้งลานประลองเป็นตาย ย่อมได้รับความสนใจจากขุมกำลังทุกฝ่ายในเมืองเหยียนเป็นอย่างมาก

ด้วยอำนาจเงินทองของตระกูลเฉิน การจะสร้างลานประลองขนาดมหึมาในเมืองเหยียนย่อมไม่ใช่ปัญหา ประกอบกับการออกหน้าสนับสนุนของจวนเจ้าเมือง ลานประลองแห่งนี้จึงถูกสร้างเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียงแค่ห้าวันเท่านั้น

มองออกไปไกลๆ ในเมืองอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างมุ่งหน้าไปยังใจกลางเมือง ที่นั่นมีลานกว้างขนาดมหึมาตั้งอยู่ ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่สถานที่แห่งนี้ก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คน หากมองลงมาจากที่สูงจะเห็นฝูงชนมืดฟ้ามัวดิน จำนวนคนน่าจะมากถึงหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียว

และบริเวณใกล้เคียงลานกว้าง บนอาคารสูงหลายแห่งก็ยังมีผู้คนอีกนับไม่ถ้วนยืนชมอยู่

เสียงวิพากษ์วิจารณ์และเสียงโห่ร้องดังระงมผสมปนเปกัน ก่อให้เกิดบรรยากาศที่คึกคักและดุเดือดอย่างยิ่ง และที่ด้านหน้าสุดของลานกว้างก็มีการตั้งแท่นสูงเอาไว้ บรรดาขุมกำลังใหญ่ของเมืองเหยียนแทบจะมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ทั้งหมด

"ดูเหมือนว่าเฉินเทียนหลางตั้งใจจะใช้ลานประลองเป็นตายในครั้งนี้เพื่อสร้างกระแสความยิ่งใหญ่ให้ตัวเองสินะ!"

"ในปีนั้นก็มีเพียงจักรพรรดิกระบี่เป่ยเสวียนผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศไร้ผู้ทัดเทียมในรอบหมื่นปีเท่านั้น ที่อาศัยการท้าประลองตามลานประลองต่างๆ เอาชนะอัจฉริยะนับไม่ถ้วนเพื่อกรุยทางไปสู่เส้นทางไร้พ่าย เฉินเทียนหลางผู้นี้ก็คงคิดจะเลียนแบบเขา หวังจะเดินบนเส้นทางไร้พ่ายของตนเองเป็นแน่!"

"แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำสำเร็จหรือไม่ อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศดั่งสวรรค์ประทานเหมือนอย่างจักรพรรดิกระบี่เป่ยเสวียน!"

" ... "

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น เจ้าเมืองทอดสายตามองไปยังฝูงชนมืดฟ้ามัวดินเบื้องล่างพลางลอบถอนหายใจในใจ หากวันนี้เฉินเทียนหลางสามารถแสดงความไร้พ่ายออกมาได้จริงๆ เกรงว่าคงไม่มีใครหยุดยั้งเส้นทางแห่งความยิ่งใหญ่ของตระกูลเฉินได้อีกแล้ว

ณ ใจกลางแท่นสูง เฉินเทียนหลางสวมชุดยาวสีคราม บนหลังสะพายกระบี่ยาวสีคราม ตัวกระบี่ดูใสราวกับสระน้ำสีคราม เมื่ออยู่ใต้แสงแดดอันร้อนระอุก็ส่องประกายระยิบระยับ มองดูก็รู้ว่านี่คือสมบัติชั้นยอดที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน

นอกจากเฉินเทียนหลางแล้ว ข้างกายเขายังมีเฉินเทียนไห่ เฉินหงเซิง และบรรดาผู้อาวุโสอีกหลายคนยืนอยู่ด้วย

"บรรพบุรุษจงเป็นพยาน ในที่สุดตระกูลเฉินของเราก็มีอัจฉริยะในรอบหมื่นปีถือกำเนิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตระกูลเฉินของเราจะก้าวขึ้นสู่เส้นทางแห่งความรุ่งโรจน์!"

เฉินหงเซิงค้อมกายคารวะท้องฟ้าด้วยความเคารพ จากนั้นเขาก็หันไปมองเฉินเทียนหลางด้วยสายตาเปี่ยมความหวังพลางเอ่ยยิ้มๆ "หลานรัก วันนี้เป็นการแสดงฝีมือครั้งแรกของเจ้า สำหรับศัตรูหน้าไหนก็ตามที่ก้าวขึ้นมา เจ้าไม่ต้องออมมือ ฆ่าให้หมด เจ้าต้องสังหารพวกมันเพื่อกรุยทางไปสู่เส้นทางไร้พ่ายของตนเองให้จงได้!"

เมื่อได้ยินดังนั้น บรรดาผู้อาวุโสที่อยู่ด้านข้างต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย ลานประลองเป็นตายนี้แต่เดิมก็เป็นสถานที่ที่ความเป็นตายขึ้นอยู่กับความสามารถของตนเอง กล้าก้าวขึ้นมาก็ต้องเตรียมใจตายเอาไว้ให้พร้อม

เฉินเทียนหลางยิ้มบางๆ "หากพวกมันกล้าก้าวขึ้นมา ข้าย่อมไม่ออมมือแน่!"

ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าด้วยความพอใจ

จูกาวหมิงก็ยืนอยู่ข้างกายเขาเช่นกัน เขาเอ่ยยิ้มๆ "น้องเล็ก ในเมื่อตอนนี้ท่านราชันกระบี่รับเจ้าเป็นศิษย์แล้ว ต่อให้วันนี้เจ้าจะสังหารอัจฉริยะในเมืองเหยียนไปจนหมด เจ้าก็ไม่ต้องกังวลถึงการแก้แค้นจากขุมอำนาจเบื้องหลังของพวกมันหรอก เมื่อมีหอกระบี่พิรุณคอยหนุนหลัง ต่อให้เป็นขุมอำนาจที่แข็งแกร่งแค่ไหน หอกระบี่พิรุณของพวกเราก็ไม่เคยหวั่นเกรง!"

"ข้าเข้าใจแล้ว!" เฉินเทียนหลางยิ้มตอบ

ท่ามกลางฝูงชน ฉินหรูเยว่ตวัดสายตามองไปยังลานกว้างขนาดมหึมาแห่งนี้ เมื่อไม่พบวี่แววของเฉินเฟิง นางก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมา

"เฉินเฟิงผู้นี้ ปากบอกว่าจะมาท้าประลองกับเฉินเทียนหลาง แต่สุดท้ายตอนนี้กลับไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หัวมางั้นหรือ"

เมื่อได้ยินดังนั้น จูกาวหมิงก็หัวเราะร่วน "ศิษย์น้องหรูเยว่ เจ้าประเมินไอ้ขยะนั่นสูงเกินไปแล้ว ท่ามกลางสายตาผู้คนนับหมื่นที่จับจ้องอยู่เช่นนี้ หากมันกล้าก้าวขึ้นไปบนลานประลอง เกรงว่าเพียงแค่กระบี่เดียวหัวมันก็หลุดจากบ่าแล้ว! ข้าเดาว่าป่านนี้มันคงไปมุดหัวซ่อนอยู่ตามซอกหลืบไหนสักแห่งในเมืองนี้แล้วล่ะ!"

ฉินหรูเยว่ยิ้มเยาะ "พูดก็ถูก ข้าคงประเมินมันสูงเกินไปจริงๆ ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นได้แค่ขยะเท่านั้นแหละ!"

จำนวนคนที่หลั่งไหลเข้ามาบริเวณลานกว้างไม่มีวี่แววว่าจะลดลง กลับยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ในที่สุด เมื่อถึงเวลาอันสมควร เจ้าเมืองก็เดินออกมาจากแท่นสูง เขากวาดสายตามองฝูงชนนับหมื่นที่มารวมตัวกันอยู่บนลานกว้างก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม "วันนี้คือการแข่งขันลานประลองเป็นตาย ผู้ใดที่ก้าวขึ้นไปบนลานประลอง ความเป็นตายย่อมขึ้นอยู่กับฟ้าลิขิต! ผู้ที่มีอายุต่ำกว่าสามสิบปีและมีความกล้าหาญ ล้วนสามารถก้าวขึ้นไปท้าประลองได้ บัดนี้ การแข่งขันลานประลองเป็นตาย เริ่มต้นขึ้นได้!"

ตึง

เมื่อสิ้นเสียงของเจ้าเมือง เสียงระฆังดังกังวานก็ดังก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน

เฉินเทียนหลางกระโดดลงไปยืนอยู่บนลานประลองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส บนหลังสะพายกระบี่ยาว มุมปากประดับรอยยิ้มบางๆ เผชิญหน้ากับทุกคนด้วยความหยิ่งผยอง

"ข้าเอง!"

ทันใดนั้นก็มีคนทนไม่ไหวพุ่งทะยานขึ้นไปบนลานประลอง เป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสัน ในมือถือค้อนเหล็กยักษ์คู่หนึ่งที่มีน้ำหนักเกือบหนึ่งร้อยชั่ง

"รากวิญญาณกระบี่งั้นหรือ หากข้าสามารถสังหารเจ้าได้ เกรงว่าชื่อเสียงของข้าคงจะโด่งดังไปทั่วทั้งแคว้นหนิงเป็นแน่!"

ชายหนุ่มร่างกำยำแลบลิ้นเลียริมฝีปาก นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่พุ่งสูงลิ่ว เขาประสานมือคารวะพร้อมกล่าว "ข้าน้อยหวังหยาง ขอคำชี้แนะด้วย!"

"ไม่ต้องบอกชื่อข้าหรอก เพราะชื่อของคนใกล้ตาย ข้าไม่มีทางจำได้แน่!" เฉินเทียนหลางแค่นเสียงหัวเราะเยาะ

ตูม

ชายหนุ่มร่างกำยำไม่พูดพร่ำทำเพลง ปลดปล่อยพลังปราณอันแข็งแกร่งออกจากร่าง จากนั้นก็กระทืบเท้าลงบนลานประลองอย่างแรง ร่างของเขาพุ่งทะยานออกไปราวกับพยัคฆ์ร้าย

พลังปราณระดับนั้น บ่งบอกว่าเขาบรรลุถึงขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นสี่แล้ว!

ความเร็วของเขาจัดว่าสูงมาก เพียงชั่วพริบตาก็พุ่งข้ามระยะทางหลายร้อยเมตรมาถึงตรงหน้าของเฉินเทียนหลาง ค้อนเหล็กคู่ฟาดฟันลงมายังกลางกระหม่อมของเฉินเทียนหลางอย่างหนักหน่วงราวกับขุนเขา

ทว่าเฉินเทียนหลางกลับไม่แม้แต่จะคิดชักกระบี่ที่อยู่ด้านหลังออกมาเลยตั้งแต่ต้นจนจบ

เมื่อเห็นว่าตนเองถูกดูแคลนเช่นนี้ ใบหน้าของชายหนุ่มร่างกำยำก็มืดทะมึนลงอย่างน่ากลัว อีกฝ่ายช่างอวดดีเกินไปแล้ว!

ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ค้อนเหล็กคู่กำลังจะฟาดลงบนศีรษะของเฉินเทียนหลาง กลับเห็นอีกฝ่ายขยับเท้าเพียงเล็กน้อยและเบี่ยงตัวหลบการโจมตีนั้นไปได้อย่างฉิวเฉียดด้วยมุมที่ยากจะคาดเดา จากนั้นเขาก็รวบนิ้วทั้งสองพุ่งแทงออกไป ทะลวงผ่านลำคอของชายหนุ่มร่างกำยำอย่างแม่นยำ

ฉูด

เลือดสดๆ พุ่งกระฉูด สาดกระเซ็นลงบนพื้นลานประลอง

ชายหนุ่มร่างกำยำใช้มืออุดลำคอเอาไว้ เขาอ้าปากค้าง ก่อนจะค่อยๆ ล้มฟาดลงกับพื้น

ปลิดชีพในกระบวนท่าเดียว!

"ฝีมือแค่นี้ยังกล้ามาท้าประลองกับข้างั้นหรือ ไม่เจียมตัวเอาเสียเลย!"

เฉินเทียนหลางเดินเข้าไปใกล้แล้วตวัดเท้าเตะร่างไร้วิญญาณของชายหนุ่มร่างกำยำกระเด็นตกลงไปจากลานประลอง

"หยางเอ๋อร์!"

ด้านล่างลานประลอง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งหลั่งน้ำตาด้วยความโศกเศร้า

วินาทีนี้ ทุกคนต่างตกตะลึง!

ลานกว้างที่เคยเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องและเสียงวิพากษ์วิจารณ์พลันเงียบงันลงทันที

เพียงแค่กระบวนท่าเดียว ยอดฝีมือขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นสี่ก็ถูกสังหารในพริบตา!

แถมเขายังไม่ทันได้ชักกระบี่ที่อยู่ด้านหลังออกมาเลยด้วยซ้ำ!

อัจฉริยะแห่งตระกูลเฉินผู้นี้ แข็งแกร่งถึงระดับนี้แล้วเชียวหรือ

"คนต่อไป!" เฉินเทียนหลางเอ่ยเสียงเย็น

ชั่วพริบตา บรรยากาศ ณ ที่แห่งนั้นก็พลันเงียบสงัดลงทันตา

เพราะภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ได้สร้างความหวาดหวั่นให้กับทุกคนในที่นั้นไปแล้ว ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าชายผู้นี้จะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้

ผ่านไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางฝูงชน ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำผู้หนึ่งก็กัดฟันแน่นก่อนจะกระโดดพุ่งทะยานขึ้นไป

"ข้าน้อยเลยชาง ขอคำชี้แนะด้วย!" ชายหนุ่มชุดดำประสานมือคารวะ

"ข้าบอกไปแล้วไง ว่าชื่อของคนใกล้ตาย ข้าไม่มีทางจำได้หรอก!" เฉินเทียนหลางแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา

ท่าทีหยิ่งยโสโอหังเช่นนี้ ทำให้ด้านล่างลานประลองเกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มชุดดำก็มีสีหน้าเรียบเฉย เขาชักทวนยาวสีเงินที่อยู่ด้านหลังออกมา

เขาไม่พูดอะไรให้มากความ ร่างกายพุ่งทะยานออกไปทันที

พลังปราณดุจสายฟ้าฟาดระเบิดขึ้น ทวนพุ่งทะยานราวกับมังกรแหวกว่าย แทงตรงไปยังทิศทางของเฉินเทียนหลาง คลื่นพลังนั้นบ่งบอกว่าเขาบรรลุถึงขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นหกแล้ว ซึ่งแข็งแกร่งกว่าชายหนุ่มร่างกำยำเมื่อครู่มากนัก

ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีของทวนสายฟ้า เฉินเทียนหลางก็ยังคงไม่ยอมชักกระบี่ออกมา เขายังคงรวบนิ้วทั้งสองแล้วพุ่งแทงสวนกลับไปเช่นเดิม

เคร้ง!

ด้ามทวนปะทะเข้ากับสองนิ้วจนเกิดประกายไฟแลบ สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องเบิกตาโตด้วยความเหลือเชื่อก็คือ หลังจากทวนของชายหนุ่มชุดดำถูกสองนิ้วของเฉินเทียนหลางต้านทานเอาไว้ได้ มันก็ไม่อาจรุกคืบเข้าไปได้อีกเลยแม้แต่ครึ่งชุ่น

"ก็ยังเป็นได้แค่ขยะอยู่ดี!"

เฉินเทียนหลางหัวเราะหยัน เขาเปลี่ยนจากนิ้วเป็นฝ่ามือ คว้าจับด้ามทวนเอาไว้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ก้าวเท้าไปข้างหน้าหลายก้าวและชกหมัดเข้าที่ตำแหน่งหัวใจของอีกฝ่ายอย่างจัง

ชายหนุ่มชุดดำสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เมื่อเขาคิดจะหลบหลีก มันก็สายเกินไปเสียแล้ว

ปัง

เสียงระเบิดดังสนั่น ชายหนุ่มชุดดำกระอักเลือดออกมาคำโต ร่างกายปลิวละลิ่วกระเด็นตกลงไปนอกลานประลอง

หัวใจแหลกเหลว สิ้นใจตายคาที่เช่นกัน!

"ชางเอ๋อร์!"

ด้านล่างลานประลอง เสียงคร่ำครวญด้วยความโศกเศร้าดังขึ้นอีกครั้ง

วินาทีนี้ ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบงันราวกับไร้สิ่งมีชีวิต

แข็งแกร่ง แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!

ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นหก ก็ยังไม่อาจทนรับมืออีกฝ่ายได้เกินสามกระบวนท่า!

ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างก็คาดเดาเอาไว้แล้วว่าเฉินเทียนหลางจะต้องแข็งแกร่งมาก แต่พวกเขาไม่คิดเลยว่าเฉินเทียนหลางจะแข็งแกร่งได้ถึงระดับนี้!

นี่มันยอดอัจฉริยะชัดๆ!

"คนต่อไป!" เฉินเทียนหลางร้องตะโกนขึ้นอีกครั้ง

ทว่าในวินาทีนี้ บรรยากาศทั่วทั้งลานประลองกลับตกอยู่ในความเงียบงัน!

บรรดาผู้ที่เคยคึกคักและตื่นเต้น หวังจะใช้เฉินเทียนหลางเป็นบันไดเพื่อสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังไปทั่วแคว้นหนิง ต่างก็พากันตัวสั่นสะท้าน ไม่มีใครกล้าก้าวขึ้นไปบนลานประลองอีก

"คนต่อไป!" เฉินเทียนหลางตะโกนซ้ำ

ทั่วทั้งลานประลองก็ยังคงเงียบกริบ!

ลานกว้างที่มีผู้คนนับหมื่นคนรวมตัวกัน กลับไม่มีใครกล้าขึ้นไปท้าประลองเลยแม้แต่คนเดียว!

"แม้แต่จะขึ้นลานประลองยังไม่กล้า มีความกล้าแค่นี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่าผู้ฝึกยุทธ์อีก ช่างเป็นพวกขยะที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ!" เฉินเทียนหลางเบ้ปาก เอ่ยเยาะเย้ยอย่างไม่เกรงใจ

ด้านล่างลานประลอง บรรดาผู้ฝึกยุทธ์ต่างกำหมัดแน่น ภายในใจรู้สึกอึดอัดและคับแค้นใจยิ่งนัก รสชาติของการถูกชี้หน้าด่าทอเช่นนี้มันไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงไม่มีใครกล้าขึ้นไปท้าประลองอยู่ดี

"ยังมีใครกล้าขึ้นมาอีกไหม เข้ามาสิ เมืองเหยียนอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ไม่มีใครที่มีความกล้าหาญเลยหรือไง พวกเจ้ายังคู่ควรที่จะเรียกตัวเองว่าผู้ฝึกยุทธ์อยู่อีกหรือ"

"ช่างเป็นพวกขยะที่เก่งแต่ปากจริงๆ!" เฉินเทียนหลางแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา

บนแท่นสูง เด็กสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเจ้าเมืองมีใบหน้าแดงก่ำ นางโกรธจนตัวสั่น นางเองก็เป็นคนของเมืองเหยียน การถูกด่าทอเหยียดหยามเช่นนี้ นางก็รู้สึกคับแค้นใจไม่ต่างกัน

ไม่นานนักร่างอรชรของนางก็ขยับ นางตั้งใจจะพุ่งลงไป แต่กลับถูกเจ้าเมืองดึงตัวเอาไว้ เขาส่ายหน้าให้นาง "อย่าลงไปเลย เจ้าสู้เขาไม่ได้หรอก!"

เด็กสาวหน้าแดงก่ำ นางกำกระบี่ในมือแน่น ทว่าก็ไม่อาจทำอะไรได้!

"ยังมีใครกล้าขึ้นมาอีกไหม บัดซบเอ๊ย ข้าอุตส่าห์ตั้งลานประลองเป็นตาย แต่ข้ายังไม่ทันได้ชักกระบี่ออกมา พวกเจ้าก็กลัวจนหัวหดไม่กล้าขึ้นมากันเสียแล้ว รู้อย่างนี้ข้าไม่ตั้งลานประลองให้เสียเวลาหรอก!"

"ไอ้พวกขี้ขลาด!"

เฉินเทียนหลางยังคงตะโกนด่าทออย่างโอหัง

ผู้คนด้านล่างลานประลองต่างโกรธจนหน้าแดงก่ำ ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเฉินเทียนหลางจะจงใจฉีกหน้าผู้คนถึงเพียงนี้

เจ้านี่ มันช่างเย่อหยิ่งจองหองจนไม่เห็นหัวใครแล้วจริงๆ!

"ข้าเอง!"

ทันใดนั้น ท่ามกลางฝูงชนก็มีเสียงทุ้มต่ำดังกังวานขึ้น

ชั่วพริบตา สายตาทุกคู่ก็หันไปมองยังต้นกำเนิดเสียงนั้นทันที เห็นเพียงร่างของเด็กหนุ่มในชุดสีฟ้าอ่อนค่อยๆ เดินแหวกฝูงชนออกมา เช่นเดียวกับเฉินเทียนหลาง เขาเองก็สะพายกระบี่เล่มหนึ่งไว้บนหลัง

ข้างกายเขามีเด็กสาวรูปโฉมงดงามดุจเทพธิดา และสาวใช้ตัวน้อยอายุราวสิบหกปีเดินตามมาด้วย!

"เฉินเฟิงงั้นหรือ"

เมื่อเห็นร่างนี้ปรากฏตัวขึ้น บรรดาผู้อาวุโสของตระกูลเฉินที่อยู่บนแท่นสูงต่างก็พากันชะงักไป

จากนั้นใบหน้าของเฉินหงเซิงก็ปรากฏรอยยิ้มบ้าคลั่ง "ไอ้เดรัจฉานน้อยนี่ มันกล้ามาจริงๆ ด้วย ดูท่าข้าคงไม่ต้องส่งคนไปตามล่ามันแล้ว มันถึงกับร่อนมาหาที่ตายด้วยตัวเองเลยเชียว!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 15 - ท่าทีไร้พ่าย เฉินเทียนหลาง!

คัดลอกลิงก์แล้ว