- หน้าแรก
- จักรพรรดิกระบี่ไร้พ่าย สยบสุสานเทพ ทลายโลงศพเซียน
- บทที่ 14 - กระบวนท่าเดียวถอยร่น ประกาศจุดยืน
บทที่ 14 - กระบวนท่าเดียวถอยร่น ประกาศจุดยืน
บทที่ 14 - กระบวนท่าเดียวถอยร่น ประกาศจุดยืน
ชั่วพริบตาทั่วทั้งบริเวณก็เงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตก
สายตาทุกคู่ต่างเบิกกว้างจ้องมองไปยังจูกาวหมิงที่มีสภาพมอมแมม แล้วหันไปมองเฉินเฟิงที่ยังคงยืนนิ่งสงบอยู่ไม่ไกล ผ่านไปเนิ่นนานเสียงสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึงก็ดังระงมไปทั่วหอสมบัติวิญญาณ
"นี่ ... นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร"
หลงจู๊วัยกลางคนยืนอึ้งอยู่กับที่ ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นหนึ่งต่อกรกับยอดฝีมือขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นแปด เพียงแค่กระบวนท่าเดียวก็สามารถซัดยอดฝีมือขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นแปดให้ถอยร่นไปได้ นี่มันคือการต่อสู้ข้ามระดับแบบไหนกัน!
ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศก็ยังข้ามระดับได้เพียงแค่ขั้นเดียว ส่วนอัจฉริยะระดับตำนานอย่างฉินหรูเยว่หรือเฉินเทียนหลางก็ข้ามระดับต่อสู้ได้เต็มที่แค่สามขั้นเท่านั้น
แต่เฉินเฟิงกลับข้ามระดับถึงเจ็ดขั้น!
เจ็ดขั้นเชียวนะ!
"ไอ้หมอนี่ต่อสู้ข้ามระดับถึงเจ็ดขั้น แถมยังเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกงั้นหรือ นี่มันเป็นความแข็งแกร่งที่ลึกล้ำสุดหยั่งถึงขนาดไหนกัน"
ไม่ใช่แค่หลงจู๊วัยกลางคนเท่านั้น แต่ตอนนี้แม้แต่ผู้คนที่อยู่ภายในหอสมบัติวิญญาณก็ยังอ้าปากค้าง ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขารู้สึกเหมือนโลกใบนี้มันชักจะไม่สมจริงขึ้นมาเสียแล้ว!
"ไอ้เดรัจฉานน้อยนี่มันเก่งกาจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน" เฉินหงเซิงกัดฟันกรอด ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ!
ในเวลานี้ฉินหรูเยว่ที่เคยมีใบหน้าเย็นชาประดุจน้ำแข็งก็ยังอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง นางมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงสุดขีด
นางรู้ดีถึงความแข็งแกร่งของจูกาวหมิง เขาคืออัจฉริยะแห่งยุค หากไม่เก่งจริงก็คงไม่ถูกท่านราชันกระบี่รับเป็นศิษย์! แม้จะยังอายุน้อยแต่ระดับพลังของเขาก็บรรลุถึงขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณขั้นแปดแล้ว ในเมืองหลวงมีคนรุ่นราวคราวเดียวกันไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ที่ถูกเขาเหยียบย่ำอยู่ใต้ฝ่าเท้า
แต่ตอนนี้กลับถูกขยะไร้ค่าคนหนึ่งซัดจนกระเด็นงั้นหรือ
"ไอ้หมอนี่ต้องใช้ลูกไม้สกปรกอะไรแน่ๆ!" ฉินหรูเยว่ขบกรามแน่น นางคิดในใจ
หากเป็นการต่อสู้กันอย่างเปิดเผย เฉินเฟิงไม่มีทางทนรับมือจูกาวหมิงได้เกินสามกระบวนท่าอย่างแน่นอน!
ส่วนในดวงตางดงามของเจียงอินก็มีประกายความตกตะลึงพาดผ่านเช่นกัน
ที่ไกลออกไป จูกาวหมิงลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ใบหน้าของเขามืดครึ้มอย่างหนัก เขากัดฟันแน่น สายตาจ้องมองเฉินเฟิงราวกับงูพิษ
"ไอ้เดรัจฉานน้อย ข้าจะสับแกให้เป็นชิ้นๆ!"
เขาเป็นถึงยอดฝีมือระดับก่อเกิดทะเลปราณขั้นแปด แต่กลับถูกขยะไร้ค่าคนหนึ่งโจมตีจนถอยร่น นี่มันเป็นความอัปยศอดสูชัดๆ!
ตูม!
ชั่วพริบตาพลังปราณธาตุไฟอันบ้าคลั่งก็พวยพุ่งขึ้นมาราวกับคลื่นสมุทร พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเขาแตกละเอียด ร่างของเขาพุ่งทะยานเข้าไปหาราวกับเสือชีตาห์
เมื่อเห็นเช่นนั้นเฉินเฟิงกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง
ในตอนนั้นเองร่างอรชรงดงามร่างหนึ่งก็เข้ามาขวางหน้าเฉินเฟิงเอาไว้กะทันหัน
"ย้าก!"
ได้ยินเพียงเสียงตวาดก้อง กลิ่นอายพลังขอบเขตก่อรูปกายาขั้นแปดก็ปะทุขึ้น ก่อตัวเป็นลมปราณที่แข็งแกร่งกวาดพัดออกไป กระแทกร่างของจูกาวหมิงจนถอยร่นกลับไปอย่างแรง
ทว่านางไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจูกาวหมิง เพียงแค่ต้องการจะบังคับให้เขาถอยกลับไปเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น พลังปราณเพียงสายเดียวจากยอดฝีมือขอบเขตก่อรูปกายาขั้นแปดก็เพียงพอที่จะทำให้จูกาวหมิงบาดเจ็บสาหัสได้แล้ว
"คุณหนูเจียง ท่านหมายความว่าอย่างไร"
จูกาวหมิงเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ภายในดวงตามีเส้นเลือดฝอยปรากฏขึ้น เขาตวาดถามเสียงกร้าว
การลงมืออย่างกะทันหันของเจียงอินทำให้เขาตั้งตัวไม่ทัน
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แม้แต่ฉินหรูเยว่ที่อยู่ไกลออกไปเมื่อเห็นภาพนี้ก็ชะงักไปเช่นกัน นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเจียงอินถึงไปเข้าข้างเฉินเฟิง
"ท่านอาจารย์เจียง ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร" ฉินหรูเยว่เอ่ยถามด้วยความสงสัยเต็มประดา
"ฉินหรูเยว่ จูกาวหมิง พวกเจ้าสองคนหยุดแค่นี้เถอะ!" เจียงอินกล่าวเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี
เฉินหงเซิงมีสีหน้าย่ำแย่ เขาเอ่ยปากแทรก "คุณหนูเจียง ท่านถูกไอ้เดรัจฉานนี่ข่มขู่อะไรมาหรือเปล่า ทำไมถึงได้ออกหน้าแทนมันครั้งแล้วครั้งเล่า"
ก่อนหน้านี้ก็เกิดเรื่องในตระกูลเฉิน ตอนนี้ก็มาเกิดเรื่องในหอสมบัติวิญญาณอีก นางถึงขั้นยอมผิดใจกับอัจฉริยะอย่างฉินหรูเยว่และจูกาวหมิงเพื่อปกป้องเฉินเฟิง เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าในหัวของเจียงอินมีแต่ขี้เลื่อยหรืออย่างไร คนโง่คนหนึ่งมีอะไรให้น่าปกป้องกันนักหนา
"ท่านอาจารย์เจียง ท่านถูกเขาข่มขู่มาใช่หรือไม่" ฉินหรูเยว่ถามย้ำ
"นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า ไม่เกี่ยวกับสำนักศึกษาอวิ๋นไห่ และไม่เกี่ยวกับตระกูลของข้าด้วย!"
"เฉินเฟิง ข้าขอประกาศปกป้องเขาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใครแตะต้องเขาก็เท่ากับลงมือกับข้า!"
เจียงอินกล่าวทีละคำด้วยใบหน้าเย็นชา ถือเป็นการประกาศจุดยืนอย่างชัดเจน!
"พวกเราไปกันเถอะ!"
เฉินเฟิงตวัดสายตาเย็นชามองจูกาวหมิงและฉินหรูเยว่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินออกจากหอสมบัติวิญญาณไป
เป่าเอ๋อร์รีบวิ่งตามไปทันที
ส่วนเจียงอินก็ปรายตามองฉินหรูเยว่เล็กน้อย
หญิงสาวทั้งสองสบตากัน ภายในดวงตาของฉินหรูเยว่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ และสิ่งที่แฝงอยู่มากกว่านั้นคือความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัย
นางอยากให้เจียงอินอธิบายมาว่านี่เป็นเพียงเพราะถูกเฉินเฟิงข่มขู่ หากเป็นเช่นนั้นนางจะลงมือสังหารเฉินเฟิงด้วยกระบี่ทันที นางจะไม่มีทางปล่อยให้เฉินเฟิงสมหวังเด็ดขาด
ทว่าสิ่งเหล่านั้นกลับไม่ได้เกิดขึ้น
เจียงอินไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ นางเพียงแค่ปรายตามองฉินหรูเยว่ก่อนจะหันหลังเดินตามเฉินเฟิงออกไป
ผู้คนในหอสมบัติวิญญาณต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ภายในใจเต็มไปด้วยความฉงน
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า ตัวไร้ค่าที่โง่เขลามาสิบเจ็ดปีในตำบลหมานซานผู้นี้ เมื่อถึงวันนี้กลับสามารถทำให้คุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงแห่งเมืองหลวงยอมติดตามรับใช้ได้อย่างเต็มใจ!
"เฉินเฟิง เจ้าใช้แผนการสกปรกอะไร ถึงได้หลอกล่อท่านอาจารย์ของข้าได้ถึงขนาดนี้"
ฉินหรูเยว่แอบกำหมัดแน่น ภายในใจยิ่งเพิ่มความเกลียดชังต่อเฉินเฟิงมากขึ้นเป็นทวีคูณ นางคิดไม่ออกเลยจริงๆ ว่าหลังจากเจียงอินมาเยือนตำบลหมานซานแห่งนี้แล้ว มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นลับหลังนางบ้าง!
...
หลังจากออกจากหอสมบัติวิญญาณ
เฉินเฟิงหันไปมองเจียงอินด้วยความประหลาดใจ "ไม่คิดเลยว่าเมื่อกี้ท่านจะยอมออกโรงช่วย!"
เดิมทีเขาคิดว่าเจียงอินจะยืนดูอยู่เฉยๆ เสียอีก เพราะที่ผ่านมามีแต่เขาเอ่ยปากขอให้ช่วยเจียงอินถึงจะยอมช่วย แต่นี่ถือเป็นกรณีพิเศษจริงๆ!
เจียงอินมองค้อนเฉินเฟิง "ถ้าเจ้าโดนทุบตาย ข้าก็ต้องตายตามเจ้าไปภายในสองปีน่ะสิ!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า วางใจเถอะ ข้าไม่ตายง่ายๆ หรอก!" เฉินเฟิงหัวเราะ
"แล้วเจ้าจะรักษาโรคให้ข้าเมื่อไหร่ล่ะ" เจียงอินถาม
"รอหลังจากการประลองสิ้นสุดลงในอีกห้าวันข้างหน้า ข้าจะรักษาโรคให้ท่าน จากนั้นข้าก็จะคืนอิสระให้ท่าน ตกลงไหม" เฉินเฟิงกล่าว
เจียงอินชะงักไปเล็กน้อย เดิมทีนางนึกว่าเฉินเฟิงจะใช้เรื่องช่วยชีวิตเป็นข้อต่อรองเพื่อยื้อให้นางอยู่ข้างกายเขานานกว่านี้เสียอีก เพราะการมียอดฝีมือขอบเขตก่อรูปกายาขั้นแปดคอยคุ้มกันนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะหาได้ง่ายๆ!
คิดไม่ถึงเลยว่าเฉินเฟิงจะไม่บ่ายเบี่ยงเหมือนก่อนหน้านี้ แต่กลับให้กำหนดเวลาสั้นๆ เพียงห้าวันเท่านั้น
"ตกลง!" เจียงอินยิ้มบางๆ ลึกๆ ในใจคล้ายกับรู้สึกยินดี แต่ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็เลิกคิ้วขึ้นและถามด้วยความกังวลว่า "จริงสิ อีกห้าวันข้างหน้า เจ้ามั่นใจไหม อีกฝ่ายเป็นถึงรากวิญญาณกระบี่เลยนะ มองไปทั่วทั้งแคว้นหนิงนอกจากท่านราชันกระบี่และฉินหรูเยว่แล้ว เขาก็ถือเป็นคนที่สามเลยนะ!"
"อืม ... " เฉินเฟิงสะพายกระบี่สีเลือดไว้บนหลัง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย "ใครจะรู้ล่ะ!"
เจียงอินอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มแห้งๆ "คำตอบของเจ้านี่มันฟังสุกเอาเผากินเกินไปไหม"
เฉินเฟิงส่ายหน้าไม่ได้ตอบคำถามนั้น นัยน์ตาลึกล้ำทอดมองไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืน เมื่อแสงดาวกะพริบวิบวับก็ราวกับมีประกายแสงสาดส่องลงบนใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่ม มันดูสะอาดสะอ้านและแฝงไปด้วยความคมคายที่เก็บซ่อนเอาไว้
เจียงอินมองดูท่าทีของเฉินเฟิงในเวลานี้ นางถึงกับอึ้งไป ไม่รู้ทำไม นางถึงรู้สึกว่าเฉินเฟิงในตอนนี้ดูแตกต่างจากเดิมไปสักหน่อย ...
ความเย็นชาและความหยิ่งยโสเหล่านั้น ดูเหมือนจะลดลงไปมากเมื่ออยู่ต่อหน้านาง
"เป็นเพราะเมื่อครู่ข้าออกโรงช่วยเขางั้นหรือ" เจียงอินรู้สึกสงสัย
"ไปกันเถอะ กลับได้แล้ว ... "
เฉินเฟิงลูบศีรษะเล็กๆ ของเจียงอิน เขาก้าวเดินมุ่งหน้ากลับไปทางโรงเตี๊ยม
เจียงอินค่อยๆ ดึงสติกลับมา ในอากาศคล้ายกับยังมีกลิ่นมิ้นต์อ่อนๆ ของเด็กหนุ่มลอยวนเวียนอยู่ บนใบหน้างดงามของเด็กสาวก็ค่อยๆ ปรากฏรอยริ้วแดงระเรื่อขึ้นมา
"นี่ ทำไมเจ้าถึงลูบหัวข้าล่ะ!" เมื่อเจียงอินรู้สึกตัว ใบหน้าก็แดงก่ำด้วยความเขินอาย
ไอ้เด็กบ้า นี่กล้ามาลวนลามนางแล้วงั้นหรือ ชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้วนะ!
ทว่าในขณะที่กำลังต่อว่า ริมฝีปากของนางกลับมีรอยยิ้มที่ไม่อาจปิดบังได้ นางสัมผัสได้ว่าท่าทีที่เฉินเฟิงมีต่อนางนั้นดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจริงๆ อย่างน้อยก็ไม่ได้ดูเย็นชาห่างเหินเหมือนเมื่อก่อนแล้ว!
[จบแล้ว]