- หน้าแรก
- จักรพรรดิกระบี่ไร้พ่าย สยบสุสานเทพ ทลายโลงศพเซียน
- บทที่ 6 - เคล็ดวิชาบรรพกาล เคล็ดสังหารเทพเก้ามังกร
บทที่ 6 - เคล็ดวิชาบรรพกาล เคล็ดสังหารเทพเก้ามังกร
บทที่ 6 - เคล็ดวิชาบรรพกาล เคล็ดสังหารเทพเก้ามังกร
ภายในห้องพัก
หลังจากไล่เจียงอินออกไปซื้อสมุนไพรแล้ว เฉินเฟิงก็แบมือออก คัมภีร์โบราณที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยแสงแห่งกฎเกณฑ์วิถีสวรรค์นับไม่ถ้วนก็ลอยปรากฏขึ้นมาอยู่เหนือฝ่ามือ
"ฉือเหยา เจ้าคงไม่คาดคิดสินะ ว่าคัมภีร์มิติว่างเปล่าที่เจ้าปรารถนาหนักหนากลับยังตกอยู่ในมือของข้า!" เฉินเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
เมื่อนึกถึงฉือเหยา ในใจของเขาก็ยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยความเคียดแค้นอย่างหาที่สุดไม่ได้
ความรักฉันคู่บำเพ็ญเพียรตลอดแปดร้อยปีพังทลายลงในพริบตากลายเป็นสิ่งไร้ค่า!
ในตอนนั้นเขาเพิ่งจะหนีตายออกมาจากเขตแดนมรณะ พลังปราณเหือดแห้งจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆ อีกแล้ว
ในฐานะคู่บำเพ็ญเพียรของเขา เทพธิดาฉือเหยาไม่เพียงแต่จะไม่ปกป้องเขาเท่านั้น แต่นางกลับร่วมมือกับแปดจักรพรรดิยุทธ์ลงมือสังหารเขาจนตกตายอยู่หน้าเขตแดนมรณะแห่งนั้น
"มีกายามรรคาโดยกำเนิดร่างนี้ กอปรกับคัมภีร์มิติว่างเปล่าเล่มนี้ ฉือเหยา ขอเวลาแค่สิบปี ข้าก็จะไปหาเจ้าได้แล้ว!"
"ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตายให้จงได้!"
เฉินเฟิงกล่าวอย่างเหี้ยมโหด รังสีอำมหิตเย็นเยียบแผ่ซ่าน
เฉินเฟิงสะกดกลั้นความแค้นอันหนักอึ้งในใจแล้วเบนสายตากลับมามองคัมภีร์มิติว่างเปล่าในมือ คัมภีร์เล่มนี้เขายังไม่เคยเปิดอ่านเลยแม้แต่หน้าเดียว นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะเปิดมัน เฉินเฟิงจึงต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะตอนนี้ร่างกายของเขาอ่อนแอมาก แม้แต่พลังระดับทะลวงชีพจรก็ยังไม่มี
เฉินเฟิงค่อยๆ เปิดคัมภีร์มิติว่างเปล่าหน้าแรกขึ้นมาอย่างช้าๆ
ตูม!
ทันใดนั้นแสงสีทองเจิดจรัสสาดส่องสว่างวาบขึ้นมา ทำให้ทั้งห้องสว่างไสวราวกับเวลากลางวัน แสงสีทองมหาศาลนี้พุ่งเข้าปกคลุมร่างของเฉินเฟิงเอาไว้มิดชิด
วินาทีต่อมา ร่างของเฉินเฟิงก็อันตรธานหายไปจากสายตา
เมื่อเฉินเฟิงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต
มันดูลึกล้ำ ลี้ลับ และคงอยู่มาเนิ่นนานนับตั้งแต่กาลบรรพตระการ!
ความเงียบสงัดไร้ที่สิ้นสุดปกคลุมไปทั่ว และที่สุดปลายห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขตนั้นคล้ายกับมีแสงสีทองจางๆ เปล่งประกายออกมา ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวสุดขีดกำลังพุ่งทะยานมาจากสุดปลายห้วงอวกาศแห่งนั้น
ฟุ่บ!
ลำแสงสีทองพุ่งแหวกอวกาศเป็นทางยาว รอยแยกมิติว่างเปล่านับไม่ถ้วนฉีกขาดลุกลามไปจนสุดสายตา พลังงานมหาศาลอันบ้าคลั่งรุนแรงไร้ที่เปรียบถาโถมเข้ามาดุจเกลียวคลื่น ส่งผลให้ห้วงอวกาศทั้งมวลสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในวินาทีนี้
"ที่นี่คือที่ไหนกัน" เฉินเฟิงตื่นตระหนกในใจ
"โฮก!"
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะตั้งตัว เสียงมังกรคำรามดังกึกก้องกังวานประหนึ่งจะฉีกกระชากสวรรค์และอวกาศให้แตกสลายก็ดังกึกก้องสะท้านฟ้าดิน
ห้วงอวกาศสั่นสะเทือน คล้ายกับไม่อาจแบกรับกลิ่นอายมังกรอันทรงพลังนี้ได้จึงเริ่มพังทลายลงอย่างบ้าคลั่ง
มังกรทองห้าเล็บเก้าหัวพุ่งทะยานมาจากสุดปลายห้วงอวกาศและหมุนวนอยู่เบื้องบน
ลำตัวมังกรมีขนาดใหญ่โตหลายหมื่นจั้ง ดูราวกับกำแพงเหล็กกล้าที่ทอดยาว เขามังกรโปร่งแสงส่องประกายแสงสีทอง เกล็ดมังกรทอประกายแสงสีทองหม่นดูแข็งแกร่งไร้เทียมทานยากจะทำลาย ดวงตามังกรสุกสกาวราวกับหล่อหลอมจากทองคำแฝงไว้ด้วยประกายแสงลี้ลับที่ไม่มีวันดับสูญ มันทอดสายตามองลงมาจากเบื้องบน
สายฟ้าฟาดฟันแลบแปลบปลาบพัวพันกันกลางห้วงอวกาศ แสงสว่างวาบสะท้อนให้เห็นความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามของมังกรยักษ์ทั้งเก้าหัวนี้มากยิ่งขึ้น
"นี่ ... นี่มันเผ่าพันธุ์มังกรหรือ"
ร่างของเฉินเฟิงลอยคว้างอยู่กลางห้วงอวกาศ เขาอ้าปากค้าง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงสุดขีด
เผ่าพันธุ์มังกร คือเจ้าเหนือหัวแห่งดินแดนปีศาจในยุคบรรพกาล!
เป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกหล้า เพียงแค่กลิ่นอายมังกรสายเดียวก็มากพอที่จะบดขยี้สรรพชีวิตนับร้อยล้านให้แหลกสลายได้แล้ว
ทว่าเวลานี้ มังกรยักษ์ทั้งเก้าหัวกำลังหมุนวนอยู่กลางห้วงอวกาศ ดวงตามังกรสีทองคำเปล่งประกายความน่าเกรงขามไร้ขอบเขต มันพลันก้มหัวมองลงมาที่เฉินเฟิง
วินาทีนั้น กาลเวลาคล้ายกับจะหยุดนิ่ง
มังกรยักษ์เก้าหัวพุ่งทะยานลงมาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ มุ่งตรงเข้าใส่เฉินเฟิงทันที
ห้วงมิติราวกับถูกบดขยี้เป็นชั้นๆ สายฟ้าฟาดฟันแหวกอากาศ แสงสีทองบดบังทั่วทั้งอวกาศ!
ในพริบตานั้นเฉินเฟิงรู้สึกได้เพียงว่ามิติรอบกายถูกสะกดตรึงเอาไว้ ไม่ว่าเขาจะพยายามดิ้นรนหลบหนีอย่างไรก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลย
เขาทำได้เพียงเบิกตากว้างมองดูมังกรยักษ์เก้าหัวพุ่งทะยานเข้ามาชนร่างของตนด้วยท่าทีมารฟ้าทำลายล้าง ทว่าในเสี้ยววินาทีที่พุ่งชน มันกลับไม่ได้สร้างความเจ็บปวดใดๆ ให้เขาเลย แต่กลับหลอมรวมและกลายเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของเขาแทน
ข้อมูลอันมหาศาลไร้ขีดจำกัดไหลทะลักเข้าสู่สมองของเฉินเฟิงราวกับกระแสน้ำหลาก
"ใช้ไขกระดูกมังกรเป็นขุมพลัง ใช้เกล็ดมังกรเป็นผิวหนัง ใช้ร่างมังกรหล่อหลอมกายา ใช้เลือดมังกรตีแผ่กระดูก!"
"พละกำลังทลายหมื่นวิถี ตวัดกระบี่ฟาดฟันเทพยดา!"
"เคล็ดสังหารเทพเก้ามังกร!"
ตูม!
ทันใดนั้น เฉินเฟิงก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั้งตัว รูม่านตาขยายกว้าง ก้นบึ้งดวงตายังคงเต็มไปด้วยความตกตะลึงที่ไม่อาจจางหายไปได้
เคล็ดสังหารเทพเก้ามังกร!
เคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคบรรพกาล!
"คิดไม่ถึงเลยว่า หน้าแรกของคัมภีร์มิติว่างเปล่าจะบันทึกเคล็ดวิชานี้เอาไว้!" แววตาของเฉินเฟิงยังคงเต็มไปด้วยความตกตะลึงที่ยากจะลบเลือน
จากข้อมูลอันมหาศาล เขาได้รับรู้ว่าเคล็ดสังหารเทพเก้ามังกรนี้คือเคล็ดวิชาที่มหาจักรพรรดิมิติว่างเปล่าเคยฝึกฝนในอดีต ด้วยจุดเด่นของเคล็ดวิชานี้ ทำให้ในยุคบรรพกาลมหาจักรพรรดิมิติว่างเปล่าสามารถกวาดล้างศัตรูทั้งหมด ก้าวเดินอย่างสง่างามจนขึ้นครองบัลลังก์มหาจักรพรรดิได้สำเร็จ
ส่วนที่มาที่แท้จริงของเคล็ดวิชานี้กลับไม่มีบันทึกเอาไว้ เผลอๆ มหาจักรพรรดิมิติว่างเปล่าเองก็อาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นผู้คิดค้นเคล็ดสังหารเทพเก้ามังกรนี้ขึ้นมา
"มีเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานอย่างมหาจักรพรรดิมิติว่างเปล่าจะตกตายได้อย่างไรกันนะ ในยุคบรรพกาลเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่" เฉินเฟิงเกิดความสงสัยขึ้นในใจ
ในยุคบรรพกาลเกิดเรื่องราวมากมาย เยี่ยเป่ยเสวียนในชาติก่อนก็เคยย้อนรอยสายธารแห่งกาลเวลาเพื่อค้นหาประวัติศาสตร์ลับที่หลงเหลืออยู่ในยุคบรรพกาล แต่ก็ยากที่จะค้นพบข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม
เขารู้เพียงแค่ว่า ในยุคบรรพกาลมีช่วงเวลาหนึ่งที่ตกอยู่ในความมืดมิดของยุคทมิฬกลียุค สรรพชีวิตนับร้อยล้านสาบสูญ แม้แต่องค์ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังร่วงหล่นลงในยุคทมิฬกลียุคนั้นด้วยเช่นกัน
มันต้องเป็นยุคทมิฬกลียุคแบบไหนกันถึงทำให้องค์ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นต้องตกตายกันจนหมดสิ้นได้
เฉินเฟิงส่ายหน้า ไม่คิดจะขบคิดเรื่องนี้ต่อไป เขารู้เพียงว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองก่อน
เขาเริ่มนั่งขัดสมาธิและโคจรพลังตามวิถีที่บันทึกไว้ในเคล็ดวิชา แม้ว่ากายามรรคาโดยกำเนิดของเขาจะยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ แต่การใช้เคล็ดวิชานี้ในการฝึกฝนก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ตึง!
เมื่อเฉินเฟิงเริ่มโคจรเคล็ดวิชา พลังปราณอันมหาศาลระหว่างฟ้าดินก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
ร่างกายของเฉินเฟิงกลายเป็นเสมือนหลุมดำดูดกลืนพลังปราณมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง มันทะลวงเข้าสู่ร่างกายและพุ่งตรงไปกระแทกเส้นชีพจรวิถียุทธ์ทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้นในร่างกายอย่างรุนแรง
ด่านแรกของการฝึกฝนวิถียุทธ์ คือขอบเขตทะลวงชีพจร
ร่างกายมนุษย์มีเส้นชีพจรมากมาย แต่เส้นชีพจรที่ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถนำมาใช้ในการฝึกฝนได้นั้นมีเพียงหนึ่งร้อยแปดเส้นเท่านั้น เมื่อทะลวงเส้นชีพจรทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้นนี้ได้จนหมดสิ้น จึงจะถือว่าก้าวเข้าสู่วิถีแห่งผู้บำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง
โดยทั่วไปแล้ว การจะทะลวงเส้นชีพจรทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้นได้ ต่อให้เป็นอัจฉริยะล้ำเลิศแค่ไหนก็ยังต้องใช้เวลาหลายปี หรือบางทีอาจจะหลายสิบปีเลยทีเดียว
ยกตัวอย่างเช่น เฉินเทียนไห่ ผู้อาวุโสใหญ่ และคนอื่นๆ ในตระกูลเฉิน แม้อายุจะปูนนี้แล้ว แต่ก็เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตที่สองของวิถียุทธ์ หรือขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณเท่านั้น สาเหตุก็เป็นเพราะพวกเขาเสียเวลาไปกับการทะลวงชีพจรอย่างยาวนานนั่นเอง
แต่ตอนนี้ เพียงแค่สองชั่วยามเท่านั้น
ด้วยการโคจร ‘เคล็ดสังหารเทพเก้ามังกร’ ของเฉินเฟิง พลังปราณมหาศาลก็สามารถทะลวงเส้นชีพจรวิถียุทธ์ทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้นจนทะลุปรุโปร่งได้สำเร็จ
พลังลมปราณไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรต่างๆ ราวกับสายน้ำสายเล็กๆ ความรู้สึกสบายอันยากจะบรรยายแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
"สะใจโว้ย!"
เฉินเฟิงตะโกนออกมาด้วยความสะใจ
ก่อนหน้านี้เส้นชีพจรทั่วร่างของเขาอุดตัน เมื่อใช้พลังแฝงทีไรก็รู้สึกเหมือนต้องแบกของหนักเดินไปข้างหน้า สาเหตุก็เป็นเพราะร่างกายนี้มันห่วยแตกเกินไป ไม่เคยผ่านการฝึกฝนใดๆ มาก่อนเลย
แต่ตอนนี้ เส้นชีพจรทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้นถูกทะลวงเปิดหมดแล้ว ร่างกายเบาหวิวขึ้นเป็นกอง ตอนนี้เขาเรียกได้ว่าผ่านการผลัดเปลี่ยนกระดูกครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแท้จริง
เฉินเฟิงลืมตาขึ้น กำหมัดแน่น สัมผัสถึงพลังมหาศาลที่พลุ่งพล่านอยู่ทั่วร่าง มุมปากอดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นมาบางๆ
"สมแล้วที่เป็นเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคบรรพกาลอย่าง 'เคล็ดสังหารเทพเก้ามังกร' ผลลัพธ์จากการฝึกฝนมันต่างกันลิบลับเลยจริงๆ!"
ในการทะลวงเส้นชีพจรทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้นนี้ คนอื่นอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี แม้แต่เขาในชาติก่อนที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศไร้เทียมทานก็ยังต้องใช้เวลาถึงสองปีกว่าจะทะลวงเส้นชีพจรทั้งหมดได้สำเร็จ แต่ตอนนี้เขากลับใช้เวลาเพียงแค่สองชั่วยามเท่านั้น
เวลาที่ลดทอนลงไปนี้มันเร็วกว่าเดิมนับพันนับหมื่นเท่าเลยทีเดียว!
"เส้นชีพจรวิถียุทธ์ถูกทะลวงแล้ว ต่อไปก็ถึงคราวของการก่อเกิดทะเลปราณแล้วสินะ!" เฉินเฟิงคิดในใจ
ขอบเขตแรกของวิถียุทธ์คือขอบเขตทะลวงชีพจร เมื่อทะลวงเส้นชีพจรได้ครบทั้งหนึ่งร้อยแปดเส้น ก็จะสามารถรวบรวมพลังก่อเกิดเป็นทะเลปราณขึ้นมาที่จุดตันเถียน พลังปราณฟ้าดินทั้งหมดที่ไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรวิถียุทธ์จะไหลมารวมกันที่นี่และแปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณที่แท้จริง
นี่คือขอบเขตที่สองของวิถียุทธ์ ขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณ!
เฉินเฟิงนั่งขัดสมาธิและฝึกฝนต่อไป
...
อีกด้านหนึ่ง ภายในโรงประมูลหอระเริงสมบัติ
เจียงอินกำลังนั่งจิบชาและกินขนมเลิศรสที่ถังคูจัดเตรียมไว้อย่างสบายใจ
เนื่องจากนางเพิ่งแสดงป้ายประจำตัวอาจารย์แห่งสำนักศึกษาอวิ๋นไห่ให้ดู ตอนนี้นางจึงได้รับการยกย่องให้เป็นแขกวีไอพีของหอระเริงสมบัติ ย่อมได้รับการต้อนรับอย่างดีเลิศด้วยน้ำชาและอาหารชั้นยอด
"ไม่รู้ว่าป่านนี้ไอ้หมอนั่นกำลังทำอะไรอยู่"
เจียงอินเลิกคิ้วขึ้น เมื่อนึกถึงท่าทีที่เฉินเฟิงคอยจิกหัวใช้นางก่อนหน้านี้ นางก็รู้สึกโมโหจนควันออกหู นางกัดขนมตรงหน้าคำโตเพื่อระบายอารมณ์!
ไอ้หมอนั่น มันยังเป็นลูกผู้ชายอยู่ไหมเนี่ย
นางอุตส่าห์เป็นสาวงามล่มเมืองแท้ๆ แต่เขากลับไม่ไว้หน้านางเลย ช่างน่าเจ็บใจนัก!
"รอให้ข้ารักษาโรคหายก่อนเถอะ ข้าจะทุบเจ้าให้ตายคามือเลยคอยดู!"
เจียงอินเคี้ยวขนมตุ้ยๆ พร้อมกับคิดแค้นในใจ ความแค้นนี้นางต้องชำระให้จงได้
ตั้งแต่เกิดมานางยังไม่เคยโดนใครจิกหัวใช้แบบนี้มาก่อนเลย!
ตอนอยู่ในตระกูลเจียงแห่งเมืองหลวง ในฐานะคุณหนูตระกูลเจียง นางมีแต่ชี้นิ้วสั่งคนอื่น ใครจะกล้ามาสั่งนาง!
พอไปอยู่สำนักศึกษาอวิ๋นไห่ ด้วยฐานะอาจารย์ก็ยิ่งไม่มีใครกล้าสั่งนางเข้าไปใหญ่
แต่พอมาอยู่ตำบลหมานซานห่างไกลความเจริญแบบนี้ กลับโดนไอ้เด็กโง่ที่ยังไม่บรรลุขอบเขตก่อเกิดทะเลปราณจิกหัวใช้ซะได้ ศักดิ์ศรีของนางถูกเหยียบย่ำป่นปี้หมดแล้ว
ขณะที่เจียงอินกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่นั้น นอกประตู ถังคูในชุดสีแดงสดก็รีบเดินเข้ามาพร้อมกับชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่ง
"แม่นางเจียง ขออภัยที่ปล่อยให้รอนานเจ้าค่ะ!" ถังคูกล่าวขอโทษ
จากนั้นนางก็เริ่มแนะนำตัว "ท่านนี้คือท่านเว่ยโม่ นักปรุงยาที่ข้าเชิญมาจากเมืองเหยียนโดยเฉพาะเจ้าค่ะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น สายตาของเจียงอินก็ตวัดไปมองชายชราผมขาวโพลนผู้นั้น ชายชรามีใบหน้าซูบผอม เบ้าตาลึกโบ๋ เขาสวมชุดคลุมสีขาว ดูมีสง่าราศีราวกับเซียนผู้ทรงศีล แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเหมือนคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนและมีอายุขัยเหลือไม่มากนัก!
นอกจากนี้ บนหน้าอกของเขายังมีเข็มกลัดรูปหม้อต้มยาติดอยู่ด้วย
เจียงอินจำเข็มกลัดนี้ได้ มันคือสัญลักษณ์ของหอโอสถแห่งแคว้นหนิง นั่นหมายความว่าชายผู้นี้เป็นคนของหอโอสถ
หอโอสถเป็นหนึ่งในขุมกำลังระดับสูงสุดของแคว้นหนิง ก่อตั้งโดยหลินเฉาเกอผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นราชันโอสถ
"สวัสดีแม่นางเจียง ข้าชื่อเว่ยโม่ เป็นนักปรุงยาระดับสี่!" เว่ยโม่แย้มยิ้มกล่าวแนะนำตัว
[จบแล้ว]