- หน้าแรก
- จักรพรรดิกระบี่ไร้พ่าย สยบสุสานเทพ ทลายโลงศพเซียน
- บทที่ 5 - กายามรรคาโดยกำเนิด รากวิญญาณบรรพกาล
บทที่ 5 - กายามรรคาโดยกำเนิด รากวิญญาณบรรพกาล
บทที่ 5 - กายามรรคาโดยกำเนิด รากวิญญาณบรรพกาล
เฉินเฟิงเดินทางออกจากตระกูลเฉิน นอกจากพาเจียงอินมาด้วยแล้วเขายังพาบ่าวรับใช้อีกคนหนึ่งนามว่าเป่าเอ๋อร์มาด้วย
ในความทรงจำของร่างนี้ทั่วทั้งตระกูลเฉินนอกจากมารดาของเขาแล้วก็มีเพียงเป่าเอ๋อร์ที่ดีต่อเขามากที่สุด ในใจของเฉินเฟิงเป่าเอ๋อร์ก็คือพี่สาวและเป็นครอบครัวของเขา
เมื่อเฉินเฟิงออกจากตระกูลเฉินย่อมไม่มีทางทิ้งเป่าเอ๋อร์เอาไว้เบื้องหลัง
บนถนนสายหลัก เวลานี้ทั่วทั้งตำบลหมานซานกำลังตกอยู่ในความตื่นตะลึงครั้งใหญ่เนื่องจากการตื่นรู้กายาวิญญาณกระบี่ของเฉินเทียนหลาง
สายตาหลายคู่ต่างจับจ้องปรากฏการณ์บนท้องฟ้าด้วยความตกตะลึงและพากันถอนหายใจด้วยความทึ่ง
"ตระกูลเฉินกำลังจะผงาดขึ้นมาจริงๆ แล้วสิเนี่ย!"
"เมื่อมีเฉินเทียนหลาง ตระกูลเฉินคงจะได้ก้าวเข้าสู่เมืองหลวงและกลายเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ไม่เบาเลยทีเดียว!"
"ได้ยินมาว่าใต้เท้าเจ้านครกระบี่แห่งเมืองหลวงแคว้นหนิงก็เพราะตื่นรู้กายาวิญญาณกระบี่นี่แหละถึงได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและทะลวงเข้าสู่ขอบเขตราชันกระบี่ได้!"
"ดูท่าอีกไม่นานแคว้นหนิงคงจะให้กำเนิดราชันกระบี่ขึ้นมาอีกคนแล้วสินะ!"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังก้องไปทั่วทุกตรอกซอกซอยของตำบลหมานซาน
การตื่นรู้ของวิญญาณกระบี่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่เหนือธรรมดา เพราะรากวิญญาณกระบี่ในแคว้นหนิงนั้นหายากยิ่งนัก หากนับรวมเฉินเทียนหลางในตอนนี้ก็มีเพียงแค่สามคนเท่านั้น
"นายน้อย พวกเราจะไปที่ใดกันหรือเจ้าคะ" เป่าเอ๋อร์เงยหน้ามองเฉินเฟิงด้วยความสับสนมึนงง
การที่เฉินเฟิงยอมพานางหนีออกมาด้วยก่อนที่จะออกจากตระกูลเฉินทำให้เป่าเอ๋อร์รู้สึกซาบซึ้งใจมาก เพราะในสายตาของนาง เฉินเฟิงเห็นนางเป็นเหมือนคนในครอบครัวจริงๆ
"หาที่พักกันก่อนเถอะ!" เฉินเฟิงกล่าว
สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือการเร่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองโดยเร็วที่สุด มีเพียงการยกระดับความแข็งแกร่งเท่านั้นเขาจึงจะสามารถปกป้องตัวเองและเอาชีวิตรอดได้ แทนที่จะพึ่งพาผู้อื่นสู้ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาเองย่อมเป็นหนทางที่ถูกต้องที่สุด!
"บนตัวท่านมีเงินหรือไม่" เฉินเฟิงหันไปถามเจียงอิน
"ข้าพกเงินติดตัวมาไม่มาก มีแค่ไม่กี่สิบตำลึง แต่ข้ามีโอสถอยู่เยอะพอสมควร!" เจียงอินตอบ
เดิมทีโอสถพวกนี้นางตั้งใจจะนำมาใช้เป็นของชดเชยในการยกเลิกการหมั้นหมายกับตระกูลเฉิน แต่ตอนนี้ดูเหมือนเฉินเฟิงจะตัดขาดกับตระกูลเฉินอย่างสิ้นเชิงแล้ว ชั่วขณะนี้นางจึงไม่รู้ว่าควรจะมอบโอสถพวกนี้เป็นของชดเชยให้ตระกูลเฉินต่อไปดีหรือไม่!
"ไม่กี่สิบตำลึงก็พอแล้ว!" เฉินเฟิงพยักหน้า
จากนั้นทั้งสามคนก็ไปหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งและเปิดห้องพักสามห้องแยกกันอยู่คนละห้อง
"คอยคุ้มกันข้าอย่าให้ใครบุกรุกเข้ามาได้เด็ดขาด อีกอย่างระหว่างที่ข้าเก็บตัวฝึกวิชา หากข้าเรียกหาท่าน ท่านต้องปรากฏตัวทันที!" ก่อนจะเข้าห้องเฉินเฟิงหันไปมองเจียงอินและเอ่ยอย่างจริงจัง
"ได้ แต่เจ้าจะรักษาโรคให้ข้าเมื่อไหร่ล่ะ" เจียงอินถามกลับ
"รอข้าจัดการเรื่องของตัวเองเสร็จ ข้าจะรักษาให้ท่าน!" เฉินเฟิงตอบ
"เจ้า ..."
ดวงตางดงามของเจียงอินฉายแววเย็นชา นางเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว เฉินเฟิงตอบกำกวมแบบนี้ใครจะไปรู้ว่าเมื่อไหร่กัน หนึ่งเดือน หนึ่งปี หรือสิบปี หากเฉินเฟิงยังเอาตัวเองไม่รอดนางมิต้องคอยตามติดเขาไปตลอดเลยหรือไง
"ภายในสามเดือนข้าจะรักษาให้ท่าน หากท่านรอไม่ไหวก็เชิญจากไปได้ทุกเมื่อ ไม่มีใครรั้งท่านไว้หรอก!"
พูดจบเฉินเฟิงก็ไม่สนใจเจียงอินอีก เขาเดินเข้าห้องและปิดประตูดังปัง
"หวังว่าเจ้าจะพูดจริงนะ ไม่งั้นล่ะก็ ..." เจียงอินไม่ได้พูดต่อ แต่รังสีอำมหิตในแววตาของนางก็อธิบายทุกอย่างได้ชัดเจนแล้ว
หลังจากปิดประตูห้อง เฉินเฟิงก็เริ่มสำรวจสภาพร่างกายของตนเอง เขาพบว่าร่างกายในตอนนี้เรียกได้ว่าพิการเลยก็ว่าได้
นอกจากรากวิญญาณจะยุ่งเหยิงแล้ว เขายังไม่มีพื้นฐานวิถียุทธ์เลยแม้แต่น้อย
หากไม่ใช่เพราะเขามีประสบการณ์ด้านวิถียุทธ์จากชาติก่อนอย่างล้นเหลือและรู้วิธีดึงพลังแฝงในร่างกายมาใช้ เกรงว่าก่อนหน้านี้คงไม่สามารถสังหารเฉินซิวกับเฉินหลิงเสวี่ยได้ง่ายดายถึงเพียงนี้!
การจะฝึกฝนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรได้มีเงื่อนไขจำเป็นประการหนึ่ง นั่นก็คือต้องมีรากวิญญาณ เมื่อมีรากวิญญาณจึงจะสามารถดูดซับพลังปราณจากฟ้าดินมาขัดเกลาร่างกายและฝึกฝนได้
รากวิญญาณเป็นตัวกำหนดพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ของแต่ละบุคคล บางคนเกิดมาพร้อมรากวิญญาณบริสุทธิ์ความเร็วในการฝึกฝนย่อมรวดเร็ว ส่วนบางคนเกิดมาพร้อมรากวิญญาณยุ่งเหยิงความเร็วในการฝึกฝนก็จะเชื่องช้าเป็นพิเศษ
เฉกเช่นเดียวกับรากวิญญาณกระบี่ที่เฉินเทียนหลางเพิ่งตื่นรู้ เมื่อรากวิญญาณกระบี่ตื่นรู้ การหยั่งรู้ในวิถีกระบี่ก็จะรวดเร็วดุจเทพประทานพร
ดังนั้นผู้ที่ตื่นรู้กายาวิญญาณกระบี่ทุกคนล้วนประสบความสำเร็จในวิถีกระบี่อย่างงดงามโดยไม่มีข้อยกเว้น!
ส่วนร่างกายของเฉินเฟิงในตอนนี้มีรากวิญญาณยุ่งเหยิงปะปนกันครบทั้งห้าธาตุ เรียกได้ว่าเป็นระดับที่ห่วยแตกที่สุดแล้ว
"รากวิญญาณเบ็ดเตล็ดห้าธาตุงั้นหรือ!"
"คิดไม่ถึงเลยว่าข้าเกิดใหม่ทั้งทีจะมาเกิดในร่างที่มีรากวิญญาณเบ็ดเตล็ดห้าธาตุได้!"
เฉินเฟิงรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง
คิดถึงชาติก่อน เขามีรากวิญญาณบริสุทธิ์ผุดผ่อง พรสวรรค์ในการฝึกฝนราวกับสัตว์ประหลาดที่ไม่มีใครเทียบติด
มาชาตินี้กลับเหมือนโดนกรรมตามสนอง ดันได้รากวิญญาณเบ็ดเตล็ดห้าธาตุมาเสียอย่างนั้น
"ช่างเถอะๆ ถึงจะเป็นรากวิญญาณเบ็ดเตล็ดห้าธาตุ แต่สำหรับข้าแล้วต่อให้เป็นรากวิญญาณขยะข้าก็มีวิธีฝึกฝนจนกลายเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานได้ ขอเพียงมีคัมภีร์มิติว่างเปล่าเล่มนี้กอปรกับโอสถที่ข้าหลอมขึ้นมาเอง ข้าก็ยังสามารถกลับไปแดนเทพมายาได้ภายในสามสิบปีอยู่ดี!"
เฉินเฟิงกำหมัดแน่น ในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
"หืม ..."
ทันใดนั้นเฉินเฟิงก็คล้ายจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัยไม่แน่ใจมากยิ่งขึ้น
ผ่านไปเนิ่นนานเขาก็ชะงักไป พลังวิญญาณที่สั่งสมมาถึงสองชาติภพกลับมาสำรวจรากวิญญาณที่จุดตันเถียนของตนเองใหม่อีกครั้ง
ค่อยๆ ... สีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงสุดขีด ราวกับได้ค้นพบทวีปใหม่ก็มิปาน
"นี่มัน ..."
"นี่ไม่ใช่รากวิญญาณเบ็ดเตล็ดห้าธาตุ!"
"ธาตุทั้งห้าสมดุลกันอย่างสมบูรณ์แบบ ใช้กายดอกบัวเป็นฐาน ใช้ธาตุทั้งห้าเป็นใจกลางดอกบัว ก่อกำเนิดเป็นดอกบัวมรรคาแห่งความโกลาหล เป็นที่รักของพลังปราณมาแต่กำเนิด!"
"นี่คือ ... กายามรรคาโดยกำเนิดงั้นหรือ"
"รากวิญญาณของร่างกายนี้กลับเป็นกายามรรคาโดยกำเนิดเชียวหรือเนี่ย!"
ใบหน้าของเฉินเฟิงเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
กายามรรคาโดยกำเนิดคือร่างกายสุดยอดที่เข้าใกล้วิถีแห่งสวรรค์มากที่สุด เป็นที่สุดของที่สุด หายากยิ่งกว่ากายาเทวะเก้าหยางหรือรากวิญญาณโกลาหลในตำนานเสียอีก!
ไอ้รากวิญญาณกระบี่อะไรนั่นเมื่อเอามาเทียบกับกายามรรคาโดยกำเนิดนี้มันก็เป็นได้แค่เศษขยะเท่านั้นแหละ!
เมื่อหลายหมื่นปีก่อนเคยปรากฏยอดฝีมือที่ครอบครองกายามรรคาโดยกำเนิดเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ภายหลังเขาผู้นั้นได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งมหาจักรพรรดิและบรรลุมรรคาแห่งดวงดาวจนกลายเป็นมหาจักรพรรดิมรรคาโดยกำเนิด
"มิน่าล่ะถึงได้กลายเป็นคนโง่ กายามรรคาโดยกำเนิดเป็นร่างกายระดับบรรพกาลที่สวรรค์ไม่อาจยอมรับได้ คนทั่วไปย่อมไม่อาจแบกรับโชควาสนาอันยิ่งใหญ่นี้ไหว กลายเป็นคนโง่ก็เป็นเรื่องปกติ!"
"คิดไม่ถึงเลยว่า ข้าจะส้มหล่นได้ของดีชิ้นใหญ่ขนาดนี้!"
ลมหายใจของเฉินเฟิงเริ่มถี่กระชั้นขึ้น แม้เขาจะเป็นถึงผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยผงาดอยู่ทั่วแดนเทพมายาในชาติก่อนก็ยังไม่อาจระงับความตื่นเต้นในใจได้
กายามรรคาโดยกำเนิดนี้สำหรับเขาแล้วมันคือพรจากสวรรค์ชัดๆ!
เมื่อมีกายามรรคาโดยกำเนิดผสานกับคัมภีร์มิติว่างเปล่าและวิชาปรุงยาที่เขามี เขาไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึงสามสิบปีเลยด้วยซ้ำ
ขอเพียงแค่สิบปี เขาก็สามารถหวนคืนสู่แดนเทพมายาได้แล้ว!
"น่าเสียดาย รากวิญญาณนี้ได้รับความบอบช้ำอย่างหนักสินะ"
จากการถูกทารุณกรรมมานานนับปี รากวิญญาณในร่างกายของเฉินเฟิงก็ไม่อาจหลีกหนีเคราะห์กรรมนี้พ้นเช่นกัน
ทั้งตะขาบ หนอนศพ ยาพิษ และการทรมานอย่างโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมสารพัดวิธี ล้วนทำให้รากวิญญาณนี้บอบช้ำมานานแล้ว!
"รอให้ข้ายกระดับพลังขึ้นมาได้ก่อนเถอะ สิ่งแรกที่ข้าจะทำคือไปสับพวกสวะอย่างพวกแกให้เป็นชิ้นๆ!" ดวงตาของเฉินเฟิงฉายแววสังหารเย็นเยียบ
"ตอนนี้ข้าต้องหาวิธีหลอมโอสถมาฟื้นฟูรากวิญญาณนี้ก่อน!"
แม้รากวิญญาณที่บอบช้ำจะเป็นบาดแผลฉกรรจ์สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป แต่สำหรับเฉินเฟิงแล้วมันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมายนัก
ในชาติก่อนนอกจากเขาจะมีความสำเร็จด้านวิถีกระบี่ที่น่าทึ่งแล้ว ในด้านวิถีแห่งโอสถเขาก็เชี่ยวชาญถึงขั้นบรรลุจุดสูงสุดเช่นเดียวกัน!
ขอเพียงแค่หลอมโอสถฟื้นฟูวิญญาณขึ้นมาได้ รากวิญญาณของเขาก็จะกลับมาสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว
"เจียงอิน เข้ามานี่!" จู่ๆ เฉินเฟิงก็ตะโกนลั่น
ไม่ถึงสิบวินาทีเจียงอินก็เปิดประตูห้องของเฉินเฟิง ใบหน้าของนางเย็นชาปานน้ำแข็ง นางรู้สึกว่าเฉินเฟิงช่างไม่เกรงใจกันบ้างเลย อย่างน้อยนางก็เป็นถึงอาจารย์แห่งสำนักศึกษาอวิ๋นไห่ แต่ตอนนี้กลับถูกเขาใช้งานเยี่ยงทาส เขาเห็นนางเป็นสาวใช้หรืออย่างไร
แม้ในใจจะไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง แต่เจียงอินก็ยังคงถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา "มีเรื่องอะไร"
"ไปซื้อสมุนไพรมาให้ข้าที ข้าต้องการรากแก่นไม้ หญ้าฟื้นฟูสีคราม ผลหยกสีชาด ใบต้นไม้สมุนไพรร้อยปี รากคืนวิญญาณ รากเมฆาจันทน์หอม หญ้าเหมันต์สวรรค์ แล้วก็ผลหยกวิญญาณอัคคีสองผล!" เฉินเฟิงร่ายยาว
"สมุนไพรที่เจ้าพูดมาล้วนราคาแพงหูฉี่ ข้ามีเงินติดตัวแค่ไม่กี่สิบตำลึง ซื้อไม่ไหวหรอก!" เจียงอินกล่าว
รากแก่นไม้กับหญ้าฟื้นฟูสีครามยังพอว่า แต่ผลหยกวิญญาณอัคคีสองผลราคาไม่ใช่ถูกๆ เลยนะ ผลหยกวิญญาณอัคคีเติบโตอยู่บนลาวา ดำรงชีวิตด้วยการดูดซับแก่นแท้แห่งอัคคี เป็นสมุนไพรวิญญาณล้ำค่าที่หาพบได้ยากยิ่ง แค่ผลเดียวก็มีราคาสูงถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงินแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหามาถึงสองผล
"ท่านไปเอาพู่กันกับกระดาษมาให้ข้า!" เฉินเฟิงตอบกลับ
"เจ้า ..." เจียงอินแทบคลั่ง นี่เขาเห็นนางเป็นสาวใช้คอยรับใช้จริงๆ สินะ
"รอเดี๋ยว!" เจียงอินสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าออกจากห้องไปด้วยความโมโห
ครู่ต่อมานางก็ถือพู่กันกับกระดาษกลับเข้ามา ที่นี่คือโรงเตี๊ยม การหาพู่กันกับกระดาษสักชุดไม่ใช่เรื่องยากอะไร
เมื่อได้พู่กันกับกระดาษมาแล้ว เฉินเฟิงก็จรดพู่กันเขียนชื่อสมุนไพรหลายชนิดอย่างคล่องแคล่ว แม้กระทั่งขั้นตอนการหลอมก็ยังเขียนอธิบายไว้จนหมดสิ้น จากนั้นเขาจึงยื่นมันให้กับเจียงอิน
"นี่คืออะไร" เจียงอินถามด้วยความสงสัย
เฉินเฟิงไม่ได้ตอบ
เจียงอินรับมาดูแล้วก็ต้องตกตะลึง นี่มันคือสูตรโอสถงั้นหรือ
ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของสมุนไพรที่ใช้หลอม การควบคุมไฟ หรือแม้กระทั่งเคล็ดวิชาการหลอมต่างๆ ล้วนถูกเขียนไว้บนกระดาษอย่างชัดเจนและละเอียดละออ แถมด้านล่างยังระบุชื่อโอสถและระดับขั้นเอาไว้อีกด้วย
"สูตรโอสถใบนี้ อย่างน้อยก็พอจะแลกเงินให้ท่านได้สักหมื่นตำลึงล่ะนะ!" เฉินเฟิงกล่าว
"เจ้าไปเอาสูตรโอสถนี้มาจากไหน" เจียงอินมองเฉินเฟิงด้วยความเหลือเชื่อ
จู่ๆ ก็เขียนสูตรโอสถออกมาได้อย่างง่ายดาย แถมยังเป็นสูตรโอสถระดับสี่เสียด้วย ไอ้เด็กนี่ไปรู้จักสูตรโอสถพวกนี้ได้ยังไงกัน
อีกอย่างต่อให้เป็นนักปรุงยาพวกเขาก็ยังหวงแหนสูตรโอสถยิ่งกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก ใครจะยอมเอาสูตรโอสถของตัวเองออกมาขายกันง่ายๆ
แต่ตอนนี้เฉินเฟิงกลับทำเช่นนั้นจริงๆ!
การเอาสูตรโอสถออกมาขายอย่างใจกว้างเช่นนี้ มันช่างเป็นการเอาของล้ำค่ามาทิ้งขว้างชัดๆ!
"เรื่องของข้าท่านไม่ต้องมายุ่ง ท่านแค่ทำตามที่ข้าบอกก็พอ!" เฉินเฟิงกล่าวเสียงเย็น
เจียงอินขบกรามแน่น ไอ้เด็กนี่มันไม่ให้เกียรตินางเลยสักนิด นางไม่เพียงแต่เป็นอาจารย์แห่งสำนักศึกษาอวิ๋นไห่เท่านั้น แต่นางยังเป็นสาวงามหนึ่งในหมื่นที่หาตัวจับยาก มีคนตามจีบนางยาวเป็นหางว่าว แต่ในสายตาของเฉินเฟิงเขากลับมองข้ามความงามของนางไปเสียดื้อๆ แถมยังกล้ามาสั่งใช้งานนางราวกับเป็นคนรับใช้อีก
"รีบไปสิ!" เฉินเฟิงตวาด
เจียงอินกำสูตรโอสถแน่น นางถลึงตาใส่เฉินเฟิงด้วยความโกรธจัดแล้วสะบัดหน้าเดินออกจากห้องไป
บัดซบเอ๊ย ถ้าไม่ใช่เพราะชีวิตข้าอยู่ในกำมือของเจ้าล่ะก็ แม่จะจับเจ้ากดลงกับพื้นแล้วกระทืบให้จมดินเลยคอยดู!
แม้ในใจจะโกรธเกรี้ยว ทว่าลึกๆ แล้วเจียงอินกลับรู้สึกสงสัยไม่แน่ใจนัก
ไอ้เด็กนี่มันเป็นใครมาจากไหนกันแน่
การที่เขาโยนสูตรโอสถระดับสี่ออกมาได้ง่ายๆ ก็แสดงว่าเฉินเฟิงไม่ได้แยแสสูตรโอสถใบนี้เลย เผลอๆ เขาอาจจะเห็นมันเป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่งด้วยซ้ำ ถึงได้ใจกว้างไม่เสียดายเลยสักนิด
แต่ในมุมมองของเจียงอิน นี่คือสูตรโอสถระดับสี่เชียวนะ หากหลุดรอดออกไปรับรองว่าจะต้องเกิดการแย่งชิงจนเลือดตกยางออกแน่นอน
ต้องเข้าใจก่อนว่าทั่วทั้งแคว้นหนิง ผู้ที่สามารถก้าวขึ้นเป็นนักปรุงยาระดับสี่ได้นั้นมีไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ คนเหล่านี้ล้วนเป็นปรมาจารย์ด้านการปรุงยาที่มีชื่อเสียงโด่งดัง หากพวกเขามาเห็นเฉินเฟิงเอาของล้ำค่ามาทิ้งขว้างแบบนี้ คงได้อกแตกตายกันพอดี
"ไม่รู้ว่าสูตรโอสถใบนี้เป็นของจริงหรือของปลอม ถ้าไอ้เด็กนี่กล้าเอาสูตรปลอมมาหลอกข้าล่ะก็ ข้าจะสับมันให้เละเลยคอยดู!" เจียงอินคิดในใจอย่างเคียดแค้น ใบหน้าของนางดำทะมึน
ในตำบลหมานซานก็มีสถานที่ประมูลตั้งอยู่เช่นกัน มีชื่อว่าหอระเริงสมบัติ
หอระเริงสมบัติคือขุมกำลังระดับยักษ์ใหญ่ของแคว้นหนิง มีกิจการในเครือมากมายนับไม่ถ้วน ร่ำรวยมหาศาลจนแทบจะซื้อประเทศได้ แม้แต่ราชวงศ์ก็ยังต้องเกรงใจพวกเขาถึงสามส่วน หอระเริงสมบัติมีสาขาตั้งอยู่ทั่วทุกหนแห่งในแคว้นหนิง แม้แต่ตำบลเล็กๆ ห่างไกลอย่างหมานซานก็ไม่มีข้อยกเว้น
ไม่กี่นาทีต่อมา เจียงอินก็ก้าวเข้าไปในโรงประมูลของหอระเริงสมบัติ หญิงสาวสวมชุดสีแดงสดผู้หนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับทันที
เรียวขาขาวเนียนไร้ที่ติโผล่พ้นชายกระโปรงออกมาให้เห็น ดูเรียวยาวและนวลเนียน เป็นจุดดึงดูดสายตาผู้คนได้อย่างดีเยี่ยม ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบา เครื่องหน้างดงามไร้ที่ติ ยั่วยวนมีเสน่ห์ นัยน์ตาสวยหวานหยดย้อยชวนหลงใหล เพียงแค่สบตาก็ราวกับจะถูกดูดกลืนจิตวิญญาณเข้าไป เรียกได้ว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองอย่างแท้จริง
"แม่นางท่านนี้ ต้องการซื้อสิ่งใดหรือเจ้าคะ"
หญิงสาวผู้นี้มีนามว่าถังคู เป็นผู้จัดการของหอระเริงสมบัติแห่งนี้
"ข้าต้องการประมูลสูตรโอสถ!" เจียงอินกล่าว
"โอ๊ะ" ถังคูมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย การนำสูตรโอสถมาประมูลเป็นเรื่องที่หาดูได้ยากมากในโรงประมูล เพราะบรรดานักปรุงยาต่างก็หวงสูตรของตัวเองราวกับจงอางหวงไข่ แทบจะอยากเก็บไว้คนเดียว ใครจะยอมเอาออกมาประมูลกันเล่า
"ไม่ทราบว่าเป็นสูตรระดับใดหรือเจ้าคะ" ถังคูถามพร้อมรอยยิ้ม
"เอ่อ สูตรโอสถระดับสี่!" เจียงอินตอบเสียงอ่อย เพราะได้สูตรมาง่ายเกินไปนางเลยเริ่มไม่ค่อยมั่นใจนัก!
เมื่อได้ยินดังนั้น ถังคูก็เลิกคิ้วขึ้น ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือไม่เชื่อเด็ดขาด นักปรุงยาสติฟั่นเฟือนคนไหนกันจะเอาสูตรโอสถระดับสี่ออกมาประมูลแบบนี้
"แม่นาง ท่านตั้งใจมาก่อกวนใช่หรือไม่เจ้าคะ"
ถังคูมองสำรวจเจียงอินตั้งแต่หัวจรดเท้า ยิ่งเมื่อเห็นการแต่งกายของนาง ใบหน้าของถังคูก็ยิ่งจริงจังมากขึ้น เพราะนางสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังปราณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากตัวเจียงอิน คลื่นพลังนี้บ่งบอกว่านางอยู่ในขอบเขตก่อรูปกายาขั้นสูงสุดแล้ว
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อ เจียงอินก็จนปัญญา นางจึงล้วงป้ายคำสั่งออกมาจากอกเสื้อแล้วกล่าวว่า "ข้าชื่อเจียงอิน เป็นอาจารย์แห่งสำนักศึกษาอวิ๋นไห่ ข้าขอพบนักปรุงยาที่มีระดับสูงสุดของที่นี่!"
ตอนแรกถังคูยังคงสงสัย แต่เมื่อเจียงอินบอกชื่อแซ่ของตนเองพร้อมกับหยิบป้ายประจำตัวอาจารย์ของสำนักศึกษาอวิ๋นไห่ออกมา สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที
ร่างอรชรสั่นสะท้านเล็กน้อย ท่าทีของนางเปลี่ยนเป็นเคารพนบนอบ หรืออาจจะถึงขั้นยำเกรงเลยทีเดียว
"โปรดรอสักครู่เจ้าค่ะ ข้าจะรีบติดต่อนักปรุงยาจากเมืองเหยียนและจะรีบให้คำตอบท่านโดยเร็วที่สุดเจ้าค่ะ!"
[จบแล้ว]