เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 - เอาจริงแล้ว

บทที่ 23 - เอาจริงแล้ว

บทที่ 23 - เอาจริงแล้ว


บทที่ 23 - เอาจริงแล้ว

“มาซาสนั่นหล่อดีนะ สูสีกับนายเลย” หวังเจิ้งหัวเราะ

เซี่ยอวี่ซินทั้งขำทั้งเครียด “มาซาสมีสิทธิ์เข้าโรงเรียนการทหารที่ดีที่สุดของอัสลานโดยไม่ต้องสอบ แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงเลือกมาที่นี่ ฉันได้รับข่าวเป็นคนแรกจนยังสงสัยเลยว่าฟังผิดหรือเปล่า”

“เจ้าหน้าขาวนั่นเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ?” หวังเจิ้งถามด้วยความอยากรู้

เซี่ยอวี่ซินมองหวังเจิ้ง “มองไม่ออกเลยว่านายน่ะฝีมือดีขนาดนี้”

“โธ่ นายคิดว่าพี่น่ะออกกำลังกายทุกวันไปเพื่ออะไรล่ะ ข้างใต้นี่กล้ามเนื้อทั้งนั้น!” หวังเจิ้งพูดล้อเล่น

ข่าวความวุ่นวายในครั้งนี้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว นักเรียนโควตาพิเศษที่เพิ่งมาใหม่ทั้งสองคนนี้ไม่ใช่คนที่จะเคี้ยวได้ง่าย ๆ เลย โดยเฉพาะคาร์ลูที่เพิ่งจะมาถึงก็ลงมือซัดรุ่นพี่จนร่วงไปแล้ว

การลงมือในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความดิบเถื่อนของคาร์ลู ชาวดาวอังคารนั้นมักจะเคารพผู้ที่แข็งแกร่งเสมอ แต่สำหรับผู้อ่อนแอ... ชีวิตคงจะลำบากหน่อย

กูเต๋อได้รับข่าวเป็นคนแรกอย่างแน่นอน แต่ทว่าความเห็นของบรรดาผู้บริหารโรงเรียนกลับไม่ค่อยลงรอยกันนัก

“ท่านครูใหญ่ คาร์ลูคนนี้หมิ่นเกียรติวิทยาลัยการทหารเทพสงคราม ทำร้ายรุ่นพี่ ควรต้องลงโทษอย่างหนัก ไม่งั้นต่อไปคงคุมไม่อยู่!”

“ฉันก็เห็นด้วย นักเรียนแบบนี้ถ้าไม่ดัดนิสัยเสียบ้างคงไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”

“ยังไงก็ต้องมีการลงโทษ!” บรรดาอาจารย์ต่างพากันแสดงความเห็นอย่างดุเดือด

ขณะนั้นเซียวเฟยกำลังเล่นเกมตารางมิติเพื่อฝึกฝนความสามารถด้านมิติสัมพันธ์อยู่

“ฉันว่าพวกคุณว่างเกินไปหรือเปล่า ไม่มีอะไรทำก็แยกย้ายกันไปเถอะ!” เซียวเฟยพูดไปเล่นไป ทำให้ทั้งห้องประชุมเงียบกริบลงทันที

“หึๆ ดร. เซียวเฟย คุณมีความคิดเห็นยังไงบ้าง?” กูเต๋อถามยิ้มๆ

“วิทยาลัยการทหารเทพสงครามตอนนี้มันห่วยจริงๆ นั่นแหละ เขาพูดผิดที่ไหนล่ะ คนกลุ่มหนึ่งรุมคนเดียว พอแพ้แล้วยังจะมีหน้ามาฟ้องอีก นักเรียนแบบนี้ไล่ออกไปให้หมดเถอะ น่าอายเปล่าๆ มิน่าล่ะอันดับกองทัพโลกถึงต่ำลงเรื่อยๆ” เซียวเฟยพูดอย่างไม่เกรงใจและเหมารวมทุกคนไปจนถึงครูใหญ่ แต่ครูใหญ่กลับยังคงยิ้มได้

“ดร. เซียวเฟย คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาลัยเรานะ จะพูดแบบนั้นไม่ได้ ในฐานะนักศึกษาของที่นี่ควรจะ...” หัวหน้าฝ่ายปกครองจงเหลียงค่อยๆ พูดขึ้น

เซียวเฟยโบกมือขัดจังหวะทันที “นี่ท่านหัวหน้าจง คุณตื่นได้แล้วมั้ง คุณคิดว่าเขาแคร์เหรอ โรงเรียนอยากให้นักเรียนเคารพ ก็ต้องมีจุดที่น่าเคารพสิ อย่าเอาแต่อ้างตำนานเก่าๆ เลย ตอนนั้นเขายังไม่เกิดด้วยซ้ำ!”

จงเหลียงโกรธจนแทบกระอักเลือดที่ถูกอาจารย์ซึ่งอายุน้อยกว่ามากต่อว่าเอาเช่นนี้ แต่ยัยเด็กคนนี้ดันเป็นตัวชูโรงของวิทยาลัย

“หึๆ ทั้งสองคนใจเย็นๆ ก่อนนะ ผมคิดว่าสิ่งที่ดร. เซียวเฟยพูดมีเหตุผล พวกเราจะจมปลักอยู่กับเกียรติยศเก่าๆ ไม่ได้ การปิดหูปิดตาตัวเองมันไม่มีประโยชน์ ครั้งนี้ผมไปเยี่ยมชมวิทยาลัยทหารมาหลายสิบแห่ง ทุกที่กำลังปฏิรูป เราล้าหลังไปแล้ว ต้องรีบตามให้ทัน เริ่มจากการฝึกทหารครั้งนี้ จะต้องใช้หลักสูตรของทหารประจำการรุ่นอัพเกรด นักศึกษาวิลัยการทหารเทพสงครามในอนาคตต้องเป็นเสาหลักของกองทัพ พวกเขาควรถูกตั้งมาตรฐานให้สูงขึ้น!”

กูเต๋ออาศัยคำพูดของเซียวเฟยตัดสินใจเรื่องนี้ทันที เขาต้องเข้มงวดขึ้น เขาไม่คิดว่านักเรียนโลกจะด้อยกว่า เพียงแต่ขาดจิตวิญญาณบางอย่าง และจิตวิญญาณนี้โรงเรียนต้องเป็นคนขุดมันออกมา!

การกระทำของคาร์ลูอาจจะไม่ถูก แต่คนป่วยหนักต้องใช้ยาแรง ตอนนี้วิทยาลัยการทหารเทพสงครามต้องการคนแบบคาร์ลูมาปลุกความฮึกเหิมและศักดิ์ศรีของนักเรียนขึ้นมาจริงๆ

“อ๊ะ พวกคุณคุยกันเถอะ ฉันเกือบลืมไปเลยว่ามีธุระ พวกคุณจิบชาคุยกันต่อตามสบายนะ” เซียวเฟยรีบเดินจากไป ทิ้งให้อาจารย์กลุ่มใหญ่มองหน้ากัน ภายในโรงเรียนเองก็มีการแบ่งออกเป็นฝ่ายปฏิรูปและฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งการปฏิรูปมักจะส่งผลกระทบต่อประเพณีและผลประโยชน์เสมอ กูเต๋อรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

แต่ถ้าไม่ทำ เกียรติยศของวิทยาลัยการทหารเทพสงครามจะสูญสิ้นไปจริงๆ นอกจากความจริงที่ว่ามนุษยชาติมีต้นกำเนิดมาจากโลกแล้ว จะยังหลงเหลืออะไรอยู่อีก?

เขาจะใช้ระดับที่สูงส่งของมาซาสและคาร์ลูมาปลุกนักเรียนเหล่านี้ เขาเชื่อว่าในเมื่อโลกเป็นจุดกำเนิดของมนุษยชาติ ย่อมต้องมีบางสิ่งที่สถานที่อื่นไม่สามารถทดแทนได้

นี่คือศรัทธาที่เขายึดมั่นมาโดยตลอด!

หวังเจิ้งมาถึง "วิหาร" ของเซียวเฟย ที่ถูกเรียกว่าวิหารก็เพราะห้องปฏิบัติการภาควิชาฟิสิกส์เป็นสถานที่ที่หรูหราและมีราคาแพงที่สุดในโรงเรียน

ห้องปฏิบัติการยังคงปิดอยู่ หวังเจิ้งรออยู่ครึ่งชั่วโมง เซียวเฟยถึงจะมาถึง

พอเห็นหวังเจิ้ง เซียวเฟยก็อารมณ์ดีขึ้นมาก เธอมองหวังเจิ้งตั้งแต่หัวจรดเท้าจนหวังเจิ้งรู้สึกขนลุก “ด็อกเตอร์ มีธุระอะไรกับผมครับ”

“มา เดี๋ยวฉันจะพาไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมก่อน ต่อไปนายต้องเป็นผู้ช่วยของฉัน ก็ควรจะรู้จักถิ่นของตัวเองไว้บ้าง” เซียวเฟยพูดอย่างภูมิใจ ต้องบอกว่าหลายครั้งนิสัยของเธอยังเหมือนเด็กๆ อยู่... เพราะจริงๆ เธอก็ไม่ได้อายุมากนัก

แม้หวังเจิ้งจะเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังอึ้งกับความอลังการของห้องปฏิบัติการ

“นี่คือเครื่องตรวจจับอนุภาคทั้งหมด อยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น ทั้งโลกมีเครื่องนี้เครื่องเดียว!” เซียวเฟยพูดอย่างภูมิใจมาก “ตามฉันมา รับรองว่าได้กินดีอยู่ดีแน่นอน!”

หวังเจิ้งปาดเหงื่อ... ทำไมด็อกเตอร์ถึงให้ความรู้สึกเหมือนกำลังล่อลวงเด็กน้อยยังไงชอบกล

“ด็อกเตอร์ครับ ผมเป็นแค่นักศึกษาปีหนึ่ง ของพวกนี้มันสูงส่งเกินไปสำหรับผม ผมไม่เข้าใจเลยสักนิดครับ”

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะสอนนายเอง ด้วยพรสวรรค์ของนาย เรียนรู้ได้ไม่ยากหรอก ฟิสิกส์คือวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ แล้วนายจะตกหลุมรักมัน” ดวงตาของเซียวเฟยทอประกายเจิดจ้า เธอเป็นอัจฉริยะที่จมดิ่งอยู่ในโลกฟิสิกส์ แต่หวังเจิ้งกลับอยากจะเผ่นหนีไปเสียแล้ว ทว่าในตอนนี้เขายังต้องทนต่อไป

“ด็อกเตอร์ครับ จางซานรูมเมทของผมมีพรสวรรค์มากเลยนะ ให้เขามาเป็นผู้ช่วยแทนได้ไหม?” หวังเจิ้งถาม ด้วยคุณสมบัติของจางซานน่าจะเพียงพอแล้ว

“เจ้านั่นเหรอ ก็พอใช้ได้นะ แต่นายดีกว่า” เมื่อเห็นสายตาอันร้อนแรงของเซียวเฟย หวังเจิ้งก็รู้สึกเวียนหัว หากเธออายุมากกว่านี้อีกสักนิดก็คงดี แต่นี่อายุกลับไม่ต่างกันมากนัก

หลังจากถูกเซียวเฟยลากไปแนะนำโน่นนี่อยู่พักใหญ่ถึงได้ปลีกตัวออกมาได้ เห็นได้ชัดว่าเซียวเฟยดีใจมากที่หาคนที่คุยเรื่องเดียวกันได้

"ในโลกแห่งวิทยาศาสตร์ย่อมมีความโดดเดี่ยว การสอนคนอื่นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การหาคนที่สื่อสารกันได้อย่างเข้าใจนั้นเป็นสิ่งที่หายากยิ่ง เซียวเฟยเองก็นึกไม่ถึงว่านักเรียนมัธยมคนหนึ่งจะมีความเข้าใจได้ถึงเพียงนี้

มุมมองที่โดดเด่นและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล นี่คือศักยภาพของการเป็นนักฟิสิกส์ที่ยอดเยี่ยม ไม่แปลกใจเลยที่เซียวเฟยจะกระตือรือร้นถึงเพียงนี้

วันที่สองของการเปิดเรียนผ่านไปท่ามกลางความคึกคัก และแล้วการฝึกทหารก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

การฝึกทหารแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือระดับของคณะการทหาร และอีกส่วนคือระดับของคณะอื่นๆ ซึ่งส่วนแรกจะยากกว่ามาก แต่นักศึกษาสามารถเลือกเองได้

หวังเจิ้งเลือกส่วนแรกโดยไม่ลังเล และที่น่าประหลาดใจคือเขาไม่ใช่เพียงคนเดียว จางซานก็เลือกแบบเดียวกัน

"

วันนั้นนักศึกษาถูกลำเลียงไปยังเขตรอยต่อชานเมือง ฐานที่มั่นของกองทัพซ่างจิง เมื่อก่อนมักจะเชิญครูฝึกมาที่โรงเรียนพอเป็นพิธี แต่ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าต่างออกไป แต่นักศึกษาส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัวและรู้สึกเหมือนมาทัศนศึกษากับเพื่อนใหม่

เมื่อเปลี่ยนเป็นชุดสนามแบบเรียบง่าย ของใช้ส่วนตัวทั้งหมดถูกเก็บรักษาไว้จนกว่าการฝึกจะจบ หอพักเป็นเพียงเตียงไม้กระดานเรียบๆ และห้องหนึ่งอยู่รวมกันนับร้อยคน ให้ความรู้สึกเหมือนนำโกดังมาดัดแปลงเป็นหอพักชั่วคราว

หลายคนบ่นโอดครวญ เสียงบ่นดังขึ้นไม่ขาดสาย หวังเจิ้งกับจางซานหาที่นั่งได้อย่างสงบนิ่ง ทั้งคู่มองหน้ากัน

“นึกไม่ถึงว่านายจะเลือกฝึกกับคณะหุ่นรบเหมือนกัน”

“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันอยากสอบเข้าคณะหุ่นรบ แล้วนายล่ะ?”

“สมองที่ชาญฉลาดต้องคู่กับร่างกายที่แข็งแกร่งสมบูรณ์แบบสิถึงจะยอดเยี่ยม อีกอย่างระดับของคณะหุ่นรบก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหนาหรอก” จางซานพูดอย่างทนงตน

ด้วยรูปร่างและความแข็งแรงของเขา เขามีต้นทุนที่จะทะนงตัวแบบนั้นได้จริงๆ

ทั้งคู่คุยกันไม่มากนัก กิจวัตรประจำวันก็เป็นระเบียบ ถึงเวลาก็เข้านอน ส่วนคนอื่นๆ ยังคงพูดคุยบ่นไปเรื่อยๆ เหมือนงานสังสรรค์ บางคนถึงขั้นใช้ระบบสื่อสารอวกาศเล่นเกมแข่งกัน

จางซานคิดว่าตัวเองมีสมาธิแน่วแน่แล้ว แต่เสียงดังขนาดนี้เขากลับนอนไม่หลับ ทว่าพอหันไปมอง เขากลับพบว่าหวังเจิ้งที่อยู่ข้างๆ ได้เข้าสู่ห้วงนิทราอย่างสงบไปแล้ว

ระดับนี้สำหรับหวังเจิ้งถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ตอนที่เหนื่อยจัดๆ ยืนหลับยังทำได้สบาย นับประสาอะไรกับแค่เสียงหนวกหูเล็กน้อยแบบนี้

ในอีกที่หนึ่ง เฉินซิ่วและเหยาไอ้หลุนบ่นกันไม่หยุด สำหรับพวกสายปัญญาบริสุทธิ์แล้ว พวกเขาไม่ชินกับสภาพแบบนี้จริงๆ

“ไม่รู้หวังเจิ้งกับจางซานคิดอะไรอยู่ เป็นผู้มีปัญญาแท้ๆ แต่ดันไปคลุกคลีกับพวกที่ใช้แต่กำลัง” เหยาไอ้หลุนกล่าว

“พี่ไอ้หลุน จริงๆ แล้วจางซานเขาก็กำลังมหาศาลนะครับ” เฉินซิ่วเสริม

ทางด้านนักศึกษาคณะฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ต่างตกอยู่ในอีกสภาพหนึ่ง ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาทำเรื่องของตัวเอง ถึงจะคุยกันก็เป็นเพียงการกระซิบกระซาบ ต่างคนต่างจมอยู่ในโลกของตัวเอง

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การฝึกทหารของมหาวิทยาลัยก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ตีหนึ่งตรง เสียงกริ่งดังสนั่นแสบแก้วหู ประตูถูกถีบเปิดออก ทุกคนต่างมองทหารที่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยความมึนงง

“ฉันคือโรยุน ครูฝึกของพวกเธอ ให้เวลาห้านาทีไปรวมตัวกันที่สนามหญ้า”

“เฮ้ย เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า นี่มันกี่โมงกี่ยามกัน!”

“ฉันยังนอนไม่พอเลย นี่ฝึกทหารหรือทารุณคนกันแน่ เชื่อไหมฉันจะฟ้องนาย!”

โรยุนยิ้มเล็กน้อย “ใครก็ตามที่ผลการฝึกทหารไม่ผ่าน จะถูกไล่ออกทันที เชื่อว่าในใบแจ้งผลการเรียนคงมีบอกไว้แล้ว ตอนนี้เหลือเวลาอีกสี่นาทีสิบสองวินาที”

พูดจบโรยุนก็หันหลังเดินจากไป คนในห้องเริ่มได้สติกลับคืนมาบ้าง

ความจริงตอนที่โรยุนพูดจบ หวังเจิ้งก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จางซานที่อยู่ข้างๆ ก็รวดเร็วมากเช่นกัน ดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้

ทั้งคู่เดินออกไปเป็นกลุ่มแรก

“ดูเหมือนครั้งนี้กูเต๋อจะเอาจริงแล้วแฮะ” จางซานหัวเราะ

ที่สนามหญ้า พวกเขาไม่ใช่กลุ่มที่มาถึงเร็วที่สุด มาซาส คาร์ลู และเซี่ยอวี่ซินมาถึงก่อนแล้ว

หวังเจิ้งและจางซานเข้าแถว นักศึกษาเริ่มทยอยเดินออกมาเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามพวกคณะหุ่นรบและคณะบัญชาการต่างเตรียมใจไว้บ้างแล้ว แม้ปากจะบ่นไปแต่การกระทำกลับไม่กล้าชะล่าใจ

รอบๆ ยังมีทหารอีกสิบกว่านายกำลังจดชื่อคนที่มาช้า

เมื่อทุกคนมาครบ ใช้เวลาประมาณสิบนาที

“ทุกคนที่มาช้า กลับหลังหัน วิ่งหนึ่งหมื่นเมตร!”

ทันทีที่มีคนแสดงความไม่พอใจ โรยุนก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ใครที่มีข้อสงสัย สามารถลาออกได้ทันที ไม่มีใครบังคับ ที่นี่คือกองทัพ ทุกอย่างต้องปฏิบัติตามกฎอัยการศึก!”

มุมปากของคาร์ลูยกยิ้มขึ้น นี่มันก็แค่ลูกไม้อนุบาลเท่านั้นเอง

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 23 - เอาจริงแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว