- หน้าแรก
- พระราชวังแห่งต้าเว่ย
- บทที่ 25: หอวารีภิรมย์ (ตอนที่ 2)
บทที่ 25: หอวารีภิรมย์ (ตอนที่ 2)
บทที่ 25: หอวารีภิรมย์ (ตอนที่ 2)
บทที่ 25: หอวารีภิรมย์ (ตอนที่ 2)
ในขณะนั้นเอง เด็กรับใช้ด้านหน้าหอวารีภิรมย์สังเกตเห็นกลุ่มของจ้าวหงรุ่นทั้งสี่คนจึงรีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พลางเชิญพวกเขาเข้าไปด้านใน
คนทำงานสายงานนี้มักจะมีสายตาที่เฉียบแหลมที่สุด แม้ว่าเครื่องแต่งกายของจ้าวหงรุ่นจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา แต่ทว่าเขาคือองค์ชายที่พำนักอยู่ในวังลึกมาแต่กำเนิด ทุกท่วงท่ากิริยาจึงแฝงไปด้วยสง่าราศีของผู้ที่มีฐานะสูงส่งโดยธรรมชาติ
ยังไม่นับรวมเสิ่นยวี่ มู่ชิง และลวี่มู่ ที่เดินตามหลังมา ทั้งสามคือองครักษ์ที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีจาก กรมราชตระกูล เพื่อให้มาปรนนิบัติรับใช้ข้างกายองค์ชาย แต่ละคนเป็นชายฉกรรจ์วัยยี่สิบเศษที่มีนัยน์ตาเป็นประกายคมกล้าและรูปร่างกำยำล่ำสัน ต่อให้สวมชุดชาวบ้านธรรมดา จะดูเหมือนคนทั่วไปได้อย่างไร?
“เชิญขอรับ เชิญทางนี้เลยนายท่านทุกท่าน” เด็กรับใช้ยิ้มจนแก้มปริพลางเชิญจ้าวหงรุ่นและคนอื่นๆ เข้าไปข้างใน
“อืม” ลวี่มู่รู้สึกพอใจไม่น้อยที่เด็กรับใช้คนนี้ไม่ได้ดูถูกพวกเขาเพราะเครื่องแต่งกาย เขาหยิบแท่งเงินสิบตำลึงออกมาจากสาบเสื้อแล้วโยนใส่พกผ้าของชายผู้นั้นอย่างไม่ใส่ใจ
ในวังหลวง การให้รางวัลขันทีน้อยที่ไปทำธุระให้ด้วยเงินสิบตำลึงถือเป็นเรื่องปกติ ทว่าที่นี่คือโลกภายนอก เมื่อเด็กรับใช้รู้ว่าทิปที่ได้รับคือเงินแท่งหนักถึงสิบตำลึง ดวงตาของเขาก็ลุกวาวด้วยความยินดี และยิ่งมั่นใจว่าเหล่านายท่านตรงหน้าต้องมาจากตระกูลที่มั่งคั่งและสูงส่งอย่างแน่นอน
ภายใต้การจัดแจงของเด็กรับใช้ ทั้งสี่คนก็ได้ที่นั่งในโถงกลาง เมื่อเห็นดังนั้นลวี่มู่ก็ขมวดคิ้ว
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความไม่พอใจนัก เพราะในโถงนั้นเต็มไปด้วยบัณฑิตที่เรียกตัวเองว่าผู้มีความสุนทรีย์ หรือไม่ก็พวกพ่อค้าพุงพลุ้ยที่ดูมีฐานะ
‘องค์ชายแปดผู้สูงศักดิ์แห่งต้าเว่ย จะมาประทับร่วมโถงเดียวกับสามัญชนพวกนี้ได้อย่างไร?’
ด้วยความขุ่นเคือง ลวี่มู่จึงเอ่ยเสียงเข้ม “ที่นี่ไม่มีห้องส่วนตัวรึ?”
เด็กรับใช้เหลือบมองปราดเดียวก็เดาได้ทันทีว่าเหล่านายท่านคงเป็นแขกหน้าใหม่ที่ไม่รู้ธรรมเนียมของหอวารีภิรมย์ เขากำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่แล้วก็เห็นลวี่มู่ควักเงินแท่งห้าสิบตำลึงออกมาวางปัง พร้อมสั่งเสียงกร้าว “จัดห้องส่วนตัวชั้นเลิศมาให้ข้า แล้วให้แม่นางที่สวยที่สุดในหอมาปรนนิบัติด้วย”
‘ช่างมือเติบเสียนี่กระไร...’
ดวงตาของเด็กรับใช้เป็นประกายเมื่อเห็นแท่งเงิน แต่ใบหน้ากลับแสดงความลำบากใจ “นายท่านขอรับ กฎของหอวารีภิรมย์เราไม่ใช่การที่แขกเป็นฝ่ายเลือกแม่นางในห้องหอ แต่เป็นแม่นางในห้องหอจะเป็นฝ่ายเลือกแขกเองขอรับ...”
“อะไรนะ?” เมื่อได้ยินเช่นนั้นลวี่มู่ก็เริ่มมีน้ำโห เขาคิดในใจว่า ‘เจ้านายของข้าคือองค์ชายผู้สูงศักดิ์แห่งต้าเว่ยจะยอมให้พวกผู้หญิงคณิกามาเลือกซ้ายเลือกขวาได้อย่างไร?’
ทันใดนั้น เขาก็ตบโต๊ะเสียงดังปังแล้วตวาดว่า “บังอาจนัก!”
เด็กรับใช้ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวและรีบอธิบาย “นายท่านโปรดระงับโทสะด้วยขอรับ ลองมองดูรอบๆ สิขอรับ ทุกคนก็ปฏิบัติเหมือนกันหมดไม่ใช่หรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ้าวหงรุ่นจึงหันไปมองรอบๆ เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าในโถงเต็มไปด้วยชายหนุ่มรูปงามรวมถึงเศรษฐีพุงพลุ้ยมากมาย ทุกคนก็นั่งดื่มกินและหาความสำราญอยู่ในโถงเหมือนกับเขา โดยไม่มีหญิงสาวคนไหนมานั่งดื่มเป็นเพื่อนเลยสักคน
ที่น่าอับอายคือ เสียงตวาดของลวี่มู่เมื่อครู่ทำให้คนทั้งโถงหันมามองเป็นตาเดียว ด้วยสายตาที่มองมายังพวกเขาเหมือนมองพวกบ้านนอกเข้ากรุง
สิ่งนี้ทำให้จ้าวหงรุ่นรู้สึกหน้าร้อนวูบ เขาจึงกระซิบสั่งเบาๆ “ลวี่มู่ เงียบซะ”
“ขอรับ”
ลวี่มู่คงจะเริ่มรู้สึกตัวเหมือนกัน สีหน้าของเขาจึงดูเก้อเขินไปเล็กน้อย
ก่อนที่จะเข้ามา ด้วยความที่รู้ว่าองค์ชายไม่เคยมาสถานที่แบบนี้ เขาจึงอยากจะจัดการทุกอย่างแทนให้เรียบร้อย ไม่คิดว่าจะกลับกลายเป็นการดึงดูดสายตาเหยียดหยามจากคนอื่นในโถงเสียได้
‘ที่แท้คุณชายท่านนี้ต่างหากที่เป็นเจ้านายตัวจริง!’
เมื่อเห็นว่าคำพูดเพียงคำเดียวของจ้าวหงรุ่นทำให้ลวี่มู่ที่กำลังเดือดดาลไม่กล้าปริปากต่อ เด็กรับใช้ก็เข้าใจในทันที เขาอธิบายแก่จ้าวหงรุ่นอย่างนอบน้อมว่า “คุณชายขอรับ ไม่ใช่ว่าบ่าวจะสร้างความลำบากใจให้ แต่นี่คือธรรมเนียมของหอวารีภิรมย์ หากคุณชายสามารถกุมหัวใจแม่นางในห้องหอได้ก็จะมีคนนำท่านไปยังชั้นสองหรือชั้นสามเพื่อพบกับนางเองขอรับ”
“ที่แท้มันเป็นอย่างนี้นี่เอง”
จ้าวหงรุ่นเข้าใจแล้ว ปรากฏว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่รื่นเริงระดับล่างที่ใช้การเรียกลูกค้าแบบหยาบโลนแต่ระดับและรสนิยมของที่นี่สูงกว่านั้นมาก
“แล้วข้าต้องทำอย่างไรถึงจะได้รับความโปรดปรานจากแม่นางในหอของเจ้าจนถูกเชิญขึ้นไปด้านบนล่ะ?”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยอำนาจของจ้าวหงรุ่น เด็กรับใช้ก็ไม่กล้าเสียมารยาท เขารีบตอบว่า “แม่นางในห้องหอจะส่งสาวใช้ส่วนตัวลงมาที่โถงพร้อมกับกระดาษที่มีหัวข้อคำถามขอรับ ตราบใดที่คุณชายสามารถตอบคำถามในกระดาษได้และคำตอบนั้นเป็นที่พึงพอใจของแม่นาง ท่านก็จะได้รับเชิญขึ้นไปด้านบนเองขอรับ”
“อ้อ” จ้าวหงรุ่นพยักหน้า ทันใดนั้นเขาก็ชี้ไปทางชายชราผู้มั่งคั่งคนหนึ่งที่นั่งห่างออกไป ซึ่งมีรูปร่างท้วมและศีรษะเริ่มล้าน พลางกระซิบถาม “ไม่ว่าจะมองอย่างไร ข้าก็มองไม่เห็นว่าคนผู้นั้นจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ตรงไหนตามที่เจ้าว่ามา เขาก็คงไม่มีหวังจะได้ขึ้นไปด้านบน แล้วเขามาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”
เด็กรับใช้หันกลับไปมองและลังเลเล็กน้อย
เมื่อเห็นดังนั้น จ้าวหงรุ่นจึงส่งสายตาให้ลวี่มู่ อีกฝ่ายเข้าใจทันทีจึงหยิบเงินแท่งสิบตำลึงออกมาวางบนโต๊ะเบาๆ
เงินน่ะเย็นแต่ใจคนที่รับไปน่ะอุ่น เมื่อเห็นคุณชายท่านนี้ให้ทิปอีกสิบตำลึง เด็กรับใช้ก็ไม่ลังเลอีกต่อไปเขารีบซุกเงินเข้าสาบเสื้อแล้วทำท่าทางสื่อถึงเงินเบาๆ พลางกระซิบว่า “ไม่ใช่แม่นางทุกคนหรอกขอรับที่จะเลือกแขกจากพรสวรรค์... มีเพียงพวกคณิกาผู้ขายศิลป์ (ชิงจี้) เท่านั้นที่ทำเช่นนั้น ท้ายที่สุดแล้วที่นี่คือนครหลวง เต็มไปด้วยคุณชายจากตระกูลผู้มั่งคั่ง แม้แต่แม่นางเหล่านั้นเองก็หวังจะได้พบกับคุณชายที่มีทั้งเงินและพรสวรรค์เพื่อมาไถ่ตัวพวกนางออกไป ต่อให้ต้องไปเป็นเมียน้อยก็ยังดีกว่าอยู่ที่นี่... ท่านว่าจริงไหมขอรับ?”
“ส่วนพวกที่หมดหวังแล้วก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมาไถ่ตัวตัวเองงั้นสินะ?” จ้าวหงรุ่นต่อประโยคของเด็กรับใช้อย่างตรงไปตรงมา
เด็กรับใช้ทำได้เพียงยิ้มอย่างอ่อนใจ
“เอาเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว... บอกข้าทีว่าแม่นางคนไหนที่สวยที่สุดในที่นี่?”
“ขอเป็นคณิกาผู้ขายศิลป์นะ” เสิ่นยวี่พูดแทรกขึ้นมาจากด้านข้าง ในฐานะองครักษ์ เขาไม่สามารถยอมให้ผู้หญิงที่ไม่รักษาความบริสุทธิ์มาแปดเปื้อนองค์ชายได้
จ้าวหงรุ่นชำเลืองมองเสิ่นยวี่แวบหนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไร
เด็กรับใช้ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกระซิบว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นแม่นางซูแห่งเรือนไผ่หยกขอรับ”
“หืม? นางชื่ออะไรล่ะ?” จ้าวหงรุ่นถามด้วยความอยากรู้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กรับใช้ก็กระซิบว่า “คุณชายขอรับ ที่นี่เราจะไม่ถามชื่อจริงของแม่นางกัน และพวกนางก็จะไม่ยอมเปิดเผยชื่อจริงง่ายๆ หรอกขอรับ”
“ทำไมล่ะ?”
“ลองคิดดูสิขอรับ บรรดาแม่นางต่างก็ถูกบีบคั้นให้ต้องมาอยู่ที่นี่ด้วยความจำเป็น ท้ายที่สุดมันก็เป็นเรื่องที่นำความอับอายมาสู่ตระกูล ใครเล่าจะเต็มใจเปิดเผยชื่อแซ่ที่แท้จริง?”
“อืม... เรือนไผ่หยกสินะ ข้าจำได้แล้ว”
เด็กรับใช้กล่าวเสริมว่า “คุณชายขอรับ แม้แม่นางซูแห่งเรือนไผ่หยกจะถูกขานนามว่ามีความงามและศิลปะเป็นเลิศอย่างไร้คู่เปรียบ แต่นางมักจะเย็นชาและเฉยเมยต่อแขกที่นี่เสมอ หากคุณชายมีความรู้ความสามารถล้นเหลือก็ดีไป แต่ถ้า...”
เมื่อได้ยินดังนั้น มู่ชิงก็ขัดขึ้นด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เจ้านายของข้ามีความรู้ท่วมหัวอยู่แล้ว เจ้าจำเป็นต้องพูดมากรึ?”
“ขอรับ ขอรับ เช่นนั้นก็ดีแล้วขอรับ...”
เด็กรับใช้นอบน้อมถอยออกไป และกลับมาอีกครั้งในเวลาต่อมา พร้อมด้วยเหล้าหนึ่งกา ชาหนึ่งกา ถ้วยสี่ใบ และจานเล็กๆ อีกหลายจานที่มีของแห้งอย่าง ผลไม้อบแห้ง ถั่วคั่ว ถั่วลิสง และอินทผาลัมแห้ง วางลงบนโต๊ะของจ้าวหงรุ่น
“บัดซบ แค่ของพวกนี้ราคาตั้งสามสิบตำลึงเชียวรึ? เงินนี่หามาง่ายเกินไปแล้ว!”
ลวี่มู่ซึ่งเป็นคนจ่ายเงินบ่นอุบอิบเบาๆ โดยยังคงคำนึงถึงชื่อเสียงขององค์ชาย
“เหล้าก็นี่รสชาติไม่ได้เรื่องเลย” มู่ชิงดมกลิ่นเหล้าในกาแล้วอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
‘นี่เจ้าเอาไปเทียบกับเหล้าบรรณาการในวังงั้นรึ?’
เสิ่นยวี่ส่ายหัวเบาๆ หยิบกาน้ำชามาเทใส่ถ้วย หลังจากดมกลิ่นแล้วจึงวางลงตรงหน้าจ้าวหงรุ่น พลางกระซิบว่า “คุณชาย ชานี้รสชาติใช้ได้ ท่านดื่มชาเถอะขอรับ”
“อืม” จ้าวหงรุ่นพยักหน้าอย่างไม่ยี่หระ
มันก็สมเหตุสมผล เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อดื่มเหล้าหรือชา เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่นั่งอยู่ในโถงนี้ เขาเพียงแค่อยากเห็นสาวงามแห่งหอวารีภิรมย์เท่านั้น
หากเขาอยากดื่มจริงๆ เงินสามสิบตำลึงนั้นคงพอให้เขาดื่มจนตายอยู่ในโรงเตี๊ยมได้เลย
ในขณะที่เขาค่อยๆ จิบชา สาวใช้ตัวน้อยก็วิ่งลงมาจากชั้นบนเป็นระยะๆ เพื่อนำหัวข้อคำถามมาเสนอแก่แขกผู้มีเกียรติในโถง
ในช่วงเวลานี้ เด็กรับใช้ก็รีบนำถาดไม้สี่เหลี่ยมมาวางให้แขกแต่ละโต๊ะ ในถาดประกอบด้วย พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก ซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับการตอบคำถามอย่างชัดเจน
สำหรับหัวข้อที่เหล่าแม่นางตั้งขึ้นมานั้น โดยพื้นฐานแล้วมาจากตำราขงจื๊อ บางข้อก็ง่าย บางข้อก็ค่อนข้างยาก โดยปกติพวกนางจะท่องประโยคแรกครึ่งประโยคแล้วให้แขกในโถงต่อประโยคหลังให้สมบูรณ์ วิธีการตั้งคำถามที่แสนง่ายดายนี้ทำให้จ้าวหงรุ่นรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก
‘นี่ที่เรียกว่าการตั้งคำถามเป็นแค่กลเม็ดหลอกเด็กงั้นรึ?’
จ้าวหงรุ่นรู้สึกผิดหวังจริงๆ
โชคยังดีที่ต่อมามีช่วงที่ให้เหล่าบัณฑิตในโถงเขียนบทกวีและคำกลอนคู่ ซึ่งในที่สุดก็ทำให้จ้าวหงรุ่นกลับมามีความคาดหวังอีกครั้ง
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ได้จับพู่กัน เขาเพียงแค่จิบชา ปล่อยให้พวกบัณฑิตจอมปลอมในโถงแย่งกันตอบคำถามไป
เพราะเขากำลังรอหัวข้อจากแม่นางซูแห่งเรือนไผ่หยก
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดไม่ทราบได้ ในที่สุดสาวใช้ตัวน้อยจากเรือนไผ่หยกก็ปรากฏตัวขึ้นที่ระเบียงชั้นสองพร้อมกับม้วนกระดาษในมือ นางคลี่ภาพวาดออกมาต่อหน้าแขกในโถงด้านล่างอย่างช้าๆ
จ้าวหงรุ่นเงยหน้ามองและเห็นว่าในภาพเป็นฝูงนกกระเรียนขาวกำลังเล่นน้ำ นกกระเรียนขาวที่อยู่ตรงกลางดูโดดเด่นที่สุด มันยืนด้วยขาข้างเดียวในน้ำ และใช้จะงอยปากไซ้ขนของมันเอง
‘วาดได้ดีพอใช้... แต่น่าเสียดายที่นอกจากจะไม่มีความรู้สึกว่าสิ่งที่วาดเหมือนมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ แล้ว การลงลายเส้นก็ยังขาดน้ำหนัก... นกกระเรียนควรจะดูผอมเพรียวเพื่อให้ดูมีสง่าราศีแบบเซียน แต่นกกระเรียนตัวนี้ดูอวบอัดเกินไปหน่อย มองดูเหมือนห่านอ้วนจอมทึ่มมากกว่า... ยังสู้ฝีมือเสด็จพี่หกไม่ได้เลย เทียบไม่ได้สักนิด’
เนื่องจากองค์ชายหกจ้าวหงเจ้าเคยเขียนภาพนกกระเรียนเช่นกัน จ้าวหงรุ่นจึงอดไม่ได้ที่จะนำไปเปรียบเทียบในใจ ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เขาส่ายหัวเงียบๆ
เขาไม่ได้หยุดคิดเลยว่าเขาน่ะเสียสติไปแล้วหรือเปล่าที่เอาไปเทียบกับผลงานขององค์ชายหกจ้าวหงเจ้า ต้องรู้ก่อนว่างานเขียนและภาพวาดของเสด็จพี่หกของเขามีราคาสูงถึงพันตำลึงในนครหลวง หากแม่นางซูแห่งเรือนไผ่หยกมีความสามารถระดับนั้น นางจะยังมาอยู่ที่นี่รึ?
แต่ไม่ว่าอย่างไร จ้าวหงรุ่นก็ยังรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาไม่ได้ปรายตามองฝูงชนในโถงที่กำลังพากันยกยอและประจบประแจงภาพวาดนั้นอย่างเอาเป็นเอาตายเลย
ทว่าสาวใช้ตัวน้อยไม่ได้นำภาพวาดออกมาเพื่อให้พวกเขาวิจารณ์คุณภาพ แต่นำออกมาเพื่อถามคำถามที่ทั้งน่าขันและน่าตลก
“แม่นางซูถามว่า ยามนกกระเรียนยืน เหตุใดมันจึงต้องงอขาข้างหนึ่งและยืนด้วยขาเพียงข้างเดียว?”
ทันใดนั้นทั้งโถงก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
อย่างไรก็ตาม จ้าวหงรุ่นกลับรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
‘แบบนี้สิถึงจะน่าสนุก...’
เขาหันไปมองคนอื่นๆ ในโถง
ช่างแตกต่างกับท่าทางของเขาโดยสิ้นเชิง เหล่าคุณชายและบัณฑิตที่ดูมีการศึกษาต่างพากันส่ายหัวและถอนหายใจเบาๆ
“คำถามพรรค์ไหนกันเนี่ย?”
“ดูเหมือนแม่นางซูแห่งเรือนไผ่หยกจะไม่มีความตั้งใจจะพบแขกในวันนี้ จึงจงใจตั้งคำถามที่ยากเย็นเช่นนี้ออกมา”
“ลองเสี่ยงดวงกันดูเถอะ เผื่อฟลุ๊ก”
เหล่าบัณฑิตและคุณชายในโถงถอนหายใจขณะที่พวกเขาเขียนคำตอบของตนลงไป และฝากให้เด็กรับใช้นำไปส่งให้สาวใช้ตัวน้อย
“คุณชายขอรับ?”
เสิ่นยวี่ยื่นถาดไม้ให้จ้าวหงรุ่น เขารู้ว่าองค์ชายกำลังรอหัวข้อของแม่นางซูอยู่ มิฉะนั้นด้วยความเฉลียวฉลาดของพระองค์ มีหรือที่จะเมินเฉยต่อคำถามก่อนๆ ที่แสนจะง่ายดายสำหรับพระองค์ขนาดนั้น
จากด้านข้าง มู่ชิงอดไม่ได้ที่จะเสนอแนะองค์ชายของเขา “ที่ต้องยืนขาเดียวแล้วงอขาอีกข้าง... ก็เพราะมันดูมีสง่าราศีแบบเซียนมากกว่าใช่ไหมคุณชาย?”
เหนือความคาดหมาย จ้าวหงรุ่นมองเขาด้วยสายตาขบขัน ก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วหวัดประโยคหนึ่งลงบนกระดาษขาวที่ทำให้พวกเขาอยากจะหัวเราะออกมา จากนั้นเขาก็ลงชื่อกำกับด้วยนามแฝงของเขาว่า
“เจียงรุ่น!”