- หน้าแรก
- เมื่อข้าเกิดใหม่เป็นทาสโอสถ แต่ดันมีระบบเก็บเลเวลจากศพสุดโกง
- บทที่ 12 - ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน
บทที่ 12 - ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน
บทที่ 12 - ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน
บทที่ 12 - ผู้คนอกสั่นขวัญแขวน
คนที่มาถึงก็คือหัวหน้าพ่อบ้านนั่นเอง
หัวหน้าพ่อบ้านผู้นี้เป็นคนของคุณชายใหญ่ ตลาดมืดแห่งนี้แม้จะเป็นการดูแลร่วมกันของสามตระกูล แต่มันก็เป็นเพียงกิจการเดียวที่คุณชายใหญ่สามารถสอดมือเข้ามาแทรกแซงได้ เขาจึงให้ความสำคัญกับมันมาก
"หม่าเจียงไปไหนล่ะ"
พอมาถึง หัวหน้าพ่อบ้านก็ถามขึ้นเป็นคำแรก
หม่าเจียงคือยอดฝีมือผู้ฝึกตนระดับแปดที่คอยนั่งคุมตลาดมืดแห่งนี้ เวลาพักผ่อนเขาก็มักจะมาพักอยู่ที่นี่
"พี่หม่าไล่ตามคนร้ายไปแล้วขอรับ คนร้ายสวมเสื้อคลุมสีดำปกปิดมิดชิดจนมองไม่เห็นหน้าตา แต่มันว่องไวมาก คนทั่วไปตามไม่ทันหรอกขอรับ มีแค่พี่หม่าคนเดียวที่ตามไปได้" ใครคนหนึ่งตอบ
หืม
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ภาพอาจารย์ของคุณชายใหญ่ที่เฉินเฟิงเคยเจอหน้าเพียงครั้งเดียวก็แวบเข้ามาในหัว
หัวหน้าพ่อบ้านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงตรวจสอบศพ
เวลาผ่านไปไม่นาน หัวหน้าพ่อบ้านก็สั่งให้คนหามศพทั้งหมดออกไป
ส่วนเรื่องอื่นๆ เขากลับไม่ปริปากพูดอะไรเลยสักคำ
ผิดปกติ มันดูผิดปกติมาก
ไม่ว่ายังไง หัวหน้าพ่อบ้านก็ควรจะพูดอะไรสักหน่อยเพื่อปลอบขวัญทุกคน แต่ตอนที่เขาจากไปเขากลับไม่พูดอะไรเลย
เกรงว่าเขาคงจะรู้อะไรบางอย่างเข้าแล้วแน่ๆ
เฉินเฟิงเพิ่งจะกลับมาถึงห้องพัก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
พอเปิดประตู เฉินซานก็รีบแทรกตัวเข้ามาทันที
"น้องชาย เข้าไปคุยกันข้างใน" เฉินซานกดเสียงต่ำ
พอทั้งสองคนเข้ามาในห้อง เฉินซานก็รีบพูดขึ้นทันทีว่า "น้องชาย มันผิดปกติ ผิดปกติมากเลยล่ะ เจ้าจำตอนที่พวกเราไปพบคุณชายใหญ่ได้ไหม อาจารย์ที่อยู่ข้างๆ เขาน่ะ เมื่อกี้ข้าเห็นไอ้คนชุดดำนั่นเต็มสองตาเลย ถึงมันจะปิดหน้าปิดตาแต่เสื้อคลุมสีดำที่มันใส่มันเหมือนกับของอาจารย์คนนั้นไม่มีผิดเพี้ยน น้องชาย เจ้าว่าเรื่องคืนนี้จะเป็นฝีมือไอ้คนชุดดำนั่นหรือเปล่า"
คิดตรงกันเลยแฮะ
เฉินเฟิงครุ่นคิดอยู่อึดใจก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ "ก็ไม่แน่หรอก ชายชุดดำคนนั้นเป็นอาจารย์ของคุณชายใหญ่ คงมีคนเคยเห็นหน้าเขาเยอะแยะ ถ้ามีใครคิดจะยืมชุดดำของเขามาสวมรอยเพื่อโยนความผิดให้ล่ะก็ มันทำได้ง่ายนิดเดียว ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราก็เป็นลูกน้องของคุณชายใหญ่ ถือว่าเป็นพวกเดียวกันกับชายชุดดำคนนั้น แล้วเขาจะมีเหตุผลอะไรมาฆ่าพวกเราล่ะ"
เฉินซานพยักหน้าเห็นด้วย "เจ้าพูดก็ถูก แต่ประเด็นคือไอ้ชายชุดดำนั่นมันน่าสงสัยจริงๆ ดูท่าช่วงนี้คงจะพักอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วล่ะ คงต้องหาที่อยู่ใหม่แล้ว"
เฉินเฟิงหัวเราะหึๆ เอ่ยว่า "พี่ใหญ่เฉินก็มีจวนอยู่ในอำเภอนี้ตั้งสองหลังไม่ใช่หรือ ไปเลือกพักเอาสักหลังก็สิ้นเรื่อง"
เฉินซานถอนหายใจยาวพลางเอ่ยว่า "ถึงจะแอบเลี้ยงเมียเก็บไว้สองบ้าน แต่ปูนนี้แล้วข้าก็ยังไม่ได้ตบแต่งภรรยาอย่างเป็นทางการเลย ตอนแรกก็กะจะหาลูกสาวบ้านรวยๆ มาแต่งเป็นเมียสักคน แต่ดูทรงแล้วคงจะหมดหวังแล้วล่ะ"
"ลูกสาวบ้านรวยถึงจะดีแต่ส่วนใหญ่ก็มักจะถูกประคบประหงมมาตั้งแต่เด็ก จะไปรู้เรื่องปรนนิบัติพัดวีสามีได้ยังไงล่ะ ด้วยฐานะของพี่ใหญ่ หาผู้หญิงหน้าตาดีๆ มาตบแต่งเป็นภรรยาสักคนสองคนก็พอแล้ว จะไปใส่ใจเรื่องฐานะทางบ้านของนางทำไมกัน" เฉินเฟิงแสดงความเห็น
เฉินซานพยักหน้ารับ ก่อนจะถามต่อว่า "น้องชาย แล้วเคล็ดวิชาร้อยสายน้ำที่เจ้าฝึกไปถึงไหนแล้วล่ะ"
"ละอายใจจริงๆ ข้ายังฝึกไม่เข้าขั้นเลย" เฉินเฟิงตอบ
เฉินซานโบกมือไปมา เอ่ยว่า "น้องชาย เมื่อกี้เจ้าอาจจะไม่ได้สังเกตแต่ข้าเห็นเต็มสองตาเลยนะ คนที่ถูกฆ่าตายเมื่อกี้ล้วนแต่เป็นคนที่ฝึกเคล็ดวิชาร้อยสายน้ำจนสำเร็จไปถึงขั้นหนึ่งแล้วทั้งนั้น ข้าสงสัยว่าคนร้ายไม่ได้สุ่มฆ่าคนหรอกนะ แต่มันจงใจเล็งเป้าไปที่คนที่ฝึกเคล็ดวิชาร้อยสายน้ำและมีพลังลมปราณพอตัวต่างหาก ส่วนสภาพศพที่น่าสยดสยองพวกนั้น บางทีอาจจะเป็นผลมาจากการถูกสูบลมปราณไปจนหมดเกลี้ยงก็ได้"
"ท่านกำลังจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของคนในพรรคโอสถงั้นหรือ" เฉินเฟิงกระซิบถาม
แม้ในใจจะแอบเดาไว้แบบนี้อยู่แล้ว แต่พอพูดออกมาจริงๆ ก็ยังอดตกใจไม่ได้อยู่ดี
แต่พอลองคิดดูดีๆ คงมีแต่คนในพรรคโอสถด้วยกันเท่านั้นแหละที่จะรู้ตื้นลึกหนาบางของแต่ละคนได้ทะลุปรุโปร่งขนาดนี้
"ระวังปากไว้ ระวังปากไว้ น้องชาย ช่วงนี้อย่าเพิ่งพักอยู่ที่นี่เลย ไปพักที่จวนของข้าก่อนดีกว่าไหม เดี๋ยวข้าจะหาผู้หญิงสวยๆ สาวพรหมจรรย์หน้าตาจิ้มลิ้มมาคอยปรนนิบัติพัดวีเจ้าให้สักคน พวกเราพี่น้องจะได้คอยดูแลกันและกัน เอาจริงๆ นะ อยู่ในพรรคโอสถนี่ คนที่ข้าไว้ใจที่สุดก็มีแต่เจ้านี่แหละ" เฉินซานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"พี่ใหญ่เฉิน อยู่ที่นี่คนที่ข้าไว้ใจที่สุดก็มีแต่ท่านเหมือนกันนะ" เฉินเฟิงบอก
คำพูดของเฉินเฟิงไม่ใช่เรื่องโกหกหรอก ถึงจะอยู่ที่นี่มาเกือบเดือนและรู้จักคนอื่นๆ บ้างแล้ว แต่นั่นก็เป็นแค่เพื่อนร่วมงานทั่วไป มีแค่เฉินซานคนเดียวที่พอจะสนิทสนมกันอยู่บ้าง
แน่นอนว่าถ้าจะให้ไว้ใจแบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์มันก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
"เฮ้อ น้องชายเอ๊ย ข้าว่าพรรคโอสถนี่มันชักจะอยู่ยากขึ้นทุกที สู้ไปสมัครเป็นผู้คุ้มกันให้เศรษฐีสักบ้านยังจะปลอดภัยกว่าอีก ข้าวชามนี้มันกลืนยากกลืนเย็นเสียจริง"
เมื่อเฉินซานจากไป เฉินเฟิงก็กลับมาฝึกเคล็ดวิชาร้อยสายน้ำต่อ
สำหรับตอนนี้ การรีบเร่งยกระดับวรยุทธ์ให้ตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่เฉินเฟิงไปกินอาหารเช้า เขาก็ได้รับข่าวใหญ่สะเทือนวงการเข้าจนได้
"พี่หม่าตายแล้ว สภาพศพเหมือนกับคนอื่นๆ เมื่อคืนเป๊ะเลย เลือดถูกสูบไปจนหมดตัว น่าเวทนาจริงๆ"
"พี่หม่าเป็นถึงผู้ฝึกตนระดับแปดขั้นกลางเลยนะเนี่ย ขนาดเขายังไม่ใช่คู่มือของไอ้ฆาตกรนั่น แล้วพวกเราจะไปรอดหรือ"
"ตกลงไอ้ฆาตกรนั่นมันตัวอะไรกันแน่ ปีศาจหรือว่าผู้ฝึกตนยอดฝีมือ"
"ขนาดพี่หม่ายังตาย แล้วพวกเราจะมีปัญญาไปสู้หน้ามันได้ยังไง คิดไม่ถึงเลยว่าอยู่ในพรรคโอสถแท้ๆ แต่กลับไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย"
หม่าเจียงคือยอดฝีมือระดับแปดขั้นกลางที่คอยนั่งประจำการอยู่ในตลาดมืดมาโดยตลอด ใครจะไปคิดว่าเขาจะด่วนจากไปกะทันหันแบบนี้
เทียบกับคนที่ตายไปเมื่อคืนแล้ว การตายของหม่าเจียงสร้างความตื่นตระหนกให้กับกลุ่มผู้ฝึกตนมากกว่าหลายเท่านัก เพราะหม่าเจียงคือผู้ฝึกตนระดับแปดขั้นกลางที่พวกเขามองว่าเป็นความหวังเดียวที่จะต่อกรกับฆาตกรได้
ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นเลย ขนาดเฉินเฟิงเองยังรู้สึกว่าเรื่องนี้ชักจะตึงมือเสียแล้ว
ถ้าคนร้ายย้อนกลับมาอีก พวกเขาก็คงทำได้แค่วิ่งหนีหางจุกตูด ไม่มีปัญญาแม้แต่จะต่อสู้ขัดขืนด้วยซ้ำ
"อยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วล่ะ ต้องรีบหาที่อยู่ใหม่ให้ไวเลย"
"โชคดีที่ข้ามีจวนอยู่ที่นี่หลังหนึ่ง ไปหลบอยู่สักสองสามวันก่อนดีกว่า"
"ไปเปิดโรงเตี๊ยมนอนก็ยังดีกว่าทนอยู่ที่นี่ล่ะวะ เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้เอามาล้อเล่นไม่ได้หรอกนะ"
เฉินเฟิงซดน้ำแกงสมุนไพรชามนั้นรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง ก่อนจะรีบกลับไปที่พักเพื่อฝึกเคล็ดวิชาร้อยสายน้ำต่อ
ตอนที่เริ่มดื่มน้ำแกงพวกนี้ใหม่ๆ เฉินเฟิงยังรู้สึกได้ว่าเลือดลมสูบฉีดพล่าน แต่พอดื่มตอนนี้กลับไม่มีความรู้สึกแบบนั้นอีกแล้ว อย่างมากก็แค่รู้สึกว่าพลังลมปราณเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้น
เขาแวะไปหาเฉินซานที่ห้องพัก แต่ก็ไม่พบตัว หมอนั่นอาจจะชิ่งหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วก็ได้
ตลอดทางที่เดินกลับมา เขาได้ยินแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ผู้คนต่างหวาดผวาและเริ่มทยอยเก็บข้าวของย้ายออกไปหาที่พักใหม่กันแล้ว
เฉินเฟิงเริ่มร้อนรุ่มใจขึ้นมาบ้างแล้ว หากคืนนี้เขายังฝึกวรยุทธ์ไม่สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน เกรงว่าคงต้องระเห็จไปนอนโรงเตี๊ยมสักสองสามวันจริงๆ แล้วล่ะ
[จบแล้ว]