- หน้าแรก
- คัมภีร์ดาราเก้าวิถี
- บทที่ 86 - ถ้ำธรรมชาติ
บทที่ 86 - ถ้ำธรรมชาติ
บทที่ 86 - ถ้ำธรรมชาติ
บทที่ 86 - ถ้ำธรรมชาติ
༺༻
ที่แท้จักรวรรดิซีอู่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤตถึงเพียงนี้ แต่กระนั้นนั่นก็เป็นเรื่องของอนาคต ถึงเวลานั้นองค์จักรพรรดิหมิงอู่คงจะหาทางแก้ไขได้เอง ท่ามกลางกลไกของประเทศที่ยิ่งใหญ่ พลังของบุคคลย่อมมีขีดจำกัด หากวันใดวันหนึ่งจักรวรรดิซีอู่ล่มสลายขึ้นมา... เย่เฉินครุ่นคิด เขาต้องรีบเพิ่มระดับพลังให้เร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองและคนในตระกูลต้องเผชิญกับวิกฤต
ด้วยตำแหน่งที่สูงส่งของอินเหมิงเถียน เขาไม่จำเป็นต้องมาเสี่ยงภัยที่หอหยกใต้ดินด้วยตัวเองเลย เพียงแค่ส่งองครักษ์มาก็ได้ แต่เขากลับมาด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความจริงใจอันแรงกล้าที่มีต่อชาติบ้านเมือง
"ในเมื่อท่านอ๋องมุ่งมั่นที่จะลงไปยังหอหยกใต้ดิน เช่นนั้นข้าขอพาพวกท่านไปด้วยแล้วกัน" เย่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
เมื่อจานหู่และคนอื่น ๆ ได้ยินคำพูดของเย่เฉินก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย อย่างไรพวกเขาก็มีผู้เชี่ยวชาญระดับเก้าขั้นสูงสุดถึงหกคน แม้เย่เฉินจะเก่งกาจเพียงใด แต่คำว่า "พาไปด้วย" ดูจะขัดหูไปหน่อย พวกเขาซึ่งเป็นองครักษ์ของท่านอ๋องจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
"สหายตัวน้อยรู้วิธีเดินทางไปยังหอหยกใต้ดินอย่างนั้นหรือ?" อินเหมิงเถียนเข้าใจความหมายของเย่เฉินและเอ่ยถามด้วยความดีใจ
"พอจะรู้บ้าง แต่ข้าจะพาพวกท่านไปส่งแค่ที่หอหยกใต้ดินเท่านั้น หากเข้าไปข้างในแล้วมีอันตรายใด ๆ ข้าจะไม่รับผิดชอบ" เย่เฉินกล่าว อย่างไรเสียพวกเขาก็เพิ่งจะพบกันเพียงครั้งเดียว หอหยกใต้ดินเต็มไปด้วยอันตรายที่คาดไม่ถึง เย่เฉินเองยังต้องดูแลตัวเอง จะไปมัวห่วงคนอื่นได้อย่างไร
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณสหายตัวน้อยมาก" อินเหมิงเถียนกล่าวด้วยความตื้นตันใจ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ถือว่าติดหนี้บุญคุณเย่เฉินแล้ว
"ไปกันเถอะ!" เย่เฉินกล่าวพลางเดินนำไปข้างหน้า
จานหู่และคนอื่น ๆ ได้แต่ยิ้มขมขื่น ที่นี่เต็มไปด้วยหมาป่าอสูร พวกเขาแทบจะรับมือไม่ไหวอยู่แล้ว แล้วจะเดินไปได้อย่างไร?
"พสุธากัมปนาท!"
เย่เฉินคำรามต่ำพลางฟาดฝ่ามือออกไป ปราณคุ้มกันระเบิดออกมาจากร่าง ฝ่ามือดาบฟาดฟันลงมา พลังปราณเสวียนกวาดล้างไปทั่ว เสียงปัง ๆ ดังขึ้น หมาป่าอสูรระดับแปดสิบกว่าตัวกระเด็นลอยละลิ่วไป
จานหู่และคนอื่น ๆ ถึงกับอึ้ง ท่าเมฆาชาดปิดนภาเมื่อครู่ก็ว่าแข็งแกร่งแล้ว ไม่นึกเลยว่าท่าพสุธากัมปนาทนี้จะยิ่งดุดันและไร้เทียมทานยิ่งกว่า ท่าเมฆาชาดปิดนภาน่าจะเป็นวิชายุทธ์ระดับหกขั้นกลางหรือสูง แต่ท่าพสุธากัมปนาทนี้น่าจะเป็นวิชาระดับเจ็ดแล้ว โดยปกติวิชายุทธ์ระดับหก อัจฉริยะทั่วไปยังต้องใช้เวลาห้าหกปีถึงจะบรรลุ ส่วนวิชาระดับเจ็ดนั้นยิ่งยากจะจินตนาการ หรือว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะเริ่มฝึกวิชามาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่กันแน่?
ในฐานะองครักษ์จวนท่านอ๋อง พวกเขามักจะทรนงในฝีมือตัวเอง วันนี้พวกเขาถึงได้เข้าใจว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน!
หมาป่าอสูรเหล่านี้สังหารอย่างไรก็ไม่หมด ฆ่าไปไม่กี่ตัวก็มีตัวใหม่เข้ามาเสริม ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก เย่เฉินไม่อยากใช้พลังสัมผัสวิญญาณ จึงกระซิบเบา ๆ ว่า "อาหลี ใช้วิชามายา!"
ดวงตาของอาหลีพลันเปล่งประกายลึกลับออกมา ทันใดนั้นนัยน์ตาของหมาป่าอสูรเหล่านั้นก็เริ่มพร่ามัว พวกมันเดินโซเซไปมาจนแทบจะยืนไม่อยู่ หลังจากบรรลุระดับสิบ วิชามายาของอาหลีสามารถส่งผ่านพลังสัมผัสวิญญาณได้ ต่อให้หมาป่าอสูรเหล่านั้นไม่ได้สบตากับอาหลีโดยตรง ก็ยังต้องมนต์มายาได้
เสียงปัง ๆ ดังขึ้น หมาป่าอสูรทีละตัวถูกพวกจานหู่สังหารทิ้ง
"เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้น?" จานหู่และคนอื่น ๆ ต่างตกใจอย่างมาก หมาป่าอสูรที่เคยดุร้ายเหล่านั้นกลับกลายเป็นเหมือนคนเมาเหล้า พวกเขาลงมือเพียงเบา ๆ ก็สามารถสังหารพวกมันได้ หมาป่าอสูรระดับเก้าถูกจานหู่อัดฝ่ามือใส่เพียงครั้งเดียวก็ตายสนิทอย่างง่ายดาย
ในจุดอื่น ๆ คนกลุ่มอื่นก็เริ่มได้เปรียบ สังหารหมาป่าอสูรไปได้จำนวนมาก จนหมาป่าอสูรในลานกว้างแห่งนี้เริ่มเบาบางลง
"หมาป่าอสูรพวกนี้เป็นอะไรไป จู่ ๆ ก็จัดการง่ายขึ้นขนาดนี้" ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ แต่ละคนรู้สึกโชคดีราวกับรอดตายมาได้
มีเพียงอินเหมิงเถียนเท่านั้นที่จ้องมองไปที่อาหลี เขาสังเกตเห็นประกายแสงประหลาดในดวงตาของมันเมื่อครู่ อินเหมิงเถียนตกใจอย่างมาก แมวหลีตัวเล็กบนไหล่ของเย่เฉินช่างดูงดงามนัก เขาคิดว่าเป็นเพียงสัตว์อสูรเลี้ยงธรรมดา ๆ ระดับสองหรือสามเท่านั้น แต่ตอนนี้ดูเหมือนเขาจะคิดผิดไปถนัดใจ แมวหลีตัวนี้ไม่ใช่สัตว์อสูรระดับต่ำเลย แต่มันคือสัตว์เสวียนที่ทรงพลังอย่างยิ่ง!
เย่เฉินมีความลับมากมายจริง ๆ แต่อินเหมิงเถียนไม่กล้าที่จะขุดคุ้ยต่อ หากขุดลึกลงไปจนรู้มากเกินไป เกรงว่าแม้แต่ความเป็นเพื่อนก็คงรักษาไว้ไม่ได้ สู้แสร้งทำเป็นไม่รู้จะดีกว่า แต่เขาก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องผูกมิตรกับเย่เฉินให้ได้ ต่อให้เป็นเพื่อนกันไม่ได้ ก็ต้องไม่เป็นศัตรูกัน ดูเหมือนป้อมตระกูลเย่นี้ เขาจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษเสียแล้ว
เมื่อทุกคนรอดพ้นจากวิกฤต หลายคนจึงรีบชักมีดออกมาและเริ่มชำแหละซากหมาป่าอสูรบนพื้นเพื่อเก็บลูกแก้วอสูร ลูกแก้วอสูรระดับแปดและเก้านั้นล้วนมีราคาแพง! แม้แต่พวกจานหู่ก็ยังทนความยั่วใจไม่ได้ รีบเข้าไปแย่งลูกแก้วอสูรระดับเก้ามา
มีบางกลุ่มที่เกิดการปะทะกันเพื่อแย่งชิงลูกแก้วอสูรระดับเก้า ถึงขนาดลงไม้ลงมือกัน แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องกลุ่มของอินเหมิงเถียนและเย่เฉินเลย เพราะความแข็งแกร่งที่เย่เฉินแสดงออกมานั้น ทุกคนต่างก็ได้ประจักษ์แก่สายตาแล้ว
"ธรรมชาติของมนุษย์มักเป็นเช่นนี้ ในยามคับขันยังพอจะร่วมมือกันได้ แต่เมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวขั้ว กลับไม่อาจข่มความโลภไว้ได้ จนต้องหันอาวุธเข้าหากัน" อินเหมิงเถียนกล่าวอย่างทอดถอนใจ
เย่เฉินยักไหล่ เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา โลกนี้จะมีนักบุญมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร? หากทุกคนเป็นเหมือนอินเหมิงเถียนที่จงรักภักดีและรักชาติ โลกนี้ก็คงไม่มีข้อพิพาทใด ๆ แล้ว
จานหู่และพวกเก็บลูกแก้วอสูรระดับเก้าได้สิบสามลูก และระดับแปดอีกกว่าสามสิบลูก พวกเขาห่อด้วยผ้าอย่างดีแล้วส่งให้อินเหมิงเถียน พลางกล่าวว่า "ท่านอ๋อง นี่คือลูกแก้วอสูรทั้งหมดครับ"
พลังสัมผัสวิญญาณของเย่เฉินสังเกตเห็นว่า องครักษ์ทั้งห้าคนในขณะที่เก็บลูกแก้วอสูร ไม่มีใครแอบยักยอกไว้เลยแม้แต่ลูกเดียว พวกเขาส่งให้อินเหมิงเถียนจนครบถ้วน องครักษ์เหล่านี้ช่างจงรักภักดีต่ออินเหมิงเถียนจริง ๆ! ดูเหมือนอินเหมิงเถียนจะปกครองคนได้ดีไม่น้อย
"หากไม่ใช่เพราะสหายตัวน้อย พวกเราก็คงไม่รอดพ้นมาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ บุญคุณช่วยชีวิตนั้นยากจะทดแทน ข้าขอมอบลูกแก้วอสูรเหล่านี้ให้แก่สหายตัวน้อยเพื่อเป็นการขอบคุณ" อินเหมิงเถียนส่งห่อผ้าให้เย่เฉิน
เมื่อเห็นท่าทางที่จริงใจของอินเหมิงเถียน เย่เฉินจึงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ข้าขอรับลูกแก้วอสูรระดับเก้าไว้ไม่กี่ลูก ที่เหลือท่านเก็บไว้เถอะครับ"
เย่เฉินเปิดห่อผ้า หยิบลูกแก้วอสูรระดับเก้ามาหกลูกใส่ลงในถุงเฉียนคุน แล้วกล่าวว่า "ที่เหลือพอแล้วครับ"
อินเหมิงเถียนอยากจะให้ลูกแก้วอสูรที่เหลือทั้งหมดแก่เย่เฉิน แต่เย่เฉินยืนกรานที่จะไม่รับ เขาจึงจำต้องเก็บลูกแก้วอสูรเหล่านั้นไว้
ต่อให้เย่เฉินจะรับลูกแก้วอสูรทั้งหมดไป พวกเขาก็คงไม่ว่าอะไร แต่เย่เฉินกลับรับไปเพียงหกลูกเท่านั้น เมื่อพวกจานหู่มองเย่เฉินจึงยิ่งรู้สึกประทับใจ เย่เฉินเป็นคนที่มีความสุขุมและมีสง่าราศีจริง ๆ
เมื่อลูกแก้วอสูรบนพื้นถูกเก็บจนเกลี้ยง หลายกลุ่มจึงทยอยกันจากไป
เย่เฉินหันมามองอินเหมิงเถียนและพวกแล้วกล่าวว่า "ตามข้ามาเถอะ!" เย่เฉินเดินนำไปยังส่วนลึกของถ้ำตามทิศทางในแผนที่
ตลอดทางที่เดินไป อุโมงค์ในถ้ำเริ่มแคบลง จนพอให้คนเดินผ่านได้ทีละคนเท่านั้น
"หอหยกใต้ดินนี้ไม่รู้ว่าสร้างขึ้นมาได้อย่างไร ถึงได้ขุดอุโมงค์มากมายขนาดนี้ คงต้องใช้แรงงานมหาศาลแน่ ๆ" เย่เฉินกล่าวเปรยขึ้นมาในขณะที่เดิน
"สหายตัวน้อยไม่รู้ที่มาของหอหยกใต้ดินอย่างนั้นหรือ?" อินเหมิงเถียนถามด้วยความประหลาดใจ
"ไม่ทราบครับ หอหยกใต้ดินนี้มีที่มาอย่างไร?"
"อุโมงค์เหล่านี้ แท้จริงแล้วเป็นถ้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ"
"ถ้ำเหล่านี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างนั้นหรือ? เป็นไปได้อย่างไร!" เย่เฉินไม่เข้าใจ หากเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เหตุใดอุโมงค์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ถึงดูคล้ายกับเส้นชีพจรในร่างกายมนุษย์นัก เมื่อครู่จุดที่พวกเขาต่อสู้กับหมาป่าอสูร ก็ตรงกับจุดเฟิงฉือในร่างกายมนุษย์พอดี
༺༻