- หน้าแรก
- คัมภีร์ดาราเก้าวิถี
- บทที่ 75 - ไม่เหมือนในอดีต
บทที่ 75 - ไม่เหมือนในอดีต
บทที่ 75 - ไม่เหมือนในอดีต
บทที่ 75 - ไม่เหมือนในอดีต
༺༻
ในตอนนี้เย่เฉินแน่ใจแล้วว่า อาหลีต้องเป็นสัตว์เสวียนแน่นอน เพียงแต่ไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์เสวียนระดับไหนและอยู่ในขั้นใดแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อใดอาหลีจึงจะเหมือนกับตัวนิ่มนั่นที่สามารถจำแลงกายและพูดภาษามนุษย์ได้
เย่ซางเสวียน เย่จ้านเทียน และคนอื่นๆ ต่างก็มองดูแมวหลีตัวน้อยข้างกายเย่เฉินด้วยความประหลาดใจ พวกเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แปลกประหลาดจากตัวอาหลี จึงแน่ใจได้ว่าอาหลีเป็นสัตว์เสวียน ไม่ใช่สัตว์อสูร แต่สัตว์เสวียนที่ยังไม่ถึงระดับสิบนั้นไม่มีพลังโจมตี พวกเขาจึงเลิกให้ความสนใจไป
ครู่ต่อมา อาหลีก็ลืมตาขึ้นและกระโดดขึ้นไปบนบ่าของเย่เฉิน
เย่เฉินสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าอาหลีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
"อาหลี ตอนนี้เจ้าอยู่ระดับไหนแล้ว?" เย่เฉินถาม
อาหลีทำท่าทางประกอบ เย่เฉินรู้สึกประหลาดใจที่อาหลีกลายเป็นสัตว์เสวียนระดับสิบไปแล้ว เขาคิดว่าระดับแปดหรือเก้าก็น่าจะเก่งที่สุดแล้ว สัตว์เสวียนระดับสิบนับว่าแข็งแกร่งไหมนะ? แต่อาหลีนอกจากวิชามายาแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีพลังโจมตีอะไรเลย สัตว์เสวียนก่อนจะถึงระดับปรมาจารย์ปฐพี พลังรบมักจะไม่ค่อยดีนัก แต่หากต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับเดียวกันก็นับว่าชนะขาด
"เฉินเอ๋อ เจ้ากินโสมทารกพันปีต้นนั้นเถอะ พวกเราจะช่วยคุ้มกันให้เจ้าเอง" เย่ซางเสวียนหันไปกล่าวกับเย่เฉิน
เย่เฉินครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า เมื่อก่อนไม่ว่าเขาจะกินโอสถชนิดใดก็ไม่ค่อยได้ผล สู้การกระตุ้นมีดบินและดูดซับปราณเสวียนที่แผ่ออกมาไม่ได้ ไม่รู้ว่าโสมทารกพันปีนี้จะให้ผลอย่างไร เขาจึงนั่งลงกับพื้นแล้วกินโสมทารกพันปีเข้าไปทีละคำ จากนั้นก็นั่งสมาธิกลั่นกรองปราณเสวียน
หลังจากโสมทารกพันปีลงท้องไป มันก็ถูกย่อยอย่างรวดเร็ว ปราณเสวียนที่เกิดขึ้นไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณและหลอมรวมเข้ากับปราณเสวียนเดิมของเย่เฉิน ปราณเสวียนหนาแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ก็นับว่าเบาบางมาก
เป็นไปได้อย่างไร? พลังของโสมทารกพันปีไม่ได้สลายไปไหนเลยแต่กลับถูกดูดซับไว้หมด ตามหลักแล้วน่าจะเลื่อนระดับได้แล้วสิ เหตุใดจึงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย?
ปราณเสวียนไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เส้นลมปราณในตัวเย่เฉินกลับปรับปรุงขึ้นมาก มีความยืดหยุ่นกว่าเมื่อก่อน เมื่อตรวจสอบปราณเสวียนในร่างกายอย่างละเอียด เย่เฉินก็พบว่า พลังของโสมทารกพันปีถูกดาราสวรรค์ทั้งเก้าในจุดตันเถียนดูดซับไปหมดแล้ว วงจรทั้งเก้ามีขนาดใหญ่ขึ้นและหมุนเร็วขึ้น แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาที่รุนแรงนัก
กินโสมทารกพันปีไปแล้ว กลับมีปฏิกิริยาเพียงแค่นี้และยังไม่เลื่อนระดับ เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อแท้ เขาจึงตัดสินใจกระตุ้นมีดบินดู ในยามที่เขากระตุ้นมีดบิน ปราณเสวียนอันมหาศาลก็พุ่งออกมาจากมีดบิน ปริมาณของปราณเสวียนนี้มากกว่าเดิมถึงสองเท่า หลังจากปราณเสวียนเหล่านี้ไหลผ่านเส้นลมปราณ ก็มุ่งตรงไปยังจุดตันเถียนและถูกดาราสวรรค์ทั้งเก้าดูดซับไป
ในไม่ช้า ปราณเสวียนในร่างกายก็พลุ่งพล่านราวกับน้ำเดือด และเข้าใกล้คอขวดของระดับแปดขั้นสูงสุด ในพริบตาต่อมา คอขวดนั้นก็พังทลายลง ดาราสวรรค์ทั้งเก้าหมุนเร็วขึ้นกว่าเดิม เย่เฉินรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง พลังปราณเสวียนของเขาทะลวงเข้าสู่ระดับเก้าขั้นกลางในทันที
เมื่อปราณเสวียนเลื่อนระดับแล้ว ไม่รู้ว่าพลังจิตวิญญาณจะเป็นอย่างไร เย่เฉินจึงปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณออกไป พลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกไป เหนือหัวของเขา ขุนพลสวมเกราะทองคำที่ถือดาบยาวดูแข็งแกร่งกว่าเดิม และเริ่มดูมีตัวตนที่ชัดเจนขึ้น เมื่อเขานึกถึงสิ่งใด ขุนพลนั่นก็สามารถเหินบินออกไปได้ไกลถึงห้าหกซึ่ง ไม่รู้ว่าหากต้องประชันกับพลังสัมผัสวิญญาณของสัตว์เสวียน พลังโจมตีจะเป็นอย่างไร
เย่เฉินควบคุมพลังจิตวิญญาณด้วยความยินดี
ที่ห้องพักทิศตะวันออก หมิงหยวนกำลังกินเนื้อย่างที่คนตระกูลเย่นำมาให้อย่างเอร็ดอร่อย ปากเคี้ยวตุ้ยๆ พลางนึกในใจว่า ที่แท้พวกมนุษย์ทำเนื้อย่างได้อร่อยเพียงนี้ มิน่าเล่าท่านราชาอสูรถึงชอบอยู่กับพวกมนุษย์นัก
ทันใดนั้น หมิงหยวนก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า ปล่อยพลังสัมผัสวิญญาณออกไปแล้วก็ต้องตกใจจนหน้าถอดสี ในความว่างเปล่าเบื้องหน้า ขุนพลสวมเกราะทองคำนั่นดูสูงใหญ่และน่าเกรงขามยิ่งกว่าเมื่อตอนเช้าเสียอีก ดูจะทรงพลังกว่าร่างจำแลงที่ท่านราชสีห์สร้างขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ แรงกดดันพลังจิตวิญญาณอันมหาศาลนั้นทำให้พลังสัมผัสวิญญาณของเขารู้สึกสั่นสะท้านจากก้นบึ้งของหัวใจ ราวกับว่าในพริบตาถัดไปเขาจะถูกแรงกดดันนี้บดขยี้จนสลายหายไป เขาจึงรีบเก็บพลังสัมผัสวิญญาณกลับคืนมาทันที
เมื่อพลังสัมผัสวิญญาณกลับเข้าสู่ร่าง เขาก็หอบหายใจอย่างหนัก ในดวงตามีแววตาแห่งความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้ง พลังจิตวิญญาณช่างน่ากลัวเหลือเกิน! ท่านราชาอสูรผู้นี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
หมิงหยวนตบหน้าอกตัวเอง หัวใจที่เต้นรัวต้องใช้เวลานานกว่าจะสงบลง ข้อมูลเหล่านี้เขาต้องรีบนำไปรายงานต่อท่านราชสีห์ให้หมด
ครู่ต่อมา เย่เฉินรู้สึกว่าพอใจแล้วจึงเก็บพลังจิตวิญญาณกลับมา เดินลมปราณต่ออีกสักพักจึงถอนหายใจและลืมตาขึ้นมา ภาพที่เห็นคือสายตาที่เป็นห่วงและร้อนใจของเย่ซางเสวียน เย่จ้านเทียน และคนอื่นๆ
"เฉินเอ๋อ เป็นอย่างไรบ้าง เลื่อนระดับแล้วหรือยัง?"
"ปราณเสวียนมีความคืบหน้าไหม?"
"ครับ" เย่เฉินพยักหน้า
เมื่อได้รับคำตอบยืนยันจากเย่เฉิน เย่ซางเสวียน เย่จ้านเทียน และคนอื่นๆ ต่างก็มีสีหน้าดีใจสุดขีด ความสุขที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจนั้นดูจะมากกว่าตอนที่พวกเขาเลื่อนระดับเสียอีก
"ความแข็งแกร่งของเฉินเอ๋ออยู่ในระดับไหนแล้ว?" เย่จ้านเทียนถาม โดยทั่วไปความแข็งแกร่งของคนอื่นสามารถมองออกได้จากการกระเพื่อมของปราณเสวียน แต่ความแข็งแกร่งของเย่เฉินนั้น ต่อให้ระดับพลังจะต่ำกว่าพวกเขา พวกเขาก็ยังมองไม่ออกอยู่ดี
"น่าจะเป็นระดับเก้าขั้นกลางครับ" เย่เฉินนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ
ระดับเก้าขั้นกลางหรือ? ความแข็งแกร่งของเฉินเอ๋อก็บรรลุระดับเก้าขั้นกลางมาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ? ทุกคนพลันนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้เย่เฉินไม่ได้อยู่ระดับเก้าขั้นกลาง แต่เป็นระดับแปดขั้นสูงสุด เพียงแต่ยามที่เขาอยู่ระดับแปดขั้นสูงสุด เขาก็สามารถต่อกรกับยอดฝีมือระดับเก้าขั้นกลางได้แล้ว!
"ไม่รู้ว่าความแข็งแกร่งของเฉินเอ๋อในยามนี้ จะไปถึงขั้นไหนแล้ว" เย่ซางเสวียนกล่าวพลางนึกในใจว่า อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ระดับเก้าขั้นสูงสุดแล้วกระมัง เช่นนั้นป้อมตระกูลเย่ก็จะมีผู้แข็งแกร่งระดับเก้าขั้นสูงสุดถึงห้าคนเลยทีเดียว!
ในตระกูลจู่ๆ ก็มียอดฝีมือระดับเก้าขั้นสูงสุดเพิ่มขึ้นมาสามคนและสัตว์อสูรระดับเก้าขั้นสูงสุดอีกสองตัว นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีเพียงใด! ในไม่ช้าข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วป้อมตระกูลเย่ ตอนที่คนในตระกูลได้ยินข่าวนี้ครั้งแรกยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ แต่เมื่อได้รับการยืนยันแล้ว ต่างก็พากันวิ่งไปบอกต่อกันอย่างตื่นเต้น
"ท่านอาหก พลังของตระกูลเราในยามนี้ไม่เหมือนในอดีตแล้ว ถึงเวลาที่เราจะไปทวงเหมืองเหล็กหลังเขาคืนมา และบัญชีของป้อมตระกูลอวิ๋นก็ถึงเวลาที่ต้องชำระกันแล้ว!" เย่จ้านหลงหันไปมองเย่ซางเสวียนพลางกำหมัดแน่น
เมื่อเย่จ้านหลงเอ่ยถึงป้อมตระกูลอวิ๋น ทุกคนต่างก็มีสีหน้าโกรธแค้นและหันไปมองเย่ซางเสวียน
"เฉินเอ๋อ เจ้าว่าควรจะจัดการอย่างไรดี?" เย่ซางเสวียนหันมาถามเย่เฉิน
"เรื่องป้อมตระกูลอวิ๋นรบกวนท่านปู่รอง ท่านอาสอง และท่านอาสามจัดการด้วยครับ ท่านปู่รองพาต้าเหมากับเอ้อเหมาไปด้วยนะครับ" เย่เฉินครุ่นคิดครู่หนึ่ง ยอดฝีมือระดับเก้าขั้นสูงสุดสามคน ระดับเก้าขั้นกลางสองคน การจะจัดการกับป้อมตระกูลอวิ๋นนั้นเพียงพอแล้ว
"ข้าไปด้วย"
"ข้าก็จะไป" เย่เหมิงและพวกคนรุ่นเยาว์ต่างพากันเสนอตัว
หลังจากหารือกันครู่หนึ่ง เย่ซางเสวียนก็นำคนสิบกว่าคนพร้อมด้วยต้าเหมาและเอ้อเหมา เดินทางออกจากป้อมตระกูลเย่ มุ่งหน้าไปยังป้อมตระกูลอวิ๋นอย่างรวดเร็ว เมื่อเผชิญกับยอดฝีมือมากมายเพียงนี้ ป้อมตระกูลอวิ๋นย่อมหนีไม่พ้นภัยพิบัติอันใหญ่หลวง ในป้อมตระกูลอวิ๋นมีเพียงอวิ๋นอี้หยางที่เป็นระดับเก้าขั้นกลางเพียงคนเดียว คาดว่าคงไม่มีกำลังแม้แต่จะขัดขืน!
การต่อสู้ระหว่างตระกูลเช่นนี้ ไม่เจ้าตายก็ข้าพินาศ ป้อมตระกูลเย่ก่อนหน้านี้เกือบถูกป้อมตระกูลอวิ๋นฆ่าล้างตระกูล ในยามนี้ย่อมจะไม่ออมมือให้เด็ดขาด
༺༻