- หน้าแรก
- คัมภีร์ดาราเก้าวิถี
- บทที่ 54 - มัจฉาหยินหยาง
บทที่ 54 - มัจฉาหยินหยาง
บทที่ 54 - มัจฉาหยินหยาง
บทที่ 54 - มัจฉาหยินหยาง
༺༻
เมื่อเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบอึดใจผ่านไป ทุกคนต่างมองไปที่โต๊ะเหล่านั้น พบว่าคนส่วนใหญ่ทำได้เพียงทิ้งเส้นสายที่คดเคี้ยวไปมาไว้บนขี้เถ้าเพียงไม่กี่เส้นเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ถือว่าดีแล้ว เพราะบางคนกลับไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลยเนื่องจากไม่สามารถบีบพลังปราณเสวียนให้เป็นเส้นสายได้ มีเพียงไม่กี่คนที่วาดลวดลายออกมาซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ดูไม่ออกว่าคือรูปอะไร
ทุกคนต่างมองไปที่หลีสวี่ด้วยความหวัง ว่าจะมีสักหนึ่งหรือสองคนที่เข้าตาเขา แต่หลีสวี่กลับส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง ทุกคนจึงรู้สึกท้อแท้ใจ การจะเป็นศิษย์ของท่านปรมาจารย์โอสถเซวียนอี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
"กลุ่มที่สอง!"
ไม่นานนัก เด็กหนุ่มกลุ่มแรกก็เดินลงไปและกลุ่มที่สองก็เดินขึ้นมาแทน ซึ่งโม่เถิงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้พอดี หลังจากทุกคนยืนประจำที่แล้ว การทดสอบก็เริ่มต้นขึ้นทันที
หลีสวี่เดินผ่านโต๊ะแต่ละตัวไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่โต๊ะของโม่เถิง แล้วเขาก็มีสีหน้าชื่นชมขึ้นมาเล็กน้อย โม่เถิงวาดรูปกระต่ายไว้บนขี้เถ้า แม้จะดูไม่ค่อยสวยงามและเส้นสายยังคดเคี้ยวอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้วถือว่าทำได้ดีกว่ามาก
โม่เฟิงที่ยืนอยู่ข้างหลังโม่เถิง เมื่อเห็นท่าทางของหลีสวี่ก็ใจชื้นขึ้นมาทันที ใบหน้าของเขาแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้น
"พรสวรรค์ไม่เลว หากพยายามต่อไป ชั่วชีวิตนี้ย่อมเป็นผู้ปรุงโอสถระดับกลางได้แน่นอน!" หลีสวี่ยิ้มกล่าว
เพียงแค่ผู้ปรุงโอสถระดับกลาง ก็นับว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดของป้อมตระกูลโม่แล้ว มือที่เหี่ยวย่นของโม่เฟิงสั่นไม่หยุดด้วยความตื่นเต้น
ทุกคนต่างมองโม่เฟิงด้วยความอิจฉา บรรดาเจ้าป้อมและประมุขตระกูลต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดี พลางนึกในใจว่าตระกูลโม่นี่ช่างดวงดีเสียจริง ร้อยปีก่อนก็เคยมีผู้ปรุงโอสถระดับกลางออกมาคนหนึ่งแล้ว ไม่นึกเลยว่าในอนาคตอันใกล้กำลังจะมีออกมาอีกคน ดูเหมือนต้องรีบสร้างสัมพันธ์อันดีกับตระกูลโม่ไว้เสียแล้ว
"ขอแสดงความยินดีกับท่านประมุขเฒ่าโม่ด้วย"
"ยินดีด้วยครับ"
"ยินดีร่วมกันครับ ยินดีร่วมกัน!" โม่เฟิงกล่าวตอบรับด้วยความตื่นเต้น เจ้าโม่เถิงคนนี้ช่างทำให้เขาได้หน้าเสียจริง
ในกลุ่มที่สองมีเพียงโม่เถิงคนเดียวที่ผ่านเกณฑ์ ส่วนกลุ่มที่สาม สี่ และห้า กลับไม่มีใครผ่านเลย จนในที่สุดก็มาถึงกลุ่มที่หก ทันทีที่เย่เฉินก้าวขึ้นมา สายตาของทุกคนก็จับจ้องที่เขาเป็นจุดเดียว ทุกคนต่างอยากจะรู้ว่าในเรื่องความสามารถในการควบคุมพลังปราณเสวียนนั้น เย่เฉินจะทำได้ตามเกณฑ์ของปรมาจารย์หลีหรือไม่ และเขาจะมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งเหมือนกับตอนฝึกยุทธ์หรือเปล่า
เย่เฉินและเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ต่างยืนประจำที่หน้าโต๊ะของตนเอง เขาขยับมือขวาไปอังไว้เหนือขี้เถ้าที่ระดับความสูงสองจั้ง
"เริ่มได้!"
เด็กหนุ่มเหล่านั้นเริ่มโคจรพลังปราณเสวียนในร่างทันที
เย่เฉินเองก็เพิ่งเคยใช้วิธีทดสอบที่แปลกประหลาดนี้เป็นครั้งแรก เขาหลับตาลงและเริ่มโคจรพลังปราณเสวียนในร่าง ไม่นานนักพลังเหล่านั้นก็พุ่งไปยังมือขวา เย่เฉินพยายามจะบีบพลังปราณเสวียนให้เป็นเส้นสายเพียงเส้นเดียว แต่พลังในร่างของเขากลับพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง
พลังปราณเสวียนในร่างของเย่เฉินนั้นบริสุทธิ์และหนาแน่นกว่าคนทั่วไปมาก แต่มันกลับรุนแรงและเชี่ยวกรากเหมือนระลอกคลื่นในมหาสมุทร ทำให้ควบคุมได้ยากยิ่งนัก เขาพยายามควบคุมกระแสพลังนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ล้มเหลว แค่จะบีบให้เป็นเส้นสายก็ยากแล้ว นับประสาอะไรกับการวาดรูปลงบนขี้เถ้าพวกนี้
เวลาค่อยๆ ผ่านไป ทุกคนต่างจ้องมองไปที่จุดที่เย่เฉินยืนอยู่ แต่ขี้เถ้าบนโต๊ะเขากลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย ในขณะที่เด็กหนุ่มคนข้างๆ อย่างน้อยก็ยังวาดเส้นสายที่คดเคี้ยวออกมาได้บ้าง
"หรือว่าเย่เฉินจะยังควบคุมพลังปราณเสวียนในร่างไม่ได้?"
"ก็เป็นเรื่องปกติแหละ ยิ่งพลังปราณหนาแน่นเท่าไหร่ ก็ยิ่งควบคุมได้ยากเท่านั้น"
"ดูเหมือนว่าเย่เฉินจะไม่มีพรสวรรค์ในการปรุงยาแฮะ"
ผู้คนรอบข้างต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา เย่ซางเสวียนเองเมื่อคิดดูแล้วก็รู้สึกยอมรับได้ หากไม่มีพรสวรรค์ในการปรุงยาก็ไม่เป็นไร อย่างมากก็แค่เสียโอสถเสวียนปฐพีเม็ดนั้นไป แต่ในใจของเขาก็อดรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยไม่ได้ ป้อมตระกูลเย่ไม่มีผู้ปรุงโอสถมาหลายร้อยปีแล้ว เดิมทีเขาคิดว่าพรสวรรค์ของเฉินเอ๋อจะสามารถทำลายอาถรรพ์นี้ได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนความหวังจะริบหรี่เสียแล้ว
หลีสวี่ที่เดิมทีตั้งความหวังไว้สูงกับเย่เฉิน ตอนนี้ก็เริ่มจะผิดหวัง เย่เฉินมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ที่น่าทึ่งและเหมาะกับวิชาธาตุไฟมาก แต่กลับไม่มีวาสนากับวิถีโอสถเลย เขาจึงเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา นึกว่าจะได้เจออัจฉริยะในการปรุงยาเข้าให้แล้ว แต่โลกนี้อัจฉริยะมันจะหากันได้ง่ายๆ ขนาดนั้นที่ไหนกัน!
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปหนึ่งร้อยอึดใจแล้ว เย่เฉินยังคงหลับตานิ่งสนิท และขี้เถ้าที่อยู่ด้านล่างก็ยังไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
เวลาใกล้จะหมดลงแล้ว ทุกคนต่างรอคอยผลลัพธ์ที่จะออกมา ในกลุ่มเดียวกับเย่เฉินมียอดฝีมือที่มีพรสวรรค์ใช้ได้อยู่หนึ่งหรือสองคน แต่เมื่อเทียบกับโม่เถิงแล้วก็ยังห่างชั้นกันอยู่มาก
โม่เถิงปรายตามองมาทางเย่เฉินพลางเบะปากเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็เรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้เสียที แม้ระดับพลังยุทธ์เขาจะสู้เย่เฉินไม่ได้ แต่เขาก็ยังมีสิ่งที่น่าภาคภูมิใจเหนือกว่าอยู่เหมือนกัน
ในขณะที่ทุกคนกำลังหันไปมองทางอื่น เย่เฉินก็ได้ทำใจให้สงบและเริ่มเข้าสู่สภาวะแห่งวิถี ดาราทั้งเก้าที่จุดตันเถียนหมุนวนไปในทิศทางที่ลึกล้ำ พลังปราณเสวียนในร่างทุกหยดหยาดดูเหมือนเขาจะรับรู้ได้ทั้งหมด พลังทั้งเก้าธาตุไหลเวียนอย่างเป็นระบบ ที่แท้เคล็ดลับในการควบคุมพลังปราณเสวียนมันเป็นแบบนี้นี่เอง!
แม้เขาจะค้นพบความลับในการควบคุมพลังปราณเสวียนแล้ว แต่ในใจของเย่เฉินกลับนิ่งสงบประดุจความคงอยู่อันเป็นนิรันดร์
"เอ๊ะ ขี้เถ้านั่นขยับแล้ว!" ใครบางคนตะโกนขึ้นมา
ทุกคนต่างหันมาตามเสียงเรียก สายตาจดจ้องไปที่ขี้เถ้าใต้ฝ่ามือของเย่เฉิน พบว่าขี้เถ้าเหล่านั้นกำลังถูกขยับเขยื้อนไปอย่างช้าๆ
"ขยับได้บ้างแล้วแฮะ ไม่เลวเลย แต่ถ้าเทียบกับเกณฑ์ของปรมาจารย์หลีแล้ว ยังห่างไกลนัก!" บางคนส่ายหน้าด้วยความเสียดาย เพราะเวลาล่วงเลยมานานขนาดนี้ พวกเขาจึงคิดว่าเย่เฉินไม่มีทางทำตามเกณฑ์ของหลีสวี่ได้ทันแน่นอน
หลีสวี่ที่ได้ยินคำวิจารณ์ของฝูงชน ก็หันไปมองขี้เถ้าใต้ฝ่ามือของเย่เฉินเหมือนกัน ขี้เถ้าเหล่านั้นทำเพียงแค่เคลื่อนไหวช้าๆ โดยไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เมื่อดูเวลาแล้วพบว่าผ่านไปหนึ่งร้อยสิบอึดใจแล้ว ต่อให้เย่เฉินเริ่มตอนนี้ก็คงวาดอะไรออกมาไม่ทันอยู่ดี การที่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้กว่าจะควบคุมพลังปราณได้ แสดงว่าความสามารถในการควบคุมพลังของเขานั้นย่ำแย่มาก และไม่ตรงตามคุณสมบัติของผู้ปรุงโอสถเลยแม้แต่น้อย!
เมื่อเห็นว่าผ่านไปหนึ่งร้อยสิบอึดใจแล้วเย่เฉินยังวาดอะไรไม่ออก ความกังวลในใจของอวิ๋นอี้หยางก็มลายหายไปสิ้น ตราบใดที่เย่เฉินไม่ได้ร่วมสำนักเดียวกับท่านปรมาจารย์โอสถเซวียนอี้ ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหา เขายิ้มมุมปากด้วยท่าทางดูแคลน โลกนี้มันจะมีอัจฉริยะมากมายขนาดนั้นได้ยังไงกัน!
"ท่านประมุขเฒ่าเย่ พรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ของหลานชายท่านช่างน่าทึ่งจริงๆ แต่ในวิถีโอสถนั้น ดูเหมือนเขาจะไม่มีพรสวรรค์เอาเสียเลยนะ" โม่เฟิงลูบเคราสีดอกเลาพลางยิ้มกล่าว
"ขอแสดงความยินดีกับท่านประมุขเฒ่าโม่ด้วยครับ อีกไม่นานป้อมตระกูลโม่อาจจะมีผู้ปรุงโอสถระดับกลางออกมาอีกคน" เย่ซางเสวียนกล่าวตามมารยาท แต่หากจะบอกว่าเขาไม่รู้สึกอิจฉาเลยก็คงจะโกหก ในใจของเขารู้สึกหดหู่ใจยิ่งนัก หรือว่าคำว่าผู้ปรุงโอสถจะไม่มีวันเกิดขึ้นในป้อมตระกูลเย่จริงๆ?
"ท่านประมุขเฒ่าเย่ วันข้างหน้าป้อมของเราทั้งสองควรจะมีการติดต่อไปมาหาสู่กันให้มากขึ้นนะครับ" โม่เฟิงนั้นเป็นคนฉลาดหลักแหลม ต่อให้เย่เฉินจะปรุงยาไม่ได้ แต่อนาคตด้านวรยุทธ์ของเขานั้นต้องไปได้ไกลแน่นอน การผูกมิตรกับป้อมตระกูลเย่ไว้จึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย
"ขอบพระคุณท่านประมุขเฒ่าโม่ที่ให้เกียรติครับ"
ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้น ฝูงชนรอบๆ กลับเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที
"หืม?" หลีสวี่อุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าขี้เถ้าใต้ฝ่ามือของเย่เฉินเริ่มขยับเขยื้อนอย่างรวดเร็ว โดยมีจุดศูนย์กลางเป็นแกนกลางและหมุนวนไปรอบๆ อย่างรวดเร็วประดุจน้ำวน เขาประหลาดใจมาก เพราะตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยได้ยินว่าจะมีใครสามารถบีบพลังปราณเสวียนที่ฝ่ามือให้กลายเป็นน้ำวนได้มาก่อนเลย!
ขี้เถ้าเหล่านั้นหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนมันเริ่มลอยขึ้นมาจากโต๊ะและลอยอยู่กลางอากาศ ก่อนจะค่อยๆ ตกลงมา ขี้เถ้าเหล่านั้นกลับรวมตัวกันบนโต๊ะจนกลายเป็นรูปวงกลมที่สมบูรณ์แบบ ตรงกลางวงกลมมีเส้นโค้งกั้นกลาง และมีจุดอยู่สองจุดที่ด้านข้าง ดูคล้ายกับลูกอ๊อดสองตัวที่ว่ายวนหากัน
ช่างเป็นลวดลายที่แปลกประหลาดนัก!
คนเหล่านี้ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่ามัจฉาหยินหยางหรือไท่จื้อแปดทิศ ดังนั้นลวดลายนี้จึงดูแปลกใหม่สำหรับพวกเขามาก
วงกลมนี้มีเส้นสายที่อิ่มเอมและแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ลึกล้ำอย่างประหลาด เส้นสายของมันดูนุ่มนวลกว่าของเด็กหนุ่มคนอื่นๆ มาก รวมถึงโม่เถิงด้วย เพียงแต่รูปทรงมันดูเรียบง่ายจนเกินไปหน่อย
ทุกคนเหลือบมองเวลา พบว่าผ่านไปหนึ่งร้อยสิบห้าอึดใจแล้ว การที่เย่เฉินสามารถวาดลวดลายนี้ออกมาได้ในวินาทีสุดท้าย ทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
"ไม่รู้ว่าวงกลมที่เย่เฉินวาด กับกระต่ายที่โม่เถิงวาด แบบไหนจะดีกว่ากันนะ"
"วงกลมดูสวยกว่านะ แต่กระต่ายของโม่เถิงซับซ้อนกว่า ดูแล้วตัดสินยากจริงๆ"
"แล้วแบบนี้เย่เฉินถือว่ามีพรสวรรค์ในการปรุงยาไหมนะ?"
"ก็ต้องดูว่าปรมาจารย์หลีจะว่ายังไงนั่นแหละ"
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น วงกลมบนโต๊ะกลับเริ่มหมุนวนอีกครั้ง และสลายกลายเป็นกองขี้เถ้าสีขาวเหมือนเดิม
"หรือว่าเย่เฉินจะถอดใจไปแล้ว?"
"วาดเสร็จแล้ว ทำไมถึงทำลายมันทิ้งล่ะ?"
༺༻