- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- ตอนที่ 62 - ค่ายกลหมื่นสังหาร
ตอนที่ 62 - ค่ายกลหมื่นสังหาร
ตอนที่ 62 - ค่ายกลหมื่นสังหาร
ตอนที่ 62 - ค่ายกลหมื่นสังหาร
คนรุ่นเยาว์ที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าผู้นี้มีนามว่า หวังหมั่ง อายุสิบแปดปี เมื่อตอนอายุสิบห้าเขาได้ไปเป็นทหารรับจ้างอยู่ที่ชายแดนอาณาจักรเทียนอวิ๋น เคยฆ่าคน เคยถูกคมดาบ คลุกคลานอยู่บนเส้นแบ่งความเป็นตายที่ชายแดนมานานถึงสามปี
ปัจจุบันมีฐานพลังขอบเขตฝึกกายขั้นที่สาม ประสบการณ์การต่อสู้โชกโชน พลังต่อสู้แข็งแกร่งยิ่งนัก เมื่อตอนทดสอบเข้าสำนัก หวังหมั่งทดสอบพลังหมัดได้ถึงสองพันห้าร้อยจิน และในเจดีย์หลิงหลงเขาก็สังหารไปถึงชั้นที่สาม
"พวกเด็กรุ่นหลังที่ได้สามลำดับแรก คิดว่าพลังของตนจะเหนือกว่าพวกเราจริงๆ หรือ หากไม่ใช่เพราะเจดีย์หลิงหลงกำหนดความแข็งแกร่งของศัตรูตามอายุกระดูก ข้าต้องทะลวงผ่านชั้นที่ห้าได้อย่างแน่นอน!"
ข้างกายหวังหมั่งยังมีคนรุ่นเยาว์อีกคนนามว่า หลี่เถี่ย เขาเป็นสหายศึกของหวังหมั่ง ทดสอบพลังหมัดได้สองพันห้าร้อยจินเช่นกัน และผลการทดสอบในเจดีย์หลิงหลงก็อยู่ที่ชั้นที่สาม
พลังหมัดไม่ใช่สิ่งที่ทหารรับจ้างเหล่านี้ถนัด เพราะพลังหมัดส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของร่างกายและวิชาที่ฝึกฝน ทหารรับจ้างเหล่านี้มีวิชาพื้นๆ พลังย่อมไม่แข็งแกร่งเท่าใดนัก จุดแข็งของพวกเขาอยู่ที่ประสบการณ์การต่อสู้ที่โชกโชน เพลงดาบที่ช่ำชอง สัญชาตญาณการต่อสู้ที่เฉียบคม และกระบวนท่าสังหารที่คาดไม่ถึง
ดังนั้นความแข็งแกร่งของทั้งสองจึงอยู่ที่การต่อสู้จริง โดยเฉพาะการต่อสู้ตัดสินความเป็นตาย ไม่ใช่การทดสอบ
"หวังเอี้ยนเฟิง หลินหมิง! เจ้าเด็กสองคนนั้นล้วนเป็นบุปผาที่เติบโตในเรือนกระจก แต่ทักษะการต่อสู้ของพวกเรานั้นกลิ้งเกลือกอยู่บนปลายคมดาบ หากพูดถึงการต่อสู้เสี่ยงตาย พวกเขาจะมาเป็นคู่มือของพวกเราได้อย่างไร!"
ในเจดีย์หลิงหลง พวกเขาถูกจำกัดด้วยอายุกระดูก จึงหยุดอยู่ที่ชั้นที่สาม แต่ในการแข่งขันจัดอันดับนั้นไม่มีข้อจำกัดเช่นนี้ ทุกคนได้รับความเท่าเทียมกัน! นี่คือโอกาสในการพิสูจน์ตนเอง!
...
ค่ายกลหมื่นสังหารที่สำนักชีเสวียนใช้สำหรับการทดสอบจัดอันดับ ตั้งอยู่ในหุบเขาอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกลจากเจดีย์หลิงหลง ในหุบเขานี้เต็มไปด้วยไผ่กระบี่ ใบไผ่ที่แหลมคมและหนาแน่นแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าออกมาจางๆ
ท่ามกลางป่าไผ่ที่ซ้อนทับกัน มีลานหินสี่เหลี่ยมกว้างหนึ่งพันก้าว ใจกลางลานมีแท่นพิธีวงกลมกว้างสิบวา บนแท่นสลักไปด้วยอักขระค่ายกลมากมาย แท่นพิธีนี้ก็คือค่ายกลหมื่นสังหารที่ใช้ในการทดสอบนั่นเอง
เมื่อพวกของหลินหมิงมาถึงลานหิน ที่แห่งนี้ได้รวบรวมผู้คนไว้ไม่น้อยแล้ว
เนื่องจากการเปิดค่ายกลหมื่นสังหารแต่ละครั้งต้องใช้หินปราณแท้จำนวนมาก ดังนั้นในหนึ่งเดือนจะเปิดเพียงครั้งเดียว เมื่อถึงเวลา ผู้บ่มเพาะทุกคนในสำนักชีเสวียนสามารถมาเข้าร่วมการทดสอบจัดอันดับได้ตามความสมัครใจ
แต่การทดสอบหนึ่งครั้งต้องวางเงินมัดจำด้วยหินปราณแท้หนึ่งก้อน หากเป็นผู้ที่อยู่นอกร้อยลำดับแรกแล้วอันดับสุดท้ายสูงขึ้นเกินห้าลำดับ หรือผู้อยู่ในร้อยลำดับแรกแล้วอันดับสูงขึ้นเกินสามลำดับ หินปราณแท้ก้อนนี้จะถูกคืนให้ ไม่เช่นนั้นจะไม่คืน
การตั้งกฎเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันลูกศิษย์ที่พลังไม่ได้ก้าวหน้าแต่มีความคิดว่าไม่สอบก็เสียเที่ยวมาเข้าร่วมการทดสอบ จนทำให้จำนวนคนทดสอบมากเกินไปจนสอบไม่เสร็จในหนึ่งวัน
หงซี กล่าวว่า "ลูกศิษย์ใหม่ที่เข้าร่วมการทดสอบครั้งแรกไม่ต้องวางมัดจำหินปราณแท้ พวกเจ้าสามารถใช้แผ่นหยกที่แจกให้ก่อนหน้านี้เพื่อเข้าร่วมการทดสอบค่ายกลหมื่นสังหารด้วยตนเอง ในค่ายกลหมื่นสังหาร ร่างจริงของพวกเจ้าจะไม่ได้รับบาดเจ็บ หากตายในภาพมายา การทดสอบจะสิ้นสุดลง และจะคำนวณอันดับจากคะแนนการสังหารศัตรู"
เมื่อหงซีกล่าวจบก็สั่งแยกย้าย หลินหมิงเดินเข้าไปในลานหิน ต้องการจะดูแท่นพิธีค่ายกลหมื่นสังหาร ในตอนนั้นเองเขาได้พบกับคนรู้จักสองคน ซึ่งก็คือ หลิวหมิงเซียง และ จางชาง ที่เคยมาหาเรื่องเมื่อหลายวันก่อน
ในขณะเดียวกัน จางชางก็พบหลินหมิงเช่นกัน เขามองมาด้วยรอยยิ้มดูแคลน
"หลินหมิง? ข้าเกือบลืมไปเลยว่าการทดสอบค่ายกลหมื่นสังหารครั้งนี้มีเด็กใหม่เข้าร่วมด้วย เหอๆ ข้าตั้งตารอดูผลงานของเจ้า หวังว่าเจ้าจะเข้าไปติดหนึ่งในร้อยแปดสิบอันดับแรกได้ ไม่เช่นนั้นคงน่าเบื่อเกินไป"
"อันดับของข้าเป็นอย่างไร ไม่ต้องให้เจ้ากังวลใจไป ว่าอย่างไร จูเอี๋ยน ไม่มาหรือ?" ประโยคนี้ของหลินหมิงชี้ชัดว่าเขารู้ว่าการยั่วยุของจางชางครั้งก่อนเป็นคำสั่งของจูเอี๋ยน
แต่จางชางหาได้ใส่ใจไม่ เขาไม่สนเลยว่าหลินหมิงจะรู้เรื่องนี้
จางชางแค่นหัวเราะอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า "จูเอี๋ยนเป็นศิษย์ตำหนักสวรรค์ อันดับที่สามสิบเก้า เมื่อมาถึงอันดับนี้ ทุกอันดับที่ก้าวหน้าล้วนยากลำบาก จะมาเข้าร่วมค่ายกลหมื่นสังหารทุกเดือนได้อย่างไร ระดับเช่นนั้น เป็นสิ่งที่เจ้าจะเข้าใจได้หรือ?"
หลินหมิงกล่าวว่า "ข้าไม่มีความสนใจจะพูดจาไร้สาระกับเจ้า ทุกอย่างรออีกหนึ่งเดือนให้หลัง ย่อมได้เห็นผลชัดเจน ถึงตอนนั้น หวังว่าเจ้าจะยังหัวเราะออกนะ"
"ฮ่าๆ คำพูดนี้ข้าก็อยากจะมอบให้เจ้าเช่นกัน"
การเดิมพันระหว่างจางชางและหลินหมิงได้แพร่สะพัดไปไกล ผู้คนไม่น้อยต่างรู้เรื่องนี้ บางคนรอคอยด้วยความสะใจที่จะเห็นลูกศิษย์ใหม่อันดับหนึ่งต้องปราชัย ในขณะที่บางคนก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของจางชาง เพราะการรังแกเด็กใหม่และชนะเอาหินปราณแท้ของเด็กใหม่นั้นเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ
และในเวลานี้ หวังเอี้ยนเฟิงกับหลิวหมิงเซียงก็ได้เผชิญหน้ากัน ด้วยนิสัยโอหังของหลิวหมิงเซียง เมื่อมาเจอกับหวังเอี้ยนเฟิงที่ทะนงตัว ย่อมเกิดประกายไฟขึ้น
ทันใดนั้น แสงสว่างจ้าก็ระเบิดออกมาจากแท่นพิธีใจกลางลานหิน อักขระบนแท่นพิธีสว่างขึ้นทีละตัว การต่อสู้จัดอันดับได้เริ่มขึ้นแล้ว
บนแท่นพิธีค่ายกลหมื่นสังหารมีสิบสองตำแหน่ง สามารถรองรับคนเข้าร่วมการทดสอบได้ครั้งละสิบสองคน
หลังสิ้นสุดการทดสอบ ค่ายกลหมื่นสังหารจะสะท้อนผลการสังหารไปยังค่ายกลมายาจัดอันดับโดยตรง เพื่อให้ได้ลำดับสุดท้าย
หลิวหมิงเซียงเห็นค่ายกลหมื่นสังหารเริ่มทำงาน ก็หัวเราะร่า "หวังเอี้ยนเฟิง พูดไปก็ไร้สาระ ไม่สู้พวกเราขึ้นไปประลองฝีมือในค่ายกลหมื่นสังหารกันเถิด"
"ตรงใจข้าพอดี!" แม้ช่วงหลายวันมานี้หวังเอี้ยนเฟิงจะได้รับความอัปยศจากหลินหมิงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความฮึกเหิมลดลง แม้เขาจะรู้ว่าโอกาสชนะหลิวหมิงเซียงมีไม่มากนัก แต่เขาก็ยังกล้าที่จะประลอง
"ลูกโคเพิ่งเกิดไม่กลัวเสือ หวังเอี้ยนเฟิงผู้นี้มีใจกล้านัก"
"มีใจกล้าจะมีประโยชน์อันใด อายุยังน้อยเกินไป ไม่ว่าจะสู้อย่างไรก็ไม่มีทางชนะ"
"เด็กใหม่สามารถเข้าถึงลำดับหนึ่งร้อยแปดสิบก็นับว่าหาได้ยากยิ่ง หนึ่งร้อยห้าสิบลำดับก็นับเป็นยอดอัจฉริยะ หนึ่งร้อยสามสิบลำดับนั้นเรียกได้ว่าปาฏิหาริย์ สิบปีจะพบสักครั้ง แม้แต่หลิงเซินหรือทัวกู่ก็ยังทำไม่ได้ ส่วนหลิวหมิงเซียงผู้นี้อยู่อันดับที่หนึ่งร้อยยี่สิบห้า ครั้งนี้ไม่แน่อาจจะพุ่งทะยานไปข้างหน้าอีก หวังเอี้ยนเฟิงจะชนะได้อย่างไร"
หลินหมิงฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น สายตาเบนไปทางศิลาจัดอันดับ ปรากฏว่าหลิวหมิงเซียงอยู่อันดับที่หนึ่งร้อยยี่สิบห้าจริงๆ นี่ถือเป็นระดับบนของตำหนักดินแล้ว
ตำหนักดินทั้งหมดรวมกับตำหนักสวรรค์มีศิษย์สองร้อยสามสิบคน เด็กใหม่ในครั้งนี้ หากติดสองร้อยอันดับแรกได้ก็นับเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว แน่นอนว่าหวังเอี้ยนเฟิงคงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ส่วนเขาจะพุ่งไปได้สูงเพียงใด หลินหมิงเองก็ไม่แน่ใจ
ในหลายวันมานี้เขาก็ได้รับรู้สถานการณ์คร่าวๆ ของศิลาจัดอันดับมาบ้าง การจะเข้าสู่หนึ่งร้อยแปดสิบอันดับแรกอย่างน้อยต้องสะสมให้ได้หนึ่งร้อยคะแนน การจะเข้าสู่หนึ่งร้อยห้าสิบลำดับต้องสะสมหลายร้อยคะแนน และการสังหารศัตรูที่มีพลังเทียบเท่าขอบเขตฝึกกายขั้นที่สามระดับสูงสุด ก็ได้เพียงห้าสิบคะแนนเท่านั้น
คนทั้งสิบสองคนที่เข้าร่วมการทดสอบครั้งแรกต่างก้าวขึ้นไปบนแท่นพิธี ประจำตำแหน่งของตน ผู้ดูแลที่รับผิดชอบการเดินค่ายกลกล่าวว่า "การทดสอบไม่จำกัดเวลา สังหารศัตรูที่เพิ่งเข้าสู่ฝึกกายขั้นที่สองได้หนึ่งคะแนน สังหารศัตรูฝึกกายขั้นที่สองระดับสูงสุดได้ห้าคะแนน เพิ่งเข้าสู่ฝึกกายขั้นที่สามได้สิบคะแนน ขั้นที่สามระดับสูงสุดได้ห้าสิบคะแนน เพิ่งเข้าสู่ฝึกกายขั้นที่สี่ได้หนึ่งร้อยคะแนน ขั้นที่สี่ระดับสูงสุดได้ห้าร้อยคะแนน เพิ่งเข้าสู่ฝึกกายขั้นที่ห้าได้หนึ่งพันคะแนน และขั้นที่ห้าระดับสูงสุดได้ห้าพันคะแนน"
"ระดับสูงสุดของศัตรูเทียบเท่ากับฝึกกายขั้นที่หกขอบเขตเส้นชีพจรควบแน่น หากสังหารได้จะได้หนึ่งหมื่นคะแนน หลังจากเข้าสู่ค่ายกลมายาแล้ว พวกเจ้าสามารถใช้จิตจำลองเลือกอาวุธได้ หากตายถือว่าพ่ายแพ้"
"เริ่มได้!"
สิ้นเสียงของผู้ดูแล แสงสว่างวาบขึ้นบนแท่นพิธี ทั้งสิบสองคนที่เข้ารับการทดสอบถูกปกคลุมอยู่ภายใน รูปร่างดูเลือนรางลง
ภายในแท่นพิธี หวังเอี้ยนเฟิงมาอยู่ในโลกสีขาวที่เงียบสงัด เบื้องหน้าเขามีอาวุธนานาชนิด ทั้งกระบี่หนัก กระบี่อ่อน กระบี่ยาว ดาบใหญ่ ดาบสั้น ดาบซามูไร ทวน ขวาน ค้อน และอื่นๆ
"ขอกระบี่ยาว"
หวังเอี้ยนเฟิงนึกคิด กระบี่ยาวก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา ผู้บ่มเพาะในอาณาจักรเทียนอวิ๋นเก้าร้อยในสิบส่วนใช้กระบี่ และในบรรดาคนใช้กระบี่ แปดส่วนใช้กระบี่ยาว กระบี่ยาวเป็นอาวุธที่ได้มาตรฐาน แต่มีความเปลี่ยนแปลงหลากหลายและเฉียบคมยิ่ง
………….