- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 58 - การเดิมพันที่ไม่เป็นธรรม
58 - การเดิมพันที่ไม่เป็นธรรม
58 - การเดิมพันที่ไม่เป็นธรรม
58 - การเดิมพันที่ไม่เป็นธรรม
ชายผู้นั้นสวมชุดสีน้ำเงิน ในมือถือดาบแคบยาวเล่มหนึ่ง ดาบนั้นกว้างเพียงสามนิ้ว ด้ามดาบสั้นยิ่งนัก และไม่มีกะบังดาบ ตัวดาบเชื่อมต่อกับด้ามดาบโดยตรง
ในหมู่ผู้บ่มเพาะ ผู้ที่ใช้ดาบมีน้อยกว่าผู้ที่ใช้กระบี่มากนัก หลินหมิงสังเกตดูเล็กน้อย ด้ามดาบที่สั้นเช่นนี้ย่อมหยิบจับได้ยากยิ่ง หากไม่มีโกร่งดาบป้องกัน ย่อมถูกดาบของฝ่ายตรงข้ามฟันโดนมือได้ง่าย
ทว่าโครงสร้างของดาบล้ำค่าเช่นนี้กลับมีข้อดีประการหนึ่ง นั่นคือสามารถแสดงความเร็วออกมาได้อย่างขีดสุด โดยยอมเสียการป้องกันเพื่อแลกกับการโจมตีอันรวดเร็วปานสายฟ้า การที่กล้าทำเช่นนี้ พิสูจน์ได้ว่าวิชาดาบของชายหนุ่มผู้นี้แข็งแกร่งยิ่งนัก
ชายหนุ่มผู้นี้เกรงว่าจะเก่งกาจยิ่งกว่าหลิวหมิงเซียงเสียอีก! หลินหมิงเฝ้าระวังอยู่ในใจ ไม่ดูแคลนอีกฝ่ายเพียงเพราะวาจาโอหัง เขาพิจารณาครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ท่านมีธุระอันใดหรือ?"
"ไม่มีอันใด เพียงแค่อยากจะเห็นสง่าราศีของอันดับหนึ่งเด็กใหม่เสียหน่อย เอ๊ะ? ข้าดูไม่ผิดใช่หรือไม่ เจ้ามีฐานพลังเพียงขั้นฝึกกายระดับสองเองหรือ?"
ชายหนุ่มผู้นั้นแสร้งทำเป็นประหลาดใจ หลินหมิงมีสีหน้าเฉยเมย เขาเดาออกแล้วว่าอีกฝ่ายต้องการจะทำสิ่งใด
"จุ๊ๆ ผู้เข้าสอบปีนี้ช่างย่ำแย่เหลือเกิน ขั้นฝึกกายระดับสองก็ยังได้อันดับหนึ่งเชียวหรือ? เจ้ามีพรสวรรค์ระดับใดกัน?"
หลิวหมิงเซียงกล่าวเสริม อันที่จริงเขาสืบมาแน่ชัดแล้วว่า หลินหมิงมีพรสวรรค์เพียงระดับสามขั้นกลาง พรสวรรค์ระดับนี้หากอยู่นอกสำนักชีเสวียนนับว่าไม่เลว แต่ในสำนักชีเสวียน นั่นคือระดับล่างสุด เขาเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อจงใจกระตุ้นหลินหมิง
"ข้ามีพรสวรรค์ระดับใด เกี่ยวข้องกับท่านด้วยหรือ?"
หลินหมิงตอบด้วยเสียงเย็นชา เขาทราบดีว่าคนทั้งสองนี้เพียงแค่หมายตาหินปราณแท้ของเขา ต้องการยั่วยุให้เขาโกรธเคือง แล้วจัดเดิมพันประลอง เช่นเดียวกับที่พวกเขาทำกับหวังเอี้ยนเฟิง
ในอาณาจักรเทียนอวิ๋น โดยส่วนใหญ่ทางการจะไม่เข้าแทรกแซงการต่อสู้ของผู้บ่มเพาะ เพราะพวกเขาแม้อยากจะจัดการก็ไร้กำลัง ดังนั้นความขัดแย้งระหว่างผู้บ่มเพาะมักจะแก้ปัญหาด้วยการประลองวิถียุทธ์หรือการเดิมพันประลองนั่นเอง
ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยินยอม และตกลงค่าตอบแทนของผลแพ้ชนะไว้แล้ว เมื่อประลองเสร็จสิ้นความขัดแย้งก็จะไม่ถูกสืบสาวต่อ
ธรรมเนียมเช่นนี้แพร่หลายยิ่งนัก สำนักชีเสวียนย่อมไม่เป็นข้อยกเว้น
"เหอะๆ ย่อมไม่เกี่ยวแน่นอน ข้าเพียงได้ยินมาว่า พรสวรรค์ของสหายหลินคือระดับสามขั้นกลาง เรื่องนี้ทำให้ข้าแปลกใจนัก แม้ผู้เข้าสอบครั้งนี้จะเป็นพวกสอยอไปหน่อย แต่ขยะเช่นเจ้าไปปนจนได้อันดับหนึ่งมาได้อย่างไร?"
หากคำพูดก่อนหน้านี้ยังเป็นการทักทายจอมปลอม เช่นนั้นคำพูดประโยคนี้ก็คือการฉีกหน้ากันโดยตรง ในสายตาของคนทั้งสองนี้ หลินหมิงเป็นเพียงตัวละครเล็กๆ คิดจะเหยียบย่ำเมื่อใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งเลย
หลินหมิงมีสีหน้าเย็นชา ประชดกลับไปว่า "พวกท่านในสำนักชีเสวียนตกต่ำถึงขั้นนี้แล้วหรือ? ต้องอาศัยการปล้นหินปราณแท้ของเด็กใหม่เพื่อประทังชีวิต? ถึงขั้นนี้แล้วไม่สู้ลาออกไปเสียดีกว่า จะได้ไม่ทำให้ตระกูลของพวกท่านต้องอับอาย"
"เจ้าหนู เจ้าหาที่ตาย!" ชายหนุ่มผู้นั้นสีหน้าเข้มขึ้น "ขยะพรสวรรค์ระดับสามอย่างเจ้า อาศัยโชคช่วยกินสมุนไพรวิเศษจนหลุดเข้ามาในสำนักชีเสวียนได้ ในสายตาของข้า เจ้ามันยิ่งกว่ามูลสุนัขเสียอีก!"
เมื่อได้ยินถ้อยคำร้ายกาจเช่นนั้น หลินหมิงก็ขมวดคิ้ว ในใจเกิดโทสะขึ้นมาจริงๆ "เดิมทีข้าไม่อยากมีเรื่อง ดีมาก เจ้ายั่วยุข้าเช่นนี้ ก็เพียงเพื่อต้องการเดิมพันประลอง ในเมื่อเป็นเช่นนี้..."
"หลินหมิง!" ในยามนั้นเอง เสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้นจากด้านหลังหลินหมิง "อย่าไปหลงกลพวกมัน!"
หลินหมิงหันกลับไปมอง พบหลินอู่และหลินเฟิงหยวนเดินเข้ามา ผู้ที่พูดเมื่อครู่คือหลินอู่ สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก สองคนนี้รับมือยากยิ่ง หากเทียบฐานะตระกูล ตระกูลหลิวที่อยู่เบื้องหลังหลิวหมิงเซียงก็ไม่ด้อยไปกว่าตระกูลหลินของพวกเขา และหากเทียบกำลัง เขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนทั้งสองนี้
"หลินอู่ หากรู้ความก็จงไสหัวไปเสีย"
ชายหนุ่มผู้ใช้ดาบแค่นเสียงเย็น ทั่วร่างแผ่ซ่านไอสังหารอันเฉียบคมออกมาจางๆ ดาบบนหลังของเขาถูกไอสังหารนี้กระตุ้น จนส่งเสียงครางเครือออกมาเบาๆ
ชายหนุ่มผู้นี้เข้าถึงขั้นจิตสื่อสารกับอาวุธล้ำค่าแล้ว!
หลินหมิงใจสั่นสะท้าน มีเพียงผู้บ่มเพาะที่จิตสื่อสารกับอาวุธล้ำค่าเท่านั้น อาวุธล้ำค่าจึงจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายและปราณแท้ของเจ้าของ แล้วแสดงปฏิกิริยาออกมา ขอบเขตเช่นนี้ต้องอาศัยพรสวรรค์และการหยั่งรู้ที่สูงยิ่ง
รวมถึงการบ่มเพาะอาวุธล้ำค่ามาอย่างยาวนาน นี่ไม่ใช่สิ่งที่หวังเอี้ยนเฟิงจะเทียบติด แม้หวังเอี้ยนเฟิงจะมีอาวุธล้ำค่า แต่ยามที่เขาใช้อาวุธล้ำค่านั้นในสายตาของหลินหมิงกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ จึงถูกหลินหมิงทำลายกระบวนท่าได้ด้วยหมัดเดียว
อีกทั้งชายหนุ่มผู้นี้มีไอสังหารเข้มข้นเพียงนี้ เกรงว่าคงสังหารคนมาไม่น้อย คนเช่นนี้ย่อมไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย
หลินหมิงขมวดคิ้ว ไม่ว่าจะเป็นคนผู้นี้หรือหลิวหมิงเซียง ดูภายนอกเหมือนจะโอหังไร้สมอง ทว่าความจริงล้วนเป็นยอดฝีมือที่ซ่อนคมไว้ ตนเองย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา
หลินอู่ถูกไอสังหารเข้มข้นนี้กดดัน สีหน้ายิ่งย่ำแย่ลงไปอีก แม้เขาจะอยู่ตำหนักปฐพี แต่อันดับกลับอยู่รั้งท้าย ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนทั้งสองนี้ การปะทะกันอย่างวู่วามย่อมไม่ฉลาด เขาจึงดึงหลินหมิงไว้ แล้วกล่าวเสียงเบาว่า "หลินหมิง พวกเราไปกันเถิด"
"ไปหรือ? ฮ่าฮ่า! หลินอู่ ฉายาหลินเต่าหดหัวของเจ้านี่ช่างไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ ข้าละสงสัยนัก คนขี้ขลาดเช่นเจ้าเข้าสู่ตำหนักปฐพีของสำนักชีเสวียนได้อย่างไร ตระกูลหลินแห่งเมืองชิงซางของพวกเจ้าเป็นฟาร์มเลี้ยงเต่าหรืออย่างไร? จึงมีแต่พวกเต่าหดหัว?"
เมื่อถูกหัวเราะเยาะอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อลามปามไปถึงตระกูล แม้หลินอู่จะมีนิสัยดีเพียงใดก็ไม่อาจทนได้! เขาเอื้อมมือไปจับกระบี่ยาว ก้าวออกมาหนึ่งก้าว ทว่ายามนั้นหลินหมิงกลับยื่นมือขวางเขาไว้ เขาดูออกว่าหลินอู่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนผู้นี้
"อย่าใจร้อน พวกเขาพุ่งเป้ามาที่ข้า ก็แค่การเดิมพันประลองครั้งหนึ่ง รับคำท้าไปก็ไม่เห็นจะเป็นไร"
"ฮ่าฮ่า ใจถึงนัก! เจ้านี่ที่เป็นพี่ชายยังสู้คนน้องไม่ได้เลย เหอะๆ เจ้าว่าเวลาและสถานที่มาเถิด" ชายหนุ่มผู้นั้นหัวเราะอย่างโอหัง
หลินอู่รีบกล่าวว่า "หลินหมิง อย่าไปหลงกล เจ้านี่มันจ้องจะเอาหินปราณแท้ของเจ้า เขาชื่อจางชาง อยู่ขั้นฝึกอวัยวะภายในช่วงสูงสุด อีกทั้งก้าวเท้าเข้าสู่ขั้นเปลี่ยนเส้นเอ็นไปแล้วครึ่งก้าว คนผู้นี้มีวิชาดาบที่น่าสะพรึงกลัว อันดับในศิลาจัดอันดับอยู่ที่หนึ่งร้อยเก้า เจ้าทราบหรือไม่ว่าหนึ่งร้อยเก้านั้นหมายถึงสิ่งใด? เด็กใหม่ที่เพิ่งมาถึงสำนักชีเสวียน หากเข้าสู่อันดับหนึ่งร้อยแปดสิบได้ก็นับว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว แม้แต่บุคคลอย่าง หลิงเซิน, ทัวกู่, จางกวนอวี้ ยามทดสอบครั้งแรกยังถูกสกัดไว้ที่อันดับหนึ่งร้อยสามสิบกว่าเลย!"
หลิงเซิน? หลินหมิงย่อมรู้จักคนผู้นี้ ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักสวรรค์ของสำนักชีเสวียน หากไม่นับศิษย์แกนนำไม่กี่คนนั้น เขาคืออันดับหนึ่งของสำนักชีเสวียน! พลังการต่อสู้โดยรวมกระทั่งยังเหนือกว่าฉินซิงเสวียนเสียอีก!
ส่วนทัวกู่และจางกวนอวี้ แม้หลินหมิงจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่ก็พอเดาได้ว่าเป็นยอดฝีมือที่ร้ายกาจไม่แพ้หลิงเซินเท่าใดนัก
หลินอู่กล่าวต่อว่า "จางชางผู้นี้เป็นบุคคลระดับแนวหน้าของตำหนักปฐพี อีกไม่นานเขาก็คงจะได้เข้าสู่ตำหนักสวรรค์แล้ว เจ้าสู้กับเขาไม่มีทางชนะหรอก"
หลินหมิงกล่าวว่า "เปียวเกอ ข้าทราบดี"
หลินอู่ร้อนใจ "เจ้าทราบดีอันใดกัน! ข้ารู้ว่าพลังการต่อสู้ของเจ้าทัดเทียมผู้บ่มเพาะขั้นฝึกกายระดับสามช่วงปลาย ทว่าในตำหนักปฐพีของสำนักชีเสวียนมีใครบ้างไม่ใช่อัจฉริยะ เจ้าสามารถข้ามขั้นต่อสู้ได้ คนอื่นจะทำไม่ได้หรือ? พลังของจางชางผู้นี้หากอยู่นอกสำนักชีเสวียน แม้แต่ผู้บ่มเพาะขั้นฝึกกายระดับสี่ช่วงสูงสุดก็อาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!"
หลินอู่กล่าวได้ไม่ผิด ในสำนักชีเสวียนเป็นที่รวมของอัจฉริยะ การต่อสู้ข้ามขั้นหนึ่งระดับไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด ทว่าพลังของหลินหมิงในยามนี้ยังไม่อาจสู้กับผู้บ่มเพาะขั้นฝึกกายระดับสี่ผู้บรรลุขั้นสูงได้ วิชา ‘คัมภีร์โกลาหลศักดิ์สิทธิ์’ แม้จะทรงพลัง แต่ก็ไม่ได้ทำให้หลินหมิงข้ามขั้นถึงสองระดับได้ในตอนนี้
ยามที่หลินอู่พูดอยู่นั้น จางชางกอดอกยืนดูด้วยรอยยิ้มหยันตลอดเวลา
"ปรึกษากันเสร็จหรือยัง จะเป็นเต่า? หรือจะเดิมพันกับข้าสักตั้ง?"
หลินหมิงกล่าวขึ้นว่า "ท่านไม่จำเป็นต้องยั่วยุข้า ยั่วยุไปก็ไร้ความหมาย ข้าเพียงอยากถามว่า ของเดิมพันคือสิ่งใด?"
………