- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 59 - การต่อสู้
59 - การต่อสู้
59 - การต่อสู้
59 - การต่อสู้
"เปียวตี้ อย่าได้รับปากเขา!" ยามนี้ หลินเฟิงหยวนก็ได้เอ่ยปากขึ้นเช่นกัน เมื่อเผชิญหน้ากับจางชาง กลิ่นอายของนางดูจะอ่อนด้อยลงเล็กน้อย
หลินหมิงโบกมือส่งสัญญาณว่าตนเองรู้ความควรไม่ควร
"ย่อมต้องเป็นหินปราณ หากเจ้าพ่ายแพ้ หินปราณสิบก้อนนั้นตกเป็นของข้า หากข้าพ่ายแพ้ เฮอะๆ ข้าจะจ่ายให้เจ้า ยี่สิบก้อน!"
"ตกลง เมื่อครู่ท่านกล่าวว่าให้ข้าเลือกเวลาและสถานที่ ข้าขอเลือกสนามประลองยุทธ์ ส่วนเวลา กำหนดเป็นหนึ่งเดือนให้หลังในยามอู่สามเค่อ"
"หนึ่งเดือนหรือ?" จางชางตะลึงงัน นึกไม่ถึงว่าหลินหมิงจะกำหนดเวลาไว้เนิ่นนานเพียงนี้ ทว่าไม่ว่านานเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ด้วยพรสวรรค์ขั้นสามอันต่ำต้อยของเขา ยิ่งลากเวลาออกไปนานเท่าใด ช่องว่างระหว่างเขากับตนเองกลับจะยิ่งกว้างขึ้น
"ตกลง หนึ่งเดือนก็หนึ่งเดือน ให้เจ้าได้มีชีวิตต่ออีกสองวัน" จางชางมองหลินหมิงราวกับมองคนเขลา สุดท้ายก็เป็นเพียงทารกปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่อวดดี ยามนี้ก็อดรนทนไม่ได้ เร่งรีบนำหินปราณมามอบให้ตนเอง
จางชางและหลิวหมิงเซี่ยงหัวเราะอย่างลำพองใจก่อนจากไป ทิ้งให้หลินอู๋ยืนส่ายหน้าทอดถอนใจ "เปียวตี้ เจ้าวู่วามเกินไปแล้ว คนใหม่ที่มายังสำนักชีเสวียนล้วนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ทว่าคนเก่าเหล่านั้นผู้ใดไม่ใช่ยอดอัจฉริยะเช่นกัน ทั้งยังเล่าเรียนในสำนักชีเสวียนมาเนิ่นนาน จางชางผู้นี้... เฮ้อ ไม่พูดแล้ว ถือเสียว่าใช้หินปราณสิบก้อนซื้อบทเรียนก็แล้วกัน"
หลินหมิงยิ้มแล้วกล่าวว่า "วันนี้ขอบคุณพี่อู๋ที่ออกหน้าแทนข้า ทว่าข้าไม่อาจหลบเลี่ยงไม่สู้ ไม่เช่นนั้นจิตวิญญาณการต่อสู้จะอ่อนโทรมลง จิตใจไม่ราบรื่น ย่อมส่งผลเสียต่อการบำเพ็ญเพียรของข้า"
หลินหมิงเปลี่ยนคำเรียกขานจากพี่ร่วมตระกูลเป็นพี่อู๋ ถือเป็นการยอมรับในตัวหลินอู๋ หลินอู๋ผู้นี้เป็นคนดี การออกหน้าแทนตนในยามเช่นนี้ต้องใช้ความกล้าหาญยิ่ง
หลังจากหลินหมิงกล่าวคำนี้จบ ก็สังเกตเห็นหวังเอี้ยนเฟิงที่ยังคงยืนอยู่ด้านข้างไม่ได้จากไป ยามนี้หวังเอี้ยนเฟิงกำลังมองตนเองอยู่
เมื่อพบว่าหลินหมิงมองมา หวังเอี้ยนเฟิงจึงกล่าวว่า "ขอให้เจ้าโชคดี"
"หะหะ เจ้าก็เช่นกัน" เพราะครั้งนี้ยืนอยู่บนจุดยืนเดียวกัน เผชิญหน้ากับศัตรูร่วมกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงผ่อนคลายลงบ้าง
"ข้าจะไม่พ่ายแพ้ แม้จะพ่ายแพ้ชั่วคราว ทว่าภายหน้าข้าจะชนะกลับคืนมา! ไม่ว่าจะเป็นหลิวหมิงเซี่ยง หรือว่าเป็นเจ้า!" หวังเอี้ยนเฟิงกล่าวจบก็หันหลัง เดินจากไปก้าวใหญ่ คำพูดของหลินอู๋นั้นหวังเอี้ยนเฟิงก็ได้ยินเช่นกัน เขาตระหนักได้แล้วว่า ตนเองอาจยากจะเอาชนะหลิวหมิงเซี่ยงได้
ทว่าวิถียุทธ์ของหวังเอี้ยนเฟิงนั้น สามารถทำลายร่างกายของเขาได้ แต่ไม่อาจทำลายจิตใจของเขา เขาไม่มีทางหนีโดยไม่สู้
"หวังเอี้ยนเฟิงผู้นี้มีใจที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ พรสวรรค์ก็ดี ภายหน้าอาจจะเป็นยอดคนผู้หนึ่ง ทว่าหากปรารถนาจะเข้าสู่สำนักเบื้องบน กลับยังห่างไกลนัก..." ทวีปเทียนเอี๋ยนกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต มวลมนุษย์มีนับไม่ถ้วน การจะแสวงหาสุดยอดแห่งวิถียุทธ์นั้น ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก!
ยามนี้ หลินหมิงพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ "จริงด้วย พี่อู๋ การพนันต่อสู้เช่นนี้ในปีที่ผ่านๆ มาเกิดขึ้นบ่อยครั้งหรือ? เรื่องเช่นนี้ ปกติคนใหม่ย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบกระมัง? หรือว่าสำนักไม่มีระเบียบรองรับ?"
หลินอู๋กล่าวว่า "หามีไม่ สำนักเพียงกำหนดว่าไม่ให้เจตนาทำให้บาดเจ็บพิการ ไม่อาจทำให้ถึงแก่ความตาย ส่วนเรื่องอื่นล้วนปล่อยไปตามเรื่องตามราว ดังนั้นในสำนักชีเสวียน การแย่งชิงต่างๆ จึงรุนแรงยิ่ง สำนักชีเสวียนคงยินดีที่ได้เห็นการแย่งชิงเช่นนี้ ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น เรื่องการรังแกคนใหม่ ชนะหินปราณของคนใหม่ก็ยังไม่ค่อยปรากฏนัก เพราะจะทำให้ชื่อเสียงไม่ดี โดยทั่วไปผู้ที่มีบารมี ห่วงกังวลในชื่อเสียงของตนเองและชื่อเสียงของตระกูลจะไม่ทำเช่นนี้"
"อ้อ? เช่นนั้นก็แสดงว่าจริยธรรมและชื่อเสียงของหลิวหมิงเซี่ยงและจางชางล้วนไม่สู้ดีนักหรือ?"
"หลิวหมิงเซี่ยงเป็นคนอันธพาลมาโดยตลอด ทว่าจางชางผู้นี้... ความจริงเขาเป็นคนอำมหิต เคยอยู่ในกองทัพ ฆ่าคนมาไม่น้อย จริยธรรมของเขาพูดได้ยาก เขาไม่เคยสนใจเรื่องชื่อเสียงอันใด ทำการสิ่งใดตามใจตน การพนันต่อสู้กับเจ้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลก"
"เช่นนั้นหรือ... จางชางผู้นี้รู้จักจูเอี๋ยนหรือไม่?"
"จูเอี๋ยนหรือ? เท่าที่ข้ารู้ จางชางกับจูเอี๋ยนเป็นสหายร่วมรบ พวกเขาเคยเข้ากองทัพมาด้วยกัน เจ้าถามเรื่องนี้ทำไม?"
หลินอู๋ไม่ได้ล่วงรู้ความขัดแย้งระหว่างจูเอี๋ยนกับหลินหมิง จึงถามออกมาเช่นนี้
"ไม่มีอันใด" หลินหมิงระบายลมหายใจเบาๆ ย่อมไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องเหล่านั้นกับหลินอู๋
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ตนเองยังแปลกใจที่จูเอี๋ยนหามีการเคลื่อนไหวไม่ ที่แท้จางชางผู้นี้ก็คือคนที่จูเอี๋ยนหามา จูเอี๋ยนย่อมไม่ยอมให้เขาอยู่อย่างสงบสุขในสำนักชีเสวียนแน่
ทว่าสำนักชีเสวียนอย่างไรเสียก็เป็นสำนักในสังกัดของหุบเขาชีเสวียน และหุบเขาชีเสวียนคือขุมกำลังยักษ์ใหญ่ที่อยู่เหนืออำนาจจักรพรรดิของทุกแคว้นในรัศมีหลายแสนลี้ เพราะสำนักชีเสวียนมีตัวตนที่เหนือล้ำในแคว้นเทียนอวิ๋น แม้แต่ราชวงศ์ก็ไม่อาจแตะต้องสำนักชีเสวียนได้แม้เพียงนิด
ตราบใดที่ตนเองยังอยู่ในสำนักชีเสวียน จูเอี๋ยนก็ย่อมไร้หนทางจัดการตน ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นหลังสวรรค์ ก็ไม่กล้ามากระทำการอุกอาจในสำนักชีเสวียนที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือที่ซ่อนเร้น
ดังนั้นจูเอี๋ยนจึงทำได้เพียงผ่านเส้นทางที่สอดคล้องกับระเบียบของสำนักชีเสวียน หาคนมาพนันต่อสู้ เพื่อที่จะลงมือหนักในทางลับ ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส และทำลายจิตใจแห่งวิถียุทธ์ของเขา
การให้จางชางที่มีพลังสูงล้ำกว่าตนมาก ทั้งยังสังกัดตำหนักปฐพีเช่นเดียวกันมาบดขยี้ตน ย่อมเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
ทว่า มีหรือเขาจะยอมให้ฝ่ายตรงข้ามสมใจ!
หลินหมิงสูดลมหายใจลึก ค่อยๆ กำหมัดแน่น นึกไม่ถึงว่าจูเอี๋ยนผู้นี้จะเคยเข้ากองทัพมาเช่นกัน มิน่าเล่าเขาจึงสามารถเข้าสู่ตำหนักสวรรค์ด้วยพลังฝึกฝนกายขั้นสามระดับสูงสุด พลังนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแข็งแกร่งกว่าจางชางเสียอีก!
ก็ดี เช่นนี้จึงจะน่าสนุก
หลินอู๋สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนสีหน้าของหลินหมิง จึงเอ่ยปากว่า "น้องชาย เจ้าไม่ใช่มีความขัดแย้งกับจูเอี๋ยนหรอกหรือ?"
หลินหมิงพยักหน้า "ก็นับว่าเป็นเช่นนั้น"
"นี่..." หลินอู๋ฟังแล้วรู้สึกกังวลใจ "น้องชาย ไม่ใช่ข้ายกย่องผู้อื่นข่มตนเอง จูเอี๋ยนผู้นี้เมื่อยามอยู่ขั้นฝึกฝนกายขั้นสามระดับสูงสุด เคยเอาชนะศิษย์ลำดับเจ็ดสิบสองของตำหนักสวรรค์ได้ จึงกลายเป็นศิษย์ของตำหนักสวรรค์ และพลังของศิษย์ผู้นั้นอยู่ในขั้นฝึกฝนกายขั้นสี่เริ่มแรก!"
หลินหมิงใจสั่นสะท้านเล็กน้อย ศิษย์ขั้นฝึกฝนกายขั้นสี่เริ่มแรกของสำนักชีเสวียนไม่ใช่คนธรรมดาภายนอก พลังนั้นย่อมเป็นยอดฝีมือแน่นอน ทว่ากลับถูกจูเอี๋ยนเอาชนะได้ด้วยพลังขั้นฝึกฝนกายขั้นสามระดับสูงสุด เห็นได้ชัดว่าจูเอี๋ยนแข็งแกร่งเพียงใด
"ตำหนักสวรรค์กำหนดไว้เพียงเจ็ดสิบสองคน โดยทั่วไปพลังถึงขั้นฝึกฝนกายขั้นสี่ก็มีกำลังพอจะเข้าถึง เงื่อนไขการเข้าคือการเอาชนะศิษย์คนใดก็ได้ในตำหนักสวรรค์ หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ตำหนักสวรรค์ได้ ส่วนศิษย์ที่พ่ายแพ้จะถูกคัดออก คนในตำหนักสวรรค์ผู้ใดไม่ใช่ยอดอัจฉริยะ การที่สามารถเอาชนะยอดอัจฉริยะเหล่านี้ข้ามขั้นด้วยพลังขั้นฝึกฝนกายขั้นสามระดับสูงสุดได้ ล้วนเป็นมังกรในหมู่มนุษย์ จูเอี๋ยนผู้นี้เป็นคนเคี้ยวยากแน่นอน น้องชาย หากเจ้าเป็นศัตรูกับเขา..."
หลินหมิงยิ้มแล้วกล่าวว่า "ขอบคุณพี่อู๋สำหรับคำเตือน"
หลินอู๋กล่าวว่า "อืม ทางที่ดีควรคลี่คลายความขัดแย้งนี้ให้เร็วที่สุด จูเอี๋ยนผู้นี้มีฐานะในตระกูลจูสูงยิ่ง แม้เขาจะไม่ใช่บุตรชายคนโตสายตรง ทว่าพลังโดดเด่นเกินไป ภายหน้าไม่แน่ว่าจะไม่ได้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูล เจ้าพึงรู้ไว้ ผู้นำตระกูลจูคนปัจจุบันมีบุตรสาวที่แต่งเข้าสู่วังหลวง บุรุษอกสามศอกย่อมรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา สำหรับผู้บ่มเพาะแล้ว เคล็ดความอดทนนั้นสำคัญยิ่ง ยามจำเป็น การขอขมาลาโทษก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย เปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีแก่ทุกฝ่าย"
"อืม ข้าเข้าใจ" หลินหมิงยิ้มเพียงรับฟังไปอย่างนั้น เขาย่อมรู้ซึ้งถึงฐานะของจูเอี๋ยนในตระกูลจู ไม่เช่นนั้นเขาก็คงไม่มีปัญญาพาล้านอวิ๋นเยว่เข้าสู่สำนักชีเสวียนได้ เรื่องเช่นนี้ อย่างน้อยต้องให้ท่านอาหญิงของจูเอี๋ยนที่เป็นพระสนมออกหน้าจึงจะทำได้
"ไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ข้าขอตัวก่อน" จากการพบปะในช่วงสั้นๆ นี้ หลินหมิงเข้าใจตัวตนของหลินอู๋แล้ว เขาเป็นประเภทที่คิดหน้าพะวงหลัง พิจารณาเรื่องราวมากมาย นิสัยเช่นนี้ไม่ใช่ว่าไม่ดี ทว่าหากฝึกยุทธ์ ย่อมจะขาดความเฉียบคม ยากจะมีผลงานใหญ่โต มิน่าเล่าเขาจึงมีฉายาที่น่าฟังเพียงนั้น
ทว่าหลินอู๋นับว่าเป็นคนดี ควรค่าแก่การคบหา
"สิ่งที่ควรพูดข้าได้พูดไปหมดแล้ว น้องชายเจ้าจงระวังให้ดีเถิด หินปราณสิบก้อนนั้น หากไม่ได้ก็ช่างมัน ตระกูลหลินของพวกเราไม่ขาดแคลนเงินทอง สิ่งเหล่านี้แม้จะน้อย ทว่ายังพอหาซื้อได้ ภายหน้าน้องชายได้รับความสำคัญจากตระกูล หินปราณเพียงเล็กน้อยย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่"
หลินหมิงนึกขำในใจ พยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ข้าทราบแล้ว"
.......................