- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 56 - ลูกหลานตระกูลหลิน
56 - ลูกหลานตระกูลหลิน
56 - ลูกหลานตระกูลหลิน
56 - ลูกหลานตระกูลหลิน
หุบเขาเจ็ดผลึกเป็นสำนักที่เชี่ยวชาญด้านค่ายกล ในตอนเริ่มก่อตั้งสำนักชีเสวียน หุบเขาเจ็ดผลึกเคยส่งยอดฝีมือระดับก่อนกำเนิดมาวางค่ายกลสังหารไว้มากมายในสำนักเพื่อให้ศิษย์ได้ฝึกฝน การฝึกฝนในค่ายกลสังหารเหล่านี้จะเห็นผลเป็นสองเท่าโดยใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียว
ทว่าจำนวนค่ายกลนั้นมีจำกัด อีกทั้งการเดินเครื่องยังต้องใช้หินพลังปราณจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าใครอยากจะเข้าไปฝึกก็ได้ สิทธิ์ในการเข้าถึงต้องตัดสินตามอันดับเช่นกัน
ดังนั้นในสำนักชีเสวียน อันดับจึงสำคัญยิ่ง ผู้ที่มีอันดับสูงกว่าจะได้รับทรัพยากรมากกว่า ผู้แข็งแกร่งจะยิ่งแข็งแกร่ง ผู้อ่อนแอจะยิ่งอ่อนแอ ศิษย์ที่นี่ล้วนเป็นอัจฉริยะ มีเพียงการเหยียบย่ำผ่านศพผู้อื่นเท่านั้นจึงจะโดดเด่นขึ้นมาได้
"ข้าได้เข้าสู่สำนักชีเสวียนอย่างเป็นทางการแล้ว หากต้องการทรัพยากรที่เพียงพอ อย่างแรกต้องติดอันดับในค่ายกลหมื่นสังหารให้ได้ ทว่า... ยันต์จารึกโอสถของข้ายังไม่สำเร็จ หากเร่งฝึกฝนตอนนี้ การจะสร้างยันต์จารึกโอสถให้สำเร็จคงต้องใช้เวลาอีกราวครึ่งเดือน เพื่อจะรีดประสิทธิภาพของโอสถไขกระดูกมังกรทองชาดและโอสถดีงูทองแดงออกมาให้ถึงขีดสุด การสละเวลาเหล่านี้ก็นับว่าคุ้มค่า"
หลินหมิงพึมพำกับตนเอง แล้วเริ่มทุ่มเทให้กับการฝึกวิชาจารึกของเขาต่อ...
...
เช้าวันที่สอง หลินหมิงตื่นมาล้างหน้าสีฟันแต่เช้า วันนี้เป็นวันที่สำนักชีเสวียนเริ่มการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ
การสอนจะไม่เน้นเรื่องเคล็ดวิชา แต่จะสอนเกี่ยวกับเคล็ดลับในการฝึกฝน ความรู้พื้นฐาน และวิถีการบำรุงร่างกาย เป็นต้น ในด้านวิชาพื้นฐานนั้นสำนักชีเสวียนจัดการอย่างผ่อนคลาย มีวิชาพื้นฐานเปิดสอนเจ็ดถึงแปดวิชา ศิษย์ในสำนักสามารถเลือกฟังวิชาใดก็ได้ตามความสนใจ หรือแม้แต่จะไม่ฟังเลยก็ไม่เป็นไร
เนื้อหาการสอนของวันนี้ ในแผ่นหยกมีการแนะนำไว้แล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบรรยายพื้นฐานวิชาฝึกกาย
แม้หลินหมิงจะสืบทอดเคล็ดวิชาชั้นยอดมาชุดหนึ่ง แต่ความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานของเขายังมีจำกัด เพราะเขาไม่เคยได้รับการศึกษาทางมรรคาการยุทธ์อย่างเป็นระบบ ดังนั้นวิชาเหล่านี้สำหรับเขาแล้วจึงยังมีประโยชน์มาก
สถานที่จัดการเรียนการสอนอยู่ที่ตำหผู้บ่มเพาะของสำนักชีเสวียน เมื่อหลินหมิงมาถึงที่นั่น ก็พบว่ามีคนนั่งอยู่เต็มไปหมด ราวเจ็ดถึงแปดสิบคนเห็นจะได้
คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่รวมศิษย์ใหม่ห้าสิบสามคนที่ผ่านการทดสอบในครั้งนี้ แต่ยังมีศิษย์เก่าบางส่วนมาร่วมฟังด้วย
ศิษย์ตำหนักสวรรค์และตำหนักพสุธาของสำนักชีเสวียนรวมกันมีสองร้อยสามสิบคน ส่วนศิษย์ตำหนักมนุษย์มีเกือบสี่ร้อยคน จำนวนศิษย์ทั้งหมดมีมากกว่าหกร้อยคน ในบรรดาคนหกร้อยกว่าคนนี้มีราวไม่กี่สิบคนที่เข้ามาด้วยเส้นสาย แน่นอนว่าแม้จะเข้ามาด้วยเส้นสาย แต่พื้นฐานของพวกเขาก็ไม่ได้แย่นัก
ผู้บ่มเพาะทุกคนเมื่อเข้าสู่สำนักชีเสวียนจะเรียนได้นานที่สุดห้าปี หากครบห้าปีแล้วอายุยังไม่ถึงยี่สิบสองปี สามารถยื่นเรื่องขออยู่ต่อได้อีกหนึ่งปี หลังจากนั้นต้องจบการศึกษา
หากมีความสามารถแข็งแกร่งพอก็สามารถยื่นเรื่องขอจบก่อนกำหนดได้ ทว่าโดยทั่วไปศิษย์จะเลือกอยู่ที่นี่ให้ครบห้าปี เพราะทรัพยากรหลายอย่างไม่สามารถหาได้จากภายนอก
หลังจากหลินหมิงเข้าไปในตำหนักบ่มเพาะ เขาก็หาที่นั่งลงสุ่มๆ ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นว่ามีสายตาของคนไม่กี่คนมองมาทางเขาอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ
หลินหมิงมองกลับไป ฝ่ายตรงข้ามส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรมาให้
หืม? คนเหล่านี้รู้จักเขาอย่างนั้นหรือ?
"เจ้าคือหลินหมิงใช่หรือไม่?" ชายหนุ่มชุดน้ำเงินผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"อืม ขอถามว่าท่านคือ?"
"ขอแนะนำตัวหน่อย ข้าชื่อหลินอู่ นี่คือหลินเฟิงเอี้ยนน้องสาวของข้า" ชายหนุ่มชุดน้ำเงินพูดพลางชี้ไปที่เด็กสาวหน้าตาหมดจดที่อยู่ข้างกาย
หลินอู่ หลินเฟิงเอี้ยน หรือว่า...
หลินหมิงอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามว่า "พวกท่านคือลูกหลานสายตรงของตระกูลหลินแห่งเมืองชิงซางอย่างนั้นหรือ?"
หลินอู่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า "ใช่แล้ว พวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน"
ตระกูลหลินในเมืองชิงซางนับว่าเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง แม้จะไม่มีบรรดาศักดิ์ แต่ตระกูลทำการค้ามาหลายชั่วอายุคน มีรากฐานที่มั่งคั่งยิ่งนัก ตระกูลใหญ่เช่นนี้ การที่มีลูกหลานที่มีพรสวรรค์ดีอยู่ในสำนักชีเสวียนจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อไม่กี่เดือนก่อนตอนที่หลินหมิงขอยืมบัตรเข้าฟังของจวนฉิน เขาก็ให้หลินเสี่ยวตงไปขอยืมจากพวกเขานี่เอง
แม้ตระกูลหลินจะมีรากฐานมั่งคั่ง แต่หากตระกูลหนึ่งต้องการพัฒนาอย่างยืนยาว จำต้องรวมศูนย์ทรัพย์สินไว้ ทรัพย์สินของตระกูลจะส่งต่อให้แก่สายตรงเท่านั้น ไม่ฉะนั้นทรัพย์สินจะยิ่งกระจายตัวออกไป ไม่กี่ชั่วอายุคนก็คงจะถูกแบ่งแยกจนเกือบหมด และตระกูลนั้นก็จะเหลือเพียงชื่อ
สายแยกที่หลินหมิงสังกัดอยู่นั้นเป็นบุตรอนุ และแยกตัวออกมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ย่อมไม่มีทางได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์สิน ทำได้เพียงรับผิดชอบการบริหารจัดการดูแลเท่านั้น ตั้งแต่เล็กจนโต หลินหมิงไม่ได้คลุกคลีกับเหล่าบุตรหลานสายตรงของตระกูลหลินมากนัก ดังนั้นเขาจึงไม่รู้จักพี่น้องสองคนนี้เลย
หลินอู่กล่าวว่า "เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าเพิ่งทราบว่าอันดับหนึ่งของการทดสอบเข้าสำนักครั้งนี้คือบุตรหลานตระกูลหลินของข้า พวกเราบุตรหลานตระกูลหลินต่างพากันตกตะลึงยิ่งนัก ช่างนึกไม่ถึงจริงๆ และที่หายากที่สุดคือ หลินหมิง เจ้ายังมาจากตระกูลสายแยก สามารถคว้าผลงานนี้มาได้โดยไม่มีทรัพยากรใดสนับสนุน ช่างทำให้พวกข้าละอายใจนัก"
ยามนี้ หลินเฟิงหยวนก็กล่าวแทรกขึ้นว่า "ครั้งนี้ข่าวที่เจ้าได้รับอันดับหนึ่งการทดสอบได้แพร่กลับไปยังตระกูลแล้ว แม้แต่ผู้นำตระกูลยังสะเทือนขวัญ นี่นับเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมยิ่ง ผู้นำตระกูลได้พบกับบิดามารดาของเจ้าแล้ว และได้มอบเหลาอาหารนั้นให้แก่บิดามารดาของเจ้าด้วย โดยกล่าวว่าเพื่อขอบคุณผู้อาวุโสทั้งสองที่บ่มเพาะยอดคนให้แก่ตระกูลหลิน เมื่อเจ้ากลับไป เกรงว่าคนทั้งตระกูลหลินคงจะต้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับเจ้าเป็นแน่"
เมื่อได้ฟังคำพูดของพี่น้องหลินอู่ หลินหมิงก็ตะลึงไปเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น สำหรับตระกูลหลินนั้น หลินหมิงไม่ได้มีความรู้สึกผูกพันมากนัก ส่วนเรื่องงานเลี้ยงต้อนรับ เขายิ่งไม่มีความสนใจเท่าใด
ทว่าหลินหมิงกลับทราบดีว่า บิดามารดาย่อมปรารถนาจะได้รับเกียรติยศนี้อย่างแน่นอน หัวอกคนเป็นพ่อแม่ มีใครบ้างไม่หวังให้บุตรธิดาได้ดี มีชื่อเสียงโด่งดังกลับคืนสู่บ้านเกิด?
อีกทั้งบิดามารดามีแนวคิดดั้งเดิมที่ฝังรากลึก หวังเสมอว่าจะสามารถสร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูลและเป็นที่พึ่งพาให้ลูกหลาน และเกียรติยศอันดับหนึ่งการทดสอบเข้าสำนักชีเสวียนครั้งนี้ ก็นับว่าคู่ควรแก่ความภาคภูมิใจของบรรพบุรุษตระกูลหลินไปทุกชั่วคน
ทั่วทั้งอาณาจักรเทียนอวิ๋นที่มีประชากรกว่าเจ็ดแปดสิบล้านคน การได้อันดับหนึ่งการทดสอบสำนักชีเสวียน เทียบเท่ากับการสอบได้จอหงวน แม้กระทั่งการตั้งป้ายเกียรติยศให้ก็ไม่ใช่เรื่องเกินเลย
เมื่อตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ในใจของหลินหมิงก็เกิดความพึงพอใจขึ้นมา การทำให้บิดามารดามีความสุข ย่อมเป็นสิ่งที่บุตรธิดาปรารถนา
หลินหมิงกล่าวว่า "ข้าเพิ่งมาถึงสำนักชีเสวียน ยังไม่คุ้นเคยกับผู้คนและสถานที่ เมื่อได้พบพี่ชายและพี่สาวร่วมตระกูลทั้งสองจึงรู้สึกสนิทสนมเป็นพิเศษ ภายภาคหน้ายังต้องรบกวนให้ช่วยดูแลด้วย"
"ฮ่าฮ่า น้องชายเกรงใจไปแล้ว ภายหน้ามีเรื่องลำบากอันใดจงบอกมา แม้กำลังยุทธ์ของข้าผู้เป็นพี่จะจำกัด แต่ทรัพยากรของตระกูลในเมืองเทียนอวิ๋นยังพอจะเรียกใช้ได้บ้าง"
"เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมาก"
ทั้งสองแลกเปลี่ยนตราประทับยันต์ส่งสารกัน ในยามนั้นเอง ภายในห้องเรียนก็พลันเงียบสงบลง มีเสียงหนึ่งกล่าวว่า "อาวุโสผู้สอนมาแล้ว"
หลินหมิงเงยหน้ามองไป เห็นผู้เฒ่าสวมชุดคลุมสีขาว มือถือตำราเล่มหนาเดินเข้ามาในโรงยุทธ์อย่างช้าๆ ความผันผวนของปราณแท้ของผู้เฒ่าผู้นี้ดูอ่อนกว่ามู่อี้และคนอื่นๆ อยู่ระดับหนึ่ง น่าจะเป็นขั้นควบแน่นชีพจร
……………………………