- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 55 - ขอซื้อ
55 - ขอซื้อ
55 - ขอซื้อ
55 - ขอซื้อ
ขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น หลินหมิงหันไปมอง เห็นเด็กหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งยืนห่างออกไปสิบก้าว จ้องมองเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
คนผู้นี้คือหวังเอี้ยนเฟิง ในการทดสอบเข้าสำนักชีเสวียน หวังเอี้ยนเฟิงไม่เพียงแต่ถูกหลินหมิงแย่งอันดับหนึ่งไป แต่โอสถดีงูทองแดงที่เป็นรางวัลของอันดับสองก็ยังต้องเสียให้ไปด้วย นี่คือน้ำผึ้งขมสำหรับหวังเอี้ยนเฟิง และหลินหมิงผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ย่อมเป็นเสี้ยนหนามในอกและศัตรูที่เขาอยากกำจัด
"ยาพวสนั้น เจ้ากินไปหรือยัง?" หวังเอี้ยนเฟิงเอ่ยถามพร้อมกัดฟัน น้ำเสียงดูเย็นชา
"กินแล้วจะเป็นอย่างไร ไม่กินแล้วจะเป็นอย่างไร?" หลินหมิงตอบกลับอย่างสงบ โอสถทั้งสองเม็ดนี้มีค่าควรเมือง แต่เขาไม่กังวลว่าจะมีใครมาแย่งชิง เพราะสำนักชีเสวียนเป็นขุมอำนาจที่อยู่เหนือโลกในอาณาจักรเทียนอวิ๋นมาโดยตลอด มีพลังที่น่าสะพรึงกลัวและเบื้องหลังที่เหนือธรรมดา รางวัลที่สำนักมอบให้ ยังไม่มีใครกล้าแย่ง
"ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่ได้กิน หากกินยาที่รุนแรงพร้อมกันสองเม็ด ร่างกายเจ้าไม่มีทางรับไหวแน่ หลินหมิง เจ้ามีพรสวรรค์เพียงระดับสามขั้นกลาง จงคิดให้ดี ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า โอสถทั้งสองเม็ดนั้น โดยเฉพาะโอสถไขกระดูกมังกรทองชาด เจ้าดูดซับฤทธิ์ยาได้เพียงหนึ่งในสิบส่วนก็นับว่าดีมากแล้ว กินไปก็เสียของเปล่าๆ"
หลินหมิงขมวดคิ้ว "เจ้าต้องการจะสื่ออะไร?"
"ข้าต้องการซื้อโอสถไขกระดูกมังกรทองชาดของเจ้า!"
หลินหมิงหัวเราะออกมา เขาไม่คิดว่าหวังเอี้ยนเฟิงจะพูดจาไร้สาระเช่นนี้ "เจ้าล้อเล่นหรือเปล่า? เจ้าคิดว่าข้าจะขายอย่างนั้นหรือ?"
"อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ ลองฟังข้อเสนอของข้าก่อน"
"ข้าสามารถให้เจ้าดูแผ่นหยกวิชาดาบ 《สัจพจน์เก้าวิถี》 ของตระกูลข้าได้หกชั่วยาม ขณะเดียวกันข้าสามารถให้ทองคำเจ้าอีกห้าพันตำลึง! แต่มีเงื่อนไขว่า เจ้าห้ามบอกเรื่องที่ข้าให้เจ้าดู 《สัจพจน์เก้าวิถี》 ออกไปเป็นอันขาด ไม่ฉะนั้นไม่เพียงแต่ข้าจะเดือดร้อน เจ้าเองก็ต้องเผชิญกับการตามล่าของตระกูลหวังด้วย" หวังเอี้ยนเฟิงกดเสียงให้ต่ำที่สุด
โอสถไขกระดูกมังกรทองชาดนั้นทองคำก็ไม่อาจซื้อได้ และหวังเอี้ยนเฟิงก็สามารถเบิกเงินทองคำมาใช้ได้เพียงไม่กี่พันตำลึงเท่านั้น เขาจึงโยนเหยื่อล่ออย่าง 《สัจพจน์เก้าวิถี》 ออกมา ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาลับประจำตระกูลหวังที่ล้ำค่ายิ่งและห้ามเผยแพร่สู่ภายนอกเด็ดขาด
สิ่งที่หวังเอี้ยนเฟิงจะให้หลินหมิงดูเป็นเพียงภาคเคล็ดวิชาใจเท่านั้น ไม่มีท่าร่างหรือวิชาการต่อสู้ ตราบใดที่หลินหมิงไม่พูด ก็จะไม่มีใครดูออก หวังเอี้ยนเฟิงคิดว่าหลินหมิงคงไม่โง่พอที่จะเปิดเผยออกไปจนถูกตระกูลหวังตามล่า เขาจึงกล้าเสี่ยงเช่นนี้
แน่นอนว่า หวังเอี้ยนเฟิงประเมินพรสวรรค์ของหลินหมิงไว้ว่า หากได้ดูเพียงหกชั่วยาม ก็คงเข้าใจได้ไม่มากนัก
《สัจพจน์เก้าวิถี》? แถมยังดูได้แค่หกชั่วยามอย่างนั้นหรือ? หลินหมิงแค่นยิ้มในใจ ข้อเสนอนี้เขาไม่เห็นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย เมื่อเทียบกับ 《คัมภีร์ดาราโกลาหล》 แล้ว 《สัจพจน์เก้าวิถี》 ก็ไม่ต่างอะไรกับขยะ "ขออภัย ข้าไม่สนใจ"
หวังเอี้ยนเฟิงหน้าแดงก่ำ "หลินหมิง เจ้าคิดให้ดี! ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า กินโอสถไขกระดูกมังกรทองชาดลงไปก็ไม่มีทางทะลวงฝึกกายขั้นที่สามได้ แต่หากได้ฝึกเคล็ดวิชาใจใน 《สัจพจน์เก้าวิถี》 แม้เพียงเล็กน้อย ในวันหน้าความเร็วในการควบแน่นพลังปราณของเจ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ได้ประโยชน์ไม่สิ้นสุด นี่คือเคล็ดวิชาลับประจำตระกูลหวังของข้า มีทองคำล้านตำลึงก็ซื้อไม่ได้!"
หลินหมิงเอ่ยว่า "สำนักชีเสวียนไม่ขาดแคลนเคล็ดวิชาใจ ที่แข็งแกร่งกว่า 《สัจพจน์เก้าวิถี》 ก็มีอีกมาก ข้าจำเป็นต้องดูของเจ้าด้วยหรือ?"
"เหอะ สำนักชีเสวียนมีเคล็ดวิชาชั้นยอดจริงๆ นั่นแหละ แต่เคล็ดวิชาชั้นยอดเหล่านั้นจะถ่ายทอดให้เฉพาะศิษย์สายตรงเท่านั้น เจ้ารู้ไหมว่าศิษย์สายตรงคืออะไร? นั่นคือศิษย์ที่ถูกกำหนดตัวโดยหุบเขาเจ็ดผลึกที่เป็นสำนักระดับสามที่แท้จริง ในอนาคตหากไม่มีอะไรผิดพลาดพวกเขาต้องไปที่หุบเขาเจ็ดผลึก แม้แต่หลิงเซินศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักสวรรค์ก็ยังไม่มีส่วนร่วม เท่าที่ข้ารู้ ศิษย์สายตรงของสำนักชีเสวียนมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น นอกจากฉินซิงเสวียนแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่ใช่คนของอาณาจักรเทียนอวิ๋น พวกเขามาจากตระกูลฝึกยุทธ์ที่ลึกลับ เจ้าคิดว่าเจ้าจะมีหวังอย่างนั้นหรือ? อย่าฝันไปเลย! แม้แต่ข้ายังไม่กล้าหวัง!"
สำนักใหญ่มีการควบคุมการสืบทอดวิชาอย่างเข้มงวด เพราะนั่นคือรากฐานสำคัญที่ทำให้พวกเขาดำรงอยู่ได้ แม้แต่ในสำนักชีเสวียน ศิษย์ส่วนใหญ่ก็ได้เรียนเพียงวิชาระดับรองเท่านั้น สิ่งที่หวังเอี้ยนเฟิงพูดล้วนเป็นความจริง
ทว่าหลินหมิงครอบครอง 《คัมภีร์ดาราโกลาหล》 อย่าว่าแต่เคล็ดวิชาชั้นยอดของหุบเขาเจ็ดผลึกเลย ต่อให้เป็นเคล็ดวิชาของเจ้าสำนักที่ยิ่งใหญ่เขาก็ไม่เหลียวมอง
หลินหมิงเอ่ยว่า "เจ้าไม่หวัง ไม่ได้แปลว่าข้าจะไร้หวัง ขออภัยข้ายังมีธุระ ข้าขอตัวก่อน"
"เจ้า! ดี ดียิ่ง! เจ้าคิดว่าครั้งก่อนเจ้าชนะข้าแล้วจะโดดเด่นกว่าข้าจริงๆ อย่างนั้นหรือ? เจ้าคอยดูเถอะ คอยดูข้าที่จะมาทวงสิ่งที่เจ้าเอาไปจากตัวข้าคืนมา คอยดูวันที่ข้าจะเหยียบเจ้าไว้ใต้ฝ่าเท้า เพียงแค่เจ้ายังคิดจะได้รับเลือกเป็นศิษย์สายตรงอย่างนั้นหรือ? อย่าทำให้ข้าขำไปหน่อยเลย ข้าจะคอยดู ดูว่าเจ้าจะกลายเป็นบันไดให้คนอื่นเหยียบได้อย่างไร ยิ่งยืนสูงเท่าไหร่ เวลาตกลงมาก็จะยิ่งเจ็บเท่านั้น!"
หลินหมิงไม่สนใจคำสาปแช่งด้วยความโกรธแค้นของหวังเอี้ยนเฟิงเลยแม้แต่น้อย หวังเอี้ยนเฟิงถูกเขาเอาชนะไปแล้ว ในความคิดของหลินหมิง เขาอาจจะสู้คนอื่นไม่ได้ อาจจะสู้จูเอี๋ยน ฉินซิงเสวียน หรือหลิงเซินไม่ได้ แต่เขาจะไม่มีวันยอมให้ใครมาแซงหน้าเขาเด็ดขาด หากวันใดที่หลินหมิงถูกคนที่เขาเคยเอาชนะไปแล้วแซงกลับมาได้ เมื่อนั้นเขาคงต้องกลับมาทบทวนตนเองอย่างหนักแล้ว
ช่วงเที่ยงวัน หลินหมิงย้ายข้าวของทั้งหมดไปยังที่พักใหม่ สำนักชีเสวียนมีพื้นที่กว้างขวางเพียงพอที่จะจัดห้องส่วนตัวให้ศิษย์ตำหนักพสุธาทุกคน
ห้องของหลินหมิงตั้งอยู่ในที่เงียบสงบแห่งหนึ่งที่หลังเขา ด้านหลังพิงหน้าผา ด้านหน้าหันสู่สระน้ำลึก ข้างห้องมีต้นไม้โบราณอายุนับร้อยปีต้นหนึ่ง กิ่งก้านที่แผ่ขยายวงกว้างช่วยบดบังแสงแดดให้ห้องทั้งหมด แม้จะเป็นฤดูร้อนก็ยังคงเงียบสงบและร่มรื่น นับเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การฝึกฝนอย่างยิ่ง
หลินหมิงพอใจกับห้องนี้มาก เขานั่งขัดสมาธิลงบนเตียงและเริ่มอ่านเนื้อหาในแผ่นหยก
เริ่มแรกของแผ่นหยกเป็นการแนะนำกฎระเบียบต่างๆ ของสำนักชีเสวียน รวมถึงการทำผิดวินัยและบทลงโทษ กฎการท้าประลอง ตารางเวลาเรียนและการฝึกฝน เป็นต้น และเมื่อถึงส่วนท้าย ก็คือรางวัลการจัดอันดับและทรัพยากรที่สำนักชีเสวียนจัดเตรียมไว้ให้
เมื่อเห็นดังนี้ หลินหมิงก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที เหตุผลใหญ่ที่เขาเข้าร่วมสำนักชีเสวียนก็เพื่อทรัพยากรเหล่านี้เอง
สำนักชีเสวียนมีศิษย์มากมาย การจัดอันดับบุคคลจะทำผ่านการทดสอบในค่ายกลหมื่นสังหาร
เมื่อหลายร้อยปีก่อน หุบเขาเจ็ดผลึกถูกก่อตั้งขึ้นโดยยอดปรมาจารย์เจ็ดท่าน ซึ่งหนึ่งในนั้นเชี่ยวชาญเรื่องค่ายกล ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่ายกลของหุบเขาเจ็ดผลึกจึงถูกสืบทอดต่อกันมา การทดสอบและฝึกฝนของศิษย์ในสำนักมักจะต้องใช้ค่ายกลมายาและค่ายกลสังหาร สำนักชีเสวียนในฐานะสำนักที่อยู่ภายใต้สังกัดของหุบเขาเจ็ดผลึก ย่อมได้รับอานิสงส์นี้ไปด้วย
ค่ายกลมายาสำหรับทดสอบอันดับมีชื่อว่าค่ายกลหมื่นสังหาร เมื่อเข้าไปข้างใน จะต้องเผชิญกับศัตรูที่ปรากฏตัวออกมาไม่หยุดหย่อน ในบรรดาศัตรูเหล่านั้นมีทั้งสัตว์อสูรและมนุษย์
อันดับสุดท้ายจะตัดสินจากจำนวนศัตรูที่ล่าได้และความแข็งแกร่งของพวกมัน
ในบรรดาศัตรูเหล่านี้ ที่อ่อนแอที่สุดก็เทียบเท่ากับผู้บ่มเพาะฝึกกายขั้นที่สอง การฆ่าศัตรูฝึกกายขั้นที่สองหนึ่งตัวจะได้หนึ่งคะแนน ฆ่าระดับยอดของฝึกกายขั้นที่สองได้ห้าคะแนน ฝึกกายขั้นที่สามได้สิบคะแนน ระดับยอดของฝึกกายขั้นที่สามได้ห้าสิบคะแนน ฝึกกายขั้นที่สี่ได้หนึ่งร้อยคะแนน ระดับยอดของฝึกกายขั้นที่สี่ได้ห้าร้อยคะแนน และเพิ่มขึ้นตามลำดับ...
เมื่อเริ่มเข้าสู่ค่ายกลหมื่นสังหาร ศัตรูที่พบจะเป็นฝึกกายขั้นที่สองทั้งหมด หลังจากนั้น ระดับของศัตรูจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ฝึกกายขั้นที่สามและสี่จะปรากฏออกมาไม่จบไม่สิ้น จนกว่าผู้เข้ารับการทดสอบจะตาย
คะแนนสะสมก่อนตายคือผลลัพธ์สุดท้าย และศิลาจัดอันดับจะแสดงอันดับออกมา
หากมีอันดับสูงจะได้รับผลประโยชน์มากมาย เช่น โอสถรวมปราณ ผู้ที่อยู่อันดับหลังสองร้อยลงไป ทุกสามเดือนจะได้รับโอสถรวมปราณเพียงหนึ่งเม็ด ส่วนสิบอันดับแรก ในหนึ่งเดือนจะได้รับโอสถรวมปราณถึงสิบเม็ด โอสถรวมปราณสิบเม็ดนั้นมีค่าถึงสองพันตำลึงทอง แม้จะเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ก็ไม่อาจมองข้ามรางวัลอันมหาศาลนี้ได้
ความจริงแล้วโอสถรวมปราณเป็นเพียงเรื่องรอง เพราะของสิ่งนี้มีเงินก็ซื้อได้ ทว่ายังมีทรัพยากรอีกมากที่มีเงินก็ซื้อไม่ได้ เช่น การสืบทอดเคล็ดวิชา ผู้ที่อยู่อันดับหลังสองร้อยลงไป จะเลือกเรียนได้เพียงเคล็ดวิชาระดับต่ำเล่มเดียวเท่านั้น ทว่าสิบอันดับแรกสามารถเข้าสู่หอตำราของสำนักชีเสวียนเพื่อเลือกเรียนวิชาใดก็ได้ตามใจชอบ
และผู้ที่ได้อันดับหนึ่ง ถึงขั้นมีโอกาสเล็กน้อยที่จะได้เรียนเคล็ดวิชาแกนหลักของสำนักชีเสวียน นั่นคือวิชาชั้นเลิศที่มีเพียงศิษย์สายตรงเท่านั้นที่จะได้เรียน แม้แต่เชื้อพระวงศ์และลูกหลานตระกูลชั้นนำของอาณาจักรเทียนอวิ๋นก็ไม่มีโอกาสได้เรียน
แน่นอนว่า หลินหมิงไม่ได้สนใจเรื่องเคล็ดวิชามากนัก สิ่งที่เขาสนใจคือทรัพยากรในการฝึกฝน
………..