- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 52 - พุทธะสว่างเด็ดบัว
52 - พุทธะสว่างเด็ดบัว
52 - พุทธะสว่างเด็ดบัว
52 - พุทธะสว่างเด็ดบัว
สมาคมนักจารึกมีสมบัติวิเศษสำหรับใช้ทดสอบโดยเฉพาะ หลินหมิงเลือกดูอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะเลือกกระบี่ยาวที่ดูดีมากเล่มหนึ่งแล้วกล่าวว่า "เอาเล่มนี้แหละ"
กระบี่เล่มนี้มีราคาถึงสามพันหกร้อยตำลึงทอง เป็นสมบัติวิเศษที่ค่อนข้างแพงในคลัง พนักงานต้อนรับรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ปกติผู้บ่มเพาะที่มาทดสอบศาสตร์แห่งจารึกย่อมเลือกสมบัติวิเศษที่ด้อยกว่านี้ แต่เด็กหนุ่มผู้นี้กลับเลือกของแพงเช่นนี้ ดูท่าหากไม่ร่ำรวยมหาศาลก็คงมีความมั่นใจอย่างยิ่ง
หลินหมิงมีแผนของเขา ในเมื่อต้องใช้สมบัติวิเศษ ย่อมไม่อาจปล่อยให้เสียเปล่า สมบัติวิเศษระดับสูงเมื่อผสานกับศาสตร์แห่งจารึกที่ยอดเยี่ยมย่อมขายได้ราคาดี
"สมบัติวิเศษของเราเมื่อขายแล้วไม่รับเปลี่ยนคืน" พนักงานต้อนรับไม่ค่อยวางใจจึงย้ำเตือนอีกประโยค
หลินหมิงหยิบตั๋วทองออกมาสี่ใบแล้วยิ้มกล่าวว่า "เรื่องนี้ข้าย่อมทราบดี"
"อืม เช่นนั้นเชิญตามข้ามา" หลังจากจ่ายเงินเสร็จ พนักงานต้อนรับก็นำหลินหมิงกลับมายังสถานที่ทดสอบแล้วนางก็จากไป
เมื่อกลับมาถึงห้องจารึก หลินหมิงพบว่ามีคนเพิ่มขึ้นมาอีกสองคน คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบห้าสิบปีสวมชุดคลุมยาวสีเขียว ส่วนอีกคนเป็นชายชราอ้วนท้วนที่ดูใจดีและมีรอยยิ้มอยู่เสมอ
ทั้งสองท่านนี้คือผู้คุมสอบที่รับผิดชอบการทดสอบปรมาจารย์ยันต์ของสมาคม ปกติหวังเสวียนจี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการทดสอบ แต่ครั้งนี้เขาสนใจใคร่ชมยิ่งนัก
"พร้อมหรือยัง" หวังเสวียนจี้ถาม
"อืม" หลินหมิงพยักหน้า วางกระบี่ยาวลงบนแท่นศิลาจารึก วัสดุที่ต้องใช้ในศาสตร์แห่งจารึกถูกแผ่ออกทีละอย่าง วัสดุของสมาคมนักจารึกส่วนใหญ่ผ่านการแปรรูปมาแล้ว หลินหมิงจึงไม่ต้องเสียเวลาบด สกัด หรือหลอมเอง
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวมองหลินหมิงอย่างลึกซึ้งแล้วกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่า "การทดสอบมีเวลากำจัดสองชั่วยาม หากล้มเหลวติดต่อกันสามครั้งจะหมดสิทธิ์ และหากผลงานที่ทำออกมาไม่สามารถเพิ่มอานุภาพให้สมบัติวิเศษได้เกินสองในสิบส่วน ก็ถือว่าล้มเหลวเช่นกัน"
"ข้าเข้าใจแล้ว"
"ดี เช่นนั้นเริ่มได้" ชายวัยกลางคนพลิกนาฬิกาทราย เม็ดทรายไหลลงอย่างเงียบเชียบ
หลินหมิงหลับตาพักผ่อนครู่หนึ่ง โคจรลมปราณในกายให้อยู่ในสภาวะที่ดีที่สุด จากนั้นจึงโบกมือเรียก ของเหลวสีน้ำเงินหยดเล็กๆ ราวกับมีชีวิตกระโดดเข้าสู่ใจกลางฝ่ามือของหลินหมิง
เพียงแค่การโบกมือเรียกที่เรียบง่ายนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณอันหนาแน่นที่ห่อหุ้มของเหลวสีน้ำเงินนั้นไว้ทันที
"พลังวิญญาณเช่นนี้... เกรงว่าจะมีพรสวรรค์ระดับห้า" หวังเสวียนจี้รู้สึกตกใจในใจ
"มิน่าเล่าอายุสิบห้าก็มาสอบแล้ว มีความสามารถอยู่บ้างจริงๆ" ชายวัยกลางคนพยักหน้าช้าๆ
หวังอวี่หานเม้มริมฝีปาก นางย่อมสังเกตเห็นพลังวิญญาณของหลินหมิงเช่นกัน นางพึมพำกับตนเองในใจว่า "พรสวรรค์วิญญาณระดับห้าหรือ ทัดเทียมกับข้า เมื่อก่อนศัตรูที่น่ากลัวมีเพียงฉินซิงเสวียนคนเดียว ตอนนี้มีเพิ่มมาอีกคนแล้ว!"
พรสวรรค์ระดับห้านั้นหาได้ยากยิ่ง โดยทั่วไปพรสวรรค์ทางวิญญาณและพรสวรรค์ทางการต่อสู้ของผู้บ่มเพาะจะไม่ต่างกันมากนัก แต่พรสวรรค์ทางวิญญาณมักจะต่ำกว่าพรสวรรค์ทางการต่อสู้ ดังนั้นพรสวรรค์ทางวิญญาณระดับสูงจึงล้ำค่ายิ่ง หากจะกล่าวว่าพรสวรรค์ทางการต่อสู้ระดับห้าในอาณาจักรเทียนอวิ๋นนั้นสิบปีจะพบสักคน เช่นนั้นพรสวรรค์ทางวิญญาณระดับห้าก็ต้องยี่สิบหรือสามปีจึงจะพบสักคน
พรสวรรค์ทางการต่อสู้ของหวังอวี่หานมีเพียงระดับสี่ แต่พรสวรรค์ทางวิญญาณกลับสูงกว่า ซึ่งนั่นเป็นเพราะได้รับการสืบทอดมาจากท่านปู่ของนาง
พรสวรรค์ระดับห้าขั้นกลางของหวังอวี่หานนับเป็นอัจฉริยะปรมาจารย์ยันต์ที่หาได้ยากในรอบหลายสิบปี เมื่อรวมกับการที่หวังเสวียนจี้สั่งสอนมากับมือตั้งแต่เล็ก ตอนนี้ศาสตร์แห่งจารึกของหวังอวี่หานจึงแทบไม่ต่างจากฉินซิงเสวียนที่มีพรสวรรค์เหนือกว่านางขั้นหนึ่ง เพียงแต่หวังอวี่หานมีอายุมากกว่าเล็กน้อยเท่านั้น
แน่นอนว่าหลินหมิงไม่ได้มีพรสวรรค์วิญญาณระดับห้า แต่เป็นเพราะเคล็ดวิชาที่เขาใช้คือ "เคล็ดวิญญาณไท่อี่" ที่มาจากแดนเทพ ดังนั้นพลังวิญญาณจึงไม่เพียงแต่หนาแน่นและหนักแน่น แต่ยังควบคุมได้ดั่งใจนึก จึงทำให้ทุกคนเกิดความเข้าใจผิดเช่นนั้น
หากจะบอกว่าพลังวิญญาณในตอนแรกทำให้พวกหวังเสวียนจี้ประหลาดใจ เช่นนั้นการกระทำต่อมาของหลินหมิงก็ทำให้ทั้งสองคนแทบไม่เชื่อสายตา
เมื่อหยดของเหลวสีน้ำเงินตกลงบนปลายนิ้วของหลินหมิง นิ้วมือของเขากลับวาดเป็นเงาพรายต่อเนื่องกัน หยดของเหลวถูกลากออกเป็นเส้นแสงสีน้ำเงินที่เจิดจ้าภายใต้เงาพรายนั้น ราวกับดาวตกที่กรีดผ่านท้องฟ้ายามดึกสะัด
เพียงแค่การกะพริบตาไม่กี่ครั้ง อักขระที่ซับซ้อนก็ถูกวาดจนเสร็จสิ้น
หวังเสวียนจี้สูดหายใจเข้าลึกๆ ส่วนรอยยิ้มบนใบหน้าของชายชราผู้อ้วนท้วนก็แข็งค้างไป
"พุทธะสว่างเด็ดบัว!"
คนนอกดูความสนุก คนในดูความชำนาญ ท่าทางที่ไหลลื่นราวกับเมฆเคลื่อนคล้อยน้ำไหลของหลินหมิงนี้ ในวงการปรมาจารย์ยันต์มีคำศัพท์เฉพาะที่เรียกว่า "พุทธะสว่างเด็ดบัว"
พุทธะสว่างคือพระพุทธรูปพันนิ้วในตำนานโบราณ เล่ากันว่าพระพุทธองค์นี้มีสิบกรพันนิ้ว ทุกปีเมื่อบัวในสวนหลังวิหารพุทธะสว่างออกฝัก พุทธะสว่างเพียงขยับเพียงครั้งเดียวก็สามารถเด็ดเมล็ดบัวได้นับร้อยเมล็ด
ดังนั้นในคัมภีร์ทางศาสนาจึงมีคำว่า "พุทธะสว่างเด็ดบัว" และปรมาจารย์ยันต์ได้หยิบยกคำนี้มาใช้เรียกขานเงาของนิ้วมือที่หนาแน่นอันเกิดจากความเร็วในการวาดอักขระของปรมาจารย์ปรมาจารย์ยันต์
แน่นอนว่าหากวัดกันที่ความเร็ว ปรมาจารย์ยันต์ที่มีระดับวรยุทธ์สูงย่อมทำได้เร็วกว่า แต่การจะรักษาความมั่นคงของพลังวิญญาณภายใต้ความเร็วที่สูงล้ำเช่นนี้ พร้อมทั้งเปลี่ยนวัสดุจารึกให้เป็นอักขระได้อย่างแม่นยำและสม่ำเสมอนั้นยากราวกับจะปีนป่ายสวรรค์ เงาของนิ้วมือเช่นนี้ หากไม่มีความเข้าใจที่เหนือชั้นและการฝึกฝนที่หนักแน่นย่อมไม่มีทางฝึกฝนออกมาได้!
เด็กหนุ่มผู้นี้อายุเท่าไรกัน แม้จะเริ่มฝึกศาสตร์แห่งจารึกตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ก็ไม่น่าจะมีวิชานิ้วที่ช่ำชองขนาดนี้ได้กระมัง
ในไม่ช้า หวังเสวียนจี้ก็พบว่าทักษะการวาดหลายอย่างของเด็กหนุ่มเบื้องหน้าไม่ได้มาจากสำนักปรมาจารย์ยันต์ใดในอาณาจักรเทียนอวิ๋น ทักษะบางอย่างของเขาดูซับซ้อนกว่า แต่กลับลื่นไหลอย่างยิ่ง
"สำนักของเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่สำนักในอาณาจักรเทียนอวิ๋น!" ชายวัยกลางคนกล่าว
"อืม อีกทั้ง สำนักนี้น่าจะก้าวหน้ากว่าพวกเรามากนัก"
แสงหลากสีเบ่งบานกลางอากาศทีละสาย เส้นทางของแสงที่ไขว้สลับกันทิ้งเงาพรายที่งดงามไว้บนม่านตาของทุกคน หวังอวี่หานกลั้นหายใจ ทุ่มเทพลังวิญญาณทั้งหมดไปที่อักขระเหล่านั้นทีละตัว สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงของพลังงานภายในอย่างละเอียด
ในการวาดอักขระ ความเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนของน้ำหนักพลังงานคือสิ่งที่ควบคุมได้ยากที่สุด หากพลาดเพียงนิดย่อมล้มเหลว แต่ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ในมือของเด็กหนุ่มผู้นั้นกลับแม่นยำราวกับสัญชาตญาณ อักขระที่ซับซ้อนและงดงามเหล่านั้น ราวกับดอกไม้และนกในภาพวาดของจิตรกรที่พร้อมจะโผบิน
หากจะกล่าวว่าในตอนแรก หวังอวี่หานยังมีความคิดที่กลัวจะถูกเด็กหนุ่มผู้นี้ก้าวข้าม และหวังให้เขาไม่ผ่านการทดสอบ แต่ในเวลาต่อมา นางกลับเลื่อมใสอย่างสิ้นเชิง ในใจกลับหวังให้ความสมบูรณ์แบบนี้ดำเนินต่อไป อย่าได้มีข้อบกพร่องแม้เพียงนิดเดียว
สภาพจิตใจเช่นนี้ เปรียบได้กับนักดนตรีที่ปรารถนาจะได้ยินบทเพลงจากสวรรค์ หรือจิตรกรที่ปรารถนาจะเห็นภาพวาดเลื่องชื่อ และมีเพียงสภาพจิตใจเช่นนี้เท่านั้นที่จะทำให้คนละทิ้งความฟุ้งซ่านทั้งปวง เพื่อแสวงหาความเป็นที่สุดในสาขาวิชาหนึ่ง
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่จดจ่อและพิถีพิถันผู้นี้ หวังอวี่หานดูเหมือนจะเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าเหตุใดในระยะหลังความก้าวหน้าในศาสตร์แห่งจารึกของนางจึงช้าลง นั่นเป็นเพราะนางให้ความสำคัญกับฉินซิงเสวียนมากเกินไป กลัวว่าเด็กสาวที่อายุน้อยกว่านางครึ่งปีผู้นี้จะตามทัน
แต่ตอนนี้ เมื่อเห็นศาสตร์แห่งจารึกที่สมบูรณ์แบบของหลินหมิง นางพลันตระหนักได้ว่า ทวีปนี้กว้างใหญ่ไพศาล อัจฉริยะมีมากมายดั่งเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา การที่นางยึดติดกับชื่อเสียงอัจฉริยะปรมาจารย์ยันต์อันดับหนึ่งของอาณาจักรเทียนอวิ๋นจนต้องกังวลว่าฉินซิงเสวียนจะแซงหน้านั้นไม่มีความหมายใดเลย
สิ่งที่นางควรแสวงหาไม่ใช่การทิ้งห่างฉินซิงเสวียน แต่คือการก้าวข้ามตนเอง สิ่งที่นางควรแสวงหาไม่ใช่อัจฉริยะปรมาจารย์ยันต์อันดับหนึ่งของอาณาจักรเทียนอวิ๋น แต่คือความเป็นที่สุดของศาสตร์แห่งจารึกเอง
…………