- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 41 - เข้าสู่ชั้นห้า
41 - เข้าสู่ชั้นห้า
41 - เข้าสู่ชั้นห้า
41 - เข้าสู่ชั้นห้า
"คัดออกไปไม่ถึงสี่ในสิบส่วน ผู้ที่สอบผ่านคราวนี้มีห้าสิบกว่าคน ก็นับว่าไม่เลว" ผู้อาวุโสสำนักชีเสวียนคนหนึ่งมองดูเหล่าผู้เข้าสอบที่ถูกส่งออกมาจากเจดีย์หลิงหลง แล้วกล่าวออกมาอย่างช้าๆ
เจดีย์หลิงหลงคือค่ายกลที่ปิดผนึกโดยสมบูรณ์ ผู้อาวุโสเหล่านี้หากไม่ใช่ยอดฝีมือขั้นโฮ่วเทียน ย่อมไม่อาจมองเห็นเหตุการณ์ภายในเจดีย์หลิงหลงได้ พวกเขาทำได้เพียงตัดสินจากชั้นที่ผู้เข้าสอบถูกส่งตัวออกมาว่าผู้เข้าสอบฝ่าด่านไปได้ถึงชั้นใด
หากถูกส่งออกมาจากชั้นแรก ถือว่าตกรอบทันที หากเป็นชั้นที่สองขึ้นไปถือว่าสอบผ่าน
จนถึงบัดนี้ การทดสอบเริ่มต้นขึ้นได้หนึ่งเค่อแล้ว ผู้ที่ยังอยู่ในเจดีย์ย่อมผ่านชั้นแรกไปได้นานแล้ว บางคนอาจเริ่มจู่โจมชั้นที่สามหรือชั้นที่สี่
"บัดนี้เหลือเพียงห้าคนที่ยังไม่ออกมา" พอผู้อาวุโสกล่าวจบ อักขระเจดีย์หลิงหลงก็ขยับ มีอีกสองคนถูกเจดีย์หลิงหลงดีดออกมา ตำแหน่งที่ถูกดีดออกมาคือชั้นที่สามของเจดีย์หลิงหลง เห็นได้ชัดว่าพ่ายแพ้ในยามฝ่าชั้นที่สาม
ผู้บ่มเพาะหลายคนที่รออยู่ใต้เจดีย์รีบกระโดดขึ้นไปรับตัวผู้เข้าสอบทั้งสองที่แทบจะสิ้นสติลงมา
ผู้เข้าสอบสองคนนี้ล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นฝึกกายระดับสาม ในจำนวนนั้นคนหนึ่งอยู่ในขั้นฝึกกายระดับสามช่วงสูงสุด ในการทดสอบวัดพละกำลังคนผูนี้ซัดได้ถึงสองพันสามร้อยจิน ทว่าน่าเสียดายที่อายุของทั้งสองค่อนข้างมาก คนหนึ่งสิบเจ็ดปี อีกคนสิบแปดปี สุดท้ายจึงไม่อาจฝ่าชั้นที่สามของเจดีย์หลิงหลงไปได้ ทว่าผลลัพธ์นี้ก็นับว่าควรค่าแก่การภาคภูมิใจแล้ว
ยามที่ทั้งสองคนถูกดีดออกมา ดวงตาคู่สวยของหลานอวิ๋นเยว่รีบจับจ้องไปทันที ทว่านางก็จำแนกได้ในชั่วพริบตาว่า พวกเขาไม่ใช่หลินหมิง
ผู้เข้าสอบเก้าสิบสองคน จนถึงขณะนี้ถูกดีดออกมาแล้วสามสิบเก้าคน หลานอวิ๋นเยว่มองเห็นทุกคนอย่างชัดเจน ในนั้นไม่มีหลินหมิง นั่นหมายความว่าหลินหมิงยังคงอยู่ในเจดีย์หลิงหลง!
"หลินหมิง..." หลานอวิ๋นเยว่เม้มริมฝีปากเบาๆ ดวงตาคู่สวยฉายแววเหม่อลอยอยู่บ้าง
นางทราบดีว่านี่หมายถึงหลินหมิงกำลังฝ่าชั้นสาม หรืออาจจะฝ่าชั้นที่สามไปได้แล้ว
หากผ่านชั้นที่สามได้จริง ก็นับว่าเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ ในบันทึกประวัติศาสตร์ของสำนักชีเสวียน ผู้ที่ผ่านชั้นที่สามได้ ในอนาคตพื้นฐานล้วนบรรลุถึงจุดสูงสุดของขั้นฝึกกาย — ขั้นที่หกช่วงผลัดเส้นเอ็น!
ผู้บ่มเพาะช่วงผลัดเส้นเอ็น เพียงรับใช้ราชสำนักก็สามารถได้รับการอวยยศเป็นขุนนางได้โดยตรง แม้บรรดาศักดิ์จะเป็นเพียงบารอนชั้นสาม ทว่าบรรดาศักดิ์หาได้เหมือนตำแหน่งขุนนางไม่ บรรดาศักดิ์สามารถสืบทอดทางสายเลือดได้
การมีบรรดาศักดิ์คือการเป็นขุนนาง! ในอาณาจักรเทียนอวิ๋น คำเรียกขานว่าขุนนางคือสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ เพราะเกียรติของคนเพียงคนเดียวทำให้ตระกูลเข้าสู่ชนชั้นสูง นั่นคือเรื่องที่สร้างความภาคภูมิใจให้แก่วงศ์ตระกูล
ในเวลานั้นเอง ก็มีผู้เข้าสอบอีกคนถูกส่งตัวออกมา เขาถูกส่งออกมาจากชั้นที่สี่
นั่นหมายความว่าเขาผ่านชั้นที่สามมาได้แล้ว!
เด็กหนุ่มผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ คิ้วเข้มตาโต ก็คือเหลียงเถี่ยซานผู้มีพละกำลังมหาศาลแต่กำเนิดนั่นเอง เขาใช้กำลังทั้งหมด ยอมแลกกับการบาดเจ็บสาหัสจึงจะฝ่าชั้นที่สามมาได้ ส่วนชั้นที่สี่นั้นพ่ายแพ้ไปโดยแทบจะไม่ได้ลงมือ
"เหลียงเถี่ยซานผู้นี้เป็นต้นกล้าที่ดี ควรค่าแก่การทำนุบำรุง"
"อืม ไม่เลวทีเดียว บัดนี้เหลือเพียงสองคนแล้ว หลินหมิงและหวังเอี้ยนเฟิง"
"หลินหมิงสามารถยืนหยัดมาถึงบัดนี้ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว พลังของเขาแข็งแกร่งกว่าเหลียงเถี่ยซานอยู่บ้าง อีกทั้งจิตแห่งยุทธ์ของเขาก็ช่วยในการต่อสู้ ทว่าหากคิดจะผ่านชั้นที่สี่ ความหวังยังคงริบหรี่..."
"อืม อย่าว่าแต่หลินหมิงเลย แม้แต่หวังเอี้ยนเฟิงคิดจะผ่านไปก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย"
...
"ฉัวะ!"
ลงมีดอีกคราหนึ่ง เลือดพุ่งพวยออกมา หลินหมิงกลิ้งตัวไปตามพื้น หลบการตะปบอันโกรธเกรี้ยวของหมีเกราะเหล็ก
ในยามนี้ หมีเกราะเหล็กสองตัวได้กลายเป็นหมีเลือดไปเสียแล้ว พวกมันแต่ละตัวถูกฟันไปสิบกว่ามีด สิบกว่ามีดนี้ ทุกมีดล้วนฟันเข้าที่รอยต่อเกราะกระดูกของพวกมัน แม้บาดแผลจะไม่ถึงแก่ชีวิต ทว่าการเสียเลือดจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้!
บัดนี้ หมีเกราะเหล็กสองตัวเริ่มเคลื่อนไหวเชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัดเพราะเสียเลือดมากเกินไป
โอกาสมาถึงแล้ว!
หลินหมิงที่หลบหลีกไปมาจับสัมผัสถึงช่องโหว่ที่หมีเกราะเหล็กสองตัวเผยออกมาเพราะความเหนื่อยล้าจากการเสียเลือด ร่างกายพุ่งทะยานขึ้นประหนึ่งเสือล่าเหยื่อ
"โฮก!"
หมีเกราะเหล็กชูตัวขึ้น อุ้งตีนหมีตบฉาดลงมาอย่างแรง ทว่ากลับถูกหลินหมิงหลบได้ และในจังหวะที่หลบนั้น มีดแล่เนื้อของหลินหมิงก็แทงเข้าที่ดวงตาของหมีเกราะเหล็กพอดิบพอดี!
เลือดสาดกระเซ็น หมีเกราะเหล็กแผดร้องด้วยความโกรธแค้นและเจ็บปวด ในขณะนั้นหลินหมิงกำหมัดแน่น ซัดหมัดเข้าที่ด้ามมีด มีดแล่เนื้อประหนึ่งลิ่มที่ถูกฆ้อนตอกลงไป แทงทะลุเข้าสู่สมองของหมีเกราะเหล็กโดยตรง
หมีเกราะเหล็กตัวนี้ตายตกไปในทันที!
"ผ่านไปสองเค่อแล้ว!" (30 นาที) อาจารย์อาวุโสแห่งสำนักชีเสวียนผู้หนึ่งมองดูนาฬิกาทรายข้างกายพลางกล่าวด้วยความประหลาดใจ
"ทั้งสองคนอยู่ในชั้นที่สี่มานานไม่น้อยเลย"
ยามนี้ที่สำนักชีเสวียน อักขระของสามชั้นแรกดับลงหมดแล้ว เหลือเพียงชั้นที่สี่ที่ยังสว่างอยู่ เป็นข้อพิสูจน์ว่าทั้งคู่กำลังต่อสู้อยู่ในชั้นที่สี่
"น่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้ว หวังเอี้ยนเฟิงนั้นอยู่เหนือความคาดหมาย แต่หลินหมิงผู้นี้กลับยืนหยัดได้นานเพียงนี้ ช่างน่าเหลือเชื่อนนัก พรสวรรค์ระดับสาม ขอบเขตฝึกกายขั้นที่สอง ด้วยพลังเช่นนี้หากเข้าถึงชั้นที่สี่ได้ เกรงว่าคงไม่ใช่แค่มีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิดเสียแล้ว" อาจารย์อาวุโสท่านหนึ่งลูบเครา รู้สึกว่าพลังต่อสู้ของหลินหมิงแข็งแกร่งจนผิดธรรมดาและหาคำอธิบายไม่ได้
ยามนั้น มู่อี้จึงเอ่ยปากขึ้นช้าๆ "ท่านซุน บางครั้งพลังต่อสู้ของคนเราก็ไม่อาจคาดเดาด้วยสามัญสำนึก อัจฉริยะในการต่อสู้ที่มีความเข้าใจสูงส่งนั้น ศิลาทดสอบพรสวรรค์ไม่อาจวัดออกมาได้หรอก"
มู่อี้ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องที่หลินหมิงมีอาจารย์อยู่เบื้องหลัง เพราะอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเคล็ดวิชาลมปราณก่อนกำเนิดนั้นเกี่ยวพันกับหลายสิ่งหลายอย่างเกินไป
"อืม... ท่านมู่อี้กล่าวได้ถูกต้อง มีอัจฉริยะในการต่อสู้บางคนที่ฐานพลังไม่ล้ำลึก เคล็ดวิชาก็ธรรมดา แต่กลับอาศัยทักษะและสัญชาตญาณการต่อสู้เอาชนะผู้ที่แข็งแกร่งกว่าได้ ทว่าความได้เปรียบด้านทักษะเช่นนี้ย่อมมีขีดจำกัด คำโบราณว่าไว้ พลังสยบสรรพวิชา อาศัยทักษะอย่างมากก็ช่วยให้พลังเพิ่มขึ้นได้เพียงระดับเดียว หากมากกว่านั้นย่อมไม่อาจทำได้"
มู่อี้ยิ้มแล้วกล่าว "ท่านซุน โปรดดูต่อไปเถิด"
.......................
ในขณะที่เหล่าอาจารย์อาวุโสกำลังสนทนากัน หวังเอี้ยนเฟิงยังคงต่อสู้อย่างยากลำบากในชั้นที่สี่ เดิมทีฐานพลังของเขาเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตวรยุทธ์ขั้นที่สาม ทว่าพลังต่อสู้จริงกลับแข็งแกร่งกว่าผู้บ่มเพาะขั้นที่สามระดับสูงสุดทั่วไปเสียอีก แต่ยามนี้เขากำลังเผชิญหน้ากับหมีเกราะเหล็กสองตัวที่มีพลังระดับวรยุทธ์ขั้นที่สามระดับสูงสุด
แม้หมีเกราะเหล็กจะมีรูปร่างงุ่มง่ามและมีวิธีโจมตีจำกัด แต่พละกำลังที่น่าหวาดหวั่นและการป้องกันที่แข็งแกร่งยิ่งยวดกลับทำให้เขาปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก หากถูกตบเพียงครั้งเดียว ย่อมจบลงด้วยกระดูกหักเอ็นขาดแน่นอน
หวังเอี้ยนเฟิงใช้เคล็ดวิชาประจำตระกูลติดต่อกันถึงสามครั้ง ในที่สุดก็สังหารหมีเกราะเหล็กได้ตัวหนึ่ง ทว่าลมปราณในร่างก็เกือบจะเหือดแห้ง การป้องกันอันแข็งแกร่งของหมีเกราะเหล็กข่มวิชายุทธ์ประจำตระกูลของเขาอยู่กลายๆ
เมื่อเห็นหมีเกราะเหล็กตัวสุดท้ายพุ่งเข้ามา หวังเอี้ยนเฟิงแผดร้องคำรามพลางกระโดดขึ้นสูง ถือกะบี่ยาวแทงพรวดเข้าไปในปากที่อ้ากว้างของมัน!
หมีเกราะเหล็กหุ้มด้วยเกราะเหล็กทั่วร่าง มีเพียงดวงตาและปากเท่านั้นที่เป็นจุดอ่อน
หวังเอี้ยนเฟิงแทงกระบี่เข้าลำคอของหมีเกราะเหล็ก ทว่าในเวลาเดียวกัน กระดูกข้อมือของเขาก็ถูกมันกัดจนขาด
"พรวด!!" หวังเอี้ยนเฟิงถูกอุ้งเท้าหมีที่โกรธเกรี้ยวตะปบเข้าที่อกอย่างจัง เขารู้สึกราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบตี อวัยวะภายในปั่นป่วนวุ่นวาย
หวังเอี้ยนเฟิงถูกเหวี่ยงปลิวไปราวกับลูกไก่ กระแทกพื้นจนมึนงง พยายามพยุงกายขึ้นมาแต่กลับกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ในเลือดนั้นยังมีเศษเนื้อปนอยู่ ซึ่งนั่นคือชิ้นส่วนของอวัยวะภายใน
"หากไม่ใช่เพราะฐานพลังถึงขอบเขตฝึกอวัยวะภายใน มีลมปราณปกป้องอวัยวะทั้งห้า การโจมตีนี้คงคร่าชีวิตข้าไปแล้ว..."
แม้หวังเอี้ยนเฟิงจะบาดเจ็บสาหัสปางตาย แต่หมีเกราะเหล็กตัวนั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ลำคอถูกแทงทะลุ เลือดลมติดขัด ย่อมไม่อาจรอดชีวิตได้นาน ทว่าก่อนที่มันจะตาย มันยังสามารถสังหารหวังเอี้ยนเฟิงได้!
หวังเอี้ยนเฟิงเช็ดเลือดที่มุมปาก "ด่านที่สี่นี้ข้าต้องผ่านไปให้ได้ แม้ผลการทดสอบตอนนี้ข้าจะครองอันดับหนึ่งอย่างมั่นคงแล้วก็ตาม แต่หากผ่านชั้นที่สี่ไปได้ ฐานะในตระกูลย่อมก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น ถึงข้าจะไม่ใช่บุตรชายคนโต ตำแหน่งเจ้าบ้านในภายหน้าย่อมต้องเป็นของข้า และผลลัพธ์นี้ยังสามารถปิดปากพวกคนแก่คร่ำครึพวกนั้น ไม่ให้เข้ามาสอดแทรกเรื่องทรัพยากรที่บิดามอบให้ข้าได้อีก"
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใบหน้าของหวังเอี้ยนเฟิงก็ปรากฏแววดุร้าย...
ทว่าในยามที่หวังเอี้ยนเฟิงกำลังทุ่มเทชีวิตอยู่นั้น เขาหารู้ไม่ว่าหลินหมิงได้ใช้อุบายเดิมนั่นคือการทำให้เลือดไหลเพื่อบั่นทอนกำลัง จนสามารถแทงทะลุสมองของหมีเกราะเหล็กตัวที่สองได้แล้ว
ชั้นที่สี่ ผ่าน!
หลินหมิงสูดลมหายใจลึก ในที่สุดก็ถึงชั้นที่ห้าเสียที นี่คือชั้นสุดท้ายที่ฉินซิงเสวียนเคยผ่านมา! และเป็นชั้นที่ผู้คุมสอบวัยกลางคนผู้นั้นกล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะข้ามผ่าน...
.......................