- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- 39 - รุกคืบอย่างต่อเนื่อง
39 - รุกคืบอย่างต่อเนื่อง
39 - รุกคืบอย่างต่อเนื่อง
39 - รุกคืบอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ฉินซิงเสวียนและมู่อี้กำลังสนทนากันอยู่นั้น ตรงมุมหนึ่งของหุบเขาที่ไม่ต้องตาคน หลานอวิ๋นเยว่ ก็กำลังมองตามแผ่นหลังของหลินหมิงอยู่ไกลๆ แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่สับสนซับซ้อน
ในฐานะศิษย์สำนักชีเสวียน หลานอวิ๋นเยว่ย่อมมีสิทธิ์เข้ามาในหุบเขาเพื่อชมการทดสอบ นี่คือการทดสอบรอบสุดท้าย ตราบใดที่ผ่านไปได้ ก็จะได้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของสำนักชีเสวียน
และด้วยสถานะของหลินหมิงในยามนี้ เกรงว่าเขาคงจะฝ่าด่านชั้นแรกของเจดีย์หลิงหลงไปได้จริงๆ
นึกไม่ถึงว่า เพียงจากกันแค่ครึ่งปี หลินหมิงจะมีการเติบโตที่น่าตกใจเพียงนี้...
ต้องฝึกยุทธ์ในสำนักเดียวกันกับหลินหมิงหรือ... หลานอวิ๋นเยว่รู้สึกได้ถึงรสชาติที่ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรในหัวใจของนาง
ในยามนี้หลินหมิงย่อมไม่ต้องการไปนึกถึงความคิดของผู้อื่น เขาได้เข้ามาอยู่ในค่ายกลมายาสังหารแล้ว
เมื่อเข้าสู่เจดีย์หลิงหลง ผู้เข้าสอบคนอื่นๆ กลับหายไปสิ้น หลินหมิงมองเห็นเพียงตนเองเท่านั้น
เขาอยู่ในห้วงมิติสีดำมืด ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ ใต้เท้าคือหินแข็งสีดำ ในยามนั้น เบื้องหน้าเขาไม่ไกลนัก กลุ่มแสงสีเทาก็ค่อยๆ ควบแน่นจนชัดเจน แล้วกลายเป็นผู้บ่มเพาะที่ถือพองยาวคนหนึ่ง
"นี่คือศัตรูหรือ" หลินหมิงตัดสินได้ในปราดเดียวว่าวรยุทธ์ของฝ่ายตรงข้ามคือขั้นฝึกกายระดับสองช่วงต้น
ชายวัยกลางคนผู้นั้นเพิ่งกล่าวไปว่า ความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้ขึ้นอยู่กับอายุของตนเอง ตนเองเกิดมาได้สิบห้าปีกับอีกแปดเดือน วรยุทธ์ของศัตรูจึงอยู่ในระดับเริ่มต้นของขั้นฝึกกายระดับสอง ส่วนผู้เข้าสอบที่อายุมากกว่า ศัตรูที่ต้องเผชิญหน้าย่อมมีความแข็งแกร่งสูงกว่า
ดูท่าสำหรับคนรุ่นเยาว์อายุสิบห้าปีแล้ว หากไม่ถึงขั้นฝึกกายระดับสอง ย่อมไม่อาจผ่านการทดสอบได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
หลินหมิงไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป ร่างกายประหนึ่งเสือดาวที่ปราดเปรียวพุ่งทะยานออกไป โคจรวิชาพลังโกลาหล พลังปราณแท้แทรกซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อ ลงมือคราแรกก็คือกระบวนท่าสังหาร!
ชั้นต่อๆ ไปยังมีอีกมาก ไม่อาจสิ้นเปลืองกำลังกาย ต้องรุกคืบด้วยแรงเฮือกเดียวไปให้ถึงชั้นสูงสุด เพื่อคว้าเอาของรางวัลอันดับหนึ่งของการทดสอบ — ยาไขสันหลังมังกรทองชาด!
เมื่อเห็นหลินหมิงพุ่งเข้ามา ผู้บ่มเพาะเงาผู้นั้นคิดจะใช้พองยาวเข้าขวาง ทว่าความเร็วของหลินหมิงรวดเร็วยิ่งนัก ก่อนที่พองยาวของผู้บ่มเพาะจะขวางที่หน้าอก เขาก็ซัดหมัดหนักหน่วงเข้าที่กลางอกของผู้บ่มเพาะผู้นั้นเสียแล้ว
"ปัง!"
กระดูกหน้าอกของผู้บ่มเพาะผู้นั้นยุบตัวลง กระอักเลือดตายตกไป
หลินหมิงผ่านชั้นแรกไปได้อย่างง่ายดาย นี่เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว พลังของหลินหมิงแต่เดิมก็เหนือกว่าผู้บ่มเพาะในระดับเดียวกันอยู่มาก ยิ่งไปกว่านั้นผู้บ่มเพาะเงาผู้นี้มีวรยุทธ์เพียงขั้นฝึกกายระดับสองช่วงต้นเท่านั้น
ชั้นที่สอง!
ยังคงเป็นห้วงมิติสีดำมืด ครานี้สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าหลินหมิงคือสัตว์อสูรตนหนึ่ง
"สัตว์อสูรระดับหนึ่ง!"
สัตว์อสูรระดับหนึ่งโดยพื้นฐานแล้วเทียบเท่ากับผู้บ่มเพาะขั้นฝึกกายระดับสาม สัตว์อสูรที่อยู่ตรงหน้านี้คือ แรดนอเดียว พลังของมันถือว่าค่อนข้างด้อยในหมู่สัตว์อสูรระดับหนึ่ง เทียบได้กับผู้บ่มเพาะขั้นฝึกกายระดับสองช่วงสูงสุด
แม้แรดนอเดียวตัวนี้จะมีพลังธรรมดา ทว่าเพราะหนังแรดนั้นเหนียวแน่น พลังป้องกันแข็งแกร่งยิ่ง ผู้บ่มเพาะทั่วไปแม้จะมีพลังเหนือกว่ามัน ก็ยังต้องเสียแรงเสียเวลาอยู่ไม่น้อย
หลินหมิงต้องฝ่าด่านอย่างต่อเนื่อง ย่อมไม่ต้องการสิ้นเปลืองกำลังกาย เขาพลิกฝ่ามือ มีดแล่เนื้อที่แผ่ไอเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้นบนใจกลางมือ ในสมองของหลินหมิงพลันปรากฏโครงสร้างเส้นชีพจรของแรดนอเดียว จุดอ่อนต่างๆ บนร่างกายของมันล้วนแสดงออกมาอย่างชัดแจ้ง
การคุ้นเคยกับจุดอ่อนของสัตว์อสูรนับเป็นข้อได้เปรียบของหลินหมิง
ในยามนั้น แรดนอเดียวพลันคำรามเสียงสนั่น พุ่งเข้าใส่หลินหมิง แม้จะเป็นพื้นที่แดนมายา แต่หลินหมิงกลับสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินได้อย่างสมจริง
ค่ายกลมายาสังหารกับค่ายกลภาพลวงตานั้นต่างกัน ภาพลวงตาในค่ายกลภาพลวงตาไม่มีอานุภาพสังหาร พุ่งเข้ามาเพียงเพื่อขู่ขวัญ ตราบใดที่รักษาจิตใจให้มั่นคง ยืนนิ่งๆ ก็สามารถทำให้ภาพลวงตาสลายไปได้ ทว่าค่ายกลมายาสังหารกลับไม่ใช่เช่นนั้น การยืนนิ่งๆ คือการรนหาที่ตาย
เมื่อเห็นแรดนอเดียวพุ่งเข้ามา หลินหมิงพลันกระโจนออกไปด้านข้าง ท่าทางการกระโดดของเขาประหลาดนัก ร่างกายขนานกับพื้น หัวไหล่ข้างหนึ่งแทบจะติดดิน ในชั่วพริบตาที่ร่างมหึมาของแรดนอเดียวผ่านร่างหลินหมิงไปนั้น หลินหมิงใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นอย่างแรง ร่างของเขาก็ประหนึ่งนกนางแอ่นที่บินโฉบขนานพื้นดิน ลื่นไถลเข้าไปใต้ท้องแรดนอเดียวด้วยความเร็วสูง
ยกมือ ลงมีด!
"ฉึก!"
มีดแล่เนื้อปักเข้าตรงส่วนห่างจากโคนขาหลังด้านท้องครึ่งฟุต ตำแหน่งนี้คือส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดใต้ท้องแรดนอเดียว อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของเส้นเลือดใหญ่ใต้ท้องของมันอีกด้วย
เมื่อมีดบิดคว้าน เลือดเส้นหนึ่งก็พุ่งพวยออกมา แรดนอเดียวแผดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างมหึมาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แทบจะล้มคะมำลงกับพื้น
เมื่อเห็นว่าตนเองลงมีดสำเร็จ หลินหมิงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจในความสมจริงของค่ายกลมายานี้ โครงสร้างร่างกายและจุดอ่อนของแรดนอเดียวมายานี้กลับเหมือนกับแรดนอเดียวตัวจริงทุกประการ คาดว่าเมื่อครั้งสร้างค่ายกลมายา ผู้สร้างคงได้ผนึกวิญญาณอสูรของแรดนอเดียวลงไปในค่ายกลนี้ ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นเช่นนี้
เมื่อลงมีดสำเร็จหลินหมิงกลับถอยไม่พุ่งรุก แม้เขาจะสังหารแรดนอเดียวตัวนี้ได้ไม่ยาก ทว่าเขาต้องออมแรงไว้ ระหว่างชั้นของเจดีย์หลิงหลงนั้นหามีเวลาให้พักผ่อนไม่
เส้นเลือดใหญ่ถูกตัดขาด แรดนอเดียวเสียเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ การเคลื่อนไหวเริ่มเชื่องช้าลง ในขณะนั้นหลินหมิงสบโอกาส ลงมีดอีกครา ได้ยินเสียง "ฉึก!" เส้นเลือดใหญ่ใต้ท้องอีกฝั่งของแรดนอเดียวก็ถูกหลินหมิงตัดขาดเช่นกัน!
นับจากนี้การต่อสู้ก็หามีสิ่งใดให้ต้องกังขา แรดนอเดียวพุ่งชนไปมาครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นใจ แล้วล้มลงอย่างไม่ยินยอม
หลินหมิงเข้าสู่ชั้นที่สาม!
"โอ้? มีคนเข้าสู่ชั้นที่สามแล้ว!" ภายนอกเจดีย์หลิงหลง ผู้อาวุโสหลายคนเห็นเจดีย์หลิงหลงชั้นที่สามสว่างขึ้น เห็นได้ชัดว่าชั้นที่สามเริ่มทำงานแล้ว เพียงแต่พวกเขายังไม่อาจทราบได้ว่า ผู้ที่เข้าสู่ชั้นที่สามนั้นคือผู้ใด
"ควรจะเป็นหวังเอี้ยนเฟิง หากเทียบสัดส่วนพลังต่ออายุแล้วเขาน่าจะแข็งแกร่งที่สุด พลังของหลินหมิงส่วนใหญ่แสดงออกในด้านพละกำลังแต่กำเนิดและจิตแห่งยุทธ์ ยามต่อสู้จริง พลังเป็นเพียงส่วนเล็กน้อย ท่าร่าง ชั้นเชิง วิชาต่อสู้ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพลังเลย"
"ตอนนี้คนส่วนใหญ่ยังติดอยู่ที่ชั้นแรก หวังเอี้ยนเฟิงสามารถพุ่งขึ้นชั้นที่สามได้ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว"
ในขณะที่เหล่าผู้อาวุโสกำลังสนทนากัน ก็มีอีกคนหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ชั้นที่สาม คนผู้นี้ช้ากว่าหลินหมิงเพียงสามสิบอึดใจ เขาผู้นี้ก็คือหวังเอี้ยนเฟิง
หวังเอี้ยนเฟิงอายุไล่เลี่ยกับหลินหมิง ในชั้นที่สองเขาเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่คล้ายคลึงกับหลินหมิง ซึ่งก็คือสัตว์อสูรระดับหนึ่งหนึ่งตัว มีพลังเทียบเท่าขั้นฝึกกายระดับสองช่วงสูงสุด
หวังเอี้ยนเฟิงเพิ่งเข้าสู่ขั้นฝึกกายระดับสาม อีกทั้งยังเป็นยอดฝีมือในระดับเดียวกัน สัตว์อสูรตนนี้ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ ทว่าสัตว์อสูรนั้นหนังหนาเนื้อหยาบ หวังเอี้ยนเฟิงยังต้องสิ้นเปลืองปราณแท้ไปไม่น้อยจึงจะสังหารมันได้
ภายในเจดีย์หลิงหลงไม่เวลาพัก หวังเอี้ยนเฟิงบัดนี้ได้พบกับคู่ต่อสู้ในชั้นที่สามแล้ว คือผู้บ่มเพาะขั้นฝึกกายระดับสามช่วงต้นสองคนที่ถือกระบี่ยาว
หวังเอี้ยนเฟิงกัดฟันแน่น สีหน้าเริ่มเคร่งขรึมลง การรับมือกับผู้บ่มเพาะในระดับเดียวกันสองคนเขาย่อมทำได้ ทว่าเขาต้องคำนึงถึงการสิ้นเปลืองปราณแท้ไปพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นการฝ่าชั้นที่สี่จะยิ่งยากลำบากยิ่งขึ้น
เขาจำต้องโคจรปราณแท้ทั่วร่าง เตรียมสำแดงท่าไม้ตายประจำตระกูล "เก้าคำสัตย์" เพื่อปิดฉากการต่อสู้โดยเร็ว...
...
ในยามนี้ หลินหมิงก็ได้พบกับคู่ต่อสู้ในชั้นที่สามเช่นกัน เป็นผู้บ่มเพาะขั้นฝึกกายระดับสามช่วงต้นสองคน
ขั้นฝึกกายระดับสามคือช่วงฝึกอวัยวะภายใน นึกไม่ถึงว่าเพียงชั้นที่สามก็ต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้เช่นนี้ อีกทั้งยังมาถึงสองคน! ความยากของชั้นที่สี่และห้าย่อมจินตนาการได้ อีกทั้งยังไร้เวลาพักผ่อน มิน่าเล่าชายวัยกลางคนผู้นั้นจึงกล่าวว่า การผ่านชั้นที่ห้าเป็นไปไม่ได้
หลินหมิงโคจรพลังโกลาหล พลางจับตามองผู้บ่มเพาะสองคนที่อยู่ตรงหน้าอย่างระแวดระวัง ศัตรูไม่เคลื่อนไหว เขาก็ยินดีที่จะฟื้นฟูกำลังกาย แม้ว่าปราณแท้ของเขาเดิมทีจะสิ้นเปลืองไปเพียงเล็กน้อยก็ตาม
ทว่าผู้บ่มเพาะสองคนนี้ไม่ให้โอกาสแก่หลินหมิง พวกเขากระโจนออกมา บุกเข้าสังหารหลินหมิงพร้อมกันจากซ้ายและขวา
ผู้บ่มเพาะสองคนนี้รวดเร็วปานกามนิต อีกทั้งยังประสานงานกันอย่างยอดเยี่ยม ผู้บ่มเพาะคนหนึ่งถือดาบยาวกวาดเตะช่วงล่าง หลินหมิงกระโดดหลบ ทว่าในขณะนั้น ผู้บ่มเพาะอีกคนก็สบโอกาสในชั่วพริบตาที่หลินหมิงกลับตัวกลางอากาศไม่สะดวก แทงกระบี่เข้าที่หน้าอกของหลินหมิง
"ฮะ!"
หลินหมิงแผดร้องก้อง พลันเตะเท้าออกไปถีบเข้าที่ข้อมือของผู้บ่มเพาะผู้นั้น "แคร่ก!" ข้อมือของผู้บ่มเพาะผู้นั้นหักสะบั้นทันที!
ทว่าผู้บ่มเพาะเงาไม่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย เขาสะบัดแขนซ้าย ซัดฝ่ามือเข้าใส่หลินหมิง ฝ่ามือนี้ซัดออกมาทำให้ผู้บ่มเพาะเงาเผยช่องว่างตรงกลางลำตัวอย่างชัดเจน เป็นกระบวนท่าที่เน้นบุกไม่เน้นรับ หมายจะตายตกไปตามกัน
ยามนี้เป็นจังหวะที่หลินหมิงใช้แรงเก่าจนหมดสิ้น แรงใหม่ยังไม่เกิด เมื่อเห็นการต่อสู้แบบทุ่มสุดตัวเช่นนั้น หลินหมิงจึงฝืนโคจรพลังโกลาหล รีดเค้นปราณแท้ออกมาเฮือกหนึ่ง ซัดหมัดออกไปปะทะกับฝ่ามือของผู้บ่มเพาะผู้นั้น
"ปัง!" ผู้บ่มเพาะผู้นั้นถอยกรูดไปหลายก้าว กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
ส่วนหลินหมิงเพียงแต่เลือดลมตีกลับ กดข่มลงได้โดยง่าย ไม่มีอาการบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย ทว่าถึงกระนั้น ในใจเขาก็ยังแอบตระหนก ผู้บ่มเพาะเงาสองคนนี้แม้จะไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นยอดฝีมือในระดับเดียวกัน แต่ก็หาใช่ผู้ที่อ่อนแอไม่
อีกทั้งด้วยกระบวนท่าที่ยอมถวายหัวและการประสานงานที่แนบเนียน การจะรับมือจริงๆ ก็นับว่าตึงมือยิ่งนัก ที่สำคัญนี่เป็นเพียงชั้นที่สามเท่านั้น ยังมีชั้นที่สี่และห้ารออยู่เบื้องหลัง
…………