- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- ตอนที่ 80 การแย่งชิงศิษย์อันดุเดือด
ตอนที่ 80 การแย่งชิงศิษย์อันดุเดือด
ตอนที่ 80 การแย่งชิงศิษย์อันดุเดือด
ตอนที่ 80 การแย่งชิงศิษย์อันดุเดือด
ชีวิตในหมู่บ้านนั้นยากเข็ญ ความสุขของบุรุษนอกจากเรื่องกินแล้ว ก็เหลือเพียงสัญชาตญาณความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับสุภาษิตโบราณของหัวเซี่ยที่ว่า "อาหารและกามารมณ์ คือธรรมชาติของมนุษย์!"
ธรรมชาติของคนเราคือความต้องการทางอาหารและความต้องการทางเพศ ซึ่งเป็นสัญชาตญาณที่อสูรมีไว้เพื่อความอยู่รอด
สำหรับการประลองในวันนี้ คนของค่ายเตรียมทหารได้ฆ่าสุนัขไปสองตัวโดยเฉพาะ
ตั้งใจว่าหลังจากจบการประลองจะมีการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ กินเนื้อคำโตและดื่มสุราถ้วยใหญ่
สุนัขสองตัวนี้เป็นสุนัขล่าอสูรของหมู่บ้าน แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างไรเสียการคัดเลือกของอาณาจักรเทพก็จะเริ่มขึ้นแล้ว หลังจากนี้พวกเขาก็จะได้ไปเสวยสุขกัน จะเก็บสุนัขล่าอสูรไว้ทำไมอีก?
"พวกเจ้าดูสิ นั่นคุณชายเหลียน!"
สิ้นเสียงตะโกนท่ามกลางฝูงชน ชาวบ้านก็เกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที ทุกคนต่างเหลียวมองไปตามเสียง และเห็นชายฉกรรจ์สองคนหามเก้าอี้หวายเดินออกมาจากบ้านของหัวหน้าเผ่าอย่างช้าๆ
เหลียนเฉิงอวี้รั้งอยูบนเก้าอี้หวาย ร่างกายห่อหุ้มด้วยกองหนังอสูร ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยราวกับกำลังหลับใหล
ด้านหลังของเขายังมีสาวใช้ตัวน้อยสี่คนเดินตามมา ในมือถือเตาถ่านและถาดผลไม้ด้วยท่าทางระแวดระวัง
"คุณชายเหลียน เป็นคุณชายเหลียนจริงๆ ด้วย!"
ชาวบ้านต่างพากันตื่นเต้นจนตัวสั่น ตั้งแต่เหลียนเฉิงอวี้ "ทะลวง" เข้าสู่ขอบเขตโลหิตม่วง ชื่อเสียงของเขาในชนเผ่าเหลียนก็พุ่งสูงขึ้นถึงระดับที่ยากจะจินตนาการได้
ผู้คนต่างฝากความหวังไว้ที่เหลียนเฉิงอวี้ว่าจะนำพาพวกเขาเข้าไปใช้ชีวิตที่ดีในเมือง เรียกได้ว่าตอนนี้เหลียนเฉิงอวี้ได้กลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชนเผ่าเหลียนไปแล้ว!
ภายใต้ความเลื่อมใสอันคลั่งไคล้ของผู้คน เหลียนเฉิงอวี้เปรียบเสมือนราชาผู้เด็ดขาดในเผ่า ไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใดล้วนได้รับการสนับสนุนจากราษฎรชนเผ่าเหลียนอย่างไร้เงื่อนไข หากเขาต้องการจะฆ่าใคร ก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล เพียงแค่เอ่ยคำเดียว ราษฎรก็จะช่วยเขาปลิดชีพคนผู้นั้นให้เอง
หากเขาต้องการจะร่วมหลับนอนกับสตรีนางใด ก็เพียงแค่เอ่ยคำเดียว ผู้คนก็จะพาสตรีนางนั้นไปอาบน้ำชำระล้างจนสะอาดสะอ้านแล้วส่งขึ้นเตียงของเหลียนเฉิงอวี้ทันที
เพียงแต่หลายวันมานี้ เหลียนเฉิงอวี้เก็บตัวเงียบ ราษฎรชนเผ่าเหลียนจึงไม่มีโอกาสได้พบเห็น วันนี้ในที่สุดก็ได้เห็นตัวจริงเสียที จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไร?
เด็กสาววัยสิบเจ็ดสิบแปดปีหลายคนตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ เป็นเรื่องจริงที่เด็กสาวในแดนทุรกันดารจะชื่นชมผู้แข็งแกร่ง แต่ถ้าหน้าตาเหมือนจ้าวเถี่ยจู้ที่รูปร่างกำยำล่ำสัน ผิวหยาบกร้านดำคล้ำ เช่นนั้นย่อมไม่มีทางเทียบชั้นบุรุษรูปงามได้เลย
สุดยอดชายในฝันของเด็กสาวแดนทุรกันดารคือคนอย่างเหลียนเฉิงอวี้ ที่ทั้งมีวรยุทธ์ล้ำเลิศและหน้าตาหล่อเหลา
หลายวันมานี้ เหลียนเฉิงอวี้ได้กลายเป็นชายในฝันของเด็กสาวเกือบทุกคนในชนเผ่าเหลียนไปแล้ว
"เริ่มเถิด"
เหลียนเฉิงอวี้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ใส่ใจการประลองบนเวทีนี้เลยแม้แต่น้อย ล้อเล่นกันหรืออย่างไร พวกคนเถื่อนในค่ายเตรียมทหารเหล่านี้ ในสายตาของเขาก็เป็นแค่กลุ่มคนไร้ฝีมือ ต่อให้ฝึกยุทธ์ต่อไปอีกร้อยปี ก็ไม่มีทางสัมผัสแม้แต่ชายขอบของหน่วยมังกรทองได้เลย!
ท่าทางเย่อหยิ่งและดูแคลนเล็กน้อยของเหลียนเฉิงอวี้ในสายตาของราษฎรชนเผ่าเหลียน กลับกลายเป็นการทำเอาเด็กสาวกลุ่มใหญ่เคลิบเคลิ้ม และได้รับความเลื่อมใสมากยิ่งขึ้นไปอีก
การแข่งขันอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาต่างกระโจนเข้าหาด้วยความคลั่งไคล้ แต่คุณชายเหลียนกลับคร้านจะปรายตามองแม้เพียงนิด นี่แหละคือความแตกต่างของมุมมองและระดับชั้น
"การประลอง เริ่มได้!"
จ้าวเถี่ยจู้ตะโกนประกาศด้วยเสียงอันดัง ตั้งแต่สนิทสนมกับเหลียนเฉิงอวี้มากขึ้น จ้าวเถี่ยจู้ก็วางท่าราวกับเป็นหัวหน้าของค่ายเตรียมทหารไปเสียแล้ว
เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาก็ได้รับผลประโยชน์บางส่วนจากภูเขาโอสถของเผ่าเหลียน สมุนไพรที่เหลียนเฉิงอวี้มองข้ามจึงตกเป็นของจ้าวเถี่ยจู้ ซึ่งทำให้ความแข็งแกร่งของจ้าวเถี่ยจู้พุ่งสูงขึ้นมากในช่วงนี้
ในสภาพที่ทรัพยากรขาดแคลนอย่างยิ่งยวด สมาชิกค่ายเตรียมทหารคนใดที่ได้รับทรัพยากรมากกว่า ความเร็วในการฝึกยุทธ์ย่อมรวดเร็วกว่าคนอื่นเป็นธรรมดา!
เพราะกลัวคนจะอิจฉา จ้าวเถี่ยจู้จึงแอบกินสมุนไพรเงียบๆ คนเดียว ความแข็งแกร่งที่ก้าวกระโดดของเขาจึงไม่มีใครล่วงรู้
แม้แต่จ้าวเถี่ยจู้เองก็ยังไม่รู้ว่าความแข็งแกร่งของตนก้าวหน้าไปเพียงใด เขาจึงอยากจะทดสอบผ่านการประลองในครั้งนี้ เรียกได้ว่าการประลองบนเวทีครั้งนี้เปิดโอกาสให้จ้าวเถี่ยจู้ได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่!
"เหอะๆ อดทนมานาน ครั้งนี้บนเวทีประลอง ข้าจะขอเป็นประเภทที่หากไม่ร้องก็แล้วไป แต่ถ้าร้องขึ้นมาเมื่อไหร่จะต้องสั่นสะเทือนไปทั่ว!"
ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทำให้ความทะเยอทะยานของจ้าวเถี่ยจู้ยิ่งพองโต เขาตั้งใจไว้แล้วว่า วันข้างหน้าเขาจะเป็นลูกน้องคนสนิทอันดับหนึ่งของเหลียนเฉิงอวี้ ใครก็อย่าหวังจะมาแย่งตำแหน่งกับเขา
การแข่งขันในแดนทุรกันดารไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมากมาย ขั้นตอนการแข่งเรียบง่ายและดุดัน นั่นคือมีคนหนึ่งครองเวที และคนอื่นๆ ขึ้นไปท้าชิง ใครมีความสามารถก็ขึ้นไปได้เลย
สุดท้ายเมื่อไม่มีใครขึ้นเวทีอีก คนที่ครองเวทีสำเร็จก็จะถือว่าได้รับสิทธิ์ไปหนึ่งที่ และสามารถหยิบป้ายไม้สัญลักษณ์ผู้ชนะไปจากบนเวทีได้
กฎเช่นนี้ฟังดูสับสนวุ่นวาย เช่น ไม่อาจหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ตัวเก็งสองคนต้องห้ำหั่นกันเองบนเวทีได้ หรือการสู้แบบผลัดกันรุกจะบั่นทอนกำลังของผู้ครองเวที ทำให้การต่อสู้ไม่เป็นธรรมต่อฝ่ายที่ครองเวทีอยู่ก่อน
ทว่าคนของค่ายเตรียมทหารคร้านจะพิจารณาปัญหาเหล่านี้ ความเรียบง่ายและดุดันคือสไตล์ของพวกเขา
เดิมทีไม่ว่าจะเป็นเหยาหยวนหรือเหลียนเฉิงอวี้ ต่างก็คร้านจะมาสนใจการแข่งขันที่ไร้สาระเช่นนี้ เหยาหยวนจึงยกอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์ให้จ้าวเถี่ยจู้โดยตรง และคนมุทะลุอย่างจ้าวเถี่ยจู้จะให้มาคิดกฎที่สมเหตุสมผลและยุติธรรมได้อย่างไร? หากกฎมันวุ่นวายเกินไป พวกที่ลงแข่งก็คงฟังไม่รู้เรื่อง
ทันทีที่การแข่งขันเริ่มขึ้น จ้าวเถี่ยจู้ก็กระโดดขึ้นไปเป็นคนแรก!
เขาเป็นคนใจร้อนและเก็บอาการไม่อยู่ เมื่อได้รับโอกาสในการแสดงฝีมือที่รอคอยมานาน จ้าวเถี่ยจู้จึงอดรนทนไม่ไหวที่อยากจะแสดงความแข็งแกร่งที่ซ่อนเร้นไว้
เวทีประลองนี้กว้างสิบจั้ง จ้าวเถี่ยจู้ยืนอยู่กลางเวที พลางทำท่าทางแสดงกล้ามเนื้ออย่างเต็มที่ "มา! ใครจะขึ้นมาประลองกับข้าบ้าง!"
จ้าวเถี่ยจู้เริ่มท้าทาย ทางด้านล่างเวที ผู้ที่มาชมการต่อสู้ต่างก็เริ่มส่งเสียงฮือฮา
นึกไม่ถึงว่าเริ่มมาก็ได้ดูยอดฝีมือปะทะกัน จ้าวเถี่ยจู้มีชื่อเสียงเป็นทุนเดิม ประกอบกับการทำตัวโดดเด่นอยู่เสมอ ทำให้ทุกคนรู้ว่าจ้าวเถี่ยจู้ผู้นี้เป็นยอดฝีมือที่ติดอันดับอย่างน้อยหนึ่งในสิบของค่ายเตรียมทหาร
"เหอะๆ พี่จ้าว น้องชายคนนี้ขอประลองฝีมือกับท่านสักหน่อย!"
ชายร่างกำยำคนหนึ่งกระโดดขึ้นบนเวที เขาแซ่ซุน ความแข็งแกร่งในค่ายเตรียมทหารจัดว่าอยู่ในระดับธรรมดา ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจ้าวเถี่ยจู้เลยแม้แต่น้อย ทว่าปกติเขามีความสัมพันธ์อันดีกับจ้าวเถี่ยจู้ เป็นประเภทสหายดื่มสุราที่เมื่อออกล่าอสูรแล้วได้ของดีมา ก็จะมาล้อมวงกินเนื้อดื่มสุราด้วยกัน
เขามองออกว่าจ้าวเถี่ยจู้ต้องการจะแสดงฝีมือ จึงขึ้นเวทีไปช่วยเสริมบทให้
คนในค่ายเตรียมทหารฝึกยุทธ์ด้วยกันมานาน ใครเก่งแค่ไหนต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันหมด เจ้าคนแซ่ซุนนี่รู้ตัวดีว่าไม่มีทางได้รับเลือกให้ติดหนึ่งในเก้าคนแน่นอน จึงยอมขายน้ำใจให้จ้าวเถี่ยจู้เสียเลย
"ฮ่าฮ่า ดีมาก น้องซุน เข้ามาเลย!"
ชายร่างกำยำแซ่ซุนกับจ้าวเถี่ยจู้ต่างก็เป็นพวกชอบใช้กำลัง การประลองในแดนทุรกันดารไม่มีพิธีรีตองวุ่นวาย ขึ้นมาก็ซัดกันเลย!
นี่เป็นการประลองท่ามกลางสายตาของคนในเผ่าจำนวนมาก ทั้งคู่จึงต่อสู้กันอย่างสุดกำลัง
………..