- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- ตอนที่ 78 สิบสิทธิ์
ตอนที่ 78 สิบสิทธิ์
ตอนที่ 78 สิบสิทธิ์
ตอนที่ 78 สิบสิทธิ์
ตาแก่ซูโบกมือ รอจนจางถานถอยออกไป เขาจึงฉีกครั่งผนึกออก แล้วร่ายเคล็ดมืออีกไม่กี่ท่าเพื่อคลายผนึก
หลังจากนั้น ตาแก่ซูจึงดึงสิ่งที่อยู่ภายในซองจดหมายออกมา นี่ไม่ใช่จดหมายที่เขียนด้วยตัวอักษรเต็มหน้ากระดาษ ทว่าคือแผนภาพค่ายกลแผ่นหนึ่ง
หลังจากตาแก่ซูนำแผนภาพค่ายกลออกมา ก็ปรากฏเงาร่างอสูรโบราณจำลองขึ้นจากแผนภาพ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และสุดท้ายก็เลือนหายไปในอากาศ ประดุจกลุ่มควันเบาบาง
เมื่อเห็นแผนภาพค่ายกลนี้ ดวงตาของตาแก่ซูก็เป็นประกาย ท่าทางนั้นเหมือนดั่งคนขี้เหนียวที่ได้พบกับสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งในโลก
เขารำพึงกับตนเองว่า "ในดินแดนอวิ๋นหวงนี้ เกรงว่าจะมีของล้ำค่าที่ยอดเยี่ยมจริงๆ! แม้แต่ตาแก่เวินอวิ๋นโหวผู้นี้ก็ยังไม่มีปัญญาจะกินคนเดียวได้ ถึงกับต้องให้ข้าช่วย... ครั้งนี้ที่ราชอาณาจักรเทพถือเข็มทิศล่าสมบัติมาสำรวจดินแดนอวิ๋นหวง ช่างไม่เสียแรงเปล่าจริงๆ!"
"อาจารย์ แผนภาพค่ายกลนี้เป็นมาอย่างไรเจ้าคะ?" หลินซินถงอยู่ด้านข้าง มองดูเงาอสูรโบราณที่สลายไปบนท้องฟ้าพลางครุ่นคิด
นางมองไม่ออกถึงความลับในแผนภาพค่ายกลนี้ ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงความลี้ลับของมัน
ตาแก่ซูกล่าวว่า "แผนภาพค่ายกลนี้ เป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากยุคบรรพกาล อาจารย์ไม่รู้ว่ามันมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เมฆม่วงปรากฏขึ้นครั้งนี้หรือไม่ ต่อให้ไม่เกี่ยวข้องกัน มันก็นับว่าไม่ธรรมดายิ่งนัก! ซินถง เจ้าวางใจเถอะ ต่อให้อาจารย์ต้องพลิกฟ้าล่าแผ่นดิน ก็จะหาทางต่อเส้นชีพจรที่ขาดหายไปแต่กำเนิดของเจ้าให้จงได้!"
...
นับตั้งแต่เหลียนเฉิงอวี้ทะลวงระดับโลหิตม่วงล้มเหลว เผ่าเหลียนก็กลับสู่ความสงบสุข ไม่เห็นภาพอันยิ่งใหญ่ของคนหลายร้อยคนขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนภูเขาอีก และไม่เห็นภาพการรวมตัวของชายฉกรรจ์สิบกว่าคนช่วยกันพัดเตาไฟเพื่อเคี่ยวกรำกระดูกร้างที่ลานตากข้าวอีกแล้ว
ข่าวที่เหลียนเฉิงอวี้ได้รับบาดเจ็บ ถูกชนชั้นสูงของเผ่าเหลียนปกปิดไว้ ตอนนี้คนในเผ่าต่างคิดว่าเหลียนเฉิงอวี้บรรลุระดับโลหิตม่วงเรียบร้อยแล้ว พละกำลังรุดหน้าอย่างรวดเร็ว!
ตอนนี้ต่างก็รอคอยเพียงการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพ ให้เหลียนเฉิงอวี้กลายเป็นนักรบแห่งราชอาณาจักรเทพ นำพาเผ่าเหลียนไปสู่ชีวิตที่ดีในวันหน้า
ในวันหนึ่ง ท้องฟ้ามีเกล็ดหิมะโปรยป่าย เมฆลอยต่ำยิ่งนัก อินทรีขนาดใหญ่ตัวหนึ่งมาถึงเหนือน่านฟ้าเผ่าเหลียน บินวนเวียนอยู่บนท้องฟ้า
อินทรีใหญ่ตัวนี้มีปีกกว้างสิบกว่าเมตร เมื่อบินอยู่บนฟ้าสามารถพัดพาให้เกิดพายุรุนแรง เกล็ดหิมะถูกพัดปลิวว่อน
"นั่นคืออะไร?"
ราษฎรผู้ยากไร้แห่งเผ่าเหลียน ไหนเลยจะได้เคยเห็นอินทรีที่ตัวใหญ่ขนาดนี้
"อสูรร้ายหรือ? หรือว่า... อสูรร้าง!?"
เมื่อเห็นอินทรีขนาดใหญ่เพียงนี้ ผู้คนต่างพากันลนลานเสียขวัญ ด้วยการคุ้มครองของภูเขาศักดิ์สิทธิ์ โดยทั่วไปอสูรร้ายหรืออสูรร้างย่อมยากที่จะเข้าใกล้เขตแดนของเผ่า
ทว่านั่นคือ "โดยทั่วไป" ในยามที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน ก็ยังปรากฏภาพอสูรร้ายหรืออสูรร้างบุกเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ แล้วทำการเข่นฆ่าสังหารมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม
นั่นหมายถึงการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์โดยพื้นฐาน ทั่วทั้งดินแดนอวิ๋นหวง เผ่าเล็กๆ มีจำนวนมหาศาล วันดีคืนดีเกิดการล่มสลายของเผ่าเล็กๆ ไปบ้างไม่กี่แห่ง นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด
หากเป็นอสูรร้างบุกมาจริง สำหรับเผ่าเหลียนแล้ว ย่อมเป็นโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายยิ่งนัก!
ในขณะที่คนในเผ่าเหลียนกำลังวุ่นวายโกลาหล ทันใดนั้นก็มีสิ่งของบางอย่างถูกโยนลงมาจากบนตัวอินทรีใหญ่นั้น แล้วลุกไหม้อยู่กลางอากาศ
"ปัง!"
เสียงกึกก้องดังขึ้นคราหนึ่ง แถวอักษรที่ประกอบด้วยแสงเงาก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
ตัวอักษรเหล่านี้แต่ละตัวมีขนาดพื้นที่เท่ากับครึ่งมู่ (ไร่จีน) ทอดพาดอยู่บนฟากฟ้า ทำให้ทุกพื้นที่ในเผ่าเหลียนสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
"ยามเที่ยงของสามวันให้หลัง ทูตแห่งองครักษ์มังกรทองจะเข้าสู่เผ่าเหลียน นำนักรบสิบคนไปเข้าร่วมการคัดเลือกใหญ่ที่เผ่าเถา ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เป็นนักรบแห่งราชอาณาจักรเทพ และเป็นสมาชิกขององครักษ์มังกรทอง! สิทธิ์อ้างอิงสิบคน จำกัดอายุไม่เกินยี่สิบแปดปี โดยคัดเลือกจากผู้ที่ผ่านรอบแรก สิทธิ์เฉพาะเจาะจงให้เผ่าเป็นผู้กำหนดเอง!"
เมื่อเห็นแถวตัวอักษรขนาดใหญ่นี้ ผู้คนต่างอึ้งงันไปครู่ใหญ่ การคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพ ในที่สุดการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพก็เริ่มขึ้นแล้ว!
รอคอยมาหลายวัน ยอมเสียสละไปเท่าไหร่ ก็เพื่อวันนี้! ในที่สุดพวกเขาก็ได้สมดั่งรอคอยแล้ว!
ภายในลานกว้างของชนเผ่าเหลียน เหยาหยวนหรี่ตามองตัวอักษรขนาดใหญ่บนท้องฟ้า พลางนึกขึ้นได้ว่าเหยี่ยวขนาดมหึมานี้มีนามว่า เหยี่ยววายุเทพ ซึ่งเป็นอสูรที่หน่วยทหารองครักษ์มังกรทองเลี้ยงไว้โดยเฉพาะ
เหยี่ยววายุเทพถูกเลี้ยงดูด้วยเนื้อสัตว์อสูรมาตั้งแต่เยาว์วัย มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและมีความเร็วเป็นเลิศ เพียงพอที่จะบินข้ามผ่านแดนทุรกันดารอันกว้างใหญ่ได้
ก่อนหน้านี้ เมื่อหน่วยทหารองครักษ์มังกรทองทำการสำรวจแผนที่ พวกเขาได้ระบุตำแหน่งของชนเผ่าขนาดเล็กทุกแห่งในบริเวณใกล้เคียงไว้หมดแล้ว บัดนี้เหล่าสมาชิกหน่วยมังกรทองจึงควบขับเหยี่ยวไปยังชนเผ่าต่างๆ เพื่อประกาศข่าวการคัดเลือกครั้งใหญ่ของอาณาจักรเทพ!
ตัวอักษรแถวนั้นลอยค้างอยู่บนท้องฟ้าเป็นเวลาถึงหนึ่งเค่อ จึงค่อยๆ สลายตัวไปอย่างช้าๆ
ณ ภูเขาหลังชนเผ่าเหลียน อี้อวิ๋นเอนหลังพิงโขดหินใหญ่ พลางมองดูแถวตัวอักษรบนท้องฟ้า ในปากคาบยอดหญ้าเขียวขจีไว้หนึ่งเส้น
"สิทธิ์ 10 คน... ให้ภายในชนเผ่ากำหนดกันเอง!"
อี้อวิ๋นขบคิดถึงความหมายของประโยคนี้ เห็นได้ชัดว่าหน่วยทหารองครักษ์มังกรทองตั้งใจจะจัดการคัดเลือกนักรบครั้งใหญ่แบบรวมศูนย์ที่ชนเผ่าเถา
สำหรับชนเผ่าขนาดเล็กเช่นชนเผ่าเหลียน จะได้รับสิทธิ์เพียง 10 คน และเพื่อความสะดวกในขั้นตอนการดำเนินงาน สิทธิ์ 10 คนนี้จะเป็นใครนั้น ให้ทางชนเผ่าเป็นผู้คัดเลือกและเสนอชื่อขึ้นมาเอง!
"คัดเลือกภายในชนเผ่าอย่างนั้นหรือ? เหอะ!"
อี้อวิ๋นแค่นยิ้มเย็นชา เพียงใช้หัวแม่เท้าคิดเขาก็รู้แล้วว่าสิทธิ์ทั้ง 10 นี้ย่อมถูกเหลียนเฉิงอวี้จัดสรรให้แก่สมาชิกที่ใกล้ชิดที่สุดในค่ายเตรียมทหารจนครบ ส่วนตัวเขานั้น ในสายตาของชนเผ่าเหลียนถือเป็น "คนตาย" ไปแล้ว ไม่ว่าจะคัดเลือกอย่างไร สิทธิ์นั้นย่อมไม่มีทางตกมาถึงมือเขาเด็ดขาด
อี้อวิ๋นถ่มยอดหญ้าออกจากปาก ประกายตาคมปราบวาบขึ้น "เที่ยงตรงของอีกสามวันให้หลัง... ข้าจะไปหยิบฉวยสิทธิ์นั้นมาด้วยมือของข้าเอง!"
...
ในขณะเดียวกัน ณ ลานกว้างของชนเผ่าเหลียน เกล็ดหิมะค่อยๆ โปรยปราย เหลียนเฉิงอวี้เอนกายอยู่บนกองหนังอสูรอันอ่อนนุ่ม ผิงไฟจากกระถาง พลางหรี่ตามองตัวอักษรบนท้องฟ้า
หลังจากประสบความล้มเหลวในการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตโลหิตม่วง เหลียนเฉิงอวี้ต้องนอนซมอยู่บนเตียงหลายวัน หลายวันมานี้ใบหน้าของเขาซีดเซียว พลังปราณและเลือดพร่องไปมาก ให้ความรู้สึกราวกับบัณฑิตขี้โรค
เนื่องจากร่างกายอ่อนแอ เขาจึงต้องนอนอยู่บนเก้าอี้หวายที่ปูทับด้วยหนังอสูรนุ่มๆ การเข้าออกห้องหับต้องให้คนรับใช้ช่วยหามไป ไม่ว่าจะไปที่ใดก็มีสาวใช้คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่เสมอ
ยามนี้ รอบกายของเหลียนเฉิงอวี้มีสาวใช้ตัวน้อยสี่คนยืนสแตนบายรอคำสั่ง พวกนางมีอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี ในมือของแต่ละคนถือถาดเนื้อแห้ง ถาดผลไม้ป่า และกระถางถ่านไม้คนละอย่าง
อากาศหนาวเหน็บยิ่งนัก แต่สาวใช้ทั้งสี่คนนี้กลับต้องยืนตากหิมะมานานถึงสองชั่วยามแล้ว
พวกนางอยู่ห่างจากกระถางไฟมาก จึงไม่ได้รับไออุ่นแม้แต่น้อย ใบหน้าเล็กๆ ใบหู และมือน้อยๆ ของทั้งสี่คนต่างแดงก่ำเพราะความหนาวเย็น เนื่องจากหิมะตก รองเท้าผ้าป่านของพวกนางจึงเปียกโชก ภายในรองเท้าเย็นเยียบราวกับห้องน้ำแข็ง เท้าของพวกนางชาหนึบไปนานแล้ว
ทว่าพวกนางยังคงยืนตัวตรงแน่ว ไม่กล้าขยับเท้าหรือถูใบหูแม้เพียงนิด ถาดผลไม้และเนื้อแห้งในมือยังคงถูกประคองไว้อย่างดี แม้ว่าแขนจะปวดล้าเพียงใดก็ตาม
สาวใช้หลายคนเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกคล้ายจะหมดสติลงไปทุกที แต่พวกนางก็ต้องอดทนอย่างถึงที่สุด เพราะรู้ดีว่าหากขยับตัวเพียงนิด จุดจบของพวกนางย่อมน่าสลดใจยิ่งนัก!
………..