- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- ตอนที่ 81 จุดสูงสุดในชีวิตของจ้าวเถี่ยจู้
ตอนที่ 81 จุดสูงสุดในชีวิตของจ้าวเถี่ยจู้
ตอนที่ 81 จุดสูงสุดในชีวิตของจ้าวเถี่ยจู้
ตอนที่ 81 จุดสูงสุดในชีวิตของจ้าวเถี่ยจู้
สมาชิกค่ายเตรียมทหารเหล่านี้มีเรี่ยวแรงมหาศาลจริง แต่หากจะถามหาเทคนิคการต่อสู้ชั้นสูงล่ะก็ อย่าไปหวังเลย การปะทะกันของพวกเขาดูแล้วคล้ายกับหนังแอ็กชันเกรดต่ำจากฮ่องกงหรือไต้หวัน ท่าทางเชื่องช้า ต่อยกันจริงจัง และมักจะจบลงด้วยการกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน
ชายแซ่ซุนสู้จ้าวเถี่ยจู้ไม่ได้ตั้งแต่ก่อนที่จ้าวเถี่ยจู้จะเก่งขึ้นเสียอีก หลังจากปะทะกันไม่กี่กระบวนท่า เขาก็ถูกจ้าวเถี่ยจู้รวบเอวกดลงกับเวที
คนสองคนที่สู้กันอย่างไร้กระบวนท่า เมื่อสู้กันไปถึงที่สุดจะพบว่าวิชาหมัดมวยหรือท่าทางที่เคยเรียนมานั้นใช้ไม่ได้ผลเลย ท้ายที่สุดการกอดรัดกันแล้วกลิ้งไปมาบนพื้นนี่แหละคือวิถีที่แท้จริง!
ใครแรงเยอะกว่า คนนั้นชนะ
นี่คือหลักการเดียวกับยิวยิตสูบราซิล ในการแข่งขัน UFC ที่โด่งดังบนโลก การตัดสินแพ้ชนะส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับการบิดแขนหรือกดคอ ซึ่งเป็นท่าทางที่ดูอุ้ยอ้ายเช่นนี้
"ดี!"
เสียงตะโกนโห่ร้องดังมาจากใต้เวที แม้ท่าทางของจ้าวเถี่ยจู้จะไม่สู้สวยงามนัก แต่สำหรับชาวบ้านชนเผ่าเหลียนที่แค่ได้ดูมวยปล้ำก็นับว่าตื่นเต้นมากแล้ว การประลองนี้จึงถือเป็นอาหารตาชั้นเลิศ
หลังจากชายแซ่ซุน ก็มีอีกคนขึ้นมาปะทะกับจ้าวเถี่ยจู้ และก็ถูกจ้าวเถี่ยจู้เอาชนะไปได้เช่นกัน
หลังจากผ่านศึกใหญ่มาสองครั้ง จ้าวเถี่ยจู้ยังคงอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยม และมีทีท่าว่าจะยิ่งสู้ยิ่งฮึกเหิม
"ฮ่าฮ่า มีใครจะขึ้นมาอีกไหม?" จ้าวเถี่ยจู้ตะโกนด้วยใบหน้าแดงซ่านราวกับเพิ่งดื่มสาโทมาทั้งไห
ยามนี้ผู้คนต่างมองออกแล้วว่า ในจำนวนเก้าสิทธิ์ที่จะเลือกในวันนี้ จ้าวเถี่ยจู้คงจะได้ครองตำแหน่งแรกไปแน่นอน
"พี่จ้าว ให้น้องชายคนนี้มาเล่นกับท่านหน่อยเถิด" ชายร่างยักษ์คนหนึ่งกระโดดขึ้นเวที พลางกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
ทันทีที่คนผู้นี้ปรากฏตัว ก็เรียกเสียงโห่ร้องดังสนั่นขึ้นมาทันที
"นั่นจางต้าลี่! จางต้าลี่เกิดมามีเรี่ยวแรงมหาศาล อายุสิบห้าก็ยกหินล็อกน้ำหนักสองร้อยจินได้แล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้แรงของจางต้าลี่จะฝึกไปถึงระดับไหนแล้ว!"
ชื่อเสียงของคนก็เหมือนเงาตามตัว ในชนเผ่าเหลียน บรรดาตัวเด่นๆ ในค่ายเตรียมทหารต่างก็เป็นที่รู้จักกันดี
จางต้าลี่สร้างชื่อในชนเผ่าเหลียนตั้งแต่ตอนอายุสิบห้าที่ยกหินสองร้อยจินได้
ในการคัดเลือกเก้าที่นั่งครั้งนี้ จางต้าลี่มีโอกาสสูงมากที่จะได้รับเลือก
คนหนึ่งคือจางต้าลี่ อีกคนคือจ้าวเถี่ยจู้ นี่คือการปะทะกันของยอดฝีมือ ผู้ชมที่อยู่รอบๆ ต่างก็ตื่นเต้นจนถึงขีดสุด
"ต้าลี่ ฮ่าฮ่า ดีมาก! ข้าอยากจะประลองกับเจ้ามานานแล้ว เข้ามา!"
ดวงตาของจ้าวเถี่ยจู้วาววับ เมื่อปีที่แล้วเขาเป็นรองจางต้าลี่อยู่เล็กน้อย แต่ในปีนี้ ความแข็งแกร่งของเขามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เขากำลังอยากหาคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจมาทดสอบอยู่พอดี!
จางต้าลี่กระโดดขึ้นเวที ยืนห่างจากจ้าวเถี่ยจู้สามจั้ง ทั้งคู่ไม่ได้มีท่าทางทักทายใดๆ แม้แต่นิดเดียว ต่างคำรามออกมาเสียงดังแล้วพุ่งเข้าหากันทันที
ทั้งคู่ร่างกายนกำยำล่ำสัน ยามวิ่งเข้าหากันดูราวกับวัวป่าสองตัว
"ปัง!"
จ้าวเถี่ยจู้กับจางต้าลี่ปะทะกันตรงๆ โดยไม่มีลูกไม้ใดๆ ผู้คนสามารถได้ยินเสียงเนื้อกระทบกระดูกได้อย่างชัดเจน หลายคนถึงกับหน้าซีดด้วยความตกใจ
การปะทะกันเช่นนั้น หากเป็นพวกเขาสูญเสียกระดูกคงหักสะบั้นไปแล้ว
การปะทะกันของจ้าวเถี่ยจู้กับจางต้าลี่นั้น ดูดุดันกว่าการต่อสู้ของชายแซ่ซุนเมื่อครู่นี้มากนัก
เรี่ยวแรงของทั้งคู่ล้วนมีถึงหกเจ็ดร้อยจิน ซึ่งมากกว่าแรงของชายหนุ่มชั้นหนึ่งกว่าเท่าตัว ด้วยความต่างของแรงขนาดนี้ หากมีชายหนุ่มชั้นหนึ่งเป็นสิบคนมารุมล้อมจ้าวเถี่ยจู้ จ้าวเถี่ยจู้ก็คงจัดการให้หมอบราบคาบแก้วได้อย่างง่ายดาย
"พี่เถี่ยจู้สู้ๆ!"
ท่ามกลางฝูงชน เหลียนชุ่ยฮวาตะโกนโห่ร้องเสียงดังลั่น ช่วงนี้เหลียนชุ่ยฮวาได้รับมอบหมาย "งาน" จากเหลียนเฉิงอวี้ให้คอยดูแลจ้าวเถี่ยจู้ ไปๆ มาๆ ทั้งคู่เลยได้เสียกัน
เมื่อนึกถึงความดุดันของจ้าวเถี่ยจู้บนเตียงเมื่อคืนนี้ เหลียนชุ่ยฮวาก็รู้สึกรุ่มร้อนใจ
เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องจากผู้คนและเหลียนชุ่ยฮวา จ้าวเถี่ยจู้ก็เหมือนคนโดนยาบำรุง บุกโจมตีอย่างบ้าคลั่ง หลิวต้าลี่ก็ไม่ยอมแพ้ เขาได้เปรียบเรื่องเรี่ยวแรงที่มีมหาศาล
คนในค่ายเตรียมทหารยามสู้กันมักจะวัดกันที่แรงเป็นหลัก ดังนั้นการยกโม่หินจึงกลายเป็นรายการแสดงที่พวกเขาภูมิใจนำเสนอและใช้เป็นเครื่องโอ้อวด
ทั้งคู่ปล้ำฟัดกันบนพื้นอยู่นาน ในที่สุดจ้าวเถี่ยจู้ก็สามารถกดจางต้าลี่ลงได้ และกดไว้ใต้ร่างจนอีกฝ่ายขยับเขยื้อนไม่ได้
จ้าวเถี่ยจู้สามารถกดจางต้าลี่ลงได้นั้น สาเหตุหลักมาจากเขาได้รับสมุนไพรไปมาก ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งและมีความอึดมากกว่า
ชัยชนะในครั้งนี้ เขาชนะที่ความอึด!
จางต้าลี่ถูกกดจนรู้สึกขาดออกซิเจนในสมอง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมจ้าวเถี่ยจู้ถึงได้อึดเหมือนวัวป่าที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ ราวกับเรี่ยวแรงทั้งตัวจะใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด
พึงรู้ว่าโดยปกติแม้สมาชิกค่ายเตรียมทหารจะแรงเยอะ แต่หากเจ้าต้องใช้แรงทั้งหมดเพื่อยกโม่หินหนักห้าร้อยจิน ยกเพียงแปดเก้าครั้งแขนก็ล้าแล้ว ยากนักที่จะเป็นเหมือนจ้าวเถี่ยจู้ที่ยิ่งสู้ยิ่งคึก
จางต้าลี่หอบหายใจอย่างหนัก พลางถามว่า "เจ้า... คงไม่ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณยาวแล้วหรอกนะ?"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ยังขาดอีกนิดหน่อย!" จ้าวเถี่ยจู้เริ่มคุยโว อันที่จริงพวกคนในค่ายเตรียมทหารต่างก็อยู่ในขอบเขตโลหิตกล้าหาญกันทั้งนั้น จ้าวเถี่ยจู้อยู่ห่างไกลจากขอบเขตปราณยาวอีกโข การสูดลมหายใจประดุจงู พ่นลมหายใจประดุจลูกศรนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ
จ้าวเถี่ยจู้ก็แค่มีความอึดที่ยาวนานกว่าปกติเล็กน้อยเท่านั้น หากเขาต้องติดอยู่ในที่ที่แห้งแล้งอย่างชนเผ่าเหลียนนี้ต่อไป ทั้งชีวิตนี้จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตปราณยาวได้หรือไม่ยังเป็นปัญหาเลย
ชาวบ้านโดยรอบต่างก็รู้ว่าขอบเขตปราณยาวหมายถึงอะไร เพราะมีการป่าวประกาศเรื่องการคัดเลือกอาณาจักรเทพมานาน เหลียนเฉิงอวี้ก็ได้โฆษณาไปแล้วว่าขอบเขตโลหิตม่วงคืออะไร
ภายใต้การโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริงของกลุ่มผู้ปกครองชนเผ่าเหลียน ผู้คนต่างเชื่อว่าเหลียนเฉิงอวี้ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตโลหิตม่วงแล้ว สำหรับชาวบ้านธรรมดาผู้โง่เขลาของชนเผ่าเหลียน พวกเขารู้สึกว่าขอบเขตโลหิตม่วงนั้นเก่งกาจราวกับเทพเซียนบนสวรรค์
หากจะบอกว่าจ้าวเถี่ยจู้คือวัวป่าตัวหนึ่ง เช่นนั้นเหลียนเฉิงอวี้ก็คือสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัว ทั้งคู่แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
ยิ่งรู้ถึงความแข็งแกร่งของเหลียนเฉิงอวี้ ราษฎรในเผ่าก็ยิ่งฝากความหวังให้เหลียนเฉิงอวี้พาพวกเขาเข้าเมือง และยังรู้สึกว่าการได้ติดตามเหลียนเฉิงอวี้ ได้เป็นขาสมุนของเขานั้นเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ในยุคที่วุ่นวายเช่นนี้ สิ่งที่ผู้คนคิดถึงไม่ใช่เสรีภาพ สำหรับคนที่แม้แต่ข้าวจะกินยังไม่อิ่ม เสรีภาพเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือยและน่าขัน พวกเขาคิดเพียงแค่ว่าจะได้ติดตามนายที่ดี เพื่อที่จะได้มีข้าวกินสักมื้อก็พอใจแล้ว
"ฮ่าฮ่าฮ่า!" จ้าวเถี่ยจู้หัวเราะออกมาอย่างสะใจ เขาพึงพอใจกับสถานการณ์ในตอนนี้มาก เขารู้ดีว่าลำพังตัวเขาจะผ่านการคัดเลือกอาณาจักรเทพนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ทว่าการได้สำแดงอานุภาพในวันนี้ ทำให้จ้าวเถี่ยจู้รู้สึกเหมือนได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในชีวิตแล้ว