- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- ตอนที่ 76 ขบวนสัตว์อสูร
ตอนที่ 76 ขบวนสัตว์อสูร
ตอนที่ 76 ขบวนสัตว์อสูร
ตอนที่ 76 ขบวนสัตว์อสูร
ปีกไก่ที่อี้อวิ๋นย่างนั้น โดยพื้นฐานแล้วรับประกันได้ว่าหนังกรอบเนื้อนุ่ม มีเพียงรอยดำจางๆ เล็กน้อย ซึ่งไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด
เจียงเสี่ยวโหรวอ้าปากน้อยๆ กัดไปคำหนึ่ง ช่างนุ่มชุ่มฉ่ำ รสชาติเลิศรสยิ่งนัก
"อร่อยจริงๆ!"
ใบหน้าเล็กๆ ของเจียงเสี่ยวโหรวแดงระื่อ จะมีสิ่งใดสุขใจไปกว่าการได้นั่งล้อมกองไฟในยามค่ำคืน ทานปีกไก่แสนอร่อยที่น้องชายย่างให้เล่า?
"อวิ๋นเอ๋อ เจ้าก็กินด้วยสิ"
"อืม แน่นอนว่าต้องกิน ข้าอุตส่าห์ศึกษาตั้งนานกว่าจะหาฟืนที่ไม่เกิดควันดำได้นะเนี่ย!"
อี้อวิ๋นหัวเราะหึๆ หลายวันมานี้ ความเร็วในการพัฒนาความแข็งแกร่งของอี้อวิ๋นเริ่มช้าลงบ้าง ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ทะลวงระดับย่อยได้ในไม่กี่วัน
ระดับโลหิตปุถุชนขั้นห้า ขั้นชักนำลมปราณ ถือเป็นจุดแบ่งเขต การฝึกฝนหลังจากนี้ความเร็วจะลดลง ผู้ที่ไร้พรสวรรค์จะติดอยู่ที่คอขวดไปตลอดชีวิต ไม่อาจก้าวหน้าได้แม้แต่น้อย
ส่วนหัวของอสูรหลินแดง พลังงานถูกอี้อวิ๋นดูดซับไปประมาณกึ่งหนึ่งแล้ว
ตอนนี้อี้อวิ๋นเริ่มคลำหาหนทางในการใช้ผลึกม่วงได้บ้างแล้ว เขาสามารถควบคุมความเร็วในการดูดซับพลังงานของผลึกม่วงได้ในระดับหนึ่ง
คราวนั้น เมื่ออี้อวิ๋นเพิ่งจะทะลวงระดับเส้นชีพจร แล้วไปดูดซับพลังงานจากกระดูกร้าง เนื่องจากเส้นชีพจรทะลุปรุโปร่ง พลังงานที่ดูดซับเข้ามาจึงไหลลื่นไร้สิ่งกีดขวาง ผลคือเกือบจะทำเอาขีดจำกัดของร่างกายระเบิดออก
ตอนนี้อี้อวิ๋นสามารถควบคุมความเร็วในการดูดซับของผลึกม่วงได้ ในที่สุดก็ไม่ก่อเรื่องผิดพลาดเช่นนั้นอีก
"พลังงานที่บรรจุอยู่ในส่วนหัวของอสูรหลินแดง อุดมสมบูรณ์กว่ากระดูกร้างของเหลียนเฉิงอวี้มากนัก พอจะใช้ต่อไปได้อีกสิบกว่าวัน ถึงตอนนั้นก็น่าจะได้เวลาไปเข้าร่วมการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพแล้ว..."
ขณะที่อี้อวิ๋นกำลังคิดอยู่นั้น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกึกก้องแว่วมาจากที่ไกลๆ
หลังจากอี้อวิ๋นบรรลุระดับโลหิตปุถุชนขั้นห้า ประสาทสัมผัสก็ว่องไวผิดธรรมดา เสียงนี้ดังมาจากที่ไกลแสนไกล ทว่าอี้อวิ๋นกลับได้ยินเป็นคนแรก
"พี่เสี่ยวโหรว รอข้าประเดี๋ยว" อี้อวิ๋นกล่าวพลางกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ครั้ง มองไปไกลสุดสายตา หลังจากเห็นสถานการณ์ในระยะไกล อี้อวิ๋นก็สูดลมหายใจเย็นเข้าปอด
ท่ามกลางราตรีอันมืดมิด ในหุบเขาลึกปรากฏแสงไฟทอดยาวเป็นสายประดุจงูเพลิงที่กำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆ อาศัยแสงไฟจำแนกดู อี้อวิ๋นมองเห็นว่านั่นคือขบวนที่ประกอบด้วยอสูรยักษ์หลายตัว บนตัวอสูรยักษ์มีผู้คนนั่งอยู่ พวกเขาถือคบไฟ เคลื่อนขบวนไปตามขุนเขา
"เป็นอสูรยักษ์ที่กองกำลังองครักษ์มังกรทอง (จิ่นหลงเว่ย) ใช้ขับขี่ กองทัพขององครักษ์มังกรทอง!"
อี้อวิ๋นมองปราดเดียว มีอสูรยักษ์อย่างน้อยเจ็ดแปดสิบตัว ขบวนเช่นนี้ พละกำลังในการต่อสู้ย่อมจินตนาการได้!
ในจำนวนนั้น อสูรยักษ์ที่วิ่งอยู่หน้าสุดมีรูปร่างกำยำล่ำสันเป็นพิเศษ บนหลังของมันยังชูธงขึ้นผืนหนึ่ง
ธงนั้นมีสีเหลืองทอง ด้านบนปักรูปมังกรทอง
นี่คือธงขององครักษ์มังกรทอง!
ตอนที่แยกจากหลินซินถงและตาแก่ซู อี้อวิ๋นเคยสอบถามเรื่องเกี่ยวกับการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพ เขาจึงได้รู้ว่า องครักษ์มังกรทองได้จัดทำแผนที่รายละเอียดของดินแดนอวิ๋นหวงขึ้นเป็นการเฉพาะ
แน่นอนว่า เกี่ยวกับเรื่องที่ดินแดนอวิ๋นหวงมีเมฆม่วงเต็มท้องฟ้าติดต่อกันสองครั้งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ซึ่งเป็นนิมิตประหลาดจากสวรรค์ ตาแก่ซูไม่ได้บอกอี้อวิ๋น ไม่ฉะนั้นอี้อวิ๋นคงมีความคิดเชื่อมโยงไปมากมายแล้ว
"ในที่สุดก็มาถึงเสียที ขบวนนี้มาที่ดินแดนอวิ๋นหวง คงเพื่อดำเนินการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพกระมัง! คำนวณเวลาดูก็ใกล้เคียงแล้ว!"
ดินแดนอวิ๋นหวงกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก เผ่าเล็กๆ มีจำนวนมากมาย การที่องครักษ์มังกรทองจัดงานคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพ เป็นไปไม่ได้ที่จะไปทดสอบทีละเผ่า ทว่าควรจะรวมกันอยู่ที่เผ่าใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่ง กำหนดมาตรฐานเดียวกัน แล้วทดสอบร่วมกัน
การเดินทางขององครักษ์มังกรทองในครั้งนี้ แท้จริงแล้วกำลังจะไปที่เผ่าเถา เพื่อจัดตั้งจุดสอบในเผ่าเถา และดำเนินการคัดเลือกใหญ่แห่งราชอาณาจักรเทพ เผ่าเถาเป็นเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในรัศมีหลายพันลี้ มีประชากรนับแสนครัวเรือน แทบจะเท่ากับประชากรล้านคนเลยทีเดียว
ในดินแดนอวิ๋นหวง การสถิติจำนวนประชากรจะลงทะเบียนด้วยชายฉกรรจ์ เพราะตัวเลขเช่นนี้มีความหมายที่สุด ชายฉกรรจ์คือแรงงานหลัก และเป็นสมาชิกหลักในการสู้รบ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเผ่า การสถิติจำนวนประชากรโดยนับรวมคนแก่คนชราและคนพิการเหล่านั้นย่อมไร้ความหมาย
ชายฉกรรจ์หนึ่งคน มีภรรยา บิดามารดา และยังมีบุตรอีกหลายคน ส่วนครอบครัวที่ไม่มีชายฉกรรจ์ เช่นครอบครัวของอี้อวิ๋นและเจียงเสี่ยวโหรว ย่อมไม่อาจนับเป็น "หนึ่งครัวเรือน" ได้ กล่าวคือเมื่อนับจำนวนประชากร บ้านของเจียงเสี่ยวโหรวจึงไม่ถูกรวมอยู่ในการสถิติเลย
ครอบครัวในเผ่าใหญ่ค่อนข้างสมบูรณ์กว่า โดยพื้นฐาน "หนึ่งครัวเรือน" จะเท่ากับคนประมาณหกเจ็ดคน แสนกว่าครัวเรือน ก็คือล้านคน
ในดินแดนอวิ๋นหวง การที่มีเผ่าใหญ่ขนาดล้านคนปรากฏขึ้น ถือว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
...
ดินแดนอวิ๋นหวง เผ่าเถา——
เผ่าเถา สืบทอดต่อกันมาในดินแดนอวิ๋นหวงนับพันปี ประวัติศาสตร์ของเผ่าช้านาน ถึงขั้นให้กำเนิดมรดกทางวรยุทธของตนเอง
อย่างเผ่าเล็กๆ เช่นเผ่าเหลียน รอบด้านไม่มีกำแพงเลย ทว่ารอบเผ่าเถา กลับปักรั้วไม้ที่แข็งแรงหนาแน่น
รั้วไม้เหล่านี้ทำจากไม้ซุงขนาดใหญ่เท่าคนโอบปักเรียงรายกัน มีความสูงสิบกว่าเมตร ไม้ซุงเหล่านี้เก็บมาจากพันธุ์ไม้ในป่าร้าง ตัวเนื้อไม้มีความแข็งแกร่งและหนาแน่น ผ่านแดดผ่านฝนมาหลายร้อยปีก็ไม่เน่าเปื่อย
เผ่าเถาที่สามารถยืนหยัดมาได้หลายปีเช่นนี้ สาเหตุหลักมาจากขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ของเผ่า—ภูเขาเถา อสูรร้างไม่เต็มใจเข้าใกล้ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ พวกมันจะอาศัยอยู่ใน "ทุ่งร้าง" เท่านั้น เมื่อมีการคุ้มครองจากภูเขาเถา จึงน้อยนักที่จะมีอสูรร้างปรากฏตัวในเขตแดนของเผ่าเถา
อีกทั้งเผ่าเถาไม่ได้ขาดแคลนนักรบโลหิตม่วง แม้แต่ยอดฝีมือระดับโลหิตม่วงขั้นสูงสุดก็มี ยิ่งไปกว่านั้น เผ่าเถายังมีศาสตราบรรพชนที่เก็บรักษาไว้ ต่อให้มีอสูรร้างที่แข็งแกร่งบุกมาจริง นักรบโลหิตม่วงจำนวนมากที่ใช้ศาสตราบรรพชนเป็นแกนกลางในการจัดค่ายกลใหญ่ ก็ยังมีกำลังพอจะสู้ศึกได้
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ เผ่าเถาจึงยืนหยัดไม่ล้มมาหลายปี และนับวันยิ่งแข็งแกร่งยิ่งใหญ่ขึ้น
ทว่าเผ่าที่ยิ่งใหญ่เพียงใด เมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่อย่างราชอาณาจักรเทพไท่อาแล้ว นั่นก็เหมือนดั่งก้อนหินหน้าภูเขาสูง เป็นเพียงฝุ่นละอองใต้รากไม้ใหญ่ ไม่มีความหมายแม้แต่น้อย
ขณะนี้ เผ่าเถาได้รับข่าวเรียบร้อยแล้วว่า เที่ยงวันนี้ องครักษ์มังกรทองกำลังจะมาถึงที่นี่ ประมุขเผ่าเถาให้การต้อนรับด้วยตนเอง บรรดาผู้อาวุโสในเผ่าต่างก็พากันมามากกว่าครึ่ง
เมื่อถึงยามเที่ยง องครักษ์มังกรทองก็มาถึงตามนัด ตรงต่อเวลาอย่างยิ่ง
ขบวนขององครักษ์มังกรทอง ผู้นำคือชายสวมเกราะแดง เขาคือจางถาน ผู้นำชุดแดงแห่งองครักษ์มังกรทอง
"จางเชียนฮู่ (นายพันครัวเรือน) ให้เกียรติมาเยือน เผ่าเถาช่างมีวาสนายิ่งนัก!"
เมื่อเห็นจางถาน ประมุขเผ่าเถารีบก้าวเข้าไปต้อนรับ วาจานอบน้อมยิ่งนัก
……….