- หน้าแรก
- แค่แต่งภรรยาวาสนาจักรพรรดิก็พุ่งพรวด ข้าจึงกวาดสาวงามสามพันนางเสียเลย
- บทที่ 13 อยากมีชีวิตรอด ต้องพึ่งตนเองเท่านั้น
บทที่ 13 อยากมีชีวิตรอด ต้องพึ่งตนเองเท่านั้น
บทที่ 13 อยากมีชีวิตรอด ต้องพึ่งตนเองเท่านั้น
เมื่อคนของกองพันที่สิบเอ็ดล่วงรู้ถึงสถานการณ์ของพวกตน ต่างก็มีสีหน้าตื่นตระหนก หวาดกลัวสุดขีด ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือการหนีไปให้พ้นจากสถานที่อันตรายแห่งนี้
ถึงแม้ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาจะยากแค้น ทว่าอยู่อย่างอดๆ อยากๆ ก็ยังดีกว่าตายจากไป หากยังมีชีวิตอยู่ก็อาจจะยังพอมีหวังรอคอยโอกาสได้
ในชั่วพริบตานี้เอง กองพันที่สิบเอ็ดทั้งหนึ่งร้อยแปดคนก็ระส่ำระสายไร้ซึ่งขวัญกำลังใจ
"หนีกันเถอะ!"
"นอกจากหนีแล้วก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก!"
"ชะ... ใช่แล้ว! หากยังขืนอยู่ที่นี่ต่อไป พวกเราก็รังแต่จะกลายเป็นเหยื่อของพวกคนเถื่อนทางเหนือเท่านั้น!"
"ไม่ผิด นายกองร้อย พวกเราหนีกันเถอะขอรับ!"
ทุกคนต่างแย่งกันพูดเจี๊ยวจ๊าวเซ็งแซ่
สามารถสัมผัสได้ถึงความหวาดหวั่นจากถ้อยคำของพวกเขา
โดยปกติแล้ว บุรุษที่เพิ่งเกณฑ์เข้ามาใหม่จะได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ เช่น การกวัดแกว่งดาบ หรือการยิงธนู เป็นต้น...
เพื่อให้พวกเขาคุ้นเคยว่าการต่อสู้คือสิ่งใด
ทว่ายามนี้ กองพันที่สิบเอ็ดเพิ่งจะจัดตั้งขึ้นมาหมาดๆ กลับถูกส่งตัวมายังค่ายหน้าด่านอย่างโหดร้ายไร้ความปรานี ซึ่งค่ายหน้าด่านแห่งนี้ก็คือป้อมปราการด่านหน้าสุดของป้อมชิงซานนั่นเอง
หรือก็คือค่ายหน้าด่านที่มักจะเกิดการปะทะกับคนเถื่อนทางเหนือมากที่สุด
ถึงแม้ในใจหลี่เซียวจะเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเขาก็ยังคงข่มกลั้นเอาไว้ โดยยึดหลักที่ว่ามาแล้วก็จงอยู่ให้สงบ
ในยุคสมัยที่ชีวิตคนไร้ค่าดุจเศษหญ้าเช่นนี้ หากต้องการมีชีวิตรอดต่อไป มีเพียงต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้น
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ มองดูทุกคนแล้วค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า:
"เงียบ!"
"ทุกคนเงียบให้หมด!"
"ในกองพันที่สิบเอ็ดของพวกเรา ข้าอายุมากที่สุด และเป็นนายกองร้อยผู้นำของพวกเจ้า!"
"หากพวกเจ้าอยากจะรอดชีวิต ก็ต้องฟังข้า!"
เมื่อทุกคนได้ยินว่าสามารถรอดชีวิตได้ ย่อมต้องฝากความหวังไว้ที่หลี่เซียว
"นายกองร้อย ต้องทำเช่นไรจึงจะรอดชีวิตได้หรือขอรับ?"
"ชะ... ใช่แล้วขอรับ!"
หลี่เซียวแววตาเปล่งประกาย เอ่ยออกมาสามคำ:
"พึ่งตนเอง!"
พึ่งตนเอง?
ทุกคนรู้สึกว่าสามคำนี้ช่างพึ่งพาไม่ได้เลย พวกเขาล้วนเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา หาใช่ทหารไม่
แล้วจะให้พึ่งพาตนเองได้อย่างไร?
ชั่วขณะนั้น ต่างก็รู้สึกว่าคำพูดของหลี่เซียวเป็นเพียงการพูดจาเลื่อนลอยไร้สาระ ความฮึกเหิมของพวกเขาจึงมลายหายไปจนหมดสิ้น หดหู่ท้อแท้ลงอีกครั้ง
"นายกองร้อย พวกเราทำสิ่งใดไม่เป็นเลยสักอย่าง จะพึ่งพาตนเองได้อย่างไรกันขอรับ!"
"นั่นสิขอรับ!"
"ที่ท่านพูดมามันช่างดูอุดมคติเกินไปแล้ว ดูท่าทางพวกเราคงต้องตายแน่ๆ แล้ว!"
หลี่เซียมองดูพวกไม่เอาถ่านเหล่านี้ แล้วตวาดลั่น:
"พวกเจ้าคงไม่ได้คิดว่าแค่หนีไปจากที่นี่แล้วจะรอดชีวิตไปได้หรอกกระมัง!"
"บอกพวกเจ้าไว้เลยนะว่า ไม่มีทาง!"
"เพราะพวกเจ้าถูกขึ้นทะเบียนทหารของหน่วยทหารชายแดนไปแล้ว ไม่ว่าจะหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียวก็ไร้ประโยชน์!"
"สิ่งเดียวที่ทำได้ ก็คือปักหลักอยู่ที่นี่ ดิ้นรนหาทางรอดในห้วงแห่งความตาย!"
"นี่คือโอกาสของกองพันที่สิบเอ็ดของพวกเรา เข้าใจหรือไม่?"
เสียงตวาดกร้าวราวกับดาบอันคมกริบ ทิ่มแทงทะลุโสตประสาทของทุกคนในกองพันที่สิบเอ็ด
คำพูดของหลี่เซียวไม่ได้ผิดแผกไปจากความเป็นจริงเลย
ปากของพวกเขาเอาแต่พร่ำบอกว่าจะหนี แต่ลึกๆ ในใจต่างก็รู้ดีว่าไม่มีที่ให้หนีไปได้หรอก
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงแค่ความหวาดกลัวที่ปั้นแต่งขึ้น เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
ทุกคนต่างก้มหน้าลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก
เมื่อหลี่เซียวเห็นว่าผู้คนสงบลงแล้ว ก็กล่าวต่อว่า "อีกอย่าง กระดูกผุๆ อย่างพวกเรา คนที่มีร่างกายพิการพิกลพิการแต่เดิมทีก็เป็นเพียงเป้านิ่งอยู่แล้ว ในเมื่อเป็นเป้านิ่ง ก็มีแต่ทางตายเพียงสถานเดียว หากต้องการจะมีชีวิตรอด ก็มีเพียงต้องทำให้พวกมันมองพวกเราใหม่เท่านั้น และมีเพียงวิธีนี้ ถึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงความยากลำบากของพวกเราได้อย่างแท้จริง!"
เมื่อผ่านคำพูดกระตุ้นเตือนของหลี่เซียว ทุกคนในกองพันที่สิบเอ็ดก็ล้วนสะเทือนใจ สิ่งที่หลี่เซียวพูดมานั้นถูกต้องที่สุด
พวกเขาไม่มีโอกาสให้เลือกอีกแล้ว
สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือ การเอาชีวิตรอดให้จงได้ ณ ค่ายหน้าด่านแห่งนี้
ในตอนนั้นเอง หลี่หู่ที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนก็ก้าวออกมา ชูแขนขึ้นร้องตะโกนเสียงดังว่า "ท่านอาเซียว ท่านพูดถูกแล้ว!"
"พวกเราจะฟังท่าน!"
เมื่อมีคนแรกออกมาสนับสนุนหลี่เซียว ก็ย่อมมีคนที่สองตามมา
ผ่านไปไม่นาน ทุกคนต่างก็ชูแขนขึ้นส่งเสียงร้องตะโกน เนื่องจากก่อนหน้านี้หลี่เซียวได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เหนือมนุษย์ให้ประจักษ์แล้ว
ดังนั้นทุกคนจึงเลื่อมใสในตัวเขา
เป็นเช่นนี้ กลุ่มเป้านิ่งแห่งกองพันที่สิบเอ็ด จึงได้หลอมรวมเป็นหนึ่งโดยมีหลี่เซียวเป็นแกนนำ
หลี่เซียวรู้ดีถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของจิตใจมนุษย์ ดังนั้นจึงต้องกระตุ้นทุกคนเสียก่อน เพื่อปลุกเร้าความฮึกเหิมของพวกเขา
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น จึงจะทำให้กองกำลังเป้านิ่งแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่เป้านิ่งอีกต่อไป
หลี่เซียมองไปที่ทุกคนอีกครั้ง พยักหน้าด้วยสายตาอันมุ่งมั่นจริงใจ:
"พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นลูกผู้ชายชาตรี ข้าหลี่เซียวขอตั้งสัตย์สาบาน ณ ที่แห่งนี้ ว่าจะพาพวกเจ้ากลับไปอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ให้จงได้!"
"นายกองผู้เกรียงไกร!"
คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวบ้าน ไม่เคยพบเห็นโลกกว้างมาก่อน บางครั้งก็ยังพูดจาติดขัดเสียด้วยซ้ำ
นี่จึงเป็นโอกาสให้คนช่างเจรจาอย่างหลี่เซียวได้แสดงฝีมือ เมื่อเขาเอ่ยปาก ในสายตาผู้อื่นล้วนมองว่ามีเหตุผลทั้งสิ้น
ต่อมา หลี่เซียวก็เริ่มจัดวางกำลังคนทั้งหนึ่งร้อยแปดคน
จากที่เขานับดู คนที่แขนขาคล่องแคล่ว มีอายุตั้งแต่ยี่สิบถึงห้าสิบปี มีทั้งหมดสามสิบกว่าคน
คนกลุ่มนี้ ย่อมต้องเป็นกำลังรบหลักของกองพันที่สิบเอ็ดอย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนคนที่เหลือ เป็นคนพิการ มีจำนวนสี่สิบกว่าคน ในจำนวนนั้นมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ขาคิดเป็นครึ่งหนึ่ง คนเหล่านี้ หลี่เซียวให้พวกเขาถือธนูและลูกศร จัดให้เป็นกองกำลังที่สอง
ส่วนที่เหลือ ก็คือตาเฒ่าอย่างเขา ที่อายุมากแล้ว เดินเหินไม่ค่อยจะไหว ทำได้เพียงรับหน้าที่ดูแลเสบียงและงานจิปาถะเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น
จะอย่างไรเสียในยุคนี้ คนวัยหกสิบ หากไม่มีนิ้วทองคำ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังจะลงโลง
หลังจากหลี่เซียวจัดแจงเสร็จสิ้น ก็รู้สึกปวดใจเป็นอย่างยิ่ง สบถด่าทอไม่หยุด คำเดียวเลย โคตรจะบัดซบ!
หน่วยทหารชายแดนป้อมชิงซานแห่งนี้มันจะขาดแคลนบุรุษอะไรหนักหนา ขนาดคนแก่วัยหกสิบยังไม่เว้น
เขาปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ
กล่าวเสียงเข้มว่า:
"ทุกคน มุ่งหน้าเข้าสู่ค่ายหน้าด่านเดี๋ยวนี้ ชักธงของพวกเราขึ้นสู่ยอดเสาซะ!"
"ขอรับ!"
เป็นเช่นนี้ หลี่เซียวจึงนำกลุ่มเป้านิ่ง บุกเข้าไปในค่ายทหาร พลางช่วยกันดึงเสาธงขึ้น
พลางทำการซ่อมแซมไปด้วย
ไม่ว่าสถานที่แห่งนี้จะผุพังทรุดโทรมเพียงใด ทว่าสำหรับป้อมปราการด่านหน้าแล้ว มันก็สามารถช่วยให้จิตใจของพวกเขาได้รับการปลอบประโลมอยู่บ้าง
จากนั้นหลี่เซียวก็สั่งให้ทุกคน นำรั้วไม้ของค่ายทหารมาล้อมใหม่อีกครั้ง
เมื่อทำเช่นนี้ พวกเขาก็จะรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง
วันเวลาล่วงเลยไปจนถึงยามค่ำคืนโดยไม่รู้ตัว คืนนี้แสงจันทร์สว่างไสว ราวกับสปอตไลท์ดวงใหญ่ที่สาดส่องลงมาเหนือหัวของพวกเขา
สาดส่องจนทั่วทั้งค่ายสว่างไสวไปทั่ว
หลี่เซียวรู้ดีว่า สถานการณ์ของพวกเขาในยามนี้อันตรายยิ่งนัก ดังนั้นจึงต้องทำให้คนเหล่านี้มีความสามารถในการป้องกันตนเองให้ได้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรวบรวมชายฉกรรจ์สามสิบแปดคนที่แขนขาคล่องแคล่วและสามารถออกรบแนวหน้าได้มารวมตัวกัน
ทำการฝึกฝน
ในอดีตถึงแม้เขาจะเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศตัวเล็กๆ ทว่าก็เป็นพวกคลั่งไคล้เรื่องการทหาร สำหรับเรื่องการฝึกฝนแล้ว เขาสามารถพูดได้เป็นฉากๆ ราวกับของคุ้นเคย
ในเมื่อยามนี้มีข้อจำกัดเรื่องอุปกรณ์ ก็ให้พวกเขาฝึกฝนการกวัดแกว่งดาบไปก่อน
คนทั้งสามสิบแปดคน ถูกหลี่เซียวแบ่งออกเป็นสี่กลุ่ม
เป็นเช่นนี้ ทุกคนต่างก็ว่านอนสอนง่ายตั้งใจฝึกฝนกันอย่างขะมักเขม้น
หลี่เซียวในฐานะนายกองร้อย ก็เป็นแกนนำที่ดีเยี่ยม อายุมากปูนนี้แล้วก็ยังตวัดดาบได้หนักหน่วงมีพลัง
คนอื่นๆ ย่อมต้องได้รับอิทธิพลจากเขา
นายกองร้อยอายุมากปูนนี้แล้วยังแข็งแกร่งดุดันถึงเพียงนี้ พวกเขาจะยอมเสียหน้าได้อย่างไร!
ดังนั้น จึงยิ่งออกแรงมากขึ้น!
ส่งเสียงฮึดฮัดฟาดฟันดาบฝึกฝนต่อไป...
ค่ำคืนนี้ ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เดิมทีค่ายหน้าด่านที่เคยวุ่นวายไร้ระเบียบ ไม่มีวี่แววของความมีชีวิตชีวาเลยแม้แต่น้อย
ทว่ายามนี้ เมื่อมีผู้คนเข้ามา ก็เริ่มมีกลิ่นอายของชีวิตชีวาปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
กองพันที่หนึ่งของพวกเขา หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ แต่ละหน่วยก็แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และเริ่มทำการฝึกฝนอีกครั้ง
ส่วนหลี่เซียวก็ขี่ม้าแคระตัวเดียวที่มีอยู่ในกองพัน ออกไปตระเวนดูรอบๆ หน้าค่าย เพื่อสังเกตการณ์ภูมิประเทศ
ค่ายหน้าด่านแห่งนี้ ตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนที่ราบอันกว้างใหญ่ ดูอ้างว้างเดียวดาย สิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือ ภูมิประเทศโดยรอบไม่มีประโยชน์อันใดต่อการตั้งรับเลยแม้แต่น้อย
สำหรับทหารม้าของทางเหนือแล้ว พวกมันสามารถพุ่งทะยานเข้ามาบดขยี้ค่ายทหารของพวกเขาให้แหลกเป็นจุณได้ในพริบตา... จะอย่างไรเสียทหารม้าบนที่ราบอันกว้างใหญ่ก็คือตัวตนที่ไร้เทียมทาน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจหลี่เซียวก็มีตัวอัลปาก้านับหมื่นวิ่งพล่านผ่านไป
"มารดามันเถอะ หน่วยทหารชายแดนป้อมชิงซานแห่งนี้ทั้งหลอกลวงทั้งยากจนจริงๆ เล้ย!"
บ่นพึมพำพลางขี่ม้าตรงไปข้างหน้า..