เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10 เพื่อนบ้านขอยืมพันธุ์

บทที่ 10 เพื่อนบ้านขอยืมพันธุ์

บทที่ 10 เพื่อนบ้านขอยืมพันธุ์


เป็นเช่นนี้ หลี่เซียวจึงถูกสตรีทั้งห้าห้อมล้อมกลับมาถึงบ้าน ในบ้านหลังนี้เขาได้รับสถานะที่อยู่เหนือกว่าผู้ใดอย่างแท้จริง

เป็นนายท่านใหญ่ตัวจริงเสียงจริง!

หลินซีเยว่ในฐานะนายหญิงของบ้าน จัดแจงนำสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ไปวางไว้ข้างเตาไฟ

แล้วหันไปเอ่ยกับหลี่เซียวว่า:

"ท่านพี่ เหนื่อยแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ แช่เท้าคลายความเหนื่อยล้าสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ!"

"ข้ากับน้องๆ จะทำอาหารให้ท่านเองเจ้าค่ะ!"

หลี่เซียวพยักหน้า เอนกายลงนอนพักผ่อนบนเตียงไม้กระดานอย่างลื่นไหล แม้จะยังรู้สึกแข็งกระด้างอยู่บ้าง ทว่าก็ดีกว่าตอนแรกมากนัก

ผ่านไปไม่นานหลินซีเยว่ก็ตักน้ำอาบมาให้หลี่เซียวด้วยตนเอง

"ท่านพี่ ระวังร้อนนะเจ้าคะ!"

หลินซีเยว่นั่งยองๆ ลงครึ่งตัวอยู่ตรงหน้าหลี่เซียว เงยหน้าขึ้นมองเขา บนใบหน้าขาวเนียนประดับไปด้วยรอยยิ้ม

หลี่เซียมองดูภรรยาตัวน้อยตรงหน้า จิตใจพลันเตลิดเปิดเปิง รูปลักษณ์ภายนอกแม้อาจจะชรา ทว่าภายในใจของเขายังคงอายุสิบแปดปีตลอดกาล!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อยู่กับภรรยาตัวน้อยวัยสิบแปดปีผู้นี้ด้วยแล้ว

ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน ท่วงท่าดูคลุมเครืออยู่บ้าง

หลินซีเยว่นึกถึงภาพบางอย่างในยามค่ำคืนก่อนหน้านี้ ใบหน้าเล็กๆ ก็พลันแดงก่ำขึ้นมาในทันที

เมื่อหลี่เซียวเห็นเช่นนั้น ก็รู้สึกเอ็นดูจนอดใจไม่ไหว ยิ่งเกิดความคิดอยากจะหยอกเย้า จึงแสร้งเอ่ยถามว่า:

"เสี่ยวเยว่ เหตุใดจู่ๆ ถึงหน้าแดงเล่า?"

หลินซีเยว่เบือนหน้าหนี เอ่ยด้วยความเอียงอายว่า:

"มะ... ไม่มีอันใดเจ้าค่ะ คงเป็นเพราะน้ำร้อนเกินไปกระมัง!"

หลี่เซียวหัวเราะอย่างร้ายกาจ

แน่นอนว่ามือของเขาก็ไม่ค่อยจะอยู่นิ่งเช่นกัน

"มาๆ ให้ท่านพี่ดูให้ชัดๆ หน่อยสิว่าเหตุใดจึงหน้าแดง!"

"มะ... ไม่เอานะเจ้าคะ~"

ผ่านไปไม่นาน หลินซีเยว่ก็หน้าแดงก่ำ เช็ดมุมปากพลางเดินออกจากห้องด้านในไปด้วยความขัดเขิน

หลี่เซียวนอนอยู่บนเตียงไม้กระดาน

เผยท่าทีราวกับยังอารมณ์ค้างดื่มด่ำไม่หนำใจ

ทอดทอนใจ!

นี่มันยุคสมัยที่ดีจริงๆ!

อย่างรวดเร็ว

หลินชิงจู๋ หลินเสี่ยวโหรว รวมไปถึงเสี่ยวสือโถวและอาเม่ยทั้งสี่คนก็ทำอาหารเย็นเสร็จ

ยามนี้มีเนื้อสัตว์แล้ว ภายในลานบ้านจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ

หลินซีเยว่บ้วนปากเสร็จก็มาจัดการเรียกทุกคนทานข้าว

ทว่าบนใบหน้ายังคงประดับไปด้วยรอยแดงระเรื่อ

หลี่เซียวเดินออกมาด้วยสีหน้าสดชื่นแจ่มใส นั่งลงที่ตำแหน่งหัวโต๊ะ หลินซีเยว่ทั้งสามคนนั่งลงชิดกับโต๊ะสี่เหลี่ยม

เสี่ยวสือโถวและอาเม่ยคอยปรนนิบัติรับใช้ทั้งสี่คนอยู่ด้านข้าง

ด้วยความที่เป็นสตรีเหมือนกัน หลินซีเยว่จึงทนดูพวกนางยืนอยู่ไม่ไหว จึงหันไปขออนุญาตหลี่เซียวว่า "ท่านพี่ เสี่ยวสือโถวกับอาเม่ยก็ง่วนทำงานมาทั้งวันแล้ว ให้พวกนางนั่งลงทานอะไรสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ ท่าน... ท่านเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ?"

"ได้สิ!" หลี่เซียวพุ้ยข้าวเข้าปากพลางตอบอย่างไม่ใส่ใจ

เมื่อหลินซีเยว่เห็นหลี่เซียวตกลง จึงส่งสายตาส่งสัญญาณให้เสี่ยวสือโถวและอาเม่ย

ในใจของทั้งสองคนรู้สึกอบอุ่น ซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าก็ยังคงโบกมือปฏิเสธด้วยความสงวนท่าที

"นายท่าน นายหญิงทั้งสาม พวกท่านทานก่อนเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวพวกเราค่อยทานส่วนที่เหลือจากพวกท่านก็พอแล้วเจ้าค่ะ!"

"ชะ... ใช่แล้วเจ้าค่ะ!"

"พะ... พวกเราขอแค่มีข้าวกินก็พอแล้วเจ้าค่ะ!"

เสี่ยวสือโถวและอาเม่ยเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

ในยุคสมัยที่คนกินคนเช่นนี้ สำหรับพวกนางแล้ว การมีสถานที่ให้กินข้าวก็ถือเป็นเรื่องโชคดีมากแล้ว

ส่วนเรื่องอื่นๆ พวกนางไม่กล้าคาดหวังเลยแม้แต่น้อย

หลินซีเยว่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก ทว่าก็ต้องยอมรับว่า ในยุคที่เรื่องปากท้องกลายเป็นปัญหาใหญ่ ครอบครัวของพวกเขามีคนกินข้าวเพิ่มมาอีกสองปากท้อง จำเป็นต้องประหยัดจริงๆ

ทานข้าวเสร็จ

เวลาล่วงเลยมามากแล้ว

หลินซีเยว่จึงประคองถาดไม้ใบหนึ่งเดินมาตรงหน้าหลี่เซียว เอ่ยด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า:

"ท่านพี่ เมื่อตอนกลางวันข้าตั้งใจทำป้ายไม้ขึ้นมาสามอัน ด้านบนสลักชื่อของพวกเราสามพี่น้องเอาไว้ ท่านพลิกได้ป้ายของผู้ใด คืนนี้ผู้นั้นก็จะเป็นคนปรนนิบัติรับใช้ท่านเข้านอนเจ้าค่ะ!"

"ทำเช่นนี้ทั้งยุติธรรม และยังต้องพึ่งพาดวงอีกด้วย เช่นนี้สามพี่น้องก็จะได้ไม่ต้องหึงหวงกันแล้วล่ะเจ้าค่ะ!"

พลิกป้ายงั้นหรือ?

นี่มันสิทธิพิเศษที่มีเพียงจักรพรรดิในยุคโบราณเท่านั้นที่จะมีได้นี่นา!

ยามนี้ตนเองกลับได้มาสัมผัสประสบการณ์อันสมจริงนี้แล้วงั้นหรือ?

หลี่เซียวตบลงบนบั้นท้ายอันงอนงามของหลินซีเยว่ฉาดหนึ่ง พลางหัวเราะร่า "ยังคงเป็นภรรยาคนโตอย่างเจ้าที่คิดอ่านได้รอบคอบจริงๆ!"

หลินซีเยว่ถูกชมเชย ก็รู้สึกขัดเขิน ใบหน้างดงามยิ่งแดงระเรื่อขึ้นไปอีก

หลี่เซียวสัมผัสประสบการณ์เปิดกล่องสุ่ม ความรู้สึกของการพลิกป้ายเช่นนี้ เขาหยิบป้ายไม้อันตรงกลางขึ้นมา

พอมองดู

หลินชิงจู๋

แม่พริกขี้หนูในบรรดาสามพี่น้อง ทว่ายามนี้ก็ได้กลายเป็นแม่พริกขี้หนูที่ว่าง่ายไปเสียแล้ว

"ชิงจู๋!" บนใบหน้าของหลี่เซียวประดับไปด้วยรอยยิ้ม ความรู้สึกของการเปิดกล่องสุ่มนี่ไม่เลวเลยจริงๆ

หลินซีเยว่ขานรับเบาๆ:

"เจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะไปบอกให้ชิงจู๋ไปชำระล้างร่างกายนะเจ้าคะ!"

ดึกสงัด

หลี่เซียวและหลินชิงจู๋นอนคลุมโปงอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกัน

ค่ำคืนอันยาวนาน เขาไม่มีกะจิตกะใจจะหลับนอน

ประกอบกับความคึกคักจากกายาจอมราชันย์

จึงทำได้เพียงลดความตื่นตัวผ่านกิจกรรมบางอย่าง

เนื่องจากหลินชิงจู๋ก็ตั้งครรภ์แล้ว เขาจึงทำรุนแรงเกินไปไม่ได้

สิ่งที่หลี่เซียวไม่รู้ก็คือ

คืนนี้มีกำแพงมีหูประตูมีช่อง

ไม่ใช่ใครอื่น

แต่เป็นหลิ่วชุนนั่นเอง

ที่กำลังแอบฟังอยู่ริมโคนกำแพง

นางไม่ค่อยอยากจะเชื่อนักว่าตาเฒ่าอย่างหลี่เซียวจะสามารถทำให้สตรีทั้งสามคนตั้งครรภ์ได้

ผลคือพอมาพิสูจน์ ก็ตกใจจนสะดุ้งสุดตัว

หลังจากแอบฟังอยู่ครู่หนึ่ง นางก็หน้าแดงก่ำ สองขาอ่อนเปลี้ยเดินจากดินแดนแห่งความวุ่นวายนี้ไป

หนึ่งคืนผ่านพ้นไป

หลี่เซียวตื่นแต่เช้าตรู่

วันนี้เขาตัดสินใจจะสร้างบ้าน เพราะถึงอย่างไรในลานบ้านก็มีคนถึงหกคนแล้ว

ในอนาคต คนก็จะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนเรื่องอาหารการกิน เขาไม่ต้องกังวลเลย ก่อนหน้านี้ซื้อเสบียงมาจากป้อมชิงซานไม่น้อย ประกอบกับสัตว์ป่าที่ล่ามาได้เมื่อวาน

คำนวณดูแล้ว

เพียงพอให้กินไปได้ถึงสองเดือน

จึงไม่ต้องกังวล

โครงสร้างบ้านเรือนในยุคสมัยนี้ค่อนข้างเรียบง่าย บ้านเรือนในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหลังคามุงจากและกำแพงดิน รวมถึงมีโครงสร้างเป็นไม้

ขอเพียงลมไม่โกรก ฝนไม่รั่ว สามารถเก็บความอบอุ่นได้ก็เพียงพอแล้ว

เขาถือทวนจอมราชันย์เข้าไปในป่า ถางต้นไม้ที่สามารถนำมาใช้งานได้ ทวนจอมราชันย์คมกริบไร้ที่เปรียบ ตัดเหล็กดุจหั่นดินโคลน

เพียงไม่นานก็จัดการเตรียมแผ่นไม้กระดานออกมาได้ไม่น้อย สามารถนำมาทำเป็นโครงกำแพงดินได้

เขาอาศัยพละกำลังดุจเทพเจ้าที่กายาจอมราชันย์มี ขนย้ายท่อนไม้กลับมาที่ลานบ้าน

หลายวันต่อมา เขาก็สร้างบ้านอยู่ในลานบ้าน

มีสตรีทั้งห้าคอยช่วยเหลือ ความคืบหน้าจึงรวดเร็วมาก

ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน บนรากฐานของลานบ้านเดิม ก็มีบ้านดินเพิ่มขึ้นมาถึงสามหลัง ราวกับผุดขึ้นมาจากพื้นดินในชั่วข้ามคืนอย่างไรอย่างนั้น

เมื่อสามพี่น้องหลินซีเยว่เห็นเช่นนั้น ก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกโชคดีมากที่พวกนางเลือกหลี่เซียว

ผู้ใดกล้าบอกว่าตาเฒ่าไม่เก่งกาจ พวกนางจะเป็นคนแรกที่ร้อนรนออกโรงปกป้องเลยทีเดียว

หลังจากหลี่เซียวสร้างบ้านเสร็จ ระยะเวลาที่ตกลงไว้กับหน่วยทหารชายแดนก็เหลือไม่ถึงสองวันแล้ว

เขาทิ้งเงินไว้ให้สามพี่น้องหลินซีเยว่จำนวนหนึ่ง จากนั้นก็เป็นฝ่ายเดินทางไปที่หน่วยทหารชายแดนด้วยตนเอง

ที่ทำเช่นนี้ ก็เพื่อทิ้งความประทับใจที่ดีไว้ให้นายกองร้อยสักหน่อย

หากเป็นเช่นนี้ ตนเองก็จะสามารถเดินทางไปกลับบ้านของตนเองได้ราวกับไปทำงาน

สามพี่น้องหลินซีเยว่มาส่งหลี่เซียว แม้จะเพิ่งอยู่ร่วมกันได้เพียงครึ่งเดือน ทว่าหลี่เซียวก็ได้กลายเป็นที่พึ่งพิงทั้งทางร่างกายและจิตใจของพวกนางไปแล้ว พวกนางเอ่ยด้วยความอาลัยอาวรณ์ว่า:

"ท่านพี่ ไปที่หน่วยทหารชายแดนแล้ว ไม่ว่าเรื่องใดก็อย่าได้ฝืนทำนะเจ้าคะ ต้องระมัดระวังให้มากๆ ด้วย!"

"พวกเราจะรอท่านอยู่ที่บ้านนะเจ้าคะ!"

หลี่เซียวมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ:

"วางใจเถอะ!"

"ท่านพี่ของพวกเจ้า ดวงแข็งจะตายไป!"

พูดจบก็หันหลังเดินมุ่งหน้าไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน

ผ่านไปไม่นาน เงาร่างของเขาก็หายไปสุดปลายถนน

หลี่เซียวฮัมเพลงเบาๆ ไปตลอดทาง

อารมณ์ไม่เลวเลย

ผู้ใดจะคิดว่าชายชราวัยหกสิบปี จะกระโดดโลดเต้นเช่นนี้ได้?

ห่างจากหมู่บ้านตระกูลหลี่เพียงแค่หนึ่งลี้ เดินผ่านป่าละเมาะเล็กๆ แห่งหนึ่ง

จู่ๆ ก็มีเงาร่างที่คุ้นเคยสายหนึ่งกระโดดออกมา

หลิ่วชุน!

เพื่อนบ้านผู้แผ่ซ่านความยั่วยวนออกมาจากกระดูกผู้นี้

เมื่อหลี่เซียวเห็นเช่นนั้น ก็ถึงกับหนังศีรษะชาหนึบขึ้นมาอยู่บ้าง นี่มันครั้งที่สามแล้วนะ ที่มาดักรออีกแล้ว!

"น้องสาว เหตุใดเจ้าถึงมาดักรอข้าอยู่ที่นี่ล่ะ?"

หลิ่วชุนส่งสายตายั่วยวนราวกับเส้นใย เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยดย้อยว่า "ข้ารู้ว่าท่านจะไปที่หน่วยทหารชายแดน ข้าก็เลยมาดักรอท่านอยู่ที่นี่อย่างไรเล่าจ๊ะ!"

"เลยหมู่บ้านนี้ไปแล้ว อาจจะไม่มีโอกาสนี้อีกแล้วนะจ๊ะ!"

"นี่เจ้า..." หลี่เซียวกำลังพูด จู่ๆ ก็เบิกตากว้าง "นี่เจ้าถึงกับไปแอบฟังริมกำแพงเชียวหรือ?"

หลิ่วชุนหัวเราะคิกคัก ซ้ำยังจงใจเบียดร่องอกเข้าหากัน:

"ที่ไหนกันเล่า ข้าบังเอิญได้ยินเข้าต่างหากจ้ะ!"

"คือว่านะ ท่านอา ท่านก็ช่วยข้าฝังเมล็ดพันธุ์สักหน่อยเถอะนะจ๊ะ ข้าขอร้องล่ะ พวกเราอยู่ในป่าละเมาะแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้หรอกจ้ะ!"

"มาเถอะนะจ๊ะ~"

จบบทที่ บทที่ 10 เพื่อนบ้านขอยืมพันธุ์

คัดลอกลิงก์แล้ว