- หน้าแรก
- แค่แต่งภรรยาวาสนาจักรพรรดิก็พุ่งพรวด ข้าจึงกวาดสาวงามสามพันนางเสียเลย
- บทที่ 10 เพื่อนบ้านขอยืมพันธุ์
บทที่ 10 เพื่อนบ้านขอยืมพันธุ์
บทที่ 10 เพื่อนบ้านขอยืมพันธุ์
เป็นเช่นนี้ หลี่เซียวจึงถูกสตรีทั้งห้าห้อมล้อมกลับมาถึงบ้าน ในบ้านหลังนี้เขาได้รับสถานะที่อยู่เหนือกว่าผู้ใดอย่างแท้จริง
เป็นนายท่านใหญ่ตัวจริงเสียงจริง!
หลินซีเยว่ในฐานะนายหญิงของบ้าน จัดแจงนำสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ไปวางไว้ข้างเตาไฟ
แล้วหันไปเอ่ยกับหลี่เซียวว่า:
"ท่านพี่ เหนื่อยแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ แช่เท้าคลายความเหนื่อยล้าสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ!"
"ข้ากับน้องๆ จะทำอาหารให้ท่านเองเจ้าค่ะ!"
หลี่เซียวพยักหน้า เอนกายลงนอนพักผ่อนบนเตียงไม้กระดานอย่างลื่นไหล แม้จะยังรู้สึกแข็งกระด้างอยู่บ้าง ทว่าก็ดีกว่าตอนแรกมากนัก
ผ่านไปไม่นานหลินซีเยว่ก็ตักน้ำอาบมาให้หลี่เซียวด้วยตนเอง
"ท่านพี่ ระวังร้อนนะเจ้าคะ!"
หลินซีเยว่นั่งยองๆ ลงครึ่งตัวอยู่ตรงหน้าหลี่เซียว เงยหน้าขึ้นมองเขา บนใบหน้าขาวเนียนประดับไปด้วยรอยยิ้ม
หลี่เซียมองดูภรรยาตัวน้อยตรงหน้า จิตใจพลันเตลิดเปิดเปิง รูปลักษณ์ภายนอกแม้อาจจะชรา ทว่าภายในใจของเขายังคงอายุสิบแปดปีตลอดกาล!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อยู่กับภรรยาตัวน้อยวัยสิบแปดปีผู้นี้ด้วยแล้ว
ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน ท่วงท่าดูคลุมเครืออยู่บ้าง
หลินซีเยว่นึกถึงภาพบางอย่างในยามค่ำคืนก่อนหน้านี้ ใบหน้าเล็กๆ ก็พลันแดงก่ำขึ้นมาในทันที
เมื่อหลี่เซียวเห็นเช่นนั้น ก็รู้สึกเอ็นดูจนอดใจไม่ไหว ยิ่งเกิดความคิดอยากจะหยอกเย้า จึงแสร้งเอ่ยถามว่า:
"เสี่ยวเยว่ เหตุใดจู่ๆ ถึงหน้าแดงเล่า?"
หลินซีเยว่เบือนหน้าหนี เอ่ยด้วยความเอียงอายว่า:
"มะ... ไม่มีอันใดเจ้าค่ะ คงเป็นเพราะน้ำร้อนเกินไปกระมัง!"
หลี่เซียวหัวเราะอย่างร้ายกาจ
แน่นอนว่ามือของเขาก็ไม่ค่อยจะอยู่นิ่งเช่นกัน
"มาๆ ให้ท่านพี่ดูให้ชัดๆ หน่อยสิว่าเหตุใดจึงหน้าแดง!"
"มะ... ไม่เอานะเจ้าคะ~"
…
ผ่านไปไม่นาน หลินซีเยว่ก็หน้าแดงก่ำ เช็ดมุมปากพลางเดินออกจากห้องด้านในไปด้วยความขัดเขิน
หลี่เซียวนอนอยู่บนเตียงไม้กระดาน
เผยท่าทีราวกับยังอารมณ์ค้างดื่มด่ำไม่หนำใจ
ทอดทอนใจ!
นี่มันยุคสมัยที่ดีจริงๆ!
อย่างรวดเร็ว
หลินชิงจู๋ หลินเสี่ยวโหรว รวมไปถึงเสี่ยวสือโถวและอาเม่ยทั้งสี่คนก็ทำอาหารเย็นเสร็จ
ยามนี้มีเนื้อสัตว์แล้ว ภายในลานบ้านจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ
หลินซีเยว่บ้วนปากเสร็จก็มาจัดการเรียกทุกคนทานข้าว
ทว่าบนใบหน้ายังคงประดับไปด้วยรอยแดงระเรื่อ
หลี่เซียวเดินออกมาด้วยสีหน้าสดชื่นแจ่มใส นั่งลงที่ตำแหน่งหัวโต๊ะ หลินซีเยว่ทั้งสามคนนั่งลงชิดกับโต๊ะสี่เหลี่ยม
เสี่ยวสือโถวและอาเม่ยคอยปรนนิบัติรับใช้ทั้งสี่คนอยู่ด้านข้าง
ด้วยความที่เป็นสตรีเหมือนกัน หลินซีเยว่จึงทนดูพวกนางยืนอยู่ไม่ไหว จึงหันไปขออนุญาตหลี่เซียวว่า "ท่านพี่ เสี่ยวสือโถวกับอาเม่ยก็ง่วนทำงานมาทั้งวันแล้ว ให้พวกนางนั่งลงทานอะไรสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ ท่าน... ท่านเห็นว่าอย่างไรเจ้าคะ?"
"ได้สิ!" หลี่เซียวพุ้ยข้าวเข้าปากพลางตอบอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อหลินซีเยว่เห็นหลี่เซียวตกลง จึงส่งสายตาส่งสัญญาณให้เสี่ยวสือโถวและอาเม่ย
ในใจของทั้งสองคนรู้สึกอบอุ่น ซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าก็ยังคงโบกมือปฏิเสธด้วยความสงวนท่าที
"นายท่าน นายหญิงทั้งสาม พวกท่านทานก่อนเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวพวกเราค่อยทานส่วนที่เหลือจากพวกท่านก็พอแล้วเจ้าค่ะ!"
"ชะ... ใช่แล้วเจ้าค่ะ!"
"พะ... พวกเราขอแค่มีข้าวกินก็พอแล้วเจ้าค่ะ!"
เสี่ยวสือโถวและอาเม่ยเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
ในยุคสมัยที่คนกินคนเช่นนี้ สำหรับพวกนางแล้ว การมีสถานที่ให้กินข้าวก็ถือเป็นเรื่องโชคดีมากแล้ว
ส่วนเรื่องอื่นๆ พวกนางไม่กล้าคาดหวังเลยแม้แต่น้อย
หลินซีเยว่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากนัก ทว่าก็ต้องยอมรับว่า ในยุคที่เรื่องปากท้องกลายเป็นปัญหาใหญ่ ครอบครัวของพวกเขามีคนกินข้าวเพิ่มมาอีกสองปากท้อง จำเป็นต้องประหยัดจริงๆ
ทานข้าวเสร็จ
เวลาล่วงเลยมามากแล้ว
หลินซีเยว่จึงประคองถาดไม้ใบหนึ่งเดินมาตรงหน้าหลี่เซียว เอ่ยด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า:
"ท่านพี่ เมื่อตอนกลางวันข้าตั้งใจทำป้ายไม้ขึ้นมาสามอัน ด้านบนสลักชื่อของพวกเราสามพี่น้องเอาไว้ ท่านพลิกได้ป้ายของผู้ใด คืนนี้ผู้นั้นก็จะเป็นคนปรนนิบัติรับใช้ท่านเข้านอนเจ้าค่ะ!"
"ทำเช่นนี้ทั้งยุติธรรม และยังต้องพึ่งพาดวงอีกด้วย เช่นนี้สามพี่น้องก็จะได้ไม่ต้องหึงหวงกันแล้วล่ะเจ้าค่ะ!"
พลิกป้ายงั้นหรือ?
นี่มันสิทธิพิเศษที่มีเพียงจักรพรรดิในยุคโบราณเท่านั้นที่จะมีได้นี่นา!
ยามนี้ตนเองกลับได้มาสัมผัสประสบการณ์อันสมจริงนี้แล้วงั้นหรือ?
หลี่เซียวตบลงบนบั้นท้ายอันงอนงามของหลินซีเยว่ฉาดหนึ่ง พลางหัวเราะร่า "ยังคงเป็นภรรยาคนโตอย่างเจ้าที่คิดอ่านได้รอบคอบจริงๆ!"
หลินซีเยว่ถูกชมเชย ก็รู้สึกขัดเขิน ใบหน้างดงามยิ่งแดงระเรื่อขึ้นไปอีก
หลี่เซียวสัมผัสประสบการณ์เปิดกล่องสุ่ม ความรู้สึกของการพลิกป้ายเช่นนี้ เขาหยิบป้ายไม้อันตรงกลางขึ้นมา
พอมองดู
หลินชิงจู๋
แม่พริกขี้หนูในบรรดาสามพี่น้อง ทว่ายามนี้ก็ได้กลายเป็นแม่พริกขี้หนูที่ว่าง่ายไปเสียแล้ว
"ชิงจู๋!" บนใบหน้าของหลี่เซียวประดับไปด้วยรอยยิ้ม ความรู้สึกของการเปิดกล่องสุ่มนี่ไม่เลวเลยจริงๆ
หลินซีเยว่ขานรับเบาๆ:
"เจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะไปบอกให้ชิงจู๋ไปชำระล้างร่างกายนะเจ้าคะ!"
…
ดึกสงัด
หลี่เซียวและหลินชิงจู๋นอนคลุมโปงอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกัน
ค่ำคืนอันยาวนาน เขาไม่มีกะจิตกะใจจะหลับนอน
ประกอบกับความคึกคักจากกายาจอมราชันย์
จึงทำได้เพียงลดความตื่นตัวผ่านกิจกรรมบางอย่าง
เนื่องจากหลินชิงจู๋ก็ตั้งครรภ์แล้ว เขาจึงทำรุนแรงเกินไปไม่ได้
สิ่งที่หลี่เซียวไม่รู้ก็คือ
คืนนี้มีกำแพงมีหูประตูมีช่อง
ไม่ใช่ใครอื่น
แต่เป็นหลิ่วชุนนั่นเอง
ที่กำลังแอบฟังอยู่ริมโคนกำแพง
นางไม่ค่อยอยากจะเชื่อนักว่าตาเฒ่าอย่างหลี่เซียวจะสามารถทำให้สตรีทั้งสามคนตั้งครรภ์ได้
ผลคือพอมาพิสูจน์ ก็ตกใจจนสะดุ้งสุดตัว
หลังจากแอบฟังอยู่ครู่หนึ่ง นางก็หน้าแดงก่ำ สองขาอ่อนเปลี้ยเดินจากดินแดนแห่งความวุ่นวายนี้ไป
…
หนึ่งคืนผ่านพ้นไป
หลี่เซียวตื่นแต่เช้าตรู่
วันนี้เขาตัดสินใจจะสร้างบ้าน เพราะถึงอย่างไรในลานบ้านก็มีคนถึงหกคนแล้ว
ในอนาคต คนก็จะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนเรื่องอาหารการกิน เขาไม่ต้องกังวลเลย ก่อนหน้านี้ซื้อเสบียงมาจากป้อมชิงซานไม่น้อย ประกอบกับสัตว์ป่าที่ล่ามาได้เมื่อวาน
คำนวณดูแล้ว
เพียงพอให้กินไปได้ถึงสองเดือน
จึงไม่ต้องกังวล
โครงสร้างบ้านเรือนในยุคสมัยนี้ค่อนข้างเรียบง่าย บ้านเรือนในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหลังคามุงจากและกำแพงดิน รวมถึงมีโครงสร้างเป็นไม้
ขอเพียงลมไม่โกรก ฝนไม่รั่ว สามารถเก็บความอบอุ่นได้ก็เพียงพอแล้ว
เขาถือทวนจอมราชันย์เข้าไปในป่า ถางต้นไม้ที่สามารถนำมาใช้งานได้ ทวนจอมราชันย์คมกริบไร้ที่เปรียบ ตัดเหล็กดุจหั่นดินโคลน
เพียงไม่นานก็จัดการเตรียมแผ่นไม้กระดานออกมาได้ไม่น้อย สามารถนำมาทำเป็นโครงกำแพงดินได้
เขาอาศัยพละกำลังดุจเทพเจ้าที่กายาจอมราชันย์มี ขนย้ายท่อนไม้กลับมาที่ลานบ้าน
หลายวันต่อมา เขาก็สร้างบ้านอยู่ในลานบ้าน
มีสตรีทั้งห้าคอยช่วยเหลือ ความคืบหน้าจึงรวดเร็วมาก
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน บนรากฐานของลานบ้านเดิม ก็มีบ้านดินเพิ่มขึ้นมาถึงสามหลัง ราวกับผุดขึ้นมาจากพื้นดินในชั่วข้ามคืนอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อสามพี่น้องหลินซีเยว่เห็นเช่นนั้น ก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกโชคดีมากที่พวกนางเลือกหลี่เซียว
ผู้ใดกล้าบอกว่าตาเฒ่าไม่เก่งกาจ พวกนางจะเป็นคนแรกที่ร้อนรนออกโรงปกป้องเลยทีเดียว
หลังจากหลี่เซียวสร้างบ้านเสร็จ ระยะเวลาที่ตกลงไว้กับหน่วยทหารชายแดนก็เหลือไม่ถึงสองวันแล้ว
เขาทิ้งเงินไว้ให้สามพี่น้องหลินซีเยว่จำนวนหนึ่ง จากนั้นก็เป็นฝ่ายเดินทางไปที่หน่วยทหารชายแดนด้วยตนเอง
ที่ทำเช่นนี้ ก็เพื่อทิ้งความประทับใจที่ดีไว้ให้นายกองร้อยสักหน่อย
หากเป็นเช่นนี้ ตนเองก็จะสามารถเดินทางไปกลับบ้านของตนเองได้ราวกับไปทำงาน
สามพี่น้องหลินซีเยว่มาส่งหลี่เซียว แม้จะเพิ่งอยู่ร่วมกันได้เพียงครึ่งเดือน ทว่าหลี่เซียวก็ได้กลายเป็นที่พึ่งพิงทั้งทางร่างกายและจิตใจของพวกนางไปแล้ว พวกนางเอ่ยด้วยความอาลัยอาวรณ์ว่า:
"ท่านพี่ ไปที่หน่วยทหารชายแดนแล้ว ไม่ว่าเรื่องใดก็อย่าได้ฝืนทำนะเจ้าคะ ต้องระมัดระวังให้มากๆ ด้วย!"
"พวกเราจะรอท่านอยู่ที่บ้านนะเจ้าคะ!"
หลี่เซียวมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ:
"วางใจเถอะ!"
"ท่านพี่ของพวกเจ้า ดวงแข็งจะตายไป!"
พูดจบก็หันหลังเดินมุ่งหน้าไปยังปากทางเข้าหมู่บ้าน
ผ่านไปไม่นาน เงาร่างของเขาก็หายไปสุดปลายถนน
หลี่เซียวฮัมเพลงเบาๆ ไปตลอดทาง
อารมณ์ไม่เลวเลย
ผู้ใดจะคิดว่าชายชราวัยหกสิบปี จะกระโดดโลดเต้นเช่นนี้ได้?
ห่างจากหมู่บ้านตระกูลหลี่เพียงแค่หนึ่งลี้ เดินผ่านป่าละเมาะเล็กๆ แห่งหนึ่ง
จู่ๆ ก็มีเงาร่างที่คุ้นเคยสายหนึ่งกระโดดออกมา
หลิ่วชุน!
เพื่อนบ้านผู้แผ่ซ่านความยั่วยวนออกมาจากกระดูกผู้นี้
เมื่อหลี่เซียวเห็นเช่นนั้น ก็ถึงกับหนังศีรษะชาหนึบขึ้นมาอยู่บ้าง นี่มันครั้งที่สามแล้วนะ ที่มาดักรออีกแล้ว!
"น้องสาว เหตุใดเจ้าถึงมาดักรอข้าอยู่ที่นี่ล่ะ?"
หลิ่วชุนส่งสายตายั่วยวนราวกับเส้นใย เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยดย้อยว่า "ข้ารู้ว่าท่านจะไปที่หน่วยทหารชายแดน ข้าก็เลยมาดักรอท่านอยู่ที่นี่อย่างไรเล่าจ๊ะ!"
"เลยหมู่บ้านนี้ไปแล้ว อาจจะไม่มีโอกาสนี้อีกแล้วนะจ๊ะ!"
"นี่เจ้า..." หลี่เซียวกำลังพูด จู่ๆ ก็เบิกตากว้าง "นี่เจ้าถึงกับไปแอบฟังริมกำแพงเชียวหรือ?"
หลิ่วชุนหัวเราะคิกคัก ซ้ำยังจงใจเบียดร่องอกเข้าหากัน:
"ที่ไหนกันเล่า ข้าบังเอิญได้ยินเข้าต่างหากจ้ะ!"
"คือว่านะ ท่านอา ท่านก็ช่วยข้าฝังเมล็ดพันธุ์สักหน่อยเถอะนะจ๊ะ ข้าขอร้องล่ะ พวกเราอยู่ในป่าละเมาะแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้หรอกจ้ะ!"
"มาเถอะนะจ๊ะ~"