- หน้าแรก
- แค่แต่งภรรยาวาสนาจักรพรรดิก็พุ่งพรวด ข้าจึงกวาดสาวงามสามพันนางเสียเลย
- บทที่ 9 ปีศาจราคะยั่วยวน
บทที่ 9 ปีศาจราคะยั่วยวน
บทที่ 9 ปีศาจราคะยั่วยวน
ชายตาแมวสามเหลี่ยมยังไม่ทันได้ตั้งตัว หลี่เซียวก็ปล่อยหมัดออกไป ทำให้มันเลือดไหลออกเจ็ดทวารตายสนิทคาที่
【สังหารศัตรูหนึ่งคน ได้รับรางวัลเงินยี่สิบตำลึง!】
หลี่เซียวทอดถอนใจ
เป็นไปตามคาด ได้เงินยี่สิบตำลึงจริงๆ ด้วย ผ่านไปไม่นานก็ได้รับเงินมาเป็นร้อยตำลึง เมื่อรวมกับหมูป่า เรียกได้ว่ากอบโกยจนเต็มกระเป๋าเลยทีเดียว
หลังจากหญิงสาวได้รับความช่วยเหลือ ร่างกายของนางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ล้มลงไปกองกับพื้น
นางไม่คิดเลยว่าชายชราตรงหน้าจะดุดันถึงเพียงนี้ เพียงคนเดียวก็สามารถสังหารคนเถื่อนทางเหนือที่มีพลังต่อสู้ไม่เบาถึงห้าคนได้
หลี่เซียมองไปที่หญิงสาว ใบหน้าที่หมดจดงดงาม ยามนี้เต็มไปด้วยเหงื่อกาฬเม็ดเล็กๆ ผุดพราย ร่างกายยังคงสั่นเทาอยู่
ที่เอวก็ยังมีเลือดซึมออกมา
หลี่เซียวเอ่ยขึ้นว่า "เจ้าบาดเจ็บแล้ว!"
หญิงสาวพยักหน้า น้ำเสียงแหบพร่า "ข้า... ข้ารู้แล้ว!"
หลี่เซียวกล่าวต่อ "ต้องรีบห้ามเลือดโดยเร็ว!"
หญิงสาวฝืนทนความเจ็บปวด มองไปที่หลี่เซียว "ท่าน... ท่านรู้เรื่องวิชาแพทย์ด้วยหรือ?"
หลี่เซียวยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ "ไม่ค่อยรู้หรอก คนเรากับสัตว์พวกนั้นก็ไม่ได้ต่างกันนัก มีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะเลือด ห้ามเลือดได้ก็ไม่มีอันตรายถึงชีวิตแล้ว!"
เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวเสียเลือดไปไม่น้อย ร่างกายก็ยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนไม่อาจสนใจสิ่งอื่นใดได้อีก
"ข้าไม่อยากตาย!"
"จัดการง่ายนิดเดียว!"
หลี่เซียวไม่พูดพร่ำทำเพลง ลงมืออย่างหยาบกระด้าง เริ่มจากการใช้ฝ่ามือสับลงไปที่ท้ายทอยเพื่อทำให้นางสลบไปก่อน
จากนั้นก็ฉีกเสื้อผ้าของนางออก มือหนึ่งกดปากแผลเอาไว้ อีกมือหนึ่งหยิบชุดจุดไฟออกมาจุดเศษไม้แห้ง
นำปลายทวนจอมราชันย์ของเขาไปรนไฟเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วนำไปประทับลงบนบาดแผลของหญิงสาว
วินาทีที่แนบลงไป ก็เกิดเสียงดังฉ่าๆ ควันลอยกรุ่น พร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ที่ฉุนจมูก
หญิงสาวที่ถูกตีจนสลบไป สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความร้อนระอุ นางไม่คิดเลยว่าหลี่เซียวจะใช้วิธีที่ป่าเถื่อนเช่นนี้
"ท่าน......"
นางที่เหงื่อแตกพลั่กเต็มหน้า ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็เจ็บจนสลบไปอีกครั้ง
ผ่านไปไม่นาน หลี่เซียวก็ห้ามเลือดให้นางได้สำเร็จ อีกทั้งยังทำความสะอาดรอบๆ บาดแผล แล้วใช้เสื้อซับในของนางมาพันแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ระหว่างนั้นก็บังเอิญไปโดนหน้าอกอันอวบอิ่มเข้า นุ่มเด้งสู้มือดีแฮะ!
หญิงสาวผู้นี้ ซ่อนรูปไม่เบาเลยทีเดียว!
หลี่เซียวช่วยคนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นจึงไปค้นตัวศพของชายร่างยักษ์ทั้งห้าคน ได้เงินมาอีกยี่สิบกว่าตำลึง
แล้วก็เก็บดาบทั้งห้าเล่ม รวมถึงธนูแข็งอีกหนึ่งคันมาด้วย ของที่ริบมาได้ในวันนี้ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง หญิงสาวก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติ ทั่วทั้งร่างของนางเปียกโชก ราวกับดอกบัวที่เพิ่งโผล่พ้นน้ำ
เมื่อก้มมองดูสภาพเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยของตนเอง
ก็พลันโกรธจนหน้ามืด กัดฟันกรอดพลางเอ่ยว่า "ตาเฒ่า เมื่อครู่นี้เจ้าทำอันใดกับข้า?"
นางเอื้อมมือไปคว้าดาบขึ้นสนิมโดยสัญชาตญาณ
เมื่อหลี่เซียวได้ยินเช่นนั้น ก็บ่นอุบอิบอย่างไม่สบอารมณ์ "แม่หนูน้อยอย่างเจ้า เหตุใดจึงทำตัวเหมือนพวกสตรีในหอนางโลมเล่า พอสวมเสื้อผ้าเสร็จก็ไม่รู้จักคนเสียแล้ว? เมื่อครู่นี้หากไม่ได้ข้า เจ้าก็คงเสียเลือดจนตายแหงแก๋ไปแล้ว!"
"และอีกอย่าง ที่ข้าฉีกเสื้อซับในของเจ้า ก็เพราะเสื้อด้านในของเจ้ามันยังสะอาดอยู่บ้าง เอามาพันแผลจะได้ไม่ติดเชื้อ!"
เมื่อหญิงสาวรู้ความจริง ก็รู้ตัวว่าตนเองเข้าใจหลี่เซียวผิดไป รู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง
เมื่อก้มลงมองอีกครั้ง หน้าอกที่อวบอิ่มนั้นก็ไม่มีสิ่งใดห่อหุ้ม เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
ชั่วพริบตา ใบหน้าของนางก็แดงก่ำ เขินอายจนแทบอยากจะหาที่แทรกแผ่นดินหนี ตนเองถูกชายชราผู้หนึ่งเห็นเรือนร่างไปเสียแล้ว
ทั้งโกรธทั้งหงุดหงิดใจ
"ท่าน......"
หลี่เซียวทำท่าทีสุขุมเยือกเย็นราวกับผู้เฒ่าผู้ผ่านโลกมามาก แล้วกล่าวต่อว่า "ไม่ต้องมาทะ... ท่าน อะไรทั้งนั้น ไม่ต้องขอบใจหรอก!"
หญิงสาวก้มหน้าลง พูดอะไรไม่ออก
หลี่เซียมองดูแล้วเห็นว่าเวลาล่วงเลยมามากแล้ว จึงหันหลังเตรียมตัวกลับบ้าน
มู่อิงยามนี้มีอาการบาดเจ็บติดตัว เส้นทางในป่าก็เดินลำบาก อีกทั้งฟ้าก็มืดแล้ว หากพึ่งพากำลังของตนเองย่อมไม่มีทางเดินออกไปได้อย่างแน่นอน และคงต้องถูกสัตว์ร้ายฉีกร่างเป็นชิ้นๆ เมื่อเห็นท่าทางของหลี่เซียวเหมือนจะไม่สนใจนางแล้ว นางก็ทั้งเขินอายทั้งจนใจ "ท่าน... ท่านจะไม่สนใจข้าแล้วหรือ?"
หลี่เซียวสวนกลับในทันที "สนใจเจ้า? เมื่อครู่นี้ก็เพิ่งจะสนใจเจ้าไปไม่ใช่หรือ แล้วยังถูกเจ้าถลึงตาใส่อย่างอาฆาตแค้นอีก? ถึงขั้นจะลงไม้ลงมือใช้ดาบเลยด้วยซ้ำ ข้าที่เป็นตาเฒ่าอายุปูนนี้แล้ว ทำความดีช่วยเหลือคนแต่กลับถูกฟัน อย่างนี้มันไม่ขาดทุนย่อยยับหรอกหรือ?"
มู่อิงถูกหลี่เซียวต่อว่าจนไร้ที่ยืน ทว่าก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่หลี่เซียวพูดมานั้นก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
นางจะทำตัวเป็นหมาลอบกัดหลี่ว์ต้งปิน ไม่รู้จักรักษาน้ำใจคนดีไม่ได้เด็ดขาด
มู่อิงหน้าแดง เอ่ยด้วยความละอายใจว่า "เมื่อครู่นี้เป็นข้าที่ไม่ดีเอง ท่านผู้เฒ่า ข้าต้องขออภัยท่านจริงๆ เจ้าค่ะ!"
"หากท่านไม่สนใจข้า วันนี้ข้าคงเดินออกจากป่าผืนนี้ไปไม่ได้แน่ ท้ายที่สุดแล้วท่านก็ช่วยข้าไว้เสียเปล่าอยู่ดีนะเจ้าคะ!"
หลี่เซียวไม่ได้ถือสามู่อิง จึงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจว่า:
"รู้ว่าผิดก็ดีแล้ว!"
ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง เขาอุ้มมู่อิงขึ้นมาแล้วเดินออกจากป่า ฝีเท้าเริ่มเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ
เส้นทางบนภูเขาที่เดิมทีทั้งสูงชันและขรุขระ สำหรับหลี่เซียวแล้วกลับเดินได้อย่างราบรื่นราวกับเดินบนพื้นราบ
มู่อิงตกตะลึง ไม่คิดเลยว่าหลี่เซียวจะไม่มีกลิ่นอายคนแก่เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังแข็งแกร่งดุดันถึงเพียงนี้
เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของเขา นางกลับรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
เมื่อมู่อิงคิดถึงตรงนี้ ก็แอบพึมพำกับตัวเอง เหตุใดตนเองถึงได้คิดเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ได้ล่ะ?
ถุยๆๆ!
เวลานี้ หลี่เซียวก็เอ่ยถามขึ้นว่า "บ้านเจ้าอยู่ที่ใด?"
"ค่ายตระกูลมู่!" มู่อิงหดคอตอบ
ค่ายตระกูลมู่ เป็นเพื่อนบ้านของหมู่บ้านตระกูลหลี่ อยู่ห่างกันไม่ไกลนัก
"อ้อ!"
"แล้วท่านล่ะ?"
"หมู่บ้านตระกูลหลี่!"
…
ทั้งสองคนต่างเงียบงัน
ชายชราผู้หนึ่ง อุ้มหญิงงามวัยยี่สิบปี ภาพที่เห็นช่างดูผิดผีผิดประเพณีเสียนี่กระไร
ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกดิน พวกเขาก็เดินออกจากป่ามาได้
มู่อิงเองก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อันตรายในวันนี้ถือว่าผ่านพ้นไปได้เสียที นางจึงขอให้หลี่เซียววางนางลง
หลี่เซียววางนางลงอย่างไม่ลังเล
ไม่มีความอาลัยอาวรณ์เลยแม้แต่น้อย
มู่อิงพึมพำเสียงเบากับหลี่เซียว "ท่านปู่เซียว เรื่องในวันนี้ต้องขอบคุณท่านมากนะเจ้าคะ วันหลังข้าจะไปขอบคุณท่านถึงที่บ้านด้วยตัวเอง!"
หลี่เซียวโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
มุ่งหน้าเดินไปทางหมู่บ้านตระกูลหลี่ เมื่อเดินเข้าสู่เส้นทางสายเล็กๆ ที่ไร้ผู้คน เขาก็เอาสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ออกจากมิติ
แล้วลากเดินไป
เมื่อใกล้จะถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน เงาร่างที่คุ้นเคยสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้น นั่นก็คือหลิ่วชุน ปีศาจราคะแห่งหมู่บ้านตระกูลหลี่ที่กำลังชะเง้อคอรอคอยอยู่นั่นเอง
เมื่อหลิ่วชุนเห็นหลี่เซียว ดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นมา ราวกับเห็นบิดาบังเกิดเกล้าก็ไม่ปาน นางก้าวยาวๆ พุ่งเข้ามาหา ยืนอยู่ตรงหน้าหลี่เซียวแล้วลงมือลูบคลำ
"ท่านอา ท่านช่างแก่แต่ยังมีไฟจริงๆ เก่งกาจกว่าพวกคนหนุ่มพวกนั้นตั้งเยอะ ล่าสัตว์มาได้ตั้งมากมายขนาดนี้เชียว!"
"ข้าช่วยท่านถือไก่ป่ากับกระต่ายป่านะจ๊ะ!"
มือของนางลูบไล้ไปตามตัวหลี่เซียว แฝงความนัยอย่างชัดเจน
หลี่เซียวที่เข้าใจความหมายเหล่านั้นดี ย่อมไม่ได้ใส่ใจอะไร จะอย่างไรเสียตอนนี้ที่บ้านก็มีหญิงงามถึงห้าคนแล้ว ไม่ได้ขาดแคลนสตรีแต่อย่างใด
ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งกับคนของบ้านอื่นหรอก
เขาเข้าใจดีว่า การที่หลิ่วชุนอ่อนโยนและส่งสายตายั่วยวนให้เขาเช่นนี้ พูดง่ายๆ ก็คือเล็งเห็นถึงความสามารถของเขานั่นเอง
ในยุคสมัยเช่นนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนอดอยากปากแห้ง ทว่าขอเพียงมีข้าวตกถึงท้องสักคำ ต่อให้เป็นเรื่องที่ไร้ยางอายไร้ศีลธรรมแค่ไหนก็สามารถทำได้ทั้งนั้น
หลี่เซียวปฏิเสธอย่างนุ่มนวล พร้อมกับยิ้มบางๆ:
"ไม่เป็นไรๆ ข้าถือเองได้!"
เมื่อหลิ่วชุนถูกปฏิเสธก็ยังไม่ยอมแพ้ นางเป่าลมรดใบหูของหลี่เซียว แล้วพึมพำเสียงเบาว่า:
"ท่านอา ท่านเก่งกาจถึงเพียงนี้ ก็... ก็รับข้าไว้เถอะนะจ๊ะ!"
"ข้าขอร้องล่ะ!"
"อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน น้ำหยดนี้ไม่ปล่อยให้ไหลไปบ้านอื่นหรอกจ้ะ!"
แค่แซ่หลี่เหมือนกัน ก็นับว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วหรือ?
หลี่เซียวถึงกับหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและตรงไปตรงมาว่า "แบบนี้ไม่ได้หรอกนะ เห็นท่านอาหลี่ของเจ้าอายุมากปูนนี้แล้ว แต่ก็ยังมีหลักการอยู่นะ!"
"เจ้าน่ะ อย่ามาทำเรื่องวุ่นวายไร้สาระเลย!"
ในระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกัน สามพี่น้องหลินซีเยว่ รวมไปถึงเสี่ยวสือโถวและอาเม่ย ทั้งห้าคนก็เดินออกมาที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
"ท่านพี่ ในที่สุดท่านก็กลับมาเสียที ทำให้พวกเราตกใจแทบแย่เจ้าค่ะ!"
เมื่อเห็นว่ามีคนอื่นมา หลิ่วชุนก็ไม่กล้ายั่วยวนหลี่เซียวอีก นางยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง นอกจากความกระอักกระอ่วนใจแล้ว ในใจก็ยังรู้สึกอิจฉาสามพี่น้องหลินซีเยว่เป็นอย่างยิ่ง
เฮ้อ...
ใครบอกว่าคนแก่สู้คนหนุ่มไม่ได้กัน?
หลินซีเยว่เอ่ยขึ้นมาติดๆ กันว่า "เสี่ยวสือโถว อาเม่ย รีบไปช่วยแบ่งเบาภาระของนายท่านเร็วเข้า!"
"เจ้าค่ะ!"
หลี่เซียวถูกห้อมล้อมด้วยหญิงสาวทั้งห้าคน เขาดีใจจนหุบยิ้มไม่ลงเลยทีเดียว...