- หน้าแรก
- ข้ามมิติมาเป็นเศรษฐี ด้วยวิถีนักยึดทรัพย์มือทอง
- บทที่ 5 เรื่องเหนือความคาดหมาย
บทที่ 5 เรื่องเหนือความคาดหมาย
บทที่ 5 เรื่องเหนือความคาดหมาย
บทที่ 5 เรื่องเหนือความคาดหมาย
ตอนที่เห็นหลิงฉู๋เดินเข้าไปในห้องน้ำชาย องครักษ์เสื้อแพรก็ตกใจพออยู่แล้ว แต่พอเห็นผู้บัญชาการหนิงเดินตามนางเข้าไปในห้องน้ำเดียวกันด้วย หัวใจของทุกคนก็แทบจะหยุดเต้น
จบกัน หรือว่านายท่านของเราจะมีรสนิยมแปลกๆ?
แม่นางหลิงผู้นั้นหน้าตาสะสวยโดดเด่น ส่วนนายท่านของพวกเขาก็อยู่ในวัยฉกรรจ์ หรือว่าเขาคิดจะฉวยโอกาสในห้องน้ำเพื่อทำมิดีมิร้ายแม่นางหลิง...?
บรรดาองครักษ์เสื้อแพรคิดว่าตนเองบังเอิญล่วงรู้ความลับของนายท่านเข้าแล้ว จึงไม่มีใครกล้าตามเข้าไปอีก พวกเขาได้แต่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำ
หลิงฉู๋ไม่รู้เลยว่าพวกองครักษ์เสื้อแพรเข้าใจผิดคิดไปไกลเรื่องเธอกับใต้เท้าหนิงเสียแล้ว
หลังจากเข้าไปในห้องน้ำ เธอแสร้งทำเป็นสำรวจรอบๆ แล้วก้มลงมองที่เท้าของตัวเอง
ห้องน้ำค่อนข้างสะอาดสะอ้าน สมกับที่เป็นจวนราชเลขาธิการ แม้แต่พื้นห้องน้ำก็ยังปูด้วยกระเบื้อง แถมดูเหมือนกระเบื้องพวกนี้จะเพิ่งปูใหม่เสียด้วย
หลิงฉู๋ยกเท้าขึ้นแล้วกระทืบลงไปแรงๆ
เธอตั้งใจฟังเสียงที่เกิดขึ้น ความจริงแล้วเธอไม่ได้ยินเสียงอะไรผิดปกติเลย แต่เธอกลับหันไปพูดกับผู้บัญชาการหนิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า "ใต้เท้าหนิง น่าจะมีของซ่อนอยู่ใต้พื้นนี้เจ้าค่ะ"
หลิงฉู๋รู้ว่ามีของซ่อนอยู่ข้างใต้จากการสแกนของระบบ แต่หนิงฉีอี้้มีวรยุทธ์ล้ำเลิศและประสาทการได้ยินเฉียบคม จากเสียงเมื่อครู่ เขาก็พอจะจับความผิดปกติได้เลือนราง
หนิงฉีอี้้พยักหน้าและหันไปสั่งให้ลูกน้องงัดกระเบื้องปูพื้นขึ้น แต่กลับพบว่าไม่มีองครักษ์เสื้อแพรคนไหนตามเขาเข้ามาเลย
เขาขมวดคิ้ว ยกเท้าก้าวเดินออกไป
ครู่ต่อมา เขาก็เดินกลับเข้ามาพร้อมกับกลุ่มองครักษ์เสื้อแพรที่ถือจอบและพลั่วตามหลังมาติดๆ
เมื่อเหล่าองครักษ์เสื้อแพรเห็นว่านายท่านและแม่นางหลิงยังคงแต่งกายเรียบร้อย พวกเขาก็รู้ตัวว่าตัวเองเข้าใจผิดไปเอง
แต่พอยังไม่ทันจะได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก พวกเขาก็ต้องทำหน้างุนงงอีกครั้งเมื่อได้ยินแม่นางหลิงสั่งให้งัดกระเบื้องปูพื้น
เว่ยเฟิง คนสนิทของหนิงฉีอี้้ ขมวดคิ้วแล้วถามขึ้น "นายท่าน ทำไมถึงต้อง... งัดกระเบื้องปูพื้นด้วยขอรับ?"
องครักษ์หน้ากลมอีกคนพูดด้วยความไม่พอใจยิ่งกว่า "แม่นางหลิง ท่านคงไม่ได้คิดว่ามีเงินซ่อนอยู่ในห้องน้ำเหม็นๆ นี่จริงๆ หรอกนะ?"
"นั่นสิ! เงินตั้งหลายล้านตำลึงเชียวนะ ไม่ใช่เหรียญทองแดงแค่ไม่กี่สิบอีแปะ ใครจะเอาเงินจำนวนมหาศาลขนาดนั้นมาฝังไว้ในที่แบบนี้กัน?"
...หลิงฉู๋ปรายตามองพวกเขาอย่างเย็นชา "ถ้าไม่ได้ซ่อนไว้มิดชิดขนาดนั้น แล้วทำไมพวกเจ้าถึงหาไม่เจอล่ะ?"
"ส่วนจะซ่อนอยู่ใต้เท้านี้จริงหรือไม่ ขุดดูเดี๋ยวก็รู้เองไม่ใช่หรือ?"
บรรดาองครักษ์เสื้อแพรถึงกับพูดไม่ออก พวกเขาเถียงไม่ออกจริงๆ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาค้นหาตั้งสองรอบก็ยังไม่พบอะไรเลยจริงๆ
หนิงฉีอี้้มองลูกน้องของตนแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "เอาล่ะ ลงมือทำเถอะ"
ในเมื่อผู้บัญชาการออกคำสั่ง แม้ว่าเหล่าองครักษ์เสื้อแพรจะยังไม่ปักใจเชื่อ แต่พวกเขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง ได้แต่หยิบเครื่องมือขึ้นมาแล้วเริ่มลงมือขุด
ไม่นาน กระเบื้องปูพื้นก็ถูกงัดขึ้นมา หลังจากขุดไปได้ราวหนึ่งเค่อ มุมของหีบเคลือบเงาสีดำก็ปรากฏแก่สายตา
เหล่าองครักษ์เสื้อแพรต่างประหลาดใจ นี่จะมีเงินซ่อนอยู่จริงๆ หรือเนี่ย?
องครักษ์ใจร้อนคนหนึ่งรีบใช้พลั่วตักดินออกจนเห็นหีบที่โผล่ขึ้นมา เขาขยับมือแล้วใช้จอบทุบกุญแจที่คล้องอยู่จนแตกกระจาย
เขาเปิดฝาหีบออกอย่างกระตือรือร้น เผยให้เห็นก้อนเงินก้อนโตที่ส่องประกายแวววาว
ในตอนนั้น ทุกคนต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า ราชเลขาธิการหลิงนี่ช่างผิดมนุษย์มนาเสียจริง ที่เอาเงินก้อนโตขนาดนี้มาซ่อนไว้ในสถานที่สกปรกอย่างห้องน้ำ
เมื่อพบเงินแล้ว ขันทีเฉาและผู้บัญชาการหนิงก็โล่งใจ และสั่งให้องครักษ์เสื้อแพรขุดต่อไปในขณะที่พวกเขาออกไปรอข้างนอก
แม้ว่าห้องน้ำจะค่อนข้างสะอาดและแทบจะไม่มีกลิ่นเหม็น แต่ก็ไม่มีใครอยากอยู่ในสถานที่แบบนี้นานเกินความจำเป็น เว้นเสียแต่ว่าจะมาเปลี่ยนเสื้อผ้า
ในเมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว หลิงฉู๋ก็คงไม่อยู่ต่อเช่นกัน
เมื่อเห็นผู้บัญชาการหนิงและคนอื่นๆ ยืนอยู่ห่างออกไป หลิงฉู๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าแล้วพูดว่า "คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะขุดเงินทั้งหมดขึ้นมาได้ ข้าจะไปตามคนยกโต๊ะเก้าอี้มาให้พวกท่านนั่งพักนะเจ้าคะ"
อาจเป็นเพราะเห็นว่าหลิงฉู๋ช่วยงานได้มาก ท่าทีของหนิงฉีอี้้จึงค่อนข้างอ่อนโยน "ไม่จำเป็นต้องรบกวนแม่นางให้ลงมือทำเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้หรอก"
ในฐานะคนสนิท เว่ยเฟิงรีบสั่งการองครักษ์ที่อยู่รอบๆ ทันทีโดยไม่ต้องรอให้นายท่านเอ่ยปากซ้ำ "พวกเจ้าสองสามคน รีบไปยกโต๊ะเก้าอี้มาเร็วเข้า"
หลิงฉู๋มองดูองครักษ์เสื้อแพรที่รีบวิ่งออกไป เธอจึงต้องกลืนคำพูดที่เตรียมไว้ลงคอไป
เธอชำเลืองมองจุดสีแดงจุดสุดท้ายบนหน้าจอเสมือนจริงพลางคิดคำนวณในใจ
เธอจะจัดการกับเงินก้อนสุดท้ายที่ซ่อนอยู่นี้อย่างไรดี?
ขณะที่หลิงฉู๋กำลังครุ่นคิด เธอก็สังเกตเห็นว่าจุดสีแดงกำลังเคลื่อนที่มาทางที่เธออยู่
เมื่อเห็นองครักษ์เสื้อแพรยกโต๊ะหนึ่งตัวกับเก้าอี้มีพนักพิงสองตัวเดินมา มุมปากของหลิงฉู๋ก็กระตุกซ้ำๆ
เยี่ยมไปเลย กำลังง่วงก็มีคนเอาหมอนมาให้พอดี
ช่วยแก้ปัญหาปวดหัวให้เธอไปได้เปลาะหนึ่ง
ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ นอกจากผู้บัญชาการหนิงแล้ว ก็มีเพียงขันทีเฉาเท่านั้นที่มีคุณสมบัติคู่ควรจะได้นั่ง
ขันทีเฉารู้สึกเหนื่อยล้าจริงๆ และกำลังจะนั่งลงพักผ่อน แต่พอเห็นเก้าอี้ เขาก็ขมวดคิ้วทันที "ทำไมเก้าอี้ตัวนี้ขาถึงสั้นยาวไม่เท่ากัน แถมที่วางแขนก็มีรูตั้งหลายรู? แล้วโต๊ะตัวนั้นน่ะ อย่าว่าแต่สีหลุดลอกเลย พื้นผิวก็ขรุขระ มุมก็แหว่ง ขาทั้งสี่ข้างก็ยาวไม่เท่ากันอีก..."
ในฐานะขุนนางคนโปรดของฮ่องเต้ ขันทีเฉาเคยเห็นแต่ของดีๆ ในวัง พอมาเจอของพังๆ พวกนี้เข้า เขาย่อมรู้สึกขัดหูขัดตาเป็นธรรมดา
องครักษ์เสื้อแพรที่ยกโต๊ะเก้าอี้มาก้มลงมองและพบว่าเป็นความจริง
ด้วยความรีบร้อน พวกเขาจึงไม่ได้ดูให้ละเอียด พอเห็นโต๊ะเก้าอี้พวกนี้ค่อนข้างสะอาดก็เลยยกมาเลย
พวกเขาไม่คิดเลยว่าโต๊ะเก้าอี้จะพังขนาดนี้ แต่จวนราชเลขาธิการที่ใหญ่โตกลับยังเก็บของพวกนี้เอาไว้ในจวนอีก
สีหน้าของราชเลขาธิการหลิงเปลี่ยนไปตั้งแต่เห็นโต๊ะเก้าอี้ที่องครักษ์เสื้อแพรยกมาแล้ว แต่เขาก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว
เขาพูดกับทุกคนด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า "ของพวกนี้เป็นของที่บรรพบุรุษตระกูลหลิงเคยใช้ พวกเราเก็บไว้เพื่อเป็นที่ระลึกน่ะ" จากนั้นเขาก็หันไปสั่งพ่อบ้าน "ทำไมยังไม่รีบเอาของพวกนี้ไปเก็บ แล้วยกโต๊ะเก้าอี้ชุดใหม่มาอีกล่ะ?"
หลิงฉู๋ขมวดคิ้ว
เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจนถึงป่านนี้ ท่านปู่ของเธอถึงยังดึงดันที่จะเดินบนเส้นทางสายมืดมิดนี้อยู่อีก
เงินทองเป็นของดีก็จริง แต่ถ้าต้องแลกด้วยชีวิต จะมีเงินทองมากมายไปเพื่ออะไร?
เธอไม่เชื่อหรอกว่าท่านปู่ของเธอจะไม่เข้าใจสัจธรรมง่ายๆ ข้อนี้
เว้นเสียแต่ว่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังเงินที่เขายักยอกมา
เมื่อเห็นราชโองการในมือของขันทีน้อย หลิงฉู๋ก็ไม่อาจเพิกเฉยได้ เพราะมันเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนกว่าร้อยชีวิตในจวนเสนาบดี
มีเพียงการนำเงินที่ยักยอกไปทั้งหมดมาคืนฮ่องเต้เท่านั้น พวกเขาจึงอาจพอมีหวังขอพระราชทานอภัยโทษจากฮ่องเต้ได้
เธอทะลุมิติมาที่นี่ไม่ได้เพื่อมาตายเสียหน่อย
เมื่อเห็นคนรับใช้กำลังจะยกโต๊ะเก้าอี้ออกไป หลิงฉู๋จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้าวออกไป "ช้าก่อนเจ้าค่ะ..."
ราชเลขาธิการหลิงเห็นเธอ เส้นเลือดบนหน้าผากก็เต้นตุบๆ เขาอยากจะหยุดเธอแต่ก็กลัวจะเป็นที่น่าสงสัย จึงได้แต่ส่งสายตาที่มีความหมายแฝงให้ฮูหยินผู้เฒ่าที่อยู่ข้างๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าร้อนรนใจ แต่นางก็ทำได้เพียงข่มความโกรธไว้แล้วร้องเรียกด้วยน้ำเสียงเข้มงวด "ยายหนูหลิง ย่าเหนื่อยแล้ว มาประคองย่าทีสิ"
ดวงตาของหลิงฉู๋เป็นประกาย เธอตอบกลับอย่างว่าง่าย "ท่านย่า หลานกำลังไปเจ้าค่ะ"
ขณะที่ราชเลขาธิการหลิงและฮูหยินผู้เฒ่ากำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก จู่ๆ หลิงฉู๋ก็สะดุดล้ม ร่างกายเซถลา และพุ่งชนโต๊ะอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ปัง!
โต๊ะที่พังยับเยินอยู่แล้วล้มกระแทกพื้นอย่างแรงในพริบตา
ภายใต้แสงแดดที่สาดส่อง มุมโต๊ะและขาโต๊ะที่หักต่างส่องประกายแสงสีทองอร่ามตาวิบวับ
ทุกคนเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
ใครจะไปคิดว่าโต๊ะซอมซ่อตัวนี้จะทำมาจากทองคำแท้ๆ!