- หน้าแรก
- หนึ่งพันปีแห่งการหวนคืน
- บทที่ 38 - หอกหนักนิลกาฬ
บทที่ 38 - หอกหนักนิลกาฬ
บทที่ 38 - หอกหนักนิลกาฬ
บทที่ 38 - หอกหนักนิลกาฬ
༺༻
ชั้นสองของหอศัสตราเทพ
หญิงสาวที่ทำหน้าที่แนะนำสินค้า หลังจากนำทางโจวตงหวงและอาฟูขึ้นมาแล้ว ก็นำทั้งสองคนไปยังแท่นวางอาวุธประเภทหอกด้วยความกระตือรือร้น
“ท่านลูกค้า ชั้นสองของหอศัสตราเทพมีหอกอยู่เพียงสองเล่มนี้เท่านั้นค่ะ”
ขณะที่หญิงสาวเอ่ยปาก โจวตงหวงก็มองเห็นว่าบนแท่นวางอาวุธมีหอกวางอยู่เพียงสองเล่มจริงๆ
เล่มหนึ่ง หัวหอกตีจากแร่สีม่วง คมหอกส่องประกายเย็นเยียบ ดูท่าจะคมกริบยิ่งนัก
ตัวด้ามของหอกเล่มนี้ทำจากไม้ไผ่ แต่โจวตงหวงมองปราดเดียวก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ไม้ไผ่ธรรมดา
อีกทั้ง หอกที่ทำจากไม้ไผ่ทั่วไป ย่อมไม่มีทางถูกวางไว้บนชั้นสองของหอศัสตราเทพแห่งนี้
เมื่อเห็นสายตาของโจวตงหวงหยุดอยู่ที่หอกเล่มทางซ้าย หญิงสาวก็แนะนำด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านลูกค้า หอกเล่มนี้ หัวหอกสร้างจากแร่ผลึกม่วงที่หายากผ่านการชุบตัวกำจัดสิ่งเจือปนมาอย่างดี ส่วนตัวด้ามทำจากไผ่ยืดหยุ่นที่หาได้ยากยิ่ง แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า แต่กลับมีความยืดหยุ่นที่เหล็กกล้าไม่มีค่ะ”
“อย่างไรก็ตาม หอกเล่มนี้มีน้ำหนักเพียงร้อยกว่าจินเท่านั้น”
ก่อนที่หญิงสาวจะแนะนำ โจวตงหวงก็มองออกแล้วว่าหอกเล่มนี้ไม่หนัก เพราะมันเป็นหอกที่เน้นความยืดหยุ่น
หอกเองก็มีหลายประเภท
ประเภทที่พบได้บ่อยที่สุดและตรงไปตรงมาที่สุด ก็คือหอกหนักที่เน้นพลังทำลายล้าง
และยอดฝีมือที่ใช้หอกบางคนก็ชอบใช้หอกยืดหยุ่น เพราะหอกยืดหยุ่นจะคล่องตัวกว่า และยังสามารถใช้แรงดีดของตัวด้ามในการรับมือศัตรูได้ด้วย
ทว่า แม้หอกยืดหยุ่นจะดี แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่โจวตงหวงต้องการในตอนนี้
จากนั้น สายตาของโจวตงหวงก็เลื่อนไปที่หอกเล่มที่สอง
หอกเล่มนี้มีสีดำสนิทตลอดทั้งเล่ม แฝงด้วยแสงสีแดงจางๆ ดูท่าจะหนักอึ้งยิ่งนัก หัวหอกและด้ามหอกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นหอกแบบหล่อชิ้นเดียว
“นิลกาฬ!”
เพียงปราดเดียว โจวตงหวงก็มองออกว่าหอกเล่มนี้ตีขึ้นจากเหล็กนิลกาฬบริสุทธิ์ และหัวหอกก็ได้ลับคมมาแล้ว ส่องประกายความเย็นเยียบออกมา
เหล็กนิลกาฬที่ลับคมแล้ว ย่อมตัดเหล็กได้ดั่งตัดหยวกกล้วย ไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลย
“ท่านลูกค้า หอกเล่มนี้คือหอกที่หนักที่สุดในหอศัสตราเทพของเรา ตีขึ้นจากเหล็กนิลกาฬทั้งเล่ม หลอมรวมเป็นเนื้อเดียว... น้ำหนักของมันสูงถึงหนึ่งพันสองร้อยจินค่ะ”
หญิงสาวแนะนำตามจังหวะที่เหมาะสม
“เอาเล่มนี้แหละ”
โจวตงหวงกล่าว
นี่คือหอกที่เขาต้องการ เดิมทีเขาคิดว่าที่หอศัสตราเทพแห่งนี้อย่างมากก็คงหาได้แค่หอกที่ผสมเหล็กนิลกาฬบ้าง นึกไม่ถึงว่าจะได้พบกับหอกที่ตีจากเหล็กนิลกาฬทั้งเล่ม
สำหรับเขาแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่คาดไม่ถึง
“ท่านลูกค้า หอกเล่มนี้เนื่องจากตีจากเหล็กนิลกาฬทั้งเล่ม ดังนั้นราคาจึงสูงมากค่ะ...”
หญิงสาวเอ่ยเตือน
“ราคาเท่าไหร่?”
โจวตงหวงถาม
“หนึ่งแสนสี่หมื่นตำลึงเงินค่ะ”
“ในจำนวนนี้ หนึ่งแสนสองหมื่นตำลึงเป็นราคาของวัสดุเหล็กนิลกาฬ อีกหนึ่งหมื่นตำลึงเป็นราคาของเศษเหล็กนิลกาฬที่สูญเสียไปในกระบวนการตี และอีกหนึ่งหมื่นตำลึงเป็นค่าแรงของปรมาจารย์ช่างเหล็กค่ะ”
ขณะที่หญิงสาวเอ่ยปาก นางไม่เพียงบอกราคาของหอกหนักนิลกาฬเท่านั้น แต่ยังแจกแจงรายละเอียดของราคาในแต่ละส่วนออกมาด้วย
เหล็กนิลกาฬ ราคาในตลาดของแคว้นอวิ๋นหยางอยู่ที่จินละหนึ่งร้อยตำลึงเงิน
เนื่องจากเหล็กนิลกาฬมีความหนาแน่นสูงและน้ำหนักมาก ดังนั้นเหล็กนิลกาฬหนึ่งจินจึงมีปริมาณไม่มากนัก ต่อให้จะตีมีดสั้นขนาดปกติสักเล่ม หากไม่มีเหล็กนิลกาฬสักห้าสิบหรือหกสิบจินก็ย่อมตีออกมาไม่ได้
“อาฟู”
โจวตงหวงเรียกอาฟูหนึ่งคำ อาฟูก็ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวทันที หยิบตั๋วเงินทั้งหมดในอกเสื้อออกมา เหลือทิ้งไว้เพียงหนึ่งหมื่นตำลึง ส่วนที่เหลือทั้งหมดส่งให้หญิงสาว
ก่อนออกจากบ้าน นอกจากตั๋วเงินหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึงแล้ว อาฟูยังมีเศษเงินติดตัวมาอีกจำนวนหนึ่งด้วย
ค่าใช้จ่ายทั่วไปจะใช้เศษเงิน ดังนั้นตั๋วเงินจึงยังไม่ถูกแตะต้องเลยสักนิด ยังคงมีหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึงเท่ากับตอนก่อนออกจากบ้าน
“ท่านลูกค้า กรุณารอสักครู่นะคะ ข้าจะไปหาผู้จัดการเพื่อออกใบเสร็จให้ท่านค่ะ”
หลังจากหญิงสาวตรวจสอบตั๋วเงินว่าถูกต้องแล้ว นางก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังบันไดที่มุ่งสู่ชั้นสามของหอศัสตราเทพ เห็นได้ชัดว่าผู้จัดการหอศัสตราเทพอยู่ที่ชั้นสามนั่นเอง
หลังจากหญิงสาวขึ้นไปที่ชั้นสามได้ไม่นาน นางก็กลับลงมา
ตอนที่กลับลงมา นางเดินตามหลังชายชราคนหนึ่ง
ชายชราสวมชุดคลุมยาวสีเทาตัวโคร่ง รูปร่างผอมบาง แต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับเป็นประกายเจิดจ้า บนใบหน้าที่ซูบเหี่ยวในตอนนี้กำลังประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง
ทว่า รอยยิ้มของชายชรากลับดูแปลกประหลาดราวกับกำลังร้องไห้เสียมากกว่า
“ท่านลูกค้า นี่คือผู้จัดการหอศัสตราเทพของเรา เฒ่าเฉินค่ะ”
หญิงสาวแนะนำโจวตงหวงในจังหวะที่เดินตามชายชราเข้ามาหา
“ผู้เฒ่ามีนามว่า จ้าวรั่วเฉิน เป็นผู้จัดการหอศัสตราเทพ ขอพบคุรลูกค้าครับ”
ชายชรามาหยุดอยู่ตรงหน้าโจวตงหวง ค้อมตัวทำความเคารพเล็กน้อย พร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนาให้โจวตงหวง “ท่านลูกค้า นี่คือใบเสร็จรับเงินสำหรับการซื้อหอกหนักนิลกาฬเล่มนั้นครับ”
โจวตงหวงพยักหน้าอย่างสงบ รับใบเสร็จมาส่งให้อาฟู สายตายังคงจับอยู่ที่ชายชรา “ตอนนี้ ฉันสามารถนำหอกไปได้เลยใช่ไหม?”
“ท่านลูกค้า ไม่ต้องการให้พวกเราไปส่งให้ถึงที่หรือครับ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของโจวตงหวง จ้าวรั่วเฉินก็ชะงักไป ส่วนหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังเขาก็ชะงักไปเช่นกัน
“ไม่ต้อง”
ขณะที่โจวตงหวงเอ่ยปากอย่างราบเรียบ เขาก็หันหลังก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วใช้มือเพียงข้างเดียวหยิบหอกหนักนิลกาฬเล่มนั้นขึ้นมาจากแท่นวางอาวุธ
หนึ่งพันสองร้อยจิน สำหรับโจวตงหวงแล้ว ไม่ถือว่าหนักเกินไป
ทว่า ด้วยพละกำลังของเขาในตอนนี้ การจะกวัดแกว่งหอกหนักนิลกาฬเล่มนี้ได้ตามใจชอบ ย่อมยังมีความยากลำบากอยู่บ้าง
ยกเว้นแต่จะใช้กระบวนท่าทางวรยุทธ์ที่เน้นสำหรับอาวุธหนักโดยเฉพาะ...
และกระบวนท่าทางวรยุทธ์ประเภทนั้น ในความทรงจำของเขาไม่ได้ขาดแคลนเลย
จากนั้น ภายใต้สายตาที่ตกตะลึงของจ้าวรั่วเฉินและหญิงสาวที่มองตามมา โจวตงหวงถือหอกด้วยมือเดียว สีหน้าไม่เปลี่ยน รูปร่างมั่นคง นำอาฟูเดินลงไปที่ชั้นหนึ่งและออกจากหอศัสตราเทพไป
ส่วนหลี่รุ่ยและหลี่ฮุยทั้งสองคน หลังจากที่โจวตงหวงขึ้นไปชั้นสองได้ไม่นาน ก็ได้จากไปแล้ว
“เขา... เขาเป็นใครกันแน่?”
จ้าวรั่วเฉินยืนอยู่ที่หน้าประตูหอศัสตราเทพ จนกระทั่งแผ่นหลังของพวกโจวตงหวงลับตาไป เขาถึงได้สติกลับมา พลางหมุนตัวเดินกลับเข้าไปข้างใน ปากก็พึมพำถามตัวเอง
เด็กหนุ่มที่ดูแล้วอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี หยิบหอกหนักนิลกาฬหนึ่งพันสองร้อยจินขึ้นมาถือแล้วเดินจากไป กระบวนการทั้งหมดลื่นไหลประดุจสายน้ำ จนกระทั่งก่อนจะออกจากหอศัสตราเทพ ลมหายใจและสีหน้าของเด็กหนุ่มยังคงเป็นปกติ
ราวกับว่าการถือหอกเล่มนั้นเดินไปมาไม่ได้สร้างแรงกดดันใดๆ ให้กับเขาเลย
สิ่งนี้บ่งบอกอะไร?
บ่งบอกว่าเด็กหนุ่มคนนั้น อย่างน้อยต้องมีพละกำลังมากกว่าสองพันจินขึ้นไป
เด็กหนุ่มอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี มีพละกำลังมากกว่าสองพันจิน... นั่นมันเป็นแนวคิดระดับไหนกัน?
“เฒ่าเฉินคะ”
ในตอนนั้น หญิงสาวที่รับหน้าที่ดูแลหลี่ฮุยและหลี่รุ่ย เมื่อได้ยินคำพึมพำของจ้าวรั่วเฉิน ก็นรีบกล่าวขึ้นว่า “เมื่อสักครู่ ลูกค้าอีกสองคนที่ข้าดูแลอยู่ ดูเหมือนจะเรียกเด็กหนุ่มคนนั้นว่า ‘โจวตงหวง’ ค่ะ”
“พวกเขายังบอกอีกว่า... เด็กหนุ่มคนนั้นคือเจ้าของหอสุราอวิ๋นเซวียนแห่งเมืองชิงซานค่ะ”
หญิงสาวพูดรวดเดียวจบ
“โจว... โจวตงหวง?!”
ทันทีที่หญิงสาวพูดจบ รูม่านตาของจ้าวรั่วเฉินก็หดตัวลงอย่างรุนแรง จากนั้นก็จ้องมองหญิงสาวด้วยสายตาดุจสายฟ้า “เจ้าแน่ใจนะ... ว่าเขาชื่อโจวตงหวง?”
“เฒ่าเฉินคะ เมื่อสักครู่ลูกค้าสองคนที่พี่เหมยดูแลอยู่ เรียกท่านลูกค้าที่ข้าดูแลอยู่ว่าโจวตงหวงจริงๆ ค่ะ”
หญิงสาวที่ดูแลโจวตงหวงในตอนนั้นก็เอ่ยปากขึ้นมาเช่นกัน
...
โจวตงหวงไม่ได้ล่วงรู้ถึงความตกตะลึงของจ้าวรั่วเฉิน ผู้จัดการหอศัสตราเทพ หลังจากที่ทราบตัวตนของเขา หลังจากเขานำอาฟูกลับมาถึงโรงเตี๊ยม เขาก็สั่งการอาฟูว่า “อาฟู เจ้าไปเตรียมจดหมายฉบับหนึ่ง ให้คนนำไปที่ตระกูลลู่ ส่งให้ถึงมือของ ลู่ชิงหู่ ผู้นำตระกูลลู่นั่น”
“ในจดหมายบอกเขาว่า... พรุ่งนี้ตอนเที่ยง ฉัน โจวตงหวง จะไปเยือนตระกูลลู่”
สิ้นคำพูดนั้น ดวงตาของโจวตงหวงก็ทอประกายเจิดจ้าและโดดเด่นออกมา
เรื่องบางเรื่อง ก็ถึงเวลาที่ควรไปจัดการให้สิ้นซากเสียที
วันนี้ที่เขาไปซื้อหอก ก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้นั่นเอง
“ครับ นายน้อย”
อาฟูรับคำแล้วไปเตรียมตัว
༺༻