- หน้าแรก
- หนึ่งพันปีแห่งการหวนคืน
- บทที่ 30 - ผูกพยาบาทอย่างสิ้นเชิง
บทที่ 30 - ผูกพยาบาทอย่างสิ้นเชิง
บทที่ 30 - ผูกพยาบาทอย่างสิ้นเชิง
บทที่ 30 - ผูกพยาบาทอย่างสิ้นเชิง
༺༻
“จบเห่แล้ว!”
ฝ่ามือเปล่าๆ ปะทะกับคมดาบที่แหลมคม เกือบทุกคนในที่นั้นต่างคิดว่าฝ่ามือของโจวตงหวงจะต้องถูกดาบในมือของลู่กังฟันจนขาดในวินาทีถัดไปแน่นอน
“ใช้ดาบได้พอถูไถ แต่นึกจะฟันมือของโจวตงหวงคนนี้ เจ้ายังอ่อนหัดไปหน่อย”
ในขณะที่หลายคนลอบกังวลแทนโจวตงหวงอยู่นั้น โจวตงหวงกลับยิ้มบางๆ ในจังหวะที่ฝ่ามือสัมผัสกับดาบ นิ้วหัวแม่มือพลันงอลง ส่วนอีกสี่นิ้วรวบชิดเข้าหากันแล้วหนีบตัวดาบไว้โดยตรง
《ดัชนีทะลวงหิน》 วรยุทธ์ชั้นสามแขนงหนึ่ง สามารถรวบรวมปราณไว้ที่นิ้วใดก็ได้ เพื่อทะลวงผ่านหินที่แข็งแกร่งได้อย่างง่ายดาย
หากลมปราณแข็งแกร่งพอ แม้แต่โลหะอย่างเหล็กหรือกล้า ก็สามารถทะลวงผ่านได้ง่ายๆ
ในตอนนี้ โจวตงหวงกำลังใช้วรยุทธ์แขนงนี้ ลมปราณที่นิ้วทั้งห้ารวบรวมจนแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า หนีบตัวดาบในมือของลู่กังไว้ แม้คมดาบจะอยู่ห่างจากฝ่ามือของเขาเพียงครึ่งนิ้ว แต่กลับไม่สามารถขยับไปข้างหน้าได้อีกแม้แต่นิดเดียว และไม่สามารถสัมผัสตัวเขาได้เลย
“โฮก——”
ใบหน้าของลู่กังแดงก่ำ เขาส่งเสียงคำรามราวกับสัตว์ป่า ลมปราณทั่วร่างถูกส่งไปยังมือจนหมดสิ้น พยายามจะให้ดาบหลุดพ้นจากการควบคุมของโจวตงหวง แต่กลับพบว่าไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ดาบในมือก็ยังคงนิ่งสนิทไม่ไหวติง
“พละกำลังน่ากลัวอะไรขนาดนี้!”
ในวินาทีนี้ หัวใจของลู่กังสั่นสะท้าน เขารับรู้ถึงความน่าเกรงขามของเด็กหนุ่มตรงหน้าได้อย่างลึกซึ้ง มันไม่ใช่สิ่งที่เขาจะต่อกรด้วยได้เลย
“มานี่!”
สิ้นเสียงเรียบเฉยของโจวตงหวง มือที่หนีบดาบอยู่ก็กระชากเข้าหาตัวอย่างแรง ส่งผลให้ลู่กังที่กุมดาบไว้แน่นถูกดึงเข้ามาเบื้องหน้าด้วยเช่นกัน
ชั่วพริบตาปานสายฟ้าแลบ โจวตงหวงพลันปล่อยมือออก ปล่อยให้ดาบพุ่งผ่านข้างลำตัวไป และปล่อยให้ร่างของลู่กังพุ่งเข้าหาเขาด้วยแรงฉุดมหาศาลเมื่อครู่
ฝ่ามือทรายทรุด!
มือข้างนั้นของโจวตงหวงในตอนที่ปล่อยดาบ ก็ได้เหยียดตรงเป็นฝ่ามือแล้ว และในขณะที่ร่างกายของลู่กังพุ่งเข้ามาประจันหน้า เขาก็ซัดมันออกไปอย่างรวดเร็ว
ปัง!!
โจวตงหวงซัดฝ่ามือออกไป กระแทกเข้าที่หน้าอกที่ไร้การป้องกันของลู่กังอย่างจัง ราวกับเสาเหล็กขนาดมหึมาพุ่งเข้าชน เสียงดังสนั่นหวั่นไหว หน้าอกของลู่กังยุบลงไปในทันที
ฟิ้ว!
ในเสี้ยววินาทีที่หน้าอกยุบลงไป ร่างของลู่กังก็ไร้ซึ่งลมหายใจไปเสียแล้ว แต่ยังถูกแรงฝ่ามือของโจวตงหวงพัดพาให้ลอยกระเด็นไปไกลกว่าสามเมตร ก่อนจะตกลงกระแทกพื้นอย่างแรง
เคร้ง!
จนกระทั่งตาย ลู่กังก็ยังไม่ยอมปล่อยดาบโค้งในมือ ดาบเล่มนั้นร่วงลงสู่พื้นพร้อมกับเขา
เริ่มจากตอนที่ลู่กังเปลี่ยนทิศทางคมดาบ มาจนถึงตอนที่โจวตงหวงหนีบตัวดาบ แล้วกระชากร่างลู่กังเข้ามาซัดด้วยฝ่ามือจนตาย... กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา รวดเร็วเสียจนผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ยังตอบสนองไม่ทัน
เมื่อผู้คนทั้งในและนอกหอสุราอวิ๋นเซวียนได้สติกลับมา ลู่กังก็ได้ตายลงด้วยน้ำมือของโจวตงหวงไปแล้ว
“นะ... นี่มันเป็นไปได้ยังไงกัน?!”
ไม่ว่าจะเป็นลู่เยวียนหรือฟางเทียนอี รอยยิ้มเย็นชาบนใบหน้าต่างก็แข็งค้าง แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด
ลู่กัง นักรบระดับรวบรวมปราณขั้นที่สอง แถมยังมีอาวุธร้ายแรงอยู่ในมือ
แต่กลับมาตายด้วยน้ำมือของโจวตงหวงที่มีอายุเพียงสิบหกปีคนนี้เนี่ยนะ?
หากไม่ได้เห็นกับตา ต่อให้ตีให้ตายพวกเขาก็ไม่มีทางเชื่อว่าเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบหกปีจะมีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้
“คนที่คุณชายตงหวงฆ่าตาย... เมื่อกี้บอกว่าชื่อลู่กังแห่งตระกูลลู่งั้นรึ?”
“ลู่กัง? คนเดียวกับที่เป็นนักรบระดับรวบรวมปราณขั้นที่สองของตระกูลลู่ขุนนางระดับล่างในเมืองเจ้าเมือง ที่ถูกขนานนามว่า ‘ดาบคลั่ง’ น่ะหรือ?”
“ได้ยินว่าลู่กังคนนี้ เคยฆ่าหัวหน้าโจรป่าระดับรวบรวมปราณขั้นที่สองได้ภายในสิบช่วงลมหายใจ และหลังจากการต่อสู้ครั้งนั้น เขาก็ถูกขนานนามว่า ‘ดาบคลั่ง’”
“ดาบคลั่งลู่กัง มีดาบอยู่ในมือแท้ๆ แต่กลับถูกคุณชายตงหวงฆ่าตายในเพียงกระบวนท่าเดียวเนี่ยนะ?”
“ฝีมือของคุณชายตงหวง... น่ากลัวเกินไปแล้ว ดูท่าว่าต่อให้คุณชายตงหวงจะไม่ใช่นักรบระดับรวบรวมปราณขั้นที่สาม แต่เกรงว่าคงมีนักรบระดับรวบรวมปราณขั้นที่สองไม่กี่คนหรอกที่จะเป็นคู่มือของเขาได้”
...
เมื่อชาวเมืองชิงซานที่มามุงดูเริ่มจำลู่กังได้ เสียงฮือฮาก็ระเบิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับความทึ่งในความเก่งกาจของโจวตงหวงที่ทวีคูณขึ้น
“คุณชายตงหวงเพิ่งจะอายุสิบหกเองนะ... ต่อให้พรุ่งนี้ปฏิทินเมฆาม่วงจะเปลี่ยนเข้าสู่ปีใหม่ เขาก็เพิ่งจะสิบเจ็ด”
“น่าเสียดายจริงๆ ครั้งนี้เขาดันไปล่วงเกินตระกูลมาและตระกูลลู่ ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางระดับล่างชั้นยอดในเมืองเจ้าเมืองจนถึงที่สุด... ไม่อย่างนั้น หากเขาเติบโตขึ้นในอนาคต ลำพังแค่ตระกูลมาตระกูลลู่ ต่อให้ยกพวกมาทั้งตระกูล ก็คงไม่พอให้เขาฆ่าหรอก”
“สวรรค์ช่างอิจฉาคนเก่งจริงๆ”
...
ยิ่งโจวตงหวงแสดงความเก่งกาจออกมามากเท่าไหร่ ชาวเมืองชิงซานในที่นั้นต่างก็รู้สึกเสียดายมากขึ้นเท่านั้น
“เจ้านาย”
เมื่อเห็นโจวตงหวงฆ่าลู่กังตาย อาฟูก็ตื่นเต้นจนดวงตาเป็นประกาย
ส่วนเหล่าเสี่ยวเอ้อ สาวใช้ และพ่อครัวบางคนที่เดินออกมาดู ต่างก็มีสีหน้าปั้นยากเป็นอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน สายตาที่สงบนิ่งและไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ของโจวตงหวงก็เลื่อนมาหยุดที่ร่างของลู่เยวียนและฟางเทียนอี ก่อนที่เขาจะฉีกยิ้มกว้างออกมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวกันอย่างสวยงาม
“ข้าเคยบอกไปแล้วว่า หากเขาสามารถรับมือข้าได้หนึ่งกระบวนท่าโดยไม่ตาย ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปอย่างปลอดภัย”
“แต่น่าเสียดาย เขาช่างไร้ประโยชน์นัก”
โจวตงหวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่เร่งไม่ร้อน
“โจวตงหวง!”
ฟางเทียนอีตกใจจนหน้าเสีย ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ “ถ้าเจ้ากล้าแตะต้องข้า ตระกูลฟางไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!”
“โจวตงหวง ถ้าเจ้าปล่อยข้าไปตอนนี้ ข้ารับรองว่าตระกูลลู่จะไม่หาเรื่องเจ้าอีก”
ลู่เยวียนกล่าวด้วยเสียงเข้ม
แน่นอนว่าสำหรับลู่เยวียนแล้ว นี่เป็นเพียงแผนถ่วงเวลาเท่านั้น
ขอเพียงเขากลับไปถึงตระกูล เขาจะให้ท่านพ่อส่งยอดฝีมือมาที่เมืองชิงซานแห่งนี้เพื่อฆ่าโจวตงหวงและชิงหอสุราอวิ๋นเซวียนมาให้ได้!
“อยากไปก็ได้... ทิ้งขาไว้ข้างหนึ่งเหมือนเขาสิ”
โจวตงหวงเหลือบมองมาจิ้นที่ยังคงสลบไสลอยู่ พลางเอ่ยเรียบๆ “ทุกคนต้องชดใช้ในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป... ตั้งแต่วินาทีที่พวกเจ้ามีความคิดที่จะแย่งชิงหอสุราอวิ๋นเซวียนของข้า พวกเจ้าก็ควรเตรียมใจไว้ให้พร้อมแล้ว”
“ข้าไม่มีเวลามาเสียเวลากับพวกเจ้าที่นี่หรอก อีกสิบช่วงลมหายใจ หากพวกเจ้ายังไม่ลงมือ ข้าจะส่งพวกเจ้าไปเป็นเพื่อนลู่กังเอง!”
แววตาของโจวตงหวงพาดผ่านไอสังหาร น้ำเสียงเย็นเยียบและมั่นคง
สิ้นเสียงคำพูด สีหน้าของฟางเทียนอีและลู่เยวียนก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“โจวตงหวง ขอเพียงเจ้าปล่อยข้าไป ข้าไม่เพียงรับรองว่าตระกูลฟางจะไม่หาเรื่องเจ้า... นอกจากนี้ ข้ายังสามารถขอให้ท่านพ่อช่วยออกหน้าคุ้มครองชีวิตเจ้าต่อหน้าคนของตระกูลมาได้ด้วยนะ”
ฟางเทียนอีกลัวจนลนลาน รีบเสนอเงื่อนไขเพื่อเอาตัวรอด เขาไม่สงสัยเลยว่าโจวตงหวงจะกล้าลงมือกับเขาจริงๆ
เพราะขนาดมาจิ้นยังถูกโจวตงหวงทำลายทิ้งไปแล้วเลย
“โจวตงหวง เจ้าคิดจะล่วงเกินสามตระกูลขุนนางระดับล่างพร้อมกันจริงๆ หรือ?”
ลู่เยวียนจ้องมองโจวตงหวงด้วยสายตาเย็นชา พลางถามด้วยเสียงเข้ม
ลู่เยวียนและฟางเทียนอี ในตอนนี้คนหนึ่งเล่นบทไม้แข็งอีกคนเล่นบทไม้นวม หวังเพียงให้โจวตงหวงยอมรามือไปเอง
ในตอนนี้ พวกเขาต่างก็นึกเสียใจที่บุ่มบ่ามมาแย่งชิงหอสุราอวิ๋นเซวียนที่เมืองชิงซานแห่งนี้ โดยที่ยังไม่ได้ตรวจสอบภูมิหลังของโจวตงหวงให้แน่ชัดเสียก่อน
“เหลือเวลาอีกห้าช่วงลมหายใจ”
โจวตงหวงยังคงน้ำเสียงเดิม เอ่ยออกมาเรียบๆ
เมื่อเห็นโจวตงหวงแสดงท่าทีเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นลู่เยวียนหรือฟางเทียนอี ต่างก็ดูออกว่าอีกฝ่ายไม่มีทางประนีประนอมแน่นอน สีหน้าของทั้งคู่จึงดูย่ำแย่ลงไปอีก
“โจวตงหวง เจ้าก็ดูแลตัวเองให้ดีแล้วกัน!”
ลู่เยวียนจ้องโจวตงหวงด้วยความโกรธแค้น ตะคอกใส่ทีหนึ่งก่อนจะวิ่งไปที่ศพของลู่กัง แล้วดึงดาบออกจากมือศพ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ร่างกายสั่นสะท้านอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เยวียนจึงหลับตาลงแล้วตวัดดาบฟันลงไป
“อ๊ากกก——”
หลังจากกรีดร้องอย่างโหยหวน ลู่เยวียนก็สลบเหมือดไป
“เหลืออีกสามช่วงลมหายใจ”
โจวตงหวงมองฟางเทียนอีด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง
ทันใดนั้น ฟางเทียนอีที่หน้าซีดเซียวก็เดินไปหยุดอยู่ข้างลู่เยวียนที่สลบไปแล้ว เขาหยิบดาบขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา จนกระทั่งโจวตงหวงบอกว่าเหลือเวลาเพียงหนึ่งช่วงลมหายใจ เขาถึงได้ตัดสินใจฟันดาบลงไปอย่างเด็ดขาด เดินตามรอยของลู่เยวียนไป
“อาฟู ช่วยห้ามเลือดให้พวกเขาที... จากนั้นไปหารถม้าสักคัน ส่งพวกเขากลับเมืองเจ้าเมืองไป”
ตั้งแต่ต้นจนจบ สีหน้าของโจวตงหวงไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก หลังจากสั่งความอาฟูเสร็จ เขาก็เดินจากไปภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและยำเกรงของกลุ่มคนที่มุงดู
“คุณชายตงหวงทำแบบนี้ ไม่ใช่แค่การตัดทางรอดของตัวเองนะ แต่มันเป็นการตัดทางรอดของญาติพี่น้องและคนรอบข้างเขาด้วย!”
หลายคนทอดถอนใจพลางส่ายหน้า
“แต่คุณชายตงหวงเนี่ย ก็โหดเกินไปหน่อยไหม?”
“ข้ากลับคิดว่าคุณชายตงหวงไม่นับว่าโหดนะ... ถ้าเขาโหดจริง เขาคงฆ่าทิ้งให้หมดแล้ว หรืออาจจะฆ่าพวกเราทุกคนด้วยเพื่อปิดข่าวไม่ให้สามตระกูลขุนนางระดับล่างพวกนั้นรู้”
“คุณชายตงหวงไม่นับว่าโหดหรอก พวกเจ้าไม่คิดบ้างล่ะ? ถ้าวันนี้ฝีมือของคุณชายตงหวงสู้พวกมันไม่ได้ จุดจบจะเป็นยังไง?”
“พูดง่ายๆ พวกนั้นก็ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก พวกมันตั้งใจมาแย่งหอสุราอวิ๋นเซวียน มันคือโจนชัดๆ!”
...
ไม่ว่าจะอย่างไร ในวันสุดท้ายของปฏิทินเมฆาม่วงปี 1227 การกระทำของโจวตงหวงได้ทำให้ชื่อเสียงของเขาขจรขจายไปทั่วเมืองชิงซานอีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน คนส่วนใหญ่ต่างคิดว่า:
โจวตงหวงตายแน่
ญาติพี่น้องของโจวตงหวง รวมถึงคนรอบข้างเขา ก็ต้องตายแน่เช่นกัน
ข่าวสารแพร่กระจายไปถึงหูของสามตระกูลขุนนางระดับล่างในเมืองชิงซานอย่างรวดเร็ว
จวนตระกูลหวาง
“โจวตงหวงคนนั้น ทำลายลูกหลานสายตรงของสามตระกูลขุนนางระดับล่างชั้นยอดจากเมืองเจ้าเมืองงั้นรึ?”
หลังจากทราบเรื่องนี้ หวางตานเฮ่อ เจ้าบ้านตระกูลหวางก็ระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น “มันตายแน่! มันตายแน่แล้ว!”
“ท่านพ่อ ลูกคนนี้ไร้ความสามารถ ล้างแค้นให้ท่านไม่ได้... แต่ตอนนี้ มีคนมาล้างแค้นแทนท่านแล้ว!”
...
จวนตระกูลจง
“ครั้งนี้ โจวตงหวงตายแหงแก๋!”
หนึ่งในสามคนที่นั่งล้อมโต๊ะหินอยู่ คือคุณชายรองตระกูลจง จงอี้ เขากระตุกยิ้มอย่างเย็นชา
“แม้แต่สามตระกูลขุนนางระดับล่างชั้นยอดจากเมืองเจ้าเมืองก็ยังกล้าหาเรื่อง... โจวตงหวงนั่นรนหาที่ตายแท้ๆ!”
ใบหน้าของคุณหนูสามตระกูลจง จงซิ่ว ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเยาะ
“โจวตงหวงคราวเคราะห์มาถึงตัวแล้ว ท่านเจ้าบ้านตระกูลฉินคนเก่าน่าจะเปลี่ยนใจ ยกเลิกงานเลี้ยงรับฉินเสี่ยวอวี่เป็นธิดาบุญธรรม... ฉินเฟยคงจะได้ถอนหายใจโล่งอกเสียที ไม่ต้องเรียกเด็กหญิงอายุสิบเอ็ดขวบว่าท่านอาแล้ว”
คุณชายใหญ่ตระกูลจง จงกัง กล่าวเย้าแหย่พลางหัวเราะ
...
จวนตระกูลฉิน
“ท่านปู่ โจวตงหวงนั่นล่วงเกินสามตระกูลขุนนางระดับล่างชั้นยอดเข้าให้แล้ว ต้องตายแน่นอน! ในเมื่อเขากำลังจะตาย ท่านก็ไม่จำเป็นต้องรับเสี่ยวอวี่เป็นธิดาบุญธรรมแล้วล่ะครับ”
ภายในเรือนส่วนตัวของฉินอี้ ฉินเฟยกล่าวกับฉินอี้
“ท่านพ่อ หากท่านยังขืนรับเสี่ยวอวี่เป็นธิดาบุญธรรมต่อไป... เกรงว่าคนของสามตระกูลขุนนางระดับล่างชั้นยอดพวกนั้นจะพาลมาโกรธท่าน และพาลมาถึงตระกูลฉินของเราด้วยนะขอรับ”
ฉินหลงในฐานะเจ้าบ้านตระกูลฉิน ก็ร่วมเกลี้ยกล่อมฉินอี้ด้วยเช่นกัน
“ข้า ฉินอี้ ตลอดชีวิตนี้ไม่เคยทำเรื่องไร้สัจจะ”
ทว่า ฉินอี้กลับยืนกรานอย่างหนักแน่น “ในเมื่อข้าตัดสินใจจะรับเสี่ยวอวี่เป็นธิดาบุญธรรมแล้ว ย่อมต้องรับอย่างแน่นอน”
“อย่าว่าแต่โจวตงหวงยังอยู่ดีเลย ต่อให้เขาตายไปแล้ว การตัดสินใจนี้ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง!”
༺༻