- หน้าแรก
- หนึ่งพันปีแห่งการหวนคืน
- บทที่ 26 - ปรับแก้รวรยุทธ์
บทที่ 26 - ปรับแก้รวรยุทธ์
บทที่ 26 - ปรับแก้รวรยุทธ์
บทที่ 26 - ปรับแก้รวรยุทธ์
༺༻
"คุณชายตงหวง ท่านมาหาข้าหรือครับ?"
เมื่อรู้ว่าโจวตงหวงมาหา ฉินอี้ก็รีบวางมือจากทุกสิ่งที่ทำอยู่ แล้วเร่งรุดมาที่ห้องรับแขกของตระกูลฉินทันที
ฉินอี้ คืออดีตผู้นำตระกูลฉินคนก่อน และยังเป็นนักสู้ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สองเพียงคนเดียวของตระกูลฉิน เขาเป็นตัวตนที่มีชื่อเสียงเคียงคู่กับหวางอวี้คุนในเมืองชิงซาน และมีพละกำลังทัดเทียมกับหวางอวี้คุน
ทว่า ต่อหน้าโจวตงหวงที่ตบหวางอวี้คุนตายได้ในฝ่ามือเดียว ฉินอี้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองชิงซานกลับไม่กล้าโอหังแม้แต่น้อย ท่าทางของเขานั้นนอบน้อมอย่างที่สุด
"อืม"
โจวตงหวงพยักหน้าเบาๆ "ครั้งนี้ที่ข้ามา เพราะมีเรื่องอยากจะรบกวนให้อดีตผู้นำตระกูลช่วยสักหน่อย"
"คุณชายตงหวง มีเรื่องอะไรท่านโปรดบอกมาได้เลย! ตราบใดที่อยู่ในความสามารถของข้าฉินอี้ ข้าจะจัดการให้ท่านอย่างสุดความสามารถแน่นอนครับ"
ฉินอี้ให้คำมั่นอย่างหนักแน่น ดูจากท่าทางของเขาแล้ว ราวกับว่าต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟเพื่อโจวตงหวง เขาก็จะไม่ลังเลเลย
"ข้าอยากรบกวนให้อดีตผู้นำตระกูลควบม้าเหงื่อโลหิต เดินทางไปยังเมืองเจ้าเมืองด้วยความเร็วที่สุด เพื่อช่วยข้าซื้อสมุนไพรบางอย่าง"
โจวตงหวงพูดพลางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ในนั้นระบุรายชื่อสมุนไพรไว้เต็มไปหมด "แน่นอนว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อมาให้ครบก็ได้... ซื้อมาได้เท่าไหร่ ก็เอาเท่านั้น"
"เรื่องเล็กน้อยครับ"
โดยไม่มีความลังเล ฉินอี้ยื่นมือมารับกระดาษแผ่นนั้นไว้และเอ่ยยืนยันว่า "คุณชายตงหวง ภายในสองวัน ข้าจะนำสมุนไพรที่ท่านต้องการกลับมาให้แน่นอนครับ"
"แน่นอนว่า ข้าคงไม่รบกวนให้อดีตผู้นำตระกูลต้องเหนื่อยฟรีๆ หรอก"
โจวตงหวงยกมือขึ้นพร้อมกับหยิบม้วนกระดาษม้วนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้ฉินอี้
"คุณชายตงหวง ท่านไม่ต้องเกรงใจข้าหรอกครับ... การได้ทำงานให้ท่าน ถือเป็นเกียรติของข้าฉินอี้แล้ว"
ครั้งนี้ ฉินอี้ไม่ได้ยื่นมือมารับม้วนกระดาษที่โจวตงหวงยื่นให้
ในสายตาของเขา จะมีสิ่งของใดที่มีค่าไปกว่า 'บุญคุณ' ของคุณชายตงหวงผู้นี้กันล่ะ?
หากเขารับของชิ้นนี้ไป บุญคุณที่คุณชายตงหวงติดค้างเขาก็จะมลายหายไปไม่ใช่หรือ?
โจวตงหวงอายุเพียงสิบหกปี แต่ตบหวางอวี้คุนตายได้ในฝ่ามือเดียว
พละกำลังของหวางอวี้คุนไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย หรือหากต้องสู้กันแบบเอาชีวิตเข้าแลก เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะเอาชนะหวางอวี้คุนได้หรือไม่
แต่คนระดับนั้นกลับถูกเด็กหนุ่มตรงหน้าตบตายได้ง่ายๆ
เขารู้ดีว่าเรื่องนี้หมายถึงอะไร
อายุสิบหกก็ยังน่ากลัวขนาดนี้
หากโจวตงหวงผู้นี้สามารถเติบโตขึ้นไปได้อย่างราบรื่นในอนาคต อย่าว่าแต่เมืองชิงซานเลย แม้แต่เมืองเจ้าเมือง เมืองราชัน หรือกระทั่งแคว้นอวิ๋นหยางทั้งแคว้น ก็อาจจะไม่กว้างขวางพอสำหรับเขา
คนระดับนี้ หากเขาหรือตระกูลฉินสามารถผูกสัมพันธ์ไว้ได้ ย่อมมีแต่ผลดีไม่มีผลเสีย
"อดีตผู้นำตระกูลฉิน นี่คือกระบวนท่ารวรยุทธ์"
โจวตงหวงยิ้มพลางเอ่ย "ท่านแน่ใจหรือ... ว่าจะทำตัวเป็นตัวแทนตระกูลฉิน เพื่อปฏิเสธกระบวนท่ารวรยุทธ์นี้?"
กระบวนท่ารวรยุทธ์งั้นรึ?!
คำพูดของโจวตงหวงที่เข้าสู่หูของฉินอี้นั้น ถึงจะเบาบางแต่ก็ทำให้เขาถึงกับอึ้งไปเลย รูม่านตาหดเล็กลงอย่างรุนแรง ใบหน้าเริ่มปรากฏแววแห่งความกระหายใคร่รู้ขึ้นมาทันที
วินาทีต่อมา โดยไม่มีความลังเล ฉินอี้พุ่งมือออกไปรับม้วนกระดาษที่โจวตงหวงยื่นมาให้อย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า แล้วเปิดมันออกดูทันที
ครู่เดียว รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงจนถึงที่สุดด้วยความตกใจ มือสั่นจนเกือบทำกระดาษหล่นพื้น โชคดีที่เขาดึงสติกลับมาคว้ามันไว้ได้ทัน
"ฝ่ามือทรายทรุด... ว... วรยุทธ์โจมตีชั้นสามงั้นรึ?!"
ตอนแรกฉินอี้คิดว่า วรยุทธ์ที่โจวตงหวงยื่นมาให้จะเป็นเพียงวิชาระดับล่างที่ไร้อันดับ ซึ่งแค่นั้นหากตระกูลฉินของเขาได้ไปก็นับเป็นโชคลาภอันยิ่งใหญ่แล้ว
แต่ในตอนนี้ เมื่อได้เห็นตัวอักษรที่เขียนอยู่บนกระดาษที่โจวตงหวงยื่นมาให้ เขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า:
นี่ไม่ใช่วรยุทธ์ไร้อันดับ แต่มันคือวรยุทธ์ชั้นสาม
วรยุทธ์ชั้นสามที่ร่ำลือกันว่ามีเพียงในตำหนักท่านอ๋องและในราชวงศ์ของแคว้นอวิ๋นหยางเท่านั้น!
"คุณชายตงหวงคนนี้เขาเป็นใครกันแน่? แค่ให้ข้าช่วยไปทำธุระให้เพียงสองวัน กลับมอบวรยุทธ์ชั้นสามให้ตระกูลฉินของข้าเป็นของกำนัลเลยงั้นรึ?"
ตลอดชีวิตหกสิบกว่าปีของฉินอี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาควบคุมสติอารมณ์ไม่ได้ขนาดนี้
หากจะบอกว่า วรยุทธ์ไร้อันดับคือสิ่งที่เขาใฝ่ฝันหา
เช่นนั้น วรยุทธ์ชั้นสามนี้ ก็คือสิ่งที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึงเลยทีเดียว
"คุณชายตงหวง ท่านรับกลับไปเถอะครับ"
ฉินอี้ยิ้มเจื่อนพลางยื่นกระดาษที่บันทึกวรยุทธ์โจมตีชั้นสาม 'ฝ่ามือทรายทรุด' กลับคืนให้โจวตงหวง
แต่โจวตงหวงกลับไม่ยื่นมือมารับ "อดีตผู้นำตระกูลฉิน ที่ข้ามอบวรยุทธ์นี้ให้ตระกูลฉิน ไม่ใช่เพียงเพื่อให้เป็นค่าตอบแทนเท่านั้น แต่ข้ายังหวังว่าจะได้รับคำมั่นสัญญาจากตระกูลฉินข้อหนึ่งด้วยว่า: ในอนาคต ต้องดูแลเสี่ยวอวี่ให้ดี และห้ามบังคับให้นางทำในสิ่งที่นางไม่อยากทำอย่างเด็ดขาด"
ตระกูลฉินเป็นตระกูลขุนนางระดับล่าง
หลายครั้งที่ผู้หญิงในตระกูลขุนนางมักจะไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจในเรื่องการแต่งงานของตัวเอง
ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องเดินทางออกจากเมืองชิงซานไป ดังนั้นก่อนจะไป เขาหวังว่าจะสามารถจัดการเรื่องราวของน้องสาวตัวน้อยอย่างฉินเสี่ยวอวี่ให้ดีเสียก่อน
"คุณชายตงหวง ต่อให้ท่านไม่มอบวรยุทธ์นี้ให้ตระกูลฉิน ตระกูลฉินก็ย่อมไม่มีทางดูแลเสี่ยวอวี่ไม่ดี หรือไปบังคับให้นางทำในสิ่งที่นางไม่อยากทำแน่นอนครับ... เรื่องนี้ท่านวางใจได้เลย"
ฉินอี้กล่าวคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น "วรยุทธ์นี้ ท่านรับกลับไปเถอะครับ... ตระกูลฉินมิอาจรับไว้ได้"
วรยุทธ์ชั้นสาม ต่อให้โจวตงหวงกล้าให้ แต่ฉินอี้ก็ไม่กล้ารับ
ลองจินตนาการดูสิ หากข่าวลือที่ว่าตระกูลฉินครอบครองวรยุทธ์ชั้นสามหลุดรอดออกไป ตระกูลฉินย่อมต้องพบกับหายนะอย่างแน่นอน!
วรยุทธ์ชั้นสาม อย่าว่าแต่พวกตระกูลขุนนางระดับสูงเลย แม้แต่ตระกูลขุนนางผู้มั่งคั่งหรือตระกูลขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่แข็งแกร่งกว่า ก็ย่อมต้องตาลุกวาวและทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มันมาครอง
"มิอาจรับไว้ได้งั้นรึ?"
โจวตงหวงตอนแรกก็ไม่เข้าใจ แต่เมื่อฉินอี้เอ่ยอธิบายออกมา เขาก็ถึงกับกระจ่างแจ้ง เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นเลยจริงๆ
เขาเพียงคิดว่า การมอบวรยุทธ์ชั้นสามให้ตระกูลฉินสักวิชาหนึ่ง ก็นับเป็นโชคลาภที่มอบให้เพื่อให้พวกเขาดูแลฉินเสี่ยวอวี่ให้ดีในภายหลังเท่านั้น
"นั่นหมายความว่า วรยุทธ์ชั้นสามเจ้าไม่กล้ารับ... แต่ถ้าเป็นวรยุทธ์ไร้อันดับ เจ้าถึงจะกล้ารับสินะ?"
โจวตงหวงขมวดคิ้ว ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง "แต่ว่าในมือของข้า ไม่มีวรยุทธ์ไร้อันดับเลยนี่สิ... วรยุทธ์ชั้นสามเนี่ย ก็นับเป็นวรยุทธ์ที่แย่ที่สุดในมือข้าแล้วนะ"
เสียงพึมพำของโจวตงหวงนั้นไม่ได้เบานัก และฉินอี้ก็ได้ยินมันเข้าเต็มสองหู จนเขาถึงกับใจสั่นสะท้านไปหมด
จากคำพูดของคุณชายตงหวงคนนี้ หมายความว่าในมือเขายังมีวรยุทธ์ที่สูงส่งกว่าวรยุทธ์ชั้นสามอีกงั้นรึ?
"วรยุทธ์ที่สูงส่งกว่าวรยุทธ์ชั้นสาม ก็คือวรยุทธ์ชั้นสอง... ในแคว้นอวิ๋นหยางของเรา ดูเหมือนจะมีเพียงราชวงศ์เท่านั้นที่มีวรยุทธ์พิทักษ์แผ่นดินที่เป็นวรยุทธ์ชั้นสองอยู่วิชาหนึ่งไม่ใช่หรือ?"
ฉินอี้ตกใจจนลมหายใจเริ่มถี่ขึ้น ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงราวกับลูกสูบ และต้องใช้เวลานานกว่าจะสงบสติอารมณ์ลงได้
"ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้าต้องการวรยุทธ์ไร้อันดับ งั้นข้าจะปรับแก้ 'ฝ่ามือทรายทรุด' นี้สักหน่อย โดยการลดทอนอานุภาพของมันลงมาให้เหลือเพียงระดับวรยุทธ์ไร้อันดับก็แล้วกัน"
โจวตงหวงรับกระดาษที่บันทึก 'ฝ่ามือทรายทรุด' คืนมาจากมือของฉินอี้ แล้วขอปากกามาจากฉินอี้ จากนั้นเขาก็เริ่มขีดเขียนลงบนกระดาษแผ่นนั้น
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ โจวตงหวงก็ยื่นกระดาษแผ่นนั้นคืนให้ฉินอี้ "เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้วิชาฝ่ามือนี้ ต่อให้ฝึกฝนจนถึงขีดสุด ก็จะแสดงอานุภาพออกมาได้เพียงระดับวรยุทธ์ไร้อันดับเท่านั้น"
"เช่นนี้ เจ้าคงสบายใจได้แล้วใช่ไหม?"
โจวตงหวงมองไปที่ฉินอี้
ฉินอี้รับกระดาษแผ่นนั้นมาด้วยมือที่แทบจะสั่นเทา เขามองดูวิชาฝ่ามือที่ถูกแก้ไขใหม่แล้ว ในใจก็ยิ่งรู้สึกทึ่งมากขึ้นไปอีก
ตอนแรกเขายังไม่ยักษ์จะเชื่อว่าโจวตงหวงจะสามารถปรับแก้กระบวนท่ารวรยุทธ์ได้ด้วยตัวเอง
เพราะคนที่มีความสามารถในการปรับแก้กระบวนท่ารวรยุทธ์ได้ มักจะมีความสามารถในการคิดค้นกระบวนท่ารวรยุทธ์ขึ้นมาเองได้ด้วย ในประวัติศาสตร์ของแคว้นอวิ๋นหยาง ดูเหมือนจะยังไม่เคยมีคนที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ขนาดนี้ปรากฏขึ้นมาก่อนเลยไม่ใช่หรือ?
แต่ในตอนนี้ เมื่อมองดูคำบรรยายที่เขียนอยู่บนกระดาษ ด้วยสายตาของฉินอี้ เขาก็มองออกได้ไม่ยากเลยว่า:
นี่คือวิชาฝ่ามือในระดับวรยุทธ์ไร้อันดับจริงๆ
"เงินที่ใช้ซื้อสมุนไพร เจ้าสำรองจ่ายไปก่อนนะ... ส่วนม้าเหงื่อโลหิต ตระกูลหวางของพวกเจ้าน่าจะมีอยู่แล้ว ข้าเลยไม่ได้เอาของข้ามาให้เจ้าใช้"
ในขณะที่ฉินอี้ยังคงตกตะลึงอยู่นั้น โจวตงหวงก็ได้เดินออกจากห้องรับแขกของตระกูลฉินไปแล้ว และทิ้งเสียงที่ลอยตามลมเข้ามา
เมื่อฉินอี้ได้สติกลับมา โจวตงหวงก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
"คุณชายตงหวงคนนี้... เขาเป็นใครกันแน่นะ?"
แววตาของฉินอี้เต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ถึงแม้จะใช้ชีวิตมานานกว่าหกสิบปี แต่เขากลับรู้สึกว่ามองเด็กหนุ่มวัยเพียงสิบหกปีคนนี้ไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเก็บวิชาฝ่ามือระดับวรยุทธ์ไร้อันดับในมืออย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปหาลูกชายของเขาซึ่งเป็นผู้นำตระกูลฉินคนปัจจุบันอย่างฉินหลงทันที
"ในช่วงไม่กี่วันนี้ เจ้าจงส่งเทียบเชิญออกไปให้ทั่ว... บอกว่าข้าฉินอี้ ในอีกสิบวันข้างหน้า จะจัดงานเลี้ยงเชิญแขกจากทั่วทุกสารทิศ เพื่อรับฉินเสี่ยวอวี่เป็นธิดาบุญธรรม"
ฉินอี้กล่าวกับฉินหลงด้วยสีหน้าจริงจัง "ทางหอสุราอวิ๋นเซวียน เจ้าจงส่งเทียบเชิญไปสองใบ... ใบหนึ่งให้โจวตงหวง และอีกใบให้หลินหลาน"
"ท่านพ่อ ทำไมอยู่ๆ ท่านถึงอยากรับเสี่ยวอวี่เป็นธิดาบุญธรรมล่ะครับ?"
ฉินหลงรู้สึกว่านี่มันออกจะเกินไปหน่อย ถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างโจวตงหวงและฉินเสี่ยวอวี่จะดีแค่ไหน แต่มันจำเป็นต้องทำขนาดนี้เลยหรือ?
เมื่อท่านพ่อของเขารับฉินเสี่ยวอวี่เป็นธิดาบุญธรรมแล้ว ฉินเสี่ยวอวี่ก็จะกลายเป็นน้องสาวบุญธรรมของเขา และแม้แต่ฉินเฟยลูกชายของเขา เมื่อเจอฉินเสี่ยวอวี่ก็ต้องเรียกนางว่า 'ท่านอาหญิง'
"เจ้าลองดูสิ่งนี้สิ"
ฉินอี้หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้ฉินหลงอย่างระมัดระวัง ซึ่งมันก็คือกระดาษแผ่นที่โจวตงหวงได้แก้ไขไปนั่นเอง
"นี่คือ..."
ในตอนแรกฉินหลงยังไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อเขาอ่านข้อความในกระดาษจนจบ ใบหน้าของเขาก็ต้องเปลี่ยนสีไปอย่างรุนแรง "กระบวนท่ารวรยุทธ์งั้นหรือ?"
"พูดให้ถูกก็คือ นี่คือกระบวนท่ารวรยุทธ์ที่โจวตงหวงมอบให้ตระกูลฉินของเราวิชาหนึ่ง"
ฉินอี้เอ่ย "ตอนนี้ เจ้าเข้าใจการตัดสินใจของข้าแล้วหรือยัง?"
"ท่านพ่อ ข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้ครับ!"
ฉินหลงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสะกดกั้นความตื่นเต้นในใจ หลังจากยื่นกระดาษคืนให้ฉินอี้แล้ว เขาก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว
กระบวนท่ารวรยุทธ์วิชาหนึ่ง หมายถึงอะไรสำหรับตระกูลฉิน เขาย่อมรู้ดีที่สุด
นี่คือนับเป็นโชคลาภอันยิ่งใหญ่สำหรับตระกูลฉินเลยทีเดียว!
และหลังจากฉินหลงจากไปได้ไม่นาน ฉินอี้ก็ควบม้าเหงื่อโลหิตของเขาออกจากตระกูลฉิน มุ่งหน้าออกจากเมืองชิงซานเพื่อไปเมืองเจ้าเมืองทันที
อีกด้านหนึ่ง
เมื่อกลับมาถึงห้องพักในเรือนด้านหลังหอสุราอวิ๋นเซวียน โจวตงหวงก็ส่ายหัวเบาๆ "ข้าเกือบลืมไปเลยว่าในแคว้นอวิ๋นหยางแห่งนี้ วรยุทธ์ชั้นสามวิชาหนึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดการนองเลือดได้แล้ว"
"คราวก่อนข้ามอบวิชาก้าววรยุทธ์ชั้นสาม 'ก้าวดารา' ให้กับเหลิ่งหานเฟิงรองหัวหน้าค่ายหมาป่าเขียวคนนั้นไป ดูเหมือนข้าจะไม่ได้ช่วยเขา แต่กลับเป็นการทำร้ายเขาเสียมากกว่า"
"หวังว่าเขาจะฉลาดและทำตัวให้เงียบเชียบเข้าไว้นะ"
โจวตงหวงคิดในใจ
"ครั้งนี้มีฉินอี้เดินทางไปซื้อสมุนไพรที่เมืองเจ้าเมืองให้ ข้าคงจะได้รับสมุนไพรเหล่านั้นในเวลาอันสั้นแน่นอน... เช่นนี้ ข้าก็จะสามารถปรุงผงรวบรวมปราณที่มีคุณภาพดีกว่าเดิมได้ในเวลาอันรวดเร็วที่สุด"
ก่อนจะเริ่มบำเพ็ญเพียร แววตาของโจวตงหวงก็ทอประกายแห่งความคาดหวังออกมา
การเดินทางจากเมืองชิงซานไปเมืองเจ้าเมืองนั้น จริงๆ แล้วปลอดภัยกว่าการเดินทางจากเมืองชิงซานไปเมืองเล็กๆ อย่างเมืองหนิงผิงมากนัก
เพราะระหว่างเมืองเจ้าเมืองและเมืองต่างๆ จะมีถนนหลวงสายหลัก ซึ่งบนถนนหลวงมักจะมีนักสู้ฝีมือดีจากจวนเจ้าเมืองปลอมตัวคอยลาดตระเวนอยู่เสมอ พวกโจรป่าทั่วไปจึงไม่กล้าเสี่ยงดักปล้นผู้คนบนถนนหลวงสายนี้
ทว่า หากเป็นคนที่ขี่ม้าเหงื่อโลหิตเดินทาง ก็อาจจะมีโจรที่ใจกล้าบางกลุ่มยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อชิงม้าไปได้
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมา โจวตงหวงจึงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ และให้อดีตผู้นำตระกูลฉินซึ่งเป็นนักสู้ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สองเดินทางไปซื้อสมุนไพรที่เขาต้องการให้แทน
༺༻