- หน้าแรก
- หนึ่งพันปีแห่งการหวนคืน
- บทที่ 25 - จวนตระกูลฉิน
บทที่ 25 - จวนตระกูลฉิน
บทที่ 25 - จวนตระกูลฉิน
บทที่ 25 - จวนตระกูลฉิน
༺༻
สำหรับความเขลาของหลี่รุ่ยนั้น โจวตงหวงคร้านเกินกว่าจะไปโต้เถียงด้วย
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าหลี่อวิ๋น เขาคงตบสั่งสอนไปนานแล้วเพื่อให้หลี่รุ่ยหุบปากเสียที
ตลอดมื้ออาหาร หลี่รุ่ยพูดออกมาไม่หยุด แต่เมื่อเห็นโจวตงหวงเอาแต่ก้มหน้าก้มตากวาดอาหารบนโต๊ะโดยไม่สนใจนางเลยแม้แต่น้อย ในที่สุดนางก็เงียบปากไปเอง
เพียงแต่ สายตาที่นางมองโจวตงหวงนั้นกลับเต็มไปด้วยความดูแคลนยิ่งกว่าเดิม เพราะนางคิดว่าโจวตงหวงไม่กล้าเถียงกลับเพราะความผิดติดตัว
"ท่านน้าอวิ๋น ขอบคุณสำหรับการต้อนรับครับ"
หลังทานมื้อเที่ยงเสร็จและออกจากหอสุรามาส่งสองแม่ลูกตระกูลหลี่ที่หน้าสมาคมการค้าชิ่งอวิ๋น โจวตงหวงเอ่ยขอบคุณหลี่อวิ๋นก่อนจะกลับขึ้นรถม้าไป
เมื่อมองส่งรถม้าที่วิ่งจากไปจนฝุ่นตลบ หลี่อวิ๋นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา
"ท่านแม่ ท่านจะถอนหายใจทำไมกัน? ก็แค่คนไร้ความสามารถทางวรยุทธ์คนหนึ่ง พวกเราไม่จำเป็นต้องไปข้องเกี่ยวด้วยมากนักหรอก"
หลี่รุ่ยเอ่ย
"รุ่ยเอ๋อร์ เจ้าคิดผิดแล้ว ตงหวงคือมังกรในหมู่มนุษย์ การที่เจ้าพลาดเขาไป เจ้าจะต้องเสียใจภายหลังแน่"
หลี่อวิ๋นส่ายหัวพร้อมยิ้มขมขื่น
"ข้าเนี่ยนะจะเสียใจ? ไม่มีทาง!"
หลี่รุ่ยเอ่ยอย่างไม่ใยดี "แม้แต่เฉินตานตานยังไม่เอาเลย แล้วข้าหลี่รุ่ยจะเอาไปทำไม... คนที่ข้าจะแต่งงานด้วย อย่างน้อยก็ต้องเป็นบุตรชายคนโตสายตรงของตระกูลขุนนางระดับสูงในเมืองเจ้าเมือง ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่แพ้เฉินตานตานไปงั้นหรือ?"
"โจวตงหวง คนไร้ความสามารถทางวรยุทธ์ ไม่คู่ควรกับข้าหลี่รุ่ยเลยสักนิด!"
...
รถม้าที่ลากโดยม้าเหงื่อโลหิตวิ่งผ่านเมืองหนิงผิงอย่างโดดเด่น และเป็นธรรมดาที่จะดึงดูดสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมา เพราะม้าเหงื่อโลหิตนั้นสะดุดตาเกินไป
ทว่า ชายวัยกลางคนที่ขับรถม้ากลับเริ่มชินชากับมันแล้ว
เพราะตอนที่เข้าเมืองมาเมื่อเช้า เขาก็ได้เผชิญกับสถานการณ์แบบนี้มาแล้ว
"คุณชาย บุตรสาวของประธานหลี่อวิ๋นแห่งสมาคมการค้าชิ่งอวิ๋นคนนั้นช่างหูหนวกตาบอดจริงๆ... ทำไมท่านไม่แสดงพละกำลังให้เห็นบ้างล่ะครับ นางจะได้หุบปากไปเสียที"
เมื่อขับรถม้าพ้นเขตเมืองหนิงผิงมาได้ครู่หนึ่ง ผู้คุ้มกันวัยกลางคนก็อดไม่ได้ที่จะถามโจวตงหวง
คำพูดเหล่านั้นของหลี่รุ่ย แม้แต่เขาก็ยังทนฟังไม่ได้
"ลุงเหอ ท่านคิดว่า... แมวตัวเล็กๆ ที่ส่งเสียงขู่คำรามท้าทายอยู่ต่อหน้าเสือ เสือมันจะสนใจงั้นหรือ?"
โจวตงหวงยิ้มบางๆ
"ย่อมไม่แน่นอนครับคุณชาย ข้าเข้าใจแล้ว ท่านแค่ไม่ลดตัวลงไปลดระดับความสำคัญกับนางนั่นเอง"
ผู้คุ้มกันวัยกลางคนถึงกับกระจ่างแจ้ง ในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในระดับจิตใจของคุณชายตัวเอง หากเป็นเขา คงทนไม่ได้แน่ๆ
"ลุงเหอ กฎเดิมนะ... หากมีปัญหาอะไรก็โยนกระดิ่งเข้ามาในรถ ปกติข้าจะไม่ตื่นขึ้นมาเอง"
หลังจากบอกกล่าวผู้คุ้มกันแล้ว โจวตงหวงก็นั่งขัดสมาธิภายในห้องโดยสาร และเริ่มบำเพ็ญเพียรตาม 'เคล็ดวิชาสี่ลักษณ์เอกอุ' ต่อไป...
ตลอดเส้นทางขากลับนั้นสงบราบรื่น ไม่มีใครเข้ามาหาเรื่องเลย
รถม้าที่ลากด้วยม้าเหงื่อโลหิตของโจวตงหวงนั้นดูโดดเด่นเกินไป จนพวกโจรป่าตามทางต่างเข้าใจผิดคิดว่าเป็นรถม้าของหัวหน้าใหญ่ค่ายหมาป่าเขียว
ระหว่างเมืองชิงซานและเมืองหนิงผิง แม้จะมีค่ายโจรป่าอยู่มากมาย แต่ค่ายที่พอจะงัดข้อกับค่ายหมาป่าเขียวได้ก็มีเพียงค่ายเสือดำเท่านั้น
ส่วนค่ายโจรอื่นๆ พละกำลังล้วนเทียบไม่ติดเลย
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครกล้าเข้ามาตอแยรถม้าที่สงสัยว่าเป็นของหัวหน้าใหญ่ค่ายหมาป่าเขียวเลยสักคน
มีสัตว์ป่าบางตัวที่โผล่เข้ามาบ้าง แต่ก็ถูกผู้คุ้มกันวัยกลางคนจัดการขับไล่หรือสังหารไปจนหมด
ช่วงเที่ยงของวันที่ 25 ธันวาคม ปีปฏิทินเมฆาม่วงที่ 1227 โจวตงหวงนั่งรถม้าออกจากเมืองหนิงผิงเพื่อกลับสู่เมืองชิงซาน
และในช่วงบ่ายของวันที่ 26 ธันวาคม ปีปฏิทินเมฆาม่วงที่ 1227 เขาก็เดินทางถึงเมืองชิงซานและกลับมายังหอสุราอวิ๋นเซวียน
ไปกลับรวมแล้วใช้เวลาเพียงสามวันสามคืนเท่านั้น
หากโจวตงหวงไม่ได้เปลี่ยนมาใช้ม้าเหงื่อโลหิต ป่านนี้เขาคงเพิ่งจะเดินทางถึงเมืองหนิงผิงเท่านั้นเอง
"คุณชาย ท่าน... กลับมาเร็วขนาดนี้เลยหรือคะ?"
แม่เฒ่าเหลียนตกตะลึงเมื่อเห็นโจวตงหวงมาหา นางไม่คิดเลยว่าโจวตงหวงจะกลับมาเร็วขนาดนี้
"อืม"
โจวตงหวงพยักหน้าพลางยื่นเงินค่าสินค้าที่ได้รับมาจากสมาคมการค้าชิ่งอวิ๋นในเมืองหนิงผิงให้กับแม่เฒ่าเหลียน "ระหว่างทางมีคนมอบม้าเหงื่อโลหิตให้ข้ามาตัวหนึ่ง ข้าเลยเอามันมาลากรถม้า ขากลับเลยไม่ได้เสียเวลามากนัก"
"มอบม้าเหงื่อโลหิตให้งั้นหรือ?"
แม่เฒ่าเหลียนกำลังจะอ้าปากถามว่าใครกันที่ใจปล้ำขนาดนั้น แต่โจวตงหวงก็หันหลังเดินจากไปเสียแล้ว
ทว่าในคืนนั้นเอง แม่เฒ่าเหลียนก็ได้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างทางไปเมืองหนิงผิงจากการพูดคุยของเหล่าผู้คุ้มกัน
"ได้ยินลุงเหอบอกว่า คุณชายของเราไปเมืองหนิงผิงครั้งนี้ ระหว่างทางเจอพวกโจรค่ายเสือดำสิบคนที่นำโดยเฉียนทงเทียนรองหัวหน้าค่าย... แค่ปะทะครั้งเดียว คุณชายก็แย่งดาบของเฉียนทงเทียนมาได้แล้วปลิดชีพมันซะ จากนั้นก็ขว้างดาบออกไปสามรอบ ฆ่าโจรที่เหลืออีกเก้าคนตายเกลี้ยงเลย"
"คุณชายขนาดเพชฌฆาตหัตถ์โลหิตตระกูลหวางยังฆ่าได้ในครั้งเดียว เฉียนทงเทียนพละกำลังยังไม่เท่าเพชฌฆาตหัตถ์โลหิตเลย ถูกคุณชายฆ่าตายก็ไม่แปลก แต่ไม่นึกเลยว่าคุณชายจะขว้างดาบฆ่าคนได้ด้วย"
"มันไม่เกินจริงไปหน่อยเหรอ? ลุงเหอพูดเว่อร์ไปเปล่า?"
"ลุงเหอน่ะเหรอ? เขาขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์จะตาย ข้ากับเขารู้จักกันมานาน ข้ารู้จักนิสัยเขาดี เขาไม่มีทางโกหกหรอก"
...
แม่เฒ่าเหลียนนึกไม่ถึงเลยว่าสิ่งที่อาศัยคำพูดที่ว่า "มีคนมอบให้" ของคุณชาย จริงๆ แล้วคือรางวัลจากการสังหารเฉียนทงเทียนรองหัวหน้าค่ายเสือดำนี่เอง
"คุณชาย... กระทั่งม้าเหงื่อโลหิตที่โตเต็มวัยก็ยังกำราบให้เชื่องได้งั้นหรือ?"
แม้แม่เฒ่าเหลียนจะรู้ว่าคุณชายของนางมีความสามารถล้ำเลิศ แต่เมื่อรู้เรื่องนี้เข้า นางก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่ง
นางถึงขนาดแอบคิดขึ้นมาแวบหนึ่งว่า:
บนโลกใบนี้ ยังจะมีเรื่องอะไรอีกที่คุณชายของนางทำไม่ได้?
อีกด้านหนึ่ง
เมื่อเดินผ่านหน้าห้องของหลินหลานและพบว่าหลินหลานกำลังปิดประตูบำเพ็ญเพียรอยู่ โจวตงหวงก็ไม่ได้เข้าไปรบกวน และเดินกลับห้องของตัวเองไปโดยตรง
"ผนึกในร่างกายของข้าถูกปลดออกเมื่อเช้ามืดของวันที่ 15 ธันวาคม ปีปฏิทินเมฆาม่วงที่ 1227... และในตอนนั้นเองที่ข้าเริ่มบำเพ็ญเพียรอย่างเป็นทางการ"
"ตอนที่ข้าเข้าสู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่ง คือตอนที่ความมืดของคืนวันที่ 24 ธันวาคม ปีปฏิทินเมฆาม่วงที่ 1227 เพิ่งจะมาเยือน"
"นั่นหมายความว่า... ข้าใช้เวลาไม่ถึงสิบวัน ก็ก้าวเข้าสู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งได้แล้ว"
โจวตงหวงพึมพำเบาๆ ขณะนั่งอยู่บนเตียง
"อืม ก็ถือว่าเป็นไปตามที่คาดไว้... ขั้นตอนต่อไป จากระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งไปสู่ขั้นที่สอง จะต้องใช้เวลานานขึ้นหน่อย น่าจะประมาณยี่สิบวัน"
ดีที่คำพูดนี้ไม่มีใครได้ยิน ไม่อย่างนั้นคงมีคนกระอักเลือดตายด้วยความริษยาแน่ๆ
จากระดับหนึ่งไประดับสองใช้เวลาเพียงยี่สิบวัน แต่กลับบ่นว่านานงั้นรึ?
ผู้คนในแคว้นอวิ๋นหยางส่วนใหญ่มักจะเริ่มบำเพ็ญเพียรตอนอายุประมาณสิบเอ็ดหรือสิบสองปี ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากเริ่มเร็วๆ แต่ต้องรอให้ร่างกายเริ่มมีพัฒนาการเสียก่อนจึงจะเริ่มฝึกได้
มีบางคนเริ่มฝึกก่อนที่ร่างกายจะพร้อม ไม่เพียงแต่ความก้าวหน้าจะช้ามาก แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย จนกลายเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ยาก
ได้ยินว่าในดินแดนภายนอกแคว้นอวิ๋นหยาง มีโอสถวิเศษชนิดหนึ่งที่เมื่อทานเข้าไปแล้ว จะสามารถเริ่มบำเพ็ญเพียรได้ตั้งแต่อายุสามหรือสี่ขวบที่เริ่มรู้ความ
และจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายแม้แต่น้อย
ทว่า โอสถวิเศษเหล่านั้นไม่เคยปรากฏขึ้นในแคว้นอวิ๋นหยางเลย สำหรับคนในแคว้นอวิ๋นหยางแล้ว มันเป็นเพียงตำนานที่เลื่อนลอยเท่านั้น
"ในประวัติศาสตร์ของแคว้นอวิ๋นหยาง สมาชิกราชวงศ์คนหนึ่งที่สร้างสถิติการบำเพ็ญเพียรได้เร็วที่สุด เริ่มฝึกตอนอายุสิบเอ็ดขวบ เข้าสู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งตอนอายุสิบสาม สิบสี่ขวบสู่ระดับสอง สิบหกขวบสู่ระดับสาม ยี่สิบขวบเข้าสู่ระดับสี่..."
"จากจุดเริ่มต้นจนถึงระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่ง เขาใช้เวลาไปถึงสองปี"
"แต่จากระดับหนึ่งไปสู่ระดับสอง เขากลับใช้เวลาเพียงปีเดียว... นั่นเป็นเพราะเขาเริ่มคุ้นชินกับการฝึกแล้ว ไม่เหมือนตอนเริ่มต้นที่ต้องค่อยๆ คลำหาทางและปรับตัว จนทำให้เสียเวลาไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็นมากเกินไป"
คนปกติเมื่อเริ่มบำเพ็ญเพียร ต่อให้มีเคล็ดวิชาคอยนำทาง แต่ก็มักจะหลงทางไปบ้าง
เพราะเคล็ดวิชามันก็แค่ทฤษฎีบนหน้ากระดาษ การนำมาปฏิบัติจริงนั้นมีความยากในระดับหนึ่งเสมอ
ทว่า โจวตงหวงนั้นแตกต่างออกไป
ด้วยความทรงจำนับพันปีจากชาติก่อน เส้นทางการบำเพ็ญเพียรของเขาจึงราบรื่นราวกับปลาได้น้ำ และเพราะเหตุนี้ ความเร็วในการฝึกของเขาจึงรวดเร็วอย่างถึงที่สุด
"ดูเหมือนว่า จะต้องหาคนเดินทางไปที่เมืองเจ้าเมือง เพื่อช่วยข้าซื้อสมุนไพรตัวอื่นๆ เพิ่มเติม... หากมีม้าเหงื่อโลหิตใช้ในการเดินทาง การไปเมืองเจ้าเมืองต่อให้แวะพักระหว่างทางบ้าง ไปกลับก็น่าจะใช้เวลาไม่เกินสองวันสองคืน"
คราวก่อนที่หลินหลานไปตระกูลหลินในเมืองเจ้าเมืองแล้วกลับมา นางใช้เวลาไปถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน แต่นั่นเป็นเพราะนางใช้ม้าฝีเท้าดีธรรมดาในการเดินทางเท่านั้น
ความเร็วของม้าเหงื่อโลหิตนั้นไม่ใช่สิ่งที่ม้าธรรมดาจะเทียบติดได้เลย
"ขอเพียงมีสมุนไพรจากเมืองเจ้าเมือง ข้าก็จะสามารถปรุงผงรวบรวมปราณที่มีคุณภาพดีกว่าเดิมได้... เมื่อถึงเวลานั้น ข้าน่าจะเข้าสู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สองได้อย่างราบรื่นภายในครึ่งเดือน"
ถึงแม้โจวตงหวงจะสามารถเดินทางไปซื้อสมุนไพรด้วยตัวเองได้ แต่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำเช่นนั้น
เพราะหากเขาไปเอง มันจะเป็นการเสียเวลามากเกินไป
การควบม้าเร็วไปเมืองเจ้าเมืองนั้นไม่สามารถบำเพ็ญเพียรระหว่างทางได้เลย
"เวลาสองวันสองคืนนั้นเพียงพอที่จะทำให้ระดับพลังของข้าเพิ่มขึ้นได้ไม่น้อย... แต่ถ้าจะหาคนไปซื้อยาที่เมืองเจ้าเมือง ควรจะเป็นใครดีนะ?"
โจวตงหวงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะทอประกายขึ้น "คนคนนั้นไงล่ะ!"
...
ตระกูลฉิน เป็นหนึ่งในสามตระกูลขุนนางระดับล่างแห่งเมืองชิงซาน
จวนของตระกูลฉินนั้นกว้างขวางใหญ่โต ไม่ด้อยไปกว่าจวนของตระกูลหวางเลย
ในอดีต โจวตงหวงเคยมาที่จวนตระกูลฉินอยู่หลายครั้งจากการนำทางของฉินเสี่ยวอวี่ แต่สถานการณ์ในตอนนั้นกลับแตกต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง
ตอนนี้ เพียงแค่เขามาถึงหน้าประตูจวนตระกูลฉิน สมาชิกตระกูลฉินที่เฝ้าประตูอยู่เมื่อเห็นเขาก็รีบวิ่งเข้าไปรายงานฉินหลง ผู้นำตระกูลฉินทันที
ฉินหลง ผู้นำตระกูลฉิน ปรากฏตัวต่อหน้าโจวตงหวงภายในเวลาอันรวดเร็ว และเป็นคนเดินนำโจวตงหวงเข้าสู่จวนด้วยตัวเอง "คุณชายตงหวง ท่านมาหาเสี่ยวอวี่งั้นหรือครับ?"
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างโจวตงหวงและฉินเสี่ยวอวี่ไม่ใช่ความลับในตระกูลฉิน
และเพราะเหตุนี้ ในวันนั้นหลังจากที่โจวตงหวงสังหารหวางอวี้คุนอดีตผู้นำตระกูลหวางไปแล้ว ฐานะของฉินเสี่ยวอวี่ในตระกูลฉินก็พุ่งสูงขึ้นราวกับติดจรวด
การมีพี่ชายที่สามารถตบเพชฌฆาตหัตถ์โลหิตหวางอวี้คุนตายได้ในฝ่ามือเดียว คนในตระกูลฉินตั้งแต่น้อยไปจนถึงใหญ่ รวมถึงนักสู้ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สองของตระกูลฉินเอง ใครจะกล้าไปล่วงเกินฉินเสี่ยวอวี่ล่ะ?
ตอนนี้ ฉินเฟย นายน้อยใหญ่ตระกูลฉิน ก็ไม่กล้าเข้าไปเกาะแกะฉินเสี่ยวอวี่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะกลัวว่าจะไปล่วงเกินโจวตงหวงเข้า
"ครั้งนี้ข้าไม่ได้มาหาเสี่ยวอวี่"
โจวตงหวงส่ายหัว "ข้ามาหาอดีตผู้นำตระกูลฉิน"
༺༻