- หน้าแรก
- หนึ่งพันปีแห่งการหวนคืน
- บทที่ 24 - หลี่รุ่ย
บทที่ 24 - หลี่รุ่ย
บทที่ 24 - หลี่รุ่ย
บทที่ 24 - หลี่รุ่ย
༺༻
เมื่อถึงเมืองหนิงผิง โจวตงหวงสั่งให้ผู้คุ้มกันวัยกลางคนที่ขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังสมาคมการค้าชิ่งอวิ๋นทันที
ประธานสมาคมการค้าชิ่งอวิ๋นเป็นผู้หญิงเช่นกัน นางเป็นสมาชิกสายรองของตระกูลหลี่ในเมืองเจ้าเมือง มีนามว่า 'หลี่อวิ๋น' และเป็นเพื่อนสนิทของหลินหลานมาหลายปี
"ท่านน้าอวิ๋น เงินทองและสินค้าเรียบร้อยแล้ว ข้าคงต้องขอตัวลาก่อน"
ภายในห้องรับแขกของสมาคมการค้าชิ่งอวิ๋น หลังจากเก็บค่าสินค้าเรียบร้อยแล้ว โจวตงหวงจึงเอ่ยกับหลี่อวิ๋น
ในความทรงจำ หลี่อวิ๋นเคยไปหาสมาคมการค้าอวี้หลานหลายครั้ง และทุกครั้งที่หลี่อวิ๋นไป นางมักจะนำของขวัญไปฝากเขาเสมอ ดังนั้นเขาจึงมีความประทับใจที่ดีต่อหลี่อวิ๋น
"ตงหวง เจ้าอุตส่าห์มาหาถึงที่นี่ทั้งที พักที่บ้านน้าสักคืนก่อนค่อยไปเถอะ ให้น้าได้ดูแลเจ้าให้ดีเสียหน่อย"
หลี่อวิ๋นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
นางกับหลินหลานเป็นเพื่อนรักกันมาหลายปี ต่างคนต่างเห็นอกเห็นใจและนับถือกันเหมือนพี่น้อง ด้วยความรักที่มีต่อเพื่อน นางจึงไม่เคยเห็นลูกบุญธรรมของหลินหลานเป็นคนอื่นไกล
"ท่านน้าอวิ๋น ไม่ต้องลำบากหรอกครับ ข้าต้องรีบกลับ"
โจวตงหวงส่ายหัว เขาไม่ได้ตั้งใจจะค้างคืนที่เมืองหนิงผิง
ตอนนี้ที่หอสุราอวิ๋นเซวียน มีเพียงแม่เฒ่าเหลียนที่เป็นนักสู้ระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งเพียงคนเดียว ส่วนหลินหลานท่านแม่ของเขาก็เพิ่งสละระดับพลังเดิมเพื่อเริ่มต้นบำเพ็ญเพียรตาม 'เคล็ดวิชานิรันดร์พฤกษา' ใหม่ จึงยังไม่มีพละกำลังเหมือนแต่ก่อน
การกลับบ้านช้าเกินไปอาจทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจนัก
"งั้นก็อยู่ทานอาหารกลางวันด้วยกันก่อนสิ... นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว ตงหวง เจ้าคงไม่ถึงกับไม่อยากทานข้าวกับน้าหรอกนะ?"
หลี่อวิ๋นยื่นข้อเสนอที่รองลงมา "หรือว่า... ตอนนี้เจ้ากลายเป็นเจ้าของหอสุราอวิ๋นเซวียนไปแล้ว เลยดูแคลนน้าคนนี้ขึ้นมา?"
"ท่านน้าอวิ๋น ท่านรู้เรื่องนี้แล้วหรือครับ?"
โจวตงหวงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าหลี่อวิ๋นจะรู้เรื่องที่เขากลายเป็นเจ้าของหอสุราอวิ๋นเซวียนแล้ว
"จะไม่รู้ได้อย่างไรกัน? เมื่อวานซืน น้าได้ยินคนที่มาจากเมืองชิงซานเล่าว่า เจ้าซันเจ้าของหอสุราอวิ๋นเซวียน ยกหอสุราอวิ๋นเซวียนให้กับเจ้า"
หลี่อวิ๋นเอ่ยด้วยความทึ่ง "เมื่อวาน น้าก็ได้ยินคนที่มาจากเมืองชิงซานพูดกันอีกว่า... เจ้าลงมือเพียงฝ่ามือเดียวก็สังหารผู้อาวุโสรองระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งของตระกูลหวาง เมืองขุนนางระดับล่างในเมืองชิงซานได้ และยังสังหารอดีตผู้นำตระกูลหวางอย่างเพชฌฆาตหัตถ์โลหิตหวางอวี้คุนด้วยฝ่ามือเดียวเช่นกัน!"
"ตอนแรกน้าก็ไม่ยักษ์จะเชื่อ แต่ในวันนี้ เจ้ากลับสามารถนำสร้อยข้อมือทองคำสิบชิ้นมาส่งที่นี่ได้อย่างปลอดภัยด้วยตัวคนเดียว ต่อให้น้าจะไม่เชื่อ ก็คงไม่ได้แล้วล่ะ"
เมื่อพูดถึงประโยคท้ายๆ ดวงตาคู่สวยของหลี่อวิ๋นก็ทอประกายแห่งความรอบรู้ที่หาได้ยากยิ่ง
ตลอดเส้นทางจากเมืองชิงซานถึงเมืองหนิงผิงนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มโจรป่า คนทั่วไปที่พกพาสินค้าล้ำค่าหากถูกตรวจสอบแล้ว มักจะต้องจ่ายค่าผ่านทางเพื่อให้ผ่านไปได้โดยสะดวก
ตราบใดที่ให้ความร่วมมือและไม่ต่อต้าน พวกโจรป่ามักจะไม่ฆ่าแกงกันง่ายๆ เพราะพวกเขาก็กลัวว่าหากฆ่าคนมากเกินไป จนไม่มีใครกล้าเดินทางผ่านเส้นทางนี้อีก
การฆ่าไก่เอาไข่ไม่ใช่หนทางที่ยั่งยืน
ทว่า โจวตงหวงสามารถนำสร้อยข้อมือทองคำสิบชิ้นมาถึงเมืองหนิงผิงได้อย่างราบรื่น นั่นเป็นการบอกเล่าถึงความสามารถของเขาได้อย่างดีโดยไม่ต้องใช้คำพูด
"ในเมื่อท่านน้าอวิ๋นเชื้อเชิญด้วยความจริงใจ เช่นนั้นข้าก็จะไม่ปฏิเสธครับ"
เมื่อเห็นหลี่อวิ๋นมองมาที่เขาด้วยแววตาแห่งความคาดหวัง และเมื่อนึกได้ว่าการทานอาหารกลางวันมื้อเดียวคงไม่เสียเวลามากนัก โจวตงหวงจึงตอบตกลง
"ดีเลย! ตงหวงเจ้ารออยู่ที่นี่สักครู่ น้าจะสั่งให้คนไปเตรียมการ"
เมื่อเห็นโจวตงหวงตอบตกลง ใบหน้าของหลี่อวิ๋นก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางบอกลาโจวตงหวงแล้วออกไปสั่งการทันที
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ หลี่อวิ๋นก็กลับมาที่ห้องรับแขก โดยที่ข้างกายของนางมีเด็กสาวคนหนึ่งซึ่งดูจะมีอายุไล่เลี่ยกับโจวตงหวง
เด็กสาวสวมชุดสีฟ้าอ่อน หน้าตาสะสวย มีความคล้ายคลึงกับหลี่อวิ๋นอยู่บ้าง แต่นางกลับขมวดคิ้วแน่น ราวกับไม่พอใจที่ต้องมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่
"หลี่รุ่ย"
โจวตงหวงจำเด็กสาวคนนี้ได้ นางคือลูกสาวของหลี่อวิ๋นที่มีอายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี ชื่อหลี่รุ่ย เมื่อตอนเด็กๆ ทั้งคู่เคยเล่นด้วยกัน แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ไม่ค่อยได้พบกัน จึงทำให้รู้สึกเหินห่างกันไปมาก
"รุ่ยเอ๋อร์ นี่คือพี่ตงหวงของเจ้า ทำไมยังไม่ทักทายพี่เขาล่ะ?"
หลี่อวิ๋นขมวดคิ้วมองไปที่หลี่รุ่ย
"ท่านแม่ เขาอายุมากกว่าข้าแค่ปีเดียวเองนะ... ข้าเรียกชื่อเขาเฉยๆ ก็น่าจะได้ไม่ใช่หรือ?"
หลี่รุ่ยเอ่ยด้วยความไม่พอใจ
"เจ้า..."
ในขณะที่หลี่อวิ๋นหน้าถอดสีและกำลังจะโมโห โจวตงหวงก็เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม "ท่านน้าอวิ๋น มันก็แค่คำเรียกขาน ข้าไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่เลย ท่านจะไปใส่ใจทำไม?"
เมื่อพูดจบ โจวตงหวงก็หันไปทางหลี่รุ่ยและทักทายด้วยรอยยิ้ม "เสี่ยวรุ่ย ไม่เจอกันเสียนานนะ"
"ใครอนุญาตให้เจ้าเรียกข้าว่าเสี่ยวรุ่ยกัน? เรียกข้าว่าหลี่รุ่ยสิ!"
หลี่รุ่ยแค่นเสียงเหอะอย่างไม่พอใจ
โจวตงหวง นางย่อมจำเขาได้ เขาเป็นลูกชายของหลินหลานเพื่อนรักของท่านแม่นาง และยังเป็นคนไร้ความสามารถทางวรยุทธ์ที่ไม่สามารถฝึกฝนลมปราณได้อีกด้วย
แม้ว่าท่านแม่ของนางจะบอกว่าตอนนี้โจวตงหวงเปลี่ยนไปจากเดิมมาก แต่นางกลับไม่เชื่อแม้แต่น้อย นางคิดว่าข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับโจวตงหวงที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เป็นเพียงข่าวโคมลอยที่ไม่มีมูลความจริง
คนไร้ความสามารถทางวรยุทธ์คนหนึ่ง จะกลายเป็นเจ้าของกิจการที่ทำเงินมากที่สุดในเมืองชิงซานอย่างหอสุราอวิ๋นเซวียนได้อย่างไร?
คนไร้ความสามารถทางวรยุทธ์คนหนึ่ง จะสังหารหวางอวี้คุนอดีตผู้นำตระกูลหวางในเมืองชิงซานได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของนาง ต่อให้โจวตงหวงไม่ใช่คนไร้ความสามารถทางวรยุทธ์ แต่ด้วยวัยเพียงสิบสิบหกปี เขาก็ย่อมไม่มีพละกำลังที่จะสังหารหวางอวี้คุนได้แน่ๆ
หวางอวี้คุนนั้นเป็นนักสู้ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สองเชียวนะ
ในแคว้นอวิ๋นหยาง เด็กหนุ่มอายุสิบหกปีที่มีความสามารถสังหารเขาได้นั้นมีเพียงน้อยนิดราวกับขนหงส์เขาโกริน และคนระดับนั้นย่อมไม่ใช่คนที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ แบบนี้แน่ๆ
"อืม หลี่รุ่ย"
ถึงแม้โจวตงหวงจะไม่ถือสาหาความกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่เมื่อหลี่รุ่ยไร้มารยาทเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็หายไปทันที และน้ำเสียงก็ดูเย็นชาขึ้นมาก
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่อวิ๋นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา
เดิมทีนางตั้งใจจะให้ลูกสาวของนางและลูกบุญธรรมของเพื่อนสนิทอย่างหลินหลานได้มีโอกาสทำความรู้จักกัน เพื่อดูว่าจะมีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไปได้หรือไม่
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว
"ตงหวง รุ่ยเอ๋อร์ พวกเราไปกันเถอะ"
หลี่อวิ๋นให้คนไปจองห้องรับรองที่หอสุราแห่งหนึ่งในเมืองหนิงผิง เมื่อนางพาโจวตงหวงและหลี่รุ่ยเดินออกมาที่หน้าสมาคมการค้าชิ่งอวิ๋น ก็พบว่ามีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่
ปกติรถม้าทั่วไปคงไม่สามารถดึงดูดความสนใจของหลี่อวิ๋นได้
ทว่า ม้าที่อยู่หน้ารถคันนี้ กลับเป็นม้าเหงื่อโลหิต!
เอาม้าเหงื่อโลหิตมาลากรถม้า
แม้แต่ในเมืองเจ้าเมืองเอง ก็คงจะมีน้อยคนนักที่จะทำเรื่องสิ้นเปลืองแบบนี้ใช่ไหม?
"ม้าเหงื่อโลหิตงั้นหรือ?"
เมื่อเห็นรถม้าที่ลากโดยม้าเหงื่อโลหิต หลี่รุ่ยก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน นางอดไม่ได้ที่จะถามหลี่อวิ๋น "ท่านแม่ นี่เป็นรถม้าของใครกัน?"
ในขณะที่หลี่อวิ๋นกำลังจะส่ายหัวบอกว่า 'ไม่รู้เหมือนกัน' คนขับรถม้าวัยกลางคนคนนั้นก็ได้กระโดดลงมาจากรถม้า แล้วทำความเคารพโจวตงหวงด้วยความนบนอบ "คุณชาย"
"อืม"
โจวตงหวงพยักหน้าเบาๆ แล้วหันไปมองหลี่อวิ๋น "ท่านน้าอวิ๋น พวกเรานั่งรถม้าของข้าไปเถอะครับ... ทานข้าวเสร็จแล้วข้าจะมาส่งพวกท่าน แล้วค่อยเดินทางกลับเมืองชิงซานเลย"
"ด... ได้"
ในตอนนี้ หลี่อวิ๋นเพิ่งจะได้สติกลับมา ที่แท้รถม้าคันนี้ก็เป็นของโจวตงหวงนี่เอง
หลังจากที่รถม้าออกเดินทาง ภายในห้องโดยสารรถม้า หลี่รุ่ยที่นั่งข้างหลี่อวิ๋นก็ขมวดคิ้วและพูดกับโจวตงหวงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม "โจวตงหวง เจ้าเอาม้าเหงื่อโลหิตมาลากรถม้าแบบนี้ มันเป็นการสิ้นเปลืองของล้ำค่าโดยเปล่าประโยชน์จริงๆ!"
"สิ้นเปลืองของล้ำค่าโดยเปล่าประโยชน์งั้นหรือ?"
โจวตงหวงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาบางๆ
ม้าเหงื่อโลหิต ในสายตาของคนทั่วไปอาจจะเป็นของล้ำค่า แต่ในสายตาของโจวตงหวง มันก็ไม่ต่างอะไรกับม้าฝีเท้าดีทั่วๆ ไป
ยิ่งไปกว่านั้น การที่มันได้มีโอกาสมาลากรถม้าให้โจวตงหวงผู้นี้ ก็นับว่าม้าเหงื่อโลหิตตัวนี้ได้สั่งสมบุญมาหลายภพหลายชาติแล้ว
เมื่อเห็นโจวตงหวงทำเหมือนไม่อยากจะเสวนากับนาง หลี่รุ่ยก็รู้สึกเสียหน้าและโมโห "ข้าที่ผ่านการคัดเลือกเข้าตระกูลหลี่ในเมืองเจ้าเมือง และกำลังจะไปเข้าตระกูลหลี่เพื่อฝึกฝนวรยุทธ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ข้ายังไม่เคยขอให้ท่านแม่ซื้อม้าเหงื่อโลหิตให้ข้าสักตัวเลย... นั่นเป็นเพราะข้ารู้ว่าท่านแม่หาเงินมาลำบาก ข้าจึงไม่กล้าใช้เงินของท่านแม่มากเกินไป"
"แต่เจ้าล่ะ คนไร้ความสามารถทางวรยุทธ์แบบเจ้า ไม่เพียงแต่จะยอมให้ท่านแม่ของเจ้าใช้เงินที่หามาได้ยากเย็นไปซื้อม้าเหงื่อโลหิตให้ แต่ยังเอามันมาลากรถม้าให้เจ้าอีก... เจ้าไม่รู้สึกผิดต่อท่านแม่ของเจ้าบ้างหรือ?"
"ดูท่า ลูกแท้ๆ กับลูกที่เก็บมาเลี้ยง มันก็มีความแตกต่างกันจริงๆ นั่นแหละ"
เมื่อพูดถึงประโยคท้าย หลี่รุ่ยก็มองโจวตงหวงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ
"รุ่ยเอ๋อร์!"
สีหน้าของหลี่อวิ๋นเปลี่ยนไปทันที นางตบหน้าหลี่รุ่ยอย่างแรงต่อหน้าโจวตงหวง 'เพี๊ยะ' หนึ่งฉาด "รีบขอโทษพี่ตงหวงเดี๋ยวนี้!"
"ท่านแม่ ท่าน... ท่านตบข้าหรือ? ข้าพูดอะไรผิดไปงั้นหรือ?"
หลี่รุ่ยกุมแก้มข้างที่บวมแดงของนางไว้ พลางเบิกตากว้างมองหลี่อวิ๋นด้วยความเหลือเชื่อ ตั้งแต่เล็กจนโต นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านแม่ตบหน้านาง
นางหารู้ไม่ว่า การที่หลี่อวิ๋นตบนางนั้น ไม่ใช่เพื่อจะเข้าข้างโจวตงหวง แต่เป็นการเพื่อที่จะปกป้องนางต่างหาก
โจวตงหวงในตอนนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนจะมาล่วงเกินเขาได้ง่ายๆ อีกแล้ว
"อืม เจ้าเป็นเด็กที่รู้ความดีนะ"
โจวตงหวงมองไปที่หลี่รุ่ยและพยักหน้าอย่างเป็นงานเป็นการ "แต่อย่างไรข้าก็อยากให้เจ้าเข้าใจประเด็นหนึ่งด้วยว่า: ม้าเหงื่อโลหิตตัวนี้ ข้าไม่ได้ขอให้ท่านแม่ซื้อให้ และท่านแม่ของข้าก็ไม่ได้ซื้อมาให้ข้าด้วย"
"ถ้าไม่ใช่ท่านแม่ของเจ้าซื้อมาให้ แล้วเจ้าจะเอาเงินที่ไหนมากมายไปซื้อม้าเหงื่อโลหิตกันล่ะ?"
หลี่รุ่ยถูกคำพูดของโจวตงหวงดึงความสนใจไป นางเอ่ยด้วยความดูแคลน
"ม้าเหงื่อโลหิตตัวนี้ คือสิ่งที่ข้าเก็บมาเป็นของรางวัลจากการสังหารเฉียนทงเทียนรองหัวหน้าค่ายเสือดำระหว่างทางเมื่อวานนี้"
โจวตงหวงเอ่ยออกมาอย่างเรียบง่าย
เมื่อได้ยินคำพูดของโจวตงหวง รูม่านตาของหลี่อวิ๋นก็หดเล็กลงในทันที
ค่ายเสือดำ นางย่อมรู้จักค่ายโจรป่าที่ทรงพลังซึ่งแอบซ่อนอยู่ระหว่างเมืองชิงซานและเมืองหนิงผิงเป็นอย่างดี
หัวหน้าใหญ่ของค่ายเสือดำนั้นเป็นนักสู้ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สอง
และรองหัวหน้าค่ายเสือดำอย่างเฉียนทงเทียน ก็เป็นนักสู้ที่มีระดับพลังเกือบถึงรวบรวมปราณขั้นที่สองเช่นกัน
"เฉียนทงเทียน ถูกตงหวงสังหารแล้วงั้นรึ?"
หัวใจของหลี่อวิ๋นสั่นไหวอย่างรุนแรง
"โม้จนไม่ดูสารรูปเลยนะ!"
หลี่รุ่ยหัวเราะเยาะ "เฉียนทงเทียนรองหัวหน้าค่ายเสือดำคนนั้น ได้ยินมาว่าในช่วงปีสองปีนี้เขามีโอกาสจะทะลวงเข้าสู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สองแล้ว... คนระดับนั้น หากมองไปทั่วทั้งเมืองชิงซาน คนที่จะฆ่าเขาได้ย่อมมีเพียงไม่กี่หยิบมือ เจ้าที่คนไร้ความสามารถทางวรยุทธ์ มีสิทธิ์อะไรไปฆ่าเขาได้?"
"คุณหนูท่านนี้ คุณชายของข้าเป็นคนสังหารเฉียนทงเทียนรองหัวหน้าค่ายเสือดำจริงๆ ครับ ข้าเห็นมากับตาตัวเอง และม้าเหงื่อโลหิตตัวนี้ เดิมทีก็เป็นของเฉียนทงเทียนจริงๆ ภายหลังถูกคุณชายของข้ากำราบให้มาลากรถม้าให้"
ผู้คุ้มกันวัยกลางคนที่ขับรถม้าทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงเอ่ยออกมาเพื่อปกป้องความยุติธรรมให้โจวตงหวง
"เขาเป็นคุณชายของเจ้า ต่อให้เขาจะโม้ไปจนถึงสวรรค์ เจ้าก็ย่อมต้องช่วยเขาโกหกอยู่แล้ว"
หลี่รุ่ยเอ่ยอย่างดูแคลน "ฟังจากที่เจ้าพูดมา... ม้าเหงื่อโลหิตตัวที่โตเต็มวัยนี้ เพิ่งจะถูกคุณชายของเจ้าฝึกให้เชื่องเมื่อวานนี้เองงั้นรึ?"
"ใครๆ ก็รู้ว่า ม้าเหงื่อโลหิตที่โตเต็มวัยจะมีนิสัยดุดันมาก ต่อให้มันต้องเอาหัวชนกำแพงตาย มันก็ไม่มีทางยอมถูกมนุษย์ฝึกฝนได้เด็ดขาด!"
༺༻