- หน้าแรก
- หนึ่งพันปีแห่งการหวนคืน
- บทที่ 23 - วิชาก้าววรยุทธ์ชั้นสาม
บทที่ 23 - วิชาก้าววรยุทธ์ชั้นสาม
บทที่ 23 - วิชาก้าววรยุทธ์ชั้นสาม
บทที่ 23 - วิชาก้าววรยุทธ์ชั้นสาม
༺༻
ม้าเหงื่อโลหิต แม้จะใช้ลากรถม้า แต่ความเร็วของมันก็ยังสูงมาก เกินกว่าที่รถม้าธรรมดาจะเทียบติดได้
"ด้วยม้าเหงื่อโลหิตตัวนี้ลากรถม้าไป อย่างช้าที่สุดเช้าพรุ่งนี้ก็คงถึงเมืองหนิงผิงแล้ว"
โจวตงหวงออกเดินทางมาตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวาน
ในตอนนี้คือวันที่ 24 ธันวาคม ปีปฏิทินเมฆาม่วงที่ 1227 ช่วงบ่าย
เดิมทีการเดินทางนี้ควรจะถึงในช่วงบ่ายของวันที่ 26 ธันวาคม ปีปฏิทินเมฆาม่วงที่ 1227 แต่เพราะได้ม้าเหงื่อโลหิตมาลากรถม้า จึงสามารถเดินทางไปถึงเมืองหนิงผิงได้เร็วกว่ากำหนด คือในช่วงเช้ามืดของวันที่ 25 ธันวาคม ปีปฏิทินเมฆาม่วงที่ 1227
ก่อนที่จะผ่านป่าผืนนั้น รถม้าที่โจวตงหวงนั่งมาวิ่งอยู่บนถนนอย่างโดดเดี่ยว
แต่ในตอนนี้ กลับมีโจรป่าหกคนที่ขี่ม้าตัวใหญ่ทำหน้าที่อารักขา
โดยเฉพาะชายหนุ่มหัวหน้าโจรที่ขี่ม้าเหงื่อโลหิตนำหน้าอย่างสง่างาม ทำให้กลุ่มโจรป่ารายย่อยที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามทางต่างพากันหดหัวกลับไป
"นั่นเหลิ่งหานเฟิง รองหัวหน้าค่ายหมาป่าเขียว!"
โจรป่าจำนวนมากจำเหลิ่งหานเฟิงที่เปิดทางอยู่ด้านหน้าได้ "คนที่นั่งอยู่ในรถม้าคันนั้น... หรือจะเป็นหัวหน้าใหญ่ของค่ายหมาป่าเขียวกันนะ?"
"น่าจะเป็นอย่างนั้น นอกจากหัวหน้าใหญ่ค่ายหมาป่าเขียวแล้ว ใครล่ะจะทำให้เหลิ่งหานเฟิงยอมขี่ม้านำทางให้ด้วยตัวเอง?"
"อีกสี่คนที่อยู่ข้างรถม้าข้าไม่ยักษ์จะคุ้นหน้า... แต่ชายวัยกลางคนที่มีแผลเป็นตรงหลังรถม้า ข้าพอจะจำได้ เขาคือ 'โยวเหิงคุน' แห่งค่ายหมาป่าเขียว"
"โยวเหิงคุนงั้นรึ? ยอดฝีมืออันดับสามของค่ายหมาป่าเขียว? คนที่มีระดับพลังเป็นรองแค่หัวหน้าใหญ่และรองหัวหน้าค่ายเท่านั้นน่ะรึ?"
"ก็เขาคนนั้นแหละ ได้ยินว่าหัวหน้าใหญ่ค่ายหมาป่าเขียวตั้งใจจะแต่งตั้งโยวเหิงคุนเป็นหัวหน้าสามเพื่อให้ไปดูแลพื้นที่ด้วยตัวเองตั้งนานแล้ว แต่โยวเหิงคุนยังจดจำบุญคุณที่เหลิ่งหานเฟิงเคยช่วยชีวิตไว้ในอดีตได้ จึงปฏิเสธไป และขอติดตามรับใช้เหลิ่งหานเฟิงต่อไป"
...
ในขณะนี้ โจวตงหวงกำลังตั้งใจบำเพ็ญเพียรอยู่ภายในรถม้า เขาไม่รู้เลยว่าเหล่าโจรป่าตามทางต่างพากันเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นหัวหน้าใหญ่ของค่ายหมาป่าเขียวไปแล้ว
และการเดินทางครั้งนี้ โดยมีกลุ่มโจรป่าที่นำโดยเหลิ่งหานเฟิงรองหัวหน้าค่ายหมาป่าเขียวคอยคุ้มกัน จึงเป็นไปอย่างสงบราบรื่นมาก
เป็นบางครั้งที่มีสัตว์ป่าดุร้ายพุ่งเข้ามาหา โดยที่เหลิ่งหานเฟิงยังไม่ต้องลงมือ กลุ่มโจรป่าคนอื่นๆ ก็ชักดาบออกมาสังหารสัตว์เหล่านั้นจนสิ้น
กลุ่มโจรที่เหลิ่งหานเฟิงพามากลุ่มนี้ ทุกคนล้วนเป็นนักสู้ระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่ง และยังเป็นกลุ่มยอดฝีมือของค่ายหมาป่าเขียวอีกด้วย
ถึงจะมีเพียงหกคน แต่ความแข็งแกร่งก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากลุ่มโจรค่ายเสือดำสิบคนที่ตายด้วยเงื้อมมือของโจวตงหวงก่อนหน้านี้เลย
"ในที่สุดก็ทะลวงระดับได้แล้ว"
เมื่อความมืดเข้าปกคลุม โจวตงหวงภายในห้องโดยสารก็ลืมตาขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า
ในที่สุดเขาก็เข้าสู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งแล้ว
ตอนนี้ เพียงแค่ใช้ลมปราณ เขาก็สามารถปลดปล่อยพลังได้ถึงหนึ่งวัว
เมื่อรวมกับพลังกล้ามเนื้อที่เขาฝึกฝนจนถึงขีดสุดซึ่งสามารถระเบิดพลังได้ถึงพันจั่ง นักสู้ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สองทั่วไป เขาไม่จำเป็นต้องใช้วิชารวรยุทธ์ใดๆ ก็สามารถตบให้ตายได้ด้วยฝ่ามือเดียว!
"ต่อกันเลย"
หลังจากเข้าสู่ระดับรวบรวมปราณขั้นที่หนึ่งแล้ว โจวตงหวงก็ดื่มผงรวบรวมปราณเข้าไปอีกหนึ่งขวด แล้วเริ่มบำเพ็ญเพียรตาม 'เคล็ดวิชาสี่ลักษณ์เอกอุ' ต่อไป...
เขาบำเพ็ญเพียรต่อเนื่องไปจนถึงเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นจึงตื่นขึ้นมา
ในตอนนี้ พวกเขาได้เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว นั่นคือเมืองหนิงผิง
"คุณชาย ข้างหน้าคือเมืองหนิงผิงแล้วครับ"
รถม้าหยุดลง ผู้คุ้มกันวัยกลางคนที่ทำหน้าที่ขับรถเอ่ยบอกโจวตงหวงที่อยู่ด้านใน
ในขณะเดียวกัน เหลิ่งหานเฟิงรองหัวหน้าค่ายหมาป่าเขียว ก็นำโจรป่าอีกห้าคนมาหยุดอยู่ด้านข้างรถม้า พร้อมกับประสานมือคารวะรถม้า "คุณชายตงหวง ข้าทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จแล้วครับ"
"ในวันหน้า หากคุณชายตงหวงไม่รังเกียจเหลิ่งหานเฟิงคนนี้ ข้าอยากจะขอไปหาท่านที่หอสุราอวิ๋นเซวียนเพื่อดื่มสุรากับท่านสักจอก"
เมื่อพูดจบ เหลิ่งหานเฟิงก็เตรียมจะพาลูกน้องโจรป่าออกไป
ฟุ่บ!
ในจังหวะที่เหลิ่งหานเฟิงเพิ่งจะหันหัวม้ากลับไป เสียงลมก็ดังมาจากภายในห้องโดยสารรถม้า พร้อมกับม้วนกระดาษม้วนหนึ่งที่พุ่งตรงมายังเขา
เหลิ่งหานเฟิงคว้ามันเอาไว้ตามสัญชาตญาณ ก่อนจะขมวดคิ้วมองไปที่รถม้า แล้วถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "คุณชายตงหวง ท่านดูถูกเหลิ่งหานเฟิงคนนี้ถึงขนาดนั้นเลยหรือ?"
"ในนั้นบันทึกวิชาก้ารรวรยุทธ์วิชาหนึ่งเอาไว้ เจ้าควรจะเคยเห็นมันมาบ้าง... ตอนที่ข้าฆ่าเฉียนทงเทียนรองหัวหน้าค่ายเสือดำ ข้าก็ใช้ประโยชน์จากวิชาก้ารรวรยุทธ์นี้แหละ"
เสียงของโจวตงหวงดังออกมาจากในห้องโดยสารรถม้าได้อย่างประจวบเหมาะ
วิชาก้าววรยุทธ์งั้นรึ?!
เมื่อได้ยินคำพูดของโจวตงหวง ไม่ใช่แค่เหลิ่งหานเฟิงเท่านั้น แต่โจรป่าอีกห้าคนที่อยู่เบื้องหลังเหลิ่งหานเฟิงต่างก็รูม่านตาหดเล็กลงด้วยความตกตะลึง
วิชาก้าววรยุทธ์ แม้จะเป็นระดับล่างที่ไร้อันดับที่สุด ในเขตการปกครองอันกว้างขวางของเมืองเจ้าเมืองแห่งนี้ ก็มีเพียงตระกูลเจ้าในจวนเจ้าเมืองเท่านั้นที่มีไว้ครอบครอง
แต่ในตอนนี้ พวกเขาเพียงแค่คุ้มกันรถม้ามาไม่ถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน คนที่อยู่ในรถม้ากลับมอบวิชาก้าววรยุทธ์ออกมาให้วิชาหนึ่งอย่างง่ายดายงั้นรึ?
"เรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย?!"
นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของพวกเขา ก่อนจะถูกกดลงไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยพละกำลังระดับคนที่อยู่ในรถม้า ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องมาหลอกลวงพวกเขาเลย
"หรือคุณชายตงหวงจะคิดว่า... เมื่อข้ารู้ว่านี่คือวิชาก้าววรยุทธ์แล้ว ข้าจะต้องรีบรับไว้ด้วยความซาบซึ้งใจงั้นหรือ?"
เหลิ่งหานเฟิงส่ายหน้าหลังจากผ่านพ้นความตกตะลึงไป สายตาของเขาแน่วแน่ "คุณชายตงหวง ข้าเหลิ่งหานเฟิงเคยบอกไปแล้วว่า ที่ข้ามาส่งท่านถึงเมืองหนิงผิง เพราะข้าชื่นชมในความสามารถและนับถือในตัวท่าน ไม่ใช่เพราะต้องการผลประโยชน์ใดๆ"
"วิชาก้าววรยุทธ์นี้ ท่านเก็บเอาไว้เองเถอะครับ"
พูดจบ เหลิ่งหานเฟิงก็ขว้างม้วนกระดาษนั้นกลับไปยังหน้าต่างรถม้าท่ามกลางสายตาที่แสนเสียดายของลูกน้องทั้งห้าคน โดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
ทว่า เมื่อม้วนกระดาษสัมผัสกับม่านหน้าต่าง มันกลับถูกแรงบางอย่างกระแทกกลับมาเข้ามือของเหลิ่งหานเฟิงอีกครั้ง
"เจ้านี่มันทำให้ข้าแปลกใจจริงๆ"
ภายในห้องโดยสารรถม้า แววตาของโจวตงหวงเผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ "นี่คือวิชาก้าววรยุทธ์เลยนะ เจ้ากลับบอกว่าไม่ต้องการก็ไม่ต้องการเสียอย่างนั้น... แต่ข้าโจวตงหวงไม่ชอบติดค้างหนี้บุญคุณใคร เจ้ารับไว้เถอะ"
"เจ้าไม่อยากให้ข้านับถือเจ้าหรอกหรือ? รับมันไว้ แล้วข้าจะนับถือเจ้า... อีกทั้งหอสุราอวิ๋นเซวียนก็ยินดีต้อนรับเจ้าเสมอ"
หลังจากโจวตงหวงพูดจบ เขาก็เอ่ยกับผู้คุ้มกันที่ทำหน้าที่ขับรถ "ลุงเหอ เข้าเมืองกันเถอะ"
"ครับ คุณชาย"
ผู้คุ้มกันวัยกลางคนสะบัดบังเหียนในทันที ม้าเหงื่อโลหิตจึงพารถม้าวิ่งเข้าสู่ประตูเมืองหนิงผิงไป ทิ้งระยะห่างจากเหลิ่งหานเฟิงและพวกพ้องในพริบตา
เหลิ่งหานเฟิงถือวิชาก้าววรยุทธ์เอาไว้ มองตามแผ่นหลังของรถม้าที่ไกลออกไป ใบหน้าที่แสนเย็นชาของเขากลับปรากฏรอยยิ้มเจื่อนๆ ออกมา
ในเมื่อโจวตงหวงพูดขนาดนี้ หากเขาไม่รับไว้ก็คงไม่ได้แล้ว
"รองหัวหน้า รีบดูเร็วเข้า... สิ่งที่บันทึกอยู่คือวิชาก้าววรยุทธ์จริงๆ หรือเปล่า?"
โจรป่าคนหนึ่งเร่งเร้าด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
โจรป่าคนอื่นๆ รวมถึงชายที่มีรอยแผลเป็นอย่าง 'โยวเหิงคุน' ต่างก็มีดวงตาที่เป็นประกายจ้องมองไปที่เหลิ่งหานเฟิงเป็นตาเดียว
เหลิ่งหานเฟิงเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็เปิดม้วนกระดาษออกด้วยความตื่นเต้นและสงสัยใคร่รู้
โยวเหิงคุนและคนอื่นๆ ต่างรอคอยอย่างเงียบๆ
ผ่านไปประมาณสิบกว่าลมหายใจ ใบหน้าของเหลิ่งหานเฟิงก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เขาใช้มือทั้งสองข้างฉีกกระดาษม้วนนั้นจนกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อยอย่างรวดเร็ว
ลมพัดผ่านพาเศษกระดาษปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า ตอนนี้ต่อให้พยายามจะนำมันกลับมาต่อกันใหม่ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
"รองหัวหน้า นี่ท่านทำอะไรน่ะ?"
"หรือว่าวิชาก้าววรยุทธ์นั่นจะเป็นของปลอม?"
...
นอกจากโยวเหิงคุนแล้ว โจรป่าอีกสี่คนที่มองมาทางเหลิ่งหานเฟิง ต่างก็เต็มไปด้วยความสงสัยและเริ่มมีความแคลงใจในตัวเขา
"มันเป็นของปลอม"
เหลิ่งหานเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ไม่นึกเลยว่าเจ้าของหอสุราอวิ๋นเซวียนผู้ยิ่งใหญ่ จะชอบเอาคนมาล้อเล่นแบบนี้!"
เมื่อพูดจบ เหลิ่งหานเฟิงก็ลอบมองโยวเหิงคุนแวบหนึ่ง ซึ่งฝ่ายหลังก็เข้าใจในทันที และรีบกล่าวเสริมว่า "ต่อให้พละกำลังจะสูงส่งแค่ไหน เขาก็ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น การที่มีนิสัยแบบเด็กๆ บ้างก็คงเป็นเรื่องปกติ"
"ลองคิดดูสิ... วิชาก้าววรยุทธ์ที่มีค่าขนาดนั้น จะเอาออกมาแจกจ่ายให้คนอื่นง่ายๆ แบบนี้ได้อย่างไร"
คำพูดของโยวเหิงคุนทำให้โจรป่าที่เหลือพยักหน้าตาม และความแคลงใจในดวงตาก็เริ่มเลือนหายไปบ้าง
แต่ก็ยังคงหลงเหลือความสงสัยอยู่นิดหน่อย
เหลิ่งหานเฟิงรองหัวหน้าค่ายหมาป่าเขียวของพวกเขา มีความสามารถในการจดจำสิ่งต่างๆ ได้ในครั้งเดียว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไรในค่าย
หากนั่นคือวิชาก้าววรยุทธ์จริงๆ เวลาเพียงสิบกว่าลมหายใจก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รองหัวหน้าจดจำมันได้ทั้งหมด
เพียงแต่ทั้งสี่คนลองมาคิดดูอีกที ก็คงจะเป็นเจ้าของหอสุราอวิ๋นเซวียนนั่นแหละที่กลั่นแกล้งพวกเขา
เหลิ่งหานเฟิงรองหัวหน้าของพวกเขา ไม่ใช่คนประเภทที่จะไม่เห็นแก่พี่น้องและฮุบวิชาก้าววรยุทธ์เอาไว้คนเดียว
"กลับกันเถอะ"
เหลิ่งหานเฟิงสั่งการ แล้วนำพาทุกคนกลับไปยังค่ายหมาป่าเขียว
ในระหว่างทางกลับ ลึกๆ ในดวงตาของเหลิ่งหานเฟิงยังคงซ่อนความตกตะลึง หวาดหวั่น และความรู้สึกเหลือเชื่อเอาไว้ไม่มิด
เมื่อกลับถึงค่ายหมาป่าเขียว และเห็นว่าทั้งสี่คนแยกย้ายกันกลับไปยังที่พักของตัวเองแล้ว เหลิ่งหานเฟิงจึงเรียกโยวเหิงคุนมาหา
"รองหัวหน้า วิชาก้าววรยุทธ์นั่น... คงไม่ใช่ของปลอมจริงๆ ใช่ไหมครับ?"
โยวเหิงคุนถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"มันไม่ใช่ของปลอมจริงๆ หรอก"
เหลิ่งหานเฟิงยิ้มเจื่อนๆ
"ในเมื่อไม่ใช่ของปลอม แล้วทำไมท่านต้องหลอกพวกพี่น้องว่าเป็นของปลอมด้วยล่ะครับ?"
เมื่อได้รับการยืนยันจากเหลิ่งหานเฟิง ในดวงตาของโยวเหิงคุนก็เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ เขารู้จักตัวตนของรองหัวหน้าค่ายหมาป่าเขียวเป็นอย่างดี ท่านไม่ใช่คนประเภทที่จะฮุบวิชาก้าววรยุทธ์เอาไว้เพียงผู้เดียวแน่ๆ
"แผลเป็นเอ๋ย ที่ข้าหลอกพวกเขาก็เพื่อตัวของพวกเขาเอง"
รอยยิ้มเจื่อนบนใบหน้าของเหลิ่งหานเฟิงดูขมขื่นยิ่งกว่าเดิม
เมื่อโยวเหิงคุนได้ยินเช่นนั้น ก็ยิ่งไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก
"เจ้ารู้ไหมว่า คุณชายตงหวงคนนั้น มอบวิชาก้าววรยุทธ์แบบไหนมาให้ข้า?"
เหลิ่งหานเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
"ก็วิชาก้าววรยุทธ์ไร้อันดับที่เขาใช้ตอนฆ่าเฉียนทงเทียนรองหัวหน้าค่ายเสือดำนั่นไม่ใช่หรือครับ?"
โยวเหิงคุนถามกลับ
"มันคือวิชานั้นไม่ผิดหรอก..."
เหลิ่งหานเฟิงพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก "แต่ว่า มันไม่ใช่วิชาก้าววรยุทธ์ไร้อันดับ แต่มันคือวิชา... ก้าววรยุทธ์ชั้นสาม!"
"ว... วรยุทธ์ชั้นสามงั้นรึ?!"
เมื่อสิ้นเสียงของเหลิ่งหานเฟิง โยวเหิงคุนก็ถึงกับอึ้งไปเลย ร่างกายเหมือนถูกสายฟ้าฟาด ยืนนิ่งงันไปทันที
"ตอนนี้ เจ้าคงเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมข้าถึงบอกว่า... ที่ข้าหลอกพวกเขา ก็เพื่อตัวของพวกเขาเอง?"
เหลิ่งหานเฟิงยิ้มเจื่อน
"รองหัวหน้า ท่านช่างคิดรอบคอบยิ่งนัก"
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ โยวเหิงคุนจึงได้สติกลับมา ใบหน้าของเขาเองก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ เช่นกัน
เรื่องนี้หากมีคนรู้มากเกินไปปากก็จะไว เรื่องนี้ยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
วิชาก้าววรยุทธ์ชั้นสาม
ลองจินตนาการดูสิ หากวิชานี้ถูกเปิดเผยออกไป ค่ายหมาป่าเขียวทั้งค่ายคงจะพบกับหายนะอย่างแน่นอน!
"เจ้าของใหม่ของหอสุราอวิ๋นเซวียนคนนั้น เขาเป็นใครกันแน่? ในแคว้นอวิ๋นหยางที่ร่ำลือกันว่ามีเพียงในราชวงศ์และในตำหนักท่านอ๋องเท่านั้นที่จะมีวรยุทธ์ชั้นสามไว้ครอบครอง แต่เขากลับไม่เพียงแค่มี แต่นำมันออกมามอบให้คนอื่นอย่างง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ?"
โยวเหิงคุนพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความไม่เข้าใจ
༺༻