- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 32 : บอกอารองด้วยว่า : ฉันอยากกินปลา !
บทที่ 32 : บอกอารองด้วยว่า : ฉันอยากกินปลา !
บทที่ 32 : บอกอารองด้วยว่า : ฉันอยากกินปลา !
มองดูเหล่าสาวสวยจากห้อง 1 แบ่งออกเป็นสี่กลุ่มและเดินตามเฉินมู่ไปอย่างพร้อมเพรียงกัน
ทุกคนต่างชื่นชมความงามของเหล่านักศึกษาหญิงที่พึ่งมาถึง แต่แล้วก็ต้องตะลึงในทันที
แม้แต่นักศึกษาปี 2 กับปี 3 ก็ยังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นฉากนี้
“เกิดไรขึ้น ห้องหนึ่งเป็นระเบียบเรียบร้อยกันแบบนี้ตลอดเลยเหรอ”
“นี่มันแปลก ๆ นะว่าปะ มหาลัยเรายังมีประเพณีการฝึกทหารอยู่อีกเหรอ”
“ดูท่าห้องหนึ่งจะมีอะไรแหม่ง ๆ นะเนี่ย”
“ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่พอเห็นพวกเธอแล้วรู้สึกเหมือนถูกกดขี่อย่างแรงอะ”
“เอาตรง ๆ นะ น้อง ๆ พวกนี้โคตรสวยเลยว่ะ เฮ่ย ไอ้คนที่เดินนำนั่นน่ะใช่ไอ้ขยะระดับเอฟที่ว่ากันปะ ?”
นักศึกษารุ่นพี่รู้สึกว่าเรื่องนี้มันยิ่งแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนเหล่านักศึกษาปี 1 คนอื่น ๆ กลับสับสนยิ่งกว่า
ถึงแม้ฉันจะไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเธอถึงแต่งตัวเหมือนกันหมดราวกับฝึกทหาร แต่ในเมื่อเทพธิดาของตนมาแล้ว งั้นก็ต้องออกไปเลียแข้งเลียขาเป็นธรรมดา
พวกที่ตั้งสติได้เร็วก็รีบเดินออกไปกะจะจีบ
“นางฟ้าเย่ ! หิวน้ำมั้ยครับ เราเอาน้ำพุจากภูเขาศักดิ์สิทธิ์มาให้ด้วยนะ !”
“นางฟ้าซีซี ผมเอาผลถังหูลู่ของโปรดคุณมาให้แล้วนะ !”
“นางฟ้าลั่วครับ ! ผมขอให้ปู่รองหาสมบัติธาตุไฟหายากมาให้ ชอบมั้ยครับ”
ฝูงชนต่างพากันชื่นชมเด็กนักศึกษาหญิงห้อง 1 กันอย่างบ้าคลั่ง แต่ว่านักศึกษาหญิงเหล่านั้นไม่เพียงแต่แสดงสีหน้าเรียบเฉยใส่เท่านั้น แต่ถึงขั้นเมินเฉยต่อทุกคนโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองด้วยซ้ำ
ขนาดพวกจ้าวหลินซีที่ปกติเคยพูดจาร่าเริงสดใสตอนนี้ยังมีแต่สายตาดูถูกเหยียดหยามล้วน ๆ
หลังจากผ่านพ้นความยากลำบากมา 1 เดือนเต็ม แม้แต่พวกที่ห่วยที่สุดก็ยังไต่ไปถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ 2 ดาวได้เลย แล้วจะไม่ให้พวกเธอดูถูกหมาเลียรองเท้าฝูงนี้ได้อย่างไร
ในสายตาของพวกเธอ ไอ้พวกนี้ก็แค่เด็กเกรียนที่มีดีแค่พ่อรวย วัน ๆ เอาแต่มาทำตัวเป็นหมาเลียแข้งเลียขาผู้หญิงเท่านั้น ช่างเป็นพวกขุนไม่ขึ้นและน่าดูถูกยิ่งนัก
โดยเฉพาะลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สองคนนี้ยิ่งทวีคูณความเย็นชามากขึ้นไปอีก
ในตอนนี้บรรดานักศึกษาผู้หญิงห้อง 1 ต่างมุ่งมั่นอยู่กับการฝึกฝนพลังและกำจัดฉายา ‘พวกโง่เง่า’ เพื่อตบหน้าเฉินมู่ให้แหลกกันอยู่
สิ่งที่พวกเธอต้องการในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวคือการสั่งสอนไอ้เหี้ยเฉินมู่ให้มันรู้สำนึก ทุบตีมันจนกว่าจะสาหัสปางตายเพื่อเป็นการแก้แค้นที่มันปากหมาใส่เราทุกคนอย่างไม่รู้จักหยุดจักหย่อนไม่เว้นแต่ละวัน
แล้วที่เหลือล่ะ
แม้แต่หมายังไม่แลเลยแล้วจะให้พวกเราแลได้ยังไง
ถึงกระนั้นการปรากฏตัวของพวกเธอได้มอบโอกาสให้กับฉินหลาน หลี่เฉิงคุน และคนอื่น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อเห็นเย่จิ่นชิวปรากฏตัว ฉินหลานก็ทิ้งซูซิงหางที่ยืนนิ่งอยู่และเข้ามาทักทายเธอด้วยรอยยิ้มกว้างทันที
“น้องจิ่นชิวครับ ช่วงนี้เป็นไงบ้าง”
เมื่อเห็นว่าเย่จิ่นชิวไม่แม้แต่จะเหลือบมองตนและยังคงเดินก้มหน้าตามเฉินมู่ไป ฉินหลานก็ยิ่งแน่ใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเฉินมู่ต้องทำอะไรบางอย่างกับเธอเพื่อเป็นการข่มขู่ไม่ให้เธอพูดกับตนชัวร์ ๆ
โดยไม่พูดอะไรสักคำ เจ้าตัวทำหน้าบึ้งและวิ่งตรงไปขวางทางเฉินมู่
ทว่าก่อนที่เฉินมู่จะทันได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา การกระทำของฉินหลานก็พลันทำให้อาจารย์ที่ปรึกษาถึงกับกลัวจนเกือบสิ้นสติ
ถ้าไม่ใช่เพราะรองอธิการหลี่สั่งห้ามไม่ให้ไปมีเรื่องกับเฉินมู่จนได้รู้ว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติชัวร์ ๆ ล่ะก็ ป่านนี้เขาคงกระโดดออกไปเฉ่งยับไปแล้ว !
“ฉินหลาน ! หลีกไปซะ ! อย่าไปขวางทางอาจารย์เฉิน !”
ฉินหลานหรี่ตาลงและจ้องมองเฉินมู่ด้วยสีหน้าเย็นชา
“อาจารย์ซูครับ ผมแค่มีเรื่องอยากถามอาจารย์เฉินนิดหน่อยเอง ไม่ต้องห่วงไปหรอกครับ !”
ไม่ต้องห่วง
ไม่ห่วงพ่องสิวะ ต่อให้มึงเป็นหลานของท่านอธิการฉินก็เถอะ แต่ถ้าท่านรู้ท่านก็ฆ่ามึงอยู่ดีนะเว่ย !
ซูฉวนสบถเบา ๆ แล้วรีบเข้าไปคว้าแขนฉินหลานไว้
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระแล้วกลับไปต่อแถวซะ ! เรากำลังจะไปแล้ว !”
ฉินหลานไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เอาแต่จ้องมองเฉินมู่เขม็ง
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับอาจารย์ซู ไม่เสียเวลาหรอก”
เฉินมู่มองกลับด้วยสายตาแปลก ๆ
“ฉินหลาน ? คนตระกูลฉินเหรอ ?”
ฉินหลานพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา แววตาเต็มไปด้วยความดูถูก ปากก็ยิ้มเยาะไปด้วย
“ทำไม จะประจบไง ? บอกเลยนะว่าต่อให้มึงรู้จักน้ากู แต่วันนี้กูก็จะเรียกร้องความเป็นธรรมให้จิ่นชิวให้ได้ !”
“อ้อ ?”
เฉินมู่หันกลับไปมองเย่จิ่นชิวที่ตอนนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจปนสงสัย
“ความยุติธรรมแบบไหนล่ะที่อยากจะทวงให้น่ะ”
[ โกรธจนไฟลุก +25 ]
“พูดมา ! มึงทำเหี้ยไรกะจิ่นชิวไว้ ! ข่มขู่เธอใช่มั้ย !”
ฉินหลานหลงรักเย่จิ่นชิวมาตั้งแต่เด็ก เธอคือผู้หญิงที่ตนรักมานาน และยิ่งไปกว่านั้นตราบใดที่ตนสามารถแต่งงานกับเธอและได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเย่ สถานะของตนในตระกูลฉินก็จะสูงขึ้นแบบติดจรวดอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุผลทั้งด้านเหตุผลและด้านความรู้สึก ฉินหลานจึงไม่อาจปล่อยให้เย่จิ่นชิวตกอยู่ในมือของเฉินมู่ได้
ทว่าก่อนที่เฉินมู่จะทันได้พูดอะไร ที่อาจารย์ปรึกษาของฉินหลานที่ตอนนี้เหงื่อแตกเต็มหน้าผากก็รีบคว้าตัวมันไว้ก่อน และพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า
“ฉินหลาน ! รู้ตัวบ้างมั้ยว่าพูดอะไรออกมา กลับไปเด๋วนิ ! เราจะไปกันแล้ว !”
“ไม่ ! วันนี้ผมต้องหาคำอธิบายให้จิ่นชิวให้ได้ !”
เมื่อเห็นฉินหลานดื้อรั้นไม่ยอมฟังเฉินมู่จึงล้วงมือเข้ากระเป๋าและเผยแววตาหัวเราะเยาะเบา ๆ
“แล้วมึงอยากทำไรล่ะ หืม ?”
ฉินหลานเยาะเย้ยเพราะคิดว่าเฉินมู่คงยอมถอยแล้ว
“ง่าย ๆ เลย ให้จิ่นชิวมาเรียนที่ห้องสามกู แล้วมึงก็...”
“ฉินหลาน ! ! !”
ก่อนที่ฉินหลานจะพูดจบซูฉวนก็ตกใจสุดขีด
เขารีบขัดจังหวะฉินหลานทันทีและเอื้อมมือออกไปพยายามลากมันไปให้พ้นทางด้วยสัญชาตญาณ
ส่วนด้านเฉินมู่ดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และหลังจากใช้สายตาหยุดซูฉวนแล้วเขาก็ยิ้ม
“ให้ย้ายเย่จิ่นชิวไปเรียนในห้องของพวกมึงงั้นเหรอ”
เฉินมู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันกลับไปมองเย่จิ่นชิวด้วยสีหน้าแปลก ๆ
“อืม...”
“หล่อนเนี่ย คนชอบเยอะเนอะ”
ในสายตาของแกฉันเป็นแค่หมูโง่ตัวหนึ่งไม่ใช่เหรอยะ
[ เศร้า +88 ]
เมื่อเห็นว่าเย่จิ่นชิวยังคงนิ่งเงียบและไม่มีสีหน้าใด ๆ เฉินมู่จึงเอียงคอเล็กน้อยแล้วถามว่า
“คุณ... อยากย้ายห้องมั้ย ถ้าอยากก็ไปเขียนคำร้องมา แล้วผมจะเซ็นอนุมัติให้”
[ เศร้า +88 ]
ถึงแม้เย่จิ่นชิวจะพูดไม่ออก แต่เธอจะไม่เข้าใจความหมายของเฉินมู่ได้อย่างไร
ก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไรดวงตาของฉินหลานก็เปล่งประกายขึ้น
“น้องจิ่นชิวครับ ตอบตกลงเลยครับ ผมรู้ว่ามันต้องบังคับน้องแน่ ๆ !”
“ผมสัญญาเลยว่าถ้าน้องย้ายมาเรียนกับเรา ผมจะออกค่าใช้จ่ายในการฝึกฝนให้ทั้งหมด และจะช่วยน้องแก้แค้นมันด้วย ! ผมจะสั่งสอนมันให้หลาบจำไปตลอดชาติ !”
ค่าใช้จ่ายในการฝึกฝนทั้งหมดเลยเหรอ
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่านักศึกษาหญิงห้อง 1 ทั้งห้องต่างทำท่าทางดูถูกเหยียดหยาม
พวกตัวตลกกระโดดไปมา
ส่วนเรื่องการแก้แค้นอะไรนั่น
ก็บอกได้แค่ว่าตระกูลฉินมีลูกชายที่ดีมาก เป็นลูกกตัญญูอย่างเหลือเชื่อ
“ไม่จำเป็น”
เย่จิ่นชิวพูดอย่างใจเย็นแบบสีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
“ฉันจะไม่เปลี่ยนห้อง แล้วฉันก็ไม่ได้ถูกบังคับ”
“แล้วก็ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปกรุณาเรียกฉันด้วยชื่อเต็มด้วยค่ะ ฉันกลัวว่าอาจารย์เฉินอาจเข้าใจผิด”
“เธอ ? !”
ฉินหลานตัวสั่นด้วยความโกรธและกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ต้องไปกลัวมันหรอกน้องจินชิว ! ต่อให้มันจะมีเส้นสายทรงอิทธิพลแค่ไหน แต่ตระกูลฉินกับตระกูลเย่ก็ไม่ใช่ตระกูลที่ใครจะมาแหยมได้ง่าย ๆ ! แล้วก็...”
“ม้วน !”
เมื่อเห็นแววตาเย็นชาและรังเกียจของเย่จิ่นชิวเปลือกตาของฉินหลานก็กระตุก และใบหน้ามันก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิทราวกับก้นหม้อในทันที
ในความคิดของมัน ที่เย่จิ่นชิวโหดเหี้ยมเช่นนี้ก็เพราะเฉินมู่อยู่ตรงนี้ ทำให้เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพูดแบบนี้
ด้วยความคิดเองเออเองนี่เองที่ทำให้ฉินหลานแน่ใจว่าเฉินมู่ได้ข่มขู่เย่จิ่นชิว ซึ่งเป็นเหตุผลที่เย่จิ่นชิวที่จำต้องทนทุกข์ทรมานและถูกดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างหนักจำใจตัดความสัมพันธ์กับตน
ความคิดที่ว่าเทพธิดาของตนต้องทนทุกข์ทรมานจากน้ำมือของไอ้เฉินมู่ทั้งวันทั้งคืนทำให้ฉินหลานรู้สึกเหมือนในอกจะระเบิด
“เฉินมู่...”
ฉินหลานจ้องมองเฉินมู่ด้วยสายตาที่ดุดันทั้งเนื้อทั้งตัวสั่นเทาไปหมด
“กูอยากให้……”
“ฉินหลาน”
ก่อนที่ฉินหลานจะทันได้พูดอะไร หลี่หมิงซินซึ่งยืนอยู่บนเวทีก็เริ่มพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“แดนลับเปิดแล้ว หากคุณยังทำให้คนอื่นเสียเวลาต่อไปอีกล่ะก็ คุณก็ไม่ต้องไปแล้ว”
เมื่อได้ยินแบบนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปและหันไปมองฉินหลานอย่างพร้อมเพรียงกัน
เมื่อเห็นว่าหากยังยื้อต่อไปอีกจะทำให้ฝูงชนไม่พอใจ ฉินหลานจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องระงับความโกรธและพูดด้วยตาแดงก่ำ
“ฮ่า ๆ ๆ โอเค ดีมาก งั้นก็ไปกันเถอะ”
ฉินหลานจากไปพร้อมกับคณะติดตาม ทิ้งให้พวกรุ่นพี่มองดูด้วยความเสียดาย
ทว่าหลังจากกลับไปที่ห้อง ฉินหลานมองหลี่เฉิงคุนด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“ฉันอยากให้มันตาย มันต้องตาย...”
หลี่เฉิงคุนได้ยินแบบนั้นก็เย้ยหยัน
“ไม่ต้องห่วงเลยคุณชายฉิน อาจารย์ของเราจะเข้าไปในแดนลับเพื่อปกป้องศิษย์ เมื่อเข้าไปข้างในแล้วการจัดการกับศิษย์ยุทธ์สามดาวกระจอก ๆ สำหรับเรามันก็ง่ายดายจะตาย”
ฉินหลานกัดฟันแน่น ในดวงตาลุกโชนไปด้วยแสงเย็นชาขณะที่กำหมัดแน่น
“บอกอารองของฉันด้วยว่า... ฉันอยากกินปลา !” (อยากฆ่าคน)