- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 31 : ชีวิตฉันเปรียบเสมือนการเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ จริง ๆ
บทที่ 31 : ชีวิตฉันเปรียบเสมือนการเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ จริง ๆ
บทที่ 31 : ชีวิตฉันเปรียบเสมือนการเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ จริง ๆ
“เฉินตงเอ๋อ ? ! เวินเมี่ยวหย่าเป็นเมียเก็บหล่อนรึงไง คิดว่ามองแล้วจะรู้จักเค้าได้เรอะ”
[ เศร้า +55 ]
“หลี่ซือหยู่ ! ขาหล่อนเป็นไรฮะ ? ฮ่องกงฟุตกำเริบอีกและ ?”
[ เศร้า +66 ]
“ก็บอกแล้วไงว่าพวหล่อนมันเอ๋อ ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าหล่อนตีศอกอยู่ฉันคงนึงว่าหล่อนยื่นขาหมูมาเสนอขายให้ไปแล้ว !”
[ อยากร้องไห้ +78 ]
“หลิงเสี่ยวเสี่ยว ? ไอคิวหล่อนหายไปพร้อมกับสายสะดือแล้วรึไง ? มื้อเย็นกินสมองหมูเพิ่มไปซะ !”
[ รู้สึกถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม +67 ]
“โอ้โห ๆ ! มีผู้เชี่ยวชาญอีกคนแล้ว ! สุดยอดไปเลยทุกคน ! ดูหัวหน้าห้องเราซิ ต่อให้เอาท่อเหล็กเสียบเข้าไปก็ยังเป็นเซนเตอร์ได้เลยนะนั่น !” (หมายถึงเซนเตอร์แบบวงเกิร์ลกรุ๊ป น่าจะแซะว่ากระบวนท่าที่ออกเหมือนเกิร์ลกรุ๊ปเต้นกันอะไรประมาณนั้น และนางหัวหน้าห้องก็เต้นได้เด่นสุด)
[ โกรธจัด +88 ]
“ฮ่า ๆ ๆ เฮ่อ ~ ฉันว่าฉันรู้แล้วล่ะ ชาติก่อนฉันต้องเป็นคนฆ่าหมูมาก่อนแน่ ๆ เพราะชาติก่อนเคยฆ่าหมู ชาตินี้เลยต้องมาเป็นอาจารย์ อาจารย์สอนหมูที่เคยฆ่าในชาติก่อนให้กลายเป็นคน !”
[ เศร้า +88 ]
[ พูดไม่ออก +88 ]
[ พูดไม่ออก +88 ]
“โธ่เอ๊ยสวรรค์ ชีวิตฉันเหมือนเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ เลยเว้ย ~”
“พรูด !”
เฉินมู่สบถอย่างโมโห ขณะที่เย่หานยู่ที่นั่งอยู่มุมห้องไหล่สั่นเพราะกลั้นแทบไม่ไหว
หลี่หมิงซินที่เห็นเหตุการณ์นี้จากนอกประตู จากที่ตอนแรกแค่อึ้งตอนนี้กลายเป็นเอ๋อไปแล้ว ในใจเริ่มตั้งคำถามถึงชีวิตของตัวเอง
นี่หรือห้อง 1
เรามาถูกที่แล้วแน่นะ
นี่คือกลุ่มอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดที่เริ่มต้นจากศักยภาพระดับ B จริงเหรอ
เฉินมู่มองพวกเธอว่าเป็นพวกหมูโง่ไร้อารยธรรมได้ยังไงกัน
ถ้าอาจารย์คนไหนมีลูกศิษย์อย่างลั่วซือหานหรือเย่จิ่นชิวล่ะก็ พวกเขาจะไม่ทะนุถนอมลูกศิษย์ทั้งสองราวกับอัญมณีล้ำค่ารึไง
แต่ทำไมพวกเธอถึงได้กลายเป็นคนโง่ที่ถูกด่ายับมากกว่าใครเพื่อนได้ล่ะเนี่ย
หรือพวกเธอจะมีศักยภาพสูงแต่ขาดสติปัญญา ?
ปัญหาคือแม้ว่าหลี่หมิงซินจะไม่เข้าใจว่าพวกเธอฝึกเพลงมวยอะไรก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากท่วงท่าและความไหลลื่นในการเคลื่อนไหวแล้ว เขาก็คิดว่าพวกเธอมีพลังมากพอที่จะเขย่าภูผาผ่าปฐพีได้
การฝึกฝนเพลงมวยจนถึงระดับนี้ได้ภายในเวลาแค่เดือนเดียวมันก็โคตรโหดแล้วไม่ใช่เหรอ
เขายังจำได้อย่างชัดเจนเลยว่าเมื่อวานนี้เอง อาจารย์ที่ปรึกษาของฉินหลานได้โอ้อวดอย่างตื่นเต้นว่าฉินหลานเรียนรู้ท่าพื้นฐาน 4 ใน 10 ท่าของวิชาหมัดมวยมาตรฐานของสถาบันหลวงได้ภายในเวลาแค่เดือนเดียว...
ยิ่งหลี่หมิงซินคิดมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น และเครื่องหมายคำถามก็ผุดขึ้นมาในหัวเขาโดยไม่รู้ตัว
แต่ตอนนี้ที่สำคัญคือเวลา เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกัดฟันเคาะประตู
ไม่นานนักประตูก็เปิดออก
“อ๋อ ? รองอธิการหลี่เองเหรอครับ ?”
เฉินมู่ตกใจเล็กน้อยจากนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าผิดหวัง
“รองอธิการหลี่ คุณมาได้ถูกจังหวะพอดีเลย ! ผมกำลังจะไปตามหาคุณอยู่พอดี !”
ท่านบรรพบุรุษมีชีวิต ได้โปรดอย่ามาตามหาผมเลยครับ !
“ผมแค่อยากถามว่าปีนี้ยังมีนักศึกษาปีหนึ่งเหลืออยู่มั้ย ช่วยส่งนักศึกษาชุดใหม่มาให้ผมหน่อยได้มั้ย”
[ ตกใจ +88 ]
“ไอ้พวกโง่เง่าพวกนี้ ! สอนพวกมันแค่เดือนเดียวก็เล่นเอาอายุขัยผมสั้นลงไปตั้งหลายปีแหนะ !”
“...”
หลี่หมิงซินฝืนยิ้มอย่างอึดอัด
“เอ่อ... อา...”
“อ้อ ว่าแต่รองอธิการหลี่อยากเข้ามานั่งเล่นซักหน่อยมั้ยครับ”
ผมไม่กล้าครับ
“คืองี้ครับ แดนลับภูเขาไท่หมิงเปิดแล้ว ถึงเวลาออกเดินทางแล้วครับ”
เฉินมู่พึ่งรู้ตัว
“โอโห ลืมไปเลย ๆ มันเป็นความผิดของยัยพวกนี้ทั้งหมดที่ทำให้ผมโมโห”
หลังจากพูดจบเขาก็หันกลับไปมองในห้อง
“ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ! เจอกันหน้าอาคารเรียนในสิบห้านาที !”
“ค่ะ !”
นักศึกษาสาวเหล่านั้นที่ตัวสั่นด้วยความโกรธและแอบเช็ดน้ำตาอยู่เงียบ ๆ
แต่ทันทีที่เฉินมู่ออกคำสั่งพวกเธอก็สงบสติอารมณ์ ยืนเรียงแถวด้วยสีหน้าเรียบเฉยและเดินออกจากห้องเรียนไปอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อหลี่หมิงซินเห็นดังนั้นดวงตาของเขาก็แทบจะถลออกมาจากเบ้าด้วยความตกใจ
วินาทีก่อนพวกเธอยังฝึกไปพลางขมุบขมิบปากสบถด่าไปพลางอย่างขะมักเขม้น อีกวินาทีต่อมาพวกเธอกลับกลายเป็นเด็กทารกที่เชื่อฟังและทำตามคำสั่งอย่างกะทันหัน
ต้องรู้ด้วยว่าในบรรดานักศึกษาหญิงเหล่านี้มีหลายคนที่ขึ้นชื่อเรื่องเป็นตัวชอบก่อเรื่องประจำเมืองหลวง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษาหญิงที่เรียนเก่งอย่างลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวซึ่งปกติแล้วมักจะหยิ่งและไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ใด แต่ตอนนี้พวกเธอกลับเข้าแถวอย่างเชื่อฟังและแม้กระทั่งช่วยนักศึกษาคนอื่น ๆ จัดเสื้อผ้าและทรงผมให้เรียบร้อย...
อึ้ง...
หลี่หมิงซินตกตะลึงอย่างยิ่ง และสายตาที่เขามองเฉินมู่ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ชายคนนี้ เพียงแค่ที่เขาสามารถทำให้ผู้หญิงเอาแต่ใจเจ้าปัญหาเหล่านี้เชื่อฟังได้ หลี่หมิงซินก็ให้ความเคารพนับถือเขาในฐานะลูกผู้ชายตัวจริงแล้ว
มีคำกล่าวที่ว่า ‘คนชั่วต้องให้คนชั่วด้วยกันกลั่นแกล้ง’ นี่ดูท่าจะจริง
“เอ่อ……”
“มีอะไรอีกมั้ยครับรองอธิการหลี่”
“ไม่ ๆ ๆ คือว่า... ข้างนอกนั่นมีคนที่ความคิดเห็นที่ไม่ค่อยดีอยู่ ถ้าอาจารย์เฉินไปได้ยินเข้าก็ช่วยอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะครับ”
เฉินมู่รู้สึกงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
“เอาเถอะครับ คนเรามีสิทธิ์พูดก็ปล่อยให้พูดไปเถอะ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไปให้ถึงแดนลับภูเขาไท่หมิง”
เมื่อเห็นว่าเขาดูเหมือนจะไม่สนใจหลี่หมิงซินก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
...
“ตอนนี้กี่โมงแล้ว สถาบันหลงอู่ออกไปกันแล้วนา แล้วไมเรายังอยู่นี่อะ”
“ดูพวกปีหนึ่งพวกนั้นสิ ! แววตาใสกิ๊กไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก เป็นกันทุกรุ่นเลยนะ ฮ่า ๆ ๆ”
“หืม ? ว่าแต่ปีนี้มีน้องใหม่ตั้งหมื่นคนไม่ใช่เหรอ แล้วไมไม่มีคนสวย ๆ เลยอะ ทายาทตระกูลเย่กะสาขาย่อยตระกูลลั่วที่เป็นอัจฉริยะระดับเอสล่ะไปไหน ไหนว่ามาเรียนที่มหาลัยเราไง ?”
“เอาจริงดิ ? ตอนแรกคิดว่าฉันคิดไปเอง แต่พอมาดูดี ๆ แล้วก็ไม่มีสาว ๆ สวย ๆ เลยซักคน”
“ฮ่า ๆ ๆ พวกนายไม่รู้เรื่องเลยล่ะสิ มีอาจารย์ใหม่ปีหนึ่งเลือกเอาแต่นักศึกษาหญิงสวย ๆ ไปหมดแล้ว รวมทั้งเย่จิ่นชิวกะลั่วซือหานด้วย เพราะงั้นที่เราไม่เห็นก็ไม่แปลก”
“อะไรนะ ! อาจารย์ที่ปรึกษานั่นมันเก่งกาจมาจากไหน มันเลือกนักศึกษาสวย ๆ ไปไว้กะตัวเองหมดเลย ? แล้วอาจารย์คนอื่น ๆ พอใจกะเรื่องนี้กันด้วยเหรอ ?”
“เหอะ ๆ ใครจะไปรู้ล่ะ ฉันได้ยินมาว่าอาจารย์คนนั้นเป็นแค่ไอ้เด็กเวรที่พึ่งปลุกศักยภาพระดับเอฟเองด้วยนา”
“เหี้ย ! สถาบันหลวงเราบ้ากันไปหมดแล้วเหรอวะ”
นักศึกษาปี 2 กับปี 3 ที่กำลังดูอยู่ต่างมีสีหน้าแปลก ๆ และแน่นอนว่าบางคนก็อิจฉา ริษยา หรือแม้กระทั่งไม่พอใจ
แต่คนส่วนใหญ่ดูด้วยทัศนคติแบบกูเป็นแค่ผู้ชมเท่านั้น
ถึงยังไงพวกเขาทั้งหมดก็เป็นนักศึกษา และทุกคนรู้ดีว่าหากสาวงามหมดทั้งชั้นปีถูกเลือกไป คนอื่น ๆ จะต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน
โดยเฉพาะพวกประจบสอพลอ
นอกจากนี้อาจารย์ผู้สอนก็เป็นแค่พวกขยะระดับ F ที่พึ่งปลุกพลัง ใครจะไปเชื่อกันล่ะ
วันนี้จะต้องเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
ตอนแรกก็ไม่มีใครจริงจังกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เนื่องจากได้เรียนชั้นปีเดียวกัน อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน ดังนั้นแม้จะไม่ได้เรียนห้องเดียวกันแต่ก็ย่อมมีโอกาสได้ทำความรู้จักและสนิทสนมกันอยู่แล้ว
แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าไอ้เฉินมู่มันจะยึดอาคารไป 2 หลัง ให้การดูแลเป็นพิเศษ และยังไม่ยอมปล่อยให้เหล่าเทพธิดาทั้งหลายออกมาข้างนอกอีกต่างหาก
ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนานล่ะก็ ใครจะไปมีความสุขกันล่ะ
โดยเฉพาะสำหรับไอ้หนุ่มกลัดมันอย่างฉินหลานกันหลี่เฉิงคุนที่พบเทพธิดาในชีวิตของตัวเองแล้ว แล้วแบบนี้จะไปตามจีบเทพธิดาได้ยังไงกัน
ถ้าไม่ใช่เพราะทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการฝึกฝนและเสริมสร้างรากฐานหลังจากปลุกพลังล่ะก็ ป่านนี้คงไปตามจีบถึงที่ห้อง 1 แล้วล่ะ
และในตอนนี้ เมื่อโอกาสมาถึงแล้วไอ้หนุ่มกลัดมันเหล่านี้ย่อมมีแผนการเป็นธรรมดา
ท่ามกลางฝูงชน
ฉินหลานซึ่งได้เปรียบอยู่แล้วพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“ไอ้ขยะเฉินมู่นั่นแค่มีโอกาสอวดเบ่งได้เพราะอาศัยไอเทมล้ำค่าหายากทำให้ช่วงแรกมันฝึกฝนได้เร็ว”
“แต่ระดับเอฟมันก็ยังเป็นแค่ระดับเอฟยู่ดี ในช่วงแรก ๆ ที่ระดับการฝึกฝนของทุกคนยังต่ำอยู่มันก็ได้เปรียบอยู่หรอก แต่พอเวลาผ่านไปด้วยความเร็วการฝึกฝนที่กากแสนกากก็จะทำให้ระดับการฝึกฝนของมันห่วยแตก แล้วสุดท้ายสภาพมันจะเป็นยังไง”
“ฮ่า ๆ ๆ ถ้ามันไม่อยากมีหน้างั้นฉันจะทำให้มันเสียหน้าเอง !”
เมื่อได้ยินแบบนั้นหลี่เฉิงคุนก็ยิ้มด้วยความดีใจ
“คุณชายฉินพูดถูก ความเร็วการฝึกฝนของคนที่มีศักยภาพระดับเอฟน่ะ ขนาดหมายังส่ายหน้าเลย แล้วมันจะไปเทียบกับคุณชายฉินได้ไง”
“ถึงจะผ่านไปเดือนนึงแล้ว แต่มันก็ต้องยังติดแหง็กอยู่ที่ขอบเขตศิษย์ยุทธ์สามดาวเหมือนเดิมอยู่ดี อย่าว่าแต่คุณชายฉินเลย แม้แต่สวีเฟิงก็ยังใช้มือเดียวตบมันปลิ้นได้สบายบรื๋อ”
ฉินหลานเยาะเย้ยและหันไปมองหลี่เฉิงคุน
“พี่หลี่พูดถูกแล้ว พอไอ้เฉินมู่มันโผล่หัวมาเดี๋ยวให้สวีเฟิงไปสั่งสอนมันก่อน !”
“ใช่เลยคุณชายฉิน !”
หลี่เฉิงคุนหัวเราะอย่างอย่างสนุกสนาน จากนั้นทั้งคู่ก็หันไปมองสวีเฟิง
ทว่าในขณะที่สวีเฟิงกำลังจะกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ จู่ ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นมาขัดจังกวะเสียก่อน
“นั่นมัน... ลั่วซือหานเหรอ ? !”
“แม่จ้าว ! พวกห้องหนึ่งมาแล้ว ! โห มีแต่สวย ๆ ทั้งนั้นเลยอะ ! แต่ละคนสวยระดับสุดยอดของแท้ !”
“เด๋วนะ พวกเธอทำไรกันอยู่อะ...”