เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 : ชีวิตฉันเปรียบเสมือนการเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ จริง ๆ

บทที่ 31 : ชีวิตฉันเปรียบเสมือนการเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ จริง ๆ

บทที่ 31 : ชีวิตฉันเปรียบเสมือนการเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ จริง ๆ


“เฉินตงเอ๋อ ? ! เวินเมี่ยวหย่าเป็นเมียเก็บหล่อนรึงไง  คิดว่ามองแล้วจะรู้จักเค้าได้เรอะ”

[ เศร้า +55 ]

“หลี่ซือหยู่ ! ขาหล่อนเป็นไรฮะ ? ฮ่องกงฟุตกำเริบอีกและ ?”

[ เศร้า +66 ]

“ก็บอกแล้วไงว่าพวหล่อนมันเอ๋อ  ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าหล่อนตีศอกอยู่ฉันคงนึงว่าหล่อนยื่นขาหมูมาเสนอขายให้ไปแล้ว !”

[ อยากร้องไห้ +78 ]

“หลิงเสี่ยวเสี่ยว ? ไอคิวหล่อนหายไปพร้อมกับสายสะดือแล้วรึไง ? มื้อเย็นกินสมองหมูเพิ่มไปซะ !”

[ รู้สึกถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม +67 ]

“โอ้โห ๆ ! มีผู้เชี่ยวชาญอีกคนแล้ว ! สุดยอดไปเลยทุกคน ! ดูหัวหน้าห้องเราซิ  ต่อให้เอาท่อเหล็กเสียบเข้าไปก็ยังเป็นเซนเตอร์ได้เลยนะนั่น !” (หมายถึงเซนเตอร์แบบวงเกิร์ลกรุ๊ป  น่าจะแซะว่ากระบวนท่าที่ออกเหมือนเกิร์ลกรุ๊ปเต้นกันอะไรประมาณนั้น  และนางหัวหน้าห้องก็เต้นได้เด่นสุด)

[ โกรธจัด +88 ]

“ฮ่า ๆ ๆ เฮ่อ ~ ฉันว่าฉันรู้แล้วล่ะ  ชาติก่อนฉันต้องเป็นคนฆ่าหมูมาก่อนแน่ ๆ เพราะชาติก่อนเคยฆ่าหมู  ชาตินี้เลยต้องมาเป็นอาจารย์  อาจารย์สอนหมูที่เคยฆ่าในชาติก่อนให้กลายเป็นคน !”

[ เศร้า +88 ]

[ พูดไม่ออก +88 ]

[ พูดไม่ออก +88 ]

“โธ่เอ๊ยสวรรค์  ชีวิตฉันเหมือนเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบาง  ๆ เลยเว้ย ~”

“พรูด !”

เฉินมู่สบถอย่างโมโห  ขณะที่เย่หานยู่ที่นั่งอยู่มุมห้องไหล่สั่นเพราะกลั้นแทบไม่ไหว

หลี่หมิงซินที่เห็นเหตุการณ์นี้จากนอกประตู  จากที่ตอนแรกแค่อึ้งตอนนี้กลายเป็นเอ๋อไปแล้ว  ในใจเริ่มตั้งคำถามถึงชีวิตของตัวเอง

นี่หรือห้อง 1

เรามาถูกที่แล้วแน่นะ

นี่คือกลุ่มอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดที่เริ่มต้นจากศักยภาพระดับ B จริงเหรอ

เฉินมู่มองพวกเธอว่าเป็นพวกหมูโง่ไร้อารยธรรมได้ยังไงกัน

ถ้าอาจารย์คนไหนมีลูกศิษย์อย่างลั่วซือหานหรือเย่จิ่นชิวล่ะก็  พวกเขาจะไม่ทะนุถนอมลูกศิษย์ทั้งสองราวกับอัญมณีล้ำค่ารึไง

แต่ทำไมพวกเธอถึงได้กลายเป็นคนโง่ที่ถูกด่ายับมากกว่าใครเพื่อนได้ล่ะเนี่ย

หรือพวกเธอจะมีศักยภาพสูงแต่ขาดสติปัญญา ?

ปัญหาคือแม้ว่าหลี่หมิงซินจะไม่เข้าใจว่าพวกเธอฝึกเพลงมวยอะไรก็ตาม  แต่เมื่อพิจารณาจากท่วงท่าและความไหลลื่นในการเคลื่อนไหวแล้ว  เขาก็คิดว่าพวกเธอมีพลังมากพอที่จะเขย่าภูผาผ่าปฐพีได้

การฝึกฝนเพลงมวยจนถึงระดับนี้ได้ภายในเวลาแค่เดือนเดียวมันก็โคตรโหดแล้วไม่ใช่เหรอ

เขายังจำได้อย่างชัดเจนเลยว่าเมื่อวานนี้เอง  อาจารย์ที่ปรึกษาของฉินหลานได้โอ้อวดอย่างตื่นเต้นว่าฉินหลานเรียนรู้ท่าพื้นฐาน 4 ใน 10 ท่าของวิชาหมัดมวยมาตรฐานของสถาบันหลวงได้ภายในเวลาแค่เดือนเดียว...

ยิ่งหลี่หมิงซินคิดมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น  และเครื่องหมายคำถามก็ผุดขึ้นมาในหัวเขาโดยไม่รู้ตัว

แต่ตอนนี้ที่สำคัญคือเวลา  เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกัดฟันเคาะประตู

ไม่นานนักประตูก็เปิดออก

“อ๋อ ? รองอธิการหลี่เองเหรอครับ ?”

เฉินมู่ตกใจเล็กน้อยจากนั้นก็ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าผิดหวัง

“รองอธิการหลี่  คุณมาได้ถูกจังหวะพอดีเลย ! ผมกำลังจะไปตามหาคุณอยู่พอดี !”

ท่านบรรพบุรุษมีชีวิต  ได้โปรดอย่ามาตามหาผมเลยครับ !

“ผมแค่อยากถามว่าปีนี้ยังมีนักศึกษาปีหนึ่งเหลืออยู่มั้ย  ช่วยส่งนักศึกษาชุดใหม่มาให้ผมหน่อยได้มั้ย”

[ ตกใจ +88 ]

“ไอ้พวกโง่เง่าพวกนี้ ! สอนพวกมันแค่เดือนเดียวก็เล่นเอาอายุขัยผมสั้นลงไปตั้งหลายปีแหนะ !”

“...”

หลี่หมิงซินฝืนยิ้มอย่างอึดอัด

“เอ่อ...  อา...”

“อ้อ  ว่าแต่รองอธิการหลี่อยากเข้ามานั่งเล่นซักหน่อยมั้ยครับ”

ผมไม่กล้าครับ

“คืองี้ครับ  แดนลับภูเขาไท่หมิงเปิดแล้ว  ถึงเวลาออกเดินทางแล้วครับ”

เฉินมู่พึ่งรู้ตัว

“โอโห  ลืมไปเลย ๆ มันเป็นความผิดของยัยพวกนี้ทั้งหมดที่ทำให้ผมโมโห”

หลังจากพูดจบเขาก็หันกลับไปมองในห้อง

“ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ! เจอกันหน้าอาคารเรียนในสิบห้านาที !”

“ค่ะ !”

นักศึกษาสาวเหล่านั้นที่ตัวสั่นด้วยความโกรธและแอบเช็ดน้ำตาอยู่เงียบ ๆ

แต่ทันทีที่เฉินมู่ออกคำสั่งพวกเธอก็สงบสติอารมณ์  ยืนเรียงแถวด้วยสีหน้าเรียบเฉยและเดินออกจากห้องเรียนไปอย่างเป็นระเบียบ

เมื่อหลี่หมิงซินเห็นดังนั้นดวงตาของเขาก็แทบจะถลออกมาจากเบ้าด้วยความตกใจ

วินาทีก่อนพวกเธอยังฝึกไปพลางขมุบขมิบปากสบถด่าไปพลางอย่างขะมักเขม้น  อีกวินาทีต่อมาพวกเธอกลับกลายเป็นเด็กทารกที่เชื่อฟังและทำตามคำสั่งอย่างกะทันหัน

ต้องรู้ด้วยว่าในบรรดานักศึกษาหญิงเหล่านี้มีหลายคนที่ขึ้นชื่อเรื่องเป็นตัวชอบก่อเรื่องประจำเมืองหลวง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักศึกษาหญิงที่เรียนเก่งอย่างลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวซึ่งปกติแล้วมักจะหยิ่งและไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของผู้ใด  แต่ตอนนี้พวกเธอกลับเข้าแถวอย่างเชื่อฟังและแม้กระทั่งช่วยนักศึกษาคนอื่น ๆ จัดเสื้อผ้าและทรงผมให้เรียบร้อย...

อึ้ง...

หลี่หมิงซินตกตะลึงอย่างยิ่ง  และสายตาที่เขามองเฉินมู่ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ชายคนนี้  เพียงแค่ที่เขาสามารถทำให้ผู้หญิงเอาแต่ใจเจ้าปัญหาเหล่านี้เชื่อฟังได้  หลี่หมิงซินก็ให้ความเคารพนับถือเขาในฐานะลูกผู้ชายตัวจริงแล้ว

มีคำกล่าวที่ว่า ‘คนชั่วต้องให้คนชั่วด้วยกันกลั่นแกล้ง’ นี่ดูท่าจะจริง

“เอ่อ……”

“มีอะไรอีกมั้ยครับรองอธิการหลี่”

“ไม่ ๆ ๆ คือว่า...  ข้างนอกนั่นมีคนที่ความคิดเห็นที่ไม่ค่อยดีอยู่  ถ้าอาจารย์เฉินไปได้ยินเข้าก็ช่วยอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะครับ”

เฉินมู่รู้สึกงุนงงเล็กน้อย  แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

“เอาเถอะครับ  คนเรามีสิทธิ์พูดก็ปล่อยให้พูดไปเถอะ  ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไปให้ถึงแดนลับภูเขาไท่หมิง”

เมื่อเห็นว่าเขาดูเหมือนจะไม่สนใจหลี่หมิงซินก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

...

“ตอนนี้กี่โมงแล้ว  สถาบันหลงอู่ออกไปกันแล้วนา  แล้วไมเรายังอยู่นี่อะ”

“ดูพวกปีหนึ่งพวกนั้นสิ ! แววตาใสกิ๊กไร้เดียงสาอ่อนต่อโลก  เป็นกันทุกรุ่นเลยนะ  ฮ่า ๆ ๆ”

“หืม ? ว่าแต่ปีนี้มีน้องใหม่ตั้งหมื่นคนไม่ใช่เหรอ  แล้วไมไม่มีคนสวย ๆ เลยอะ  ทายาทตระกูลเย่กะสาขาย่อยตระกูลลั่วที่เป็นอัจฉริยะระดับเอสล่ะไปไหน  ไหนว่ามาเรียนที่มหาลัยเราไง ?”

“เอาจริงดิ ? ตอนแรกคิดว่าฉันคิดไปเอง  แต่พอมาดูดี ๆ แล้วก็ไม่มีสาว ๆ สวย ๆ เลยซักคน”

“ฮ่า ๆ ๆ พวกนายไม่รู้เรื่องเลยล่ะสิ  มีอาจารย์ใหม่ปีหนึ่งเลือกเอาแต่นักศึกษาหญิงสวย ๆ ไปหมดแล้ว  รวมทั้งเย่จิ่นชิวกะลั่วซือหานด้วย  เพราะงั้นที่เราไม่เห็นก็ไม่แปลก”

“อะไรนะ ! อาจารย์ที่ปรึกษานั่นมันเก่งกาจมาจากไหน  มันเลือกนักศึกษาสวย ๆ ไปไว้กะตัวเองหมดเลย ? แล้วอาจารย์คนอื่น ๆ พอใจกะเรื่องนี้กันด้วยเหรอ ?”

“เหอะ ๆ ใครจะไปรู้ล่ะ  ฉันได้ยินมาว่าอาจารย์คนนั้นเป็นแค่ไอ้เด็กเวรที่พึ่งปลุกศักยภาพระดับเอฟเองด้วยนา”

“เหี้ย ! สถาบันหลวงเราบ้ากันไปหมดแล้วเหรอวะ”

นักศึกษาปี 2 กับปี 3 ที่กำลังดูอยู่ต่างมีสีหน้าแปลก ๆ และแน่นอนว่าบางคนก็อิจฉา  ริษยา  หรือแม้กระทั่งไม่พอใจ

แต่คนส่วนใหญ่ดูด้วยทัศนคติแบบกูเป็นแค่ผู้ชมเท่านั้น

ถึงยังไงพวกเขาทั้งหมดก็เป็นนักศึกษา  และทุกคนรู้ดีว่าหากสาวงามหมดทั้งชั้นปีถูกเลือกไป  คนอื่น ๆ จะต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะพวกประจบสอพลอ

นอกจากนี้อาจารย์ผู้สอนก็เป็นแค่พวกขยะระดับ F ที่พึ่งปลุกพลัง  ใครจะไปเชื่อกันล่ะ

วันนี้จะต้องเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน

ตอนแรกก็ไม่มีใครจริงจังกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่  เนื่องจากได้เรียนชั้นปีเดียวกัน  อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน  ดังนั้นแม้จะไม่ได้เรียนห้องเดียวกันแต่ก็ย่อมมีโอกาสได้ทำความรู้จักและสนิทสนมกันอยู่แล้ว

แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าไอ้เฉินมู่มันจะยึดอาคารไป 2 หลัง  ให้การดูแลเป็นพิเศษ  และยังไม่ยอมปล่อยให้เหล่าเทพธิดาทั้งหลายออกมาข้างนอกอีกต่างหาก

ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนานล่ะก็  ใครจะไปมีความสุขกันล่ะ

โดยเฉพาะสำหรับไอ้หนุ่มกลัดมันอย่างฉินหลานกันหลี่เฉิงคุนที่พบเทพธิดาในชีวิตของตัวเองแล้ว  แล้วแบบนี้จะไปตามจีบเทพธิดาได้ยังไงกัน

ถ้าไม่ใช่เพราะทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการฝึกฝนและเสริมสร้างรากฐานหลังจากปลุกพลังล่ะก็  ป่านนี้คงไปตามจีบถึงที่ห้อง 1 แล้วล่ะ

และในตอนนี้  เมื่อโอกาสมาถึงแล้วไอ้หนุ่มกลัดมันเหล่านี้ย่อมมีแผนการเป็นธรรมดา

ท่ามกลางฝูงชน

ฉินหลานซึ่งได้เปรียบอยู่แล้วพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง

“ไอ้ขยะเฉินมู่นั่นแค่มีโอกาสอวดเบ่งได้เพราะอาศัยไอเทมล้ำค่าหายากทำให้ช่วงแรกมันฝึกฝนได้เร็ว”

“แต่ระดับเอฟมันก็ยังเป็นแค่ระดับเอฟยู่ดี  ในช่วงแรก ๆ ที่ระดับการฝึกฝนของทุกคนยังต่ำอยู่มันก็ได้เปรียบอยู่หรอก  แต่พอเวลาผ่านไปด้วยความเร็วการฝึกฝนที่กากแสนกากก็จะทำให้ระดับการฝึกฝนของมันห่วยแตก  แล้วสุดท้ายสภาพมันจะเป็นยังไง”

“ฮ่า ๆ ๆ ถ้ามันไม่อยากมีหน้างั้นฉันจะทำให้มันเสียหน้าเอง !”

เมื่อได้ยินแบบนั้นหลี่เฉิงคุนก็ยิ้มด้วยความดีใจ

“คุณชายฉินพูดถูก  ความเร็วการฝึกฝนของคนที่มีศักยภาพระดับเอฟน่ะ  ขนาดหมายังส่ายหน้าเลย  แล้วมันจะไปเทียบกับคุณชายฉินได้ไง”

“ถึงจะผ่านไปเดือนนึงแล้ว  แต่มันก็ต้องยังติดแหง็กอยู่ที่ขอบเขตศิษย์ยุทธ์สามดาวเหมือนเดิมอยู่ดี  อย่าว่าแต่คุณชายฉินเลย  แม้แต่สวีเฟิงก็ยังใช้มือเดียวตบมันปลิ้นได้สบายบรื๋อ”

ฉินหลานเยาะเย้ยและหันไปมองหลี่เฉิงคุน

“พี่หลี่พูดถูกแล้ว  พอไอ้เฉินมู่มันโผล่หัวมาเดี๋ยวให้สวีเฟิงไปสั่งสอนมันก่อน !”

“ใช่เลยคุณชายฉิน !”

หลี่เฉิงคุนหัวเราะอย่างอย่างสนุกสนาน  จากนั้นทั้งคู่ก็หันไปมองสวีเฟิง

ทว่าในขณะที่สวีเฟิงกำลังจะกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ  จู่ ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นมาขัดจังกวะเสียก่อน

“นั่นมัน...  ลั่วซือหานเหรอ ? !”

“แม่จ้าว ! พวกห้องหนึ่งมาแล้ว ! โห  มีแต่สวย ๆ ทั้งนั้นเลยอะ ! แต่ละคนสวยระดับสุดยอดของแท้ !”

“เด๋วนะ  พวกเธอทำไรกันอยู่อะ...”

จบบทที่ บทที่ 31 : ชีวิตฉันเปรียบเสมือนการเดินบนแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ จริง ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว