เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 : นักศึกษา 36 คนเหมาอาคาร 2 หลัง ? แล้วยังโหลยโท่ยอีก ?

บทที่ 30 : นักศึกษา 36 คนเหมาอาคาร 2 หลัง ? แล้วยังโหลยโท่ยอีก ?

บทที่ 30 : นักศึกษา 36 คนเหมาอาคาร 2 หลัง ? แล้วยังโหลยโท่ยอีก ?


“เฮ่ ! ได้ยินข่าวยัง ? แดนลับภูเขาไท่หมิงเริ่มมีอาการแปลก ๆ และเปิดก่อนกำหนดแล้วนา !”

“พึ่งรู้เหรอ ? มหาลัยชั้นนำทั้งแปดแห่งเริ่มระดมกำลังพลกันตั้งแต่เมื่อวานแล้ว !”

“ได้ยินมาว่าคราวนี้แดนลับเปิดให้เฉพาะนักศึกษาปีหนึ่งเท่านั้นที่เข้าได้  ไม่รู้ว่าทางมหาลัยคิดไรอยู่”

“พวกเขาพึ่งจะพลังตื่นได้ไม่เกินสองเดือนเอง  เอาแค่ไปให้ถึงขอบเขตศิษย์ยุทธ์หกดาวได้ก็ถือว่าเก่งจนเวอร์แล้ว  การส่งพวกเขาไปยังแดนลับที่มีสัตว์ปิศาจระดับราชาอยู่ก็เหมือนส่งพวกเขาไปตายนั่นแหละ”

“นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้เก็บรวบรวมไอเทมมีค่าหายาก  รวมถึงแก่นปีศาจด้วย  แล้วทำไมถึงไม่ยอมให้เราเข้าไปล่ะ”

“ใครจะรู้  แต่ที่แน่ ๆ คือคราวนี้เราคงอดกินของดี ๆ แล้วล่ะ”

ภายในสถาบันหลวง

นักศึกษาปี 2 และปี 3 หลายคนต่างพูดคุยกันไปขณะที่เดินไปยังสนามเด็กเล่น

ถึงแม้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ไป  แต่การไปดูการแสดงและแสร้งทำเป็นเท่ก็ยังคงเป็นเรื่องดีอยู่ดี

ในขณะเดียวกัน  นักศึกษาปี 1 หลายคนต่างก็มารวมตัวกันที่สนามเด็กเล่นเพื่อโอ้อวดและคุยขิงใส่กันเอง

“พี่สวี  ได้ยินมาว่าพี่บรรลุถึงขอบเขตศิษย์ยุทธ์สามดาวแล้ว  ตั้งแต่เปิดเทอมมาเดือนเดียวก็บรรลุถึงขั้นนี้ได้  สมควรแล้วที่พี่ได้รับยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะระดับบีที่แท้ทรู”

“เหอะ  ฉันจะไปเทียบอะไรกับพี่คุนได้  เทียบกันแล้วฉันมันก็แค่ขยะ  บอกเลยนะ  เมื่อวานนี้พี่คุนพึ่งเลื่อนเป็นขอบเขตศิษย์ยุทธ์หกดาว  ค่าพลังโลหิตปราณก็เกือบหกพันหนึ่งแล้ว !”

“โอ้โห ! เอาจริงดิพี่  ศิษย์ยุทธ์หกดาวเลยเหรอ  สวดยวดโคตร ๆ !”

“สมแล้วที่มีศักยภาพระดับเอ  พี่คุณเจ๋งสาด !”

ในกลุ่มเล็ก ๆ ท่ามกลางฝูงชน  สวีเฟิงเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจราวกับตัวเองเป็นศิษย์ยุทธ์ 6 ดาวเสียเอง  ด้วยการรับรองจากหลี่เฉิงคุนสถานะของหมอนี่จึงสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ถึงแม้ว่านักศึกษาส่วนใหญ่ในสถาบันหลวงจะมาจากตระกูลร่ำรวย  แต่ก็ยังมีสามัญชนปะปนอยู่บ้าง

แน่นอนว่าพวกเขากลายเป็นหมารับใช้ของบรรดาเจ้านายหนุ่มของตระกูลต่าง ๆ

สวีเฟิงก็คือหมารับใช้โนหนึ่งของหลี่เฉิงคุน

แต่ในขณะที่สวีเฟิงกำลังจะใช้ชื่อของหลี่เฉิงคุนเพื่อโอ้อวดเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยนั้นเอง  เขาก็เห็นหลี่เฉิงคุน  เฉิงอู่เทียน  และคนอื่น ๆ เดินมารวมกัน

ดวงตาของสวีเฟิงเป็นประกาย  ผลักคนที่อยู่รอบข้างออกไปทันทีแล้วรีบเดินไปทักทายพวกเขาด้วยสีหน้าประจบประแจง

“พี่คุน ! พี่เหมี่ยว ! พี่เฉิง !”

เมื่อเห็นดังนั้นนั้นหลี่เฉิงคุนจึงตบไหล่เขาเบา ๆ พร้อมกับยิ้ม

“ได้ยินมาว่านายเลื่อนเป็นขอบเขตศิษย์ยุทธ์สามดาวแล้ว  ยินดีด้วยนะ !”

เมื่อได้ยินดังนั้นสวีเฟิงก็เข้าใจความหมายของหลี่เฉิงคุนในทันทีและรู้สึกปลื้มใจ

“ไม่ ๆ พี่คุน  พี่ชมผมเกินไป ! ทุกคนรู้แล้วว่าเมื่อวานนี้พี่พึ่งเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตศิษย์ยุทธ์หกดาวอย่างเป็นทางการทำให้ตอนนี้พี่เป็นผู้นำของคนรุ่นใหม่เราแล้ว !”

แน่นอนว่าเมื่อหลี่เฉิงคุนได้ยินดังนั้นก็ภาคภูมิใจอย่างยิ่ง  แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ใช่คนโง่  แต่ก็แค่คิดว่าการแบ่งปันความสุขนั้นดีกว่าการเก็บไว้คนเดียว

“เจ้าเด็กนี่อย่าพูดเหลวไหลสิ  คุณชายเฉิงกับพี่เหมี่ยวเองก็บรรลุขอบเขตศิษย์ยุทธ์หกดาวแล้วเหมือนกันนะ  แล้วฉันจะไปเป็นผู้นำได้ไง”

เมื่อได้ยินดังนั้น  พวกเฉิงอู่เทียนก็รีบแสร้งทำเป็นว่ามันก็แค่เรื่องเล็กน้อย

“ไอ้หยาคุณชายคุน  นายก็ชมฉันเกินไปแล้ว  ศิษย์ยุทธ์หกดาวไม่เลวก็จริง  แต่คนที่ทรงพลังของแท้คือคุณชายซูกะคุณชายฉินตะหาก”

“ฉันได้ยินมาว่าทั้งสองคนนั่นบรรลุระขอบเขตศิษย์ยุทธ์แปดดาวแล้ว  นั่นแหละคือผู้นำคนรุ่นใหม่เราที่แท้ทรู”

หลี่เฉิงเหมี่ยวพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง

“ที่จริงแล้วฉันได้ยินพ่อบอกว่าเย่เซียนจื่อ ‘เย่เมี่ยวเตี๋ย’ แห่งสถาบันหลงอู่  หนิงเซียนจื่อ ‘หวางหยู่หนิง’ แห่งสถาบันเทียนชู  คุณชายหลิ่ว ‘หลิ่วยวน’ แห่งสถาบันหยุนเซียว  แล้วก็องค์ชายลู่ ‘ลู่เฉิน’ แห่งสถาบันเสวียนหยางต่างก็บรรลุถึงขอบเขตศิษย์ยุทธ์แปดดาวแล้ว”

“อัจฉริยะแบบนี้ตะหากที่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำของรุ่นใหม่เรา”

“พวกนั้นทั้งหมดบรรลุขอบเขตศิษย์ยุทธ์แปดดาวแล้วเหรอ  สุดยอดเกินไปแล้ว !”

“ดูจากตรงนี้แล้วดูท่าคราวนี้ที่แดนลับภูเขาไท่หมิงจะคึกคักเป็นพิเศษ”

คำพูดของหลี่เฉิงเหมี่ยวอาจฟังดูเหมือนเป็นการให้กำลังใจผู้อื่น  โดยที่พวกนั้นมีศักยภาพระดับ S ในขณะที่ตัวเองอยู่แค่ระดับ A เท่านั้น  แม้จะมีระดับต่างกันเพียงระดับเดียว  แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นศักยภาพที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

คำพูดดังกล่าวดูเหมือนเขาจะเน้นย้ำถึงความอัจฉริยะของศักยภาพระดับ S แต่ในความเป็นจริงแล้วกำลังบอกทุกคนว่าความอัจฉริยะของพวกตนในฐานะศักยภาพระดับ A ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากนักต่างหาก

ใช่แล้ว  นั่นคือความเป็นจริง

ทันทีที่หลี่เฉิงเหมี่ยวพูดจบ  หลังจากที่ฝูงชนต่างชื่นชมอัจฉริยะเหล่านั้นเสร็จแล้วก็หันกลับมาและชื่นชมคณะของหลี่เฉิงคุนต่อ  ทำให้พวกเจ้าตัวยิ้มแย้มด้วยความยินดี

“เฮ่ ! นั่นคุณชายซู ‘ซูซิงหาง’ กับคุณชายฉิน ‘ฉินหลาน’ นี่นา !”

มีคนในฝูงชนคนหนึ่งพูดอะไรบางอย่างขึ้นมา  และเมื่อทุกคนหันไปมองก็เห็นว่าเป็นคน 2 คนกำลังนำกลุ่มคนเดินมาจริง ๆ

และเนื่องจากทั้ง 2 กลุ่มมีคนศักยภาพระดับ S นำมาเหมือนกันจึงเป็นคู่แข่งกันโดยธรรมชาติ  ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วทั้ง 2 กลุ่มจะไม่ร่วมมือกัน

แต่การปรากฏตัวพร้อมกันของทั้งคู่ก็ยังดึงดูดความสนใจของทุกคนอย่างเห็นได้ชัด

แม้แต่หมู่คณะของหลี่เฉิงคุนทั้ง 6 คนก็ไม่เว้น

“คุณชายซู ! คุณชายฉิน !”

พวกหลี่เฉิงคุนทักทายกันด้วยรอยยิ้มและจับมือกันเพื่อแสดงความเคารพ  ซึ่งในหมู่คนรุ่นเดียวกันนั้น ถือเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง

ทั้งคู่ไม่ได้ประเมินตนเองสูงเกินไป  เพราะในฐานะสมาชิกของแปดตระกูลใหญ่  การรักษาภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

“คุณชายหลี่  คุณชายเฉิง  ไม่เจอกันนานเลยนะ  พวกนายก็ยังหล่อเหมือนเดิมเลย”

ซูซิงหางไม่ค่อยพูด  แต่ฉินหลานกลับเป็นคนที่เข้าสังคมเก่งอย่างเห็นได้ชัด

เขายิ้มแย้มแจ่มใสและไม่นานก็พูดคุยกันกับทุกคนอย่างสนุกสนาน

“ฉันหวังว่าในการเดินทางไปภูเขาไท่หมิงครั้งนี้นายจะดูแลฉันอย่างดีนะ”

“ไม่มีปัญหา”

ฉินหลานมีท่าทางคล้ายสุภาพบุรุษผู้สง่างาม  มือข้างหนึ่งไขว้หลัง  อีกข้างประคองไว้ที่ท้อง  แสดงออกถึงความมีเกียรติและอ่อนช้อย

“เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นปีกัน  เพราะงั้นช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ถูกต้องแล้ว”

“นอกจากนี้  ที่นั่นยังมีสัตว์ปิศาจระดับราชาคอยเฝ้าด้วย  ด้วยความแข็งแกร่งของพวกเราที่เป็นแค่ขอบเขตศิษย์ยุทธ์เนี่ย  ควรทำงานร่วมกันจะดีกว่า”

ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นต่างก็ตกใจ

สัตว์ปิศาจรระดับราชา  ในแง่ของพลังการต่อสู้ของมนุษย์  มันเทียบเท่าขอบเขตราชันยุทธ์

ส่วนฉินหลานเป็นแค่ขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 8 ดาวเท่านั้น  แต่ดูจากคำพูดของเขาแล้วเจ้าตัวมั่นใจว่าสามารถสู้กับอีกฝ่ายได้อย่างสูสีหรือยังไง

หลี่เฉิงคุนเป็นคนแรกที่แสดงปฏิกิริยาและหัวเราะออกมาทันที

“สมกับเป็นคุณชายฉินจริง ๆ เก่งมาก  ถึงขั้นกล้าแตะต้องสัตว์ปิศาจระดับราชาเลย  พวกเราสู้ไม่ได้เลยจริง ๆ”

ฉินหลานยิ้มและส่ายหัว

“ไม่ใช่แค่แตะต้อง  แต่จะไปฆ่า”

“นี่……”

ทุกคนต่างตกใจอีกครั้ง  แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

เมื่อเห็นแบบนั้นฉินหลานก็ย่อมรู้ได้ทันทีว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่

“ฉันได้ข้อมูลที่แน่ชัดมาแล้วว่า  แดนลับภูเขาไท่หมิงเป็นสถานที่ฝึกฝนที่เผ่ามนุษย์เราเปิดให้ฝึกฝนได้ทุกสามปีครั้ง  ในรอบที่ผ่านมาสัตว์ปิศาจที่เก่งที่สุดก็อยู่แค่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น”

“แต่เพราะเหตุอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน  รอบนี้เผ่าสัตว์ปิศาจเกิดคลุ้มคลั่งและเปิดทางเข้าแดนลับภูเขาไท่หมิงหน้าตาเฉย  เลยทำให้สัตว์ปิศาจระดับราชาสามารถเข้าไปได้”

เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปเล็กน้อยฉินหลานจึงพยักหน้าเบา ๆ

“แต่ว่าการเปิดทางผ่านมิติมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย  ต่อให้สัตว์ปิศาจตัวนั้นจะเป็นสัตว์ปิศาจระดับราชาก็เถอะ  แต่มันก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส  พลังของมันในตอนนี้เลยลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งของตอนที่แข็งแกร่งที่สุด...”

“หรือก็คือเหลือแค่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น  การฆ่ามันจึงไม่ใช่เรื่องยาก”

เมื่อได้ยินแบบนั้นพวกหลี่เฉิงคุนก็พลันเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

“ถ้าเป็นงั้นก็มีความเป็นไปได้อยู่บ้าง”

ศิษย์ยุทธ์ 8 ดาวแค่คนเดียวเป็นไปไม่ได้  แต่กลุ่มศิษย์ยุทธ์ 6 ดาวถึง 8 ดาวอาจมีโอกาสเป็นไปได้

ต้องรู้ว่ามันคือสัตว์ปิศาจระดับราชา  หากสามารถฆ่ามันได้ล่ะก็  แก่นปีศาจ  เน่ยตัน  เนื้อ  และกระดูกของมันล้วนเป็นยาสำหรับบำรุงร่างกายรวมถึงเพิ่มค่าโลหิตปราณชั้นยอด

สำหรับพวกเขา  การได้ไอเทมเหล่านั้นมาแม้จะแค่ชิ้นเดียวก็ตาม  ก็ถึงเป็นโชคลาภวาสนามหาศาลแล้ว

เมื่อเห็นประกายตาของเหล่าคุณชายทั้งหลายที่ลุกเป็นไฟ  ฉินหลานจึงค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

“ถ้าเราสามารถกำจัดสัตว์ปิศาจระดับราชาได้  ฉันขอแค่เน่ยตันของมันพอ  ส่วนที่เหลือพวกนายแบ่งกันเอาเอง”

“ยิ่งไปกว่านั้นคือสัตว์ปิศาจระดับราชานั่นมันไม่ใช่สัตว์ปิศาจแค่ตัวเดียวในแดนลับ  มันต้องมีจ้าวปิศาจกับแม่ทัพปิศาจอีกเพียบที่อยู่ภายใต้บัญชาการของมัน  และนั่น...  ก็คือสมบัติล้ำค่าที่สุดของเราในตอนนี้”

ดวงตาของพวกหลี่เฉิงคุนยิ่งเปล่งประกาย  และลมหายใจก็เริ่มถี่ขึ้นเล็กน้อย

พวกเขามีตระกูลคอยให้การสนับสนุนก็จริงอยู่  แต่ยิ่งตระกูลใหญ่มากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องดูแลคนมากขึ้นเท่านั้น  และเป็นธรรมดาที่ทรัพยากรในการฝึกฝนย่อมไม่เพียงพอ

ยิ่งไปกว่านั้น  ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ทั้งแปดตระกูลใหญ่ตัดสินใจลดทรัพยากรในการฝึกฝนของศิษย์แต่ละคนหลังจากปลุกพลังอย่างไม่ทราบสาเหตุ  และยังสนับสนุนให้ศิษย์ของแต่ละตระกูลพึ่งพาตนเองและแสวงหาไอเทมมีค่าหายากด้วยตนเองอีกด้วย

นี่จึงเป็นเหตุผลที่แม้แต่หลี่เฉิงคุนเองบางครั้งก็ยังรู้สึกว่าทรัพยากรในการฝึกฝนของตนขาดแคลน

ถ้าไม่ได้รับการอุดหนุนจากมหาวิทยาลัยล่ะก็เจ้าตัวคงต้องออกไปหางานทำเอาเองแล้วเหมือนกัน

และในเมื่อพวกเขามีโอกาสที่จะได้ครอบครองสมบัติล้ำค่าแล้ว  ใครบ้างล่ะจะไม่อดใจไหว

คิดได้ดังนี้แล้วประกายไฟก็ลุกโชนขึ้นในตาของหลี่เฉิงคุน

“คุณชายฉินพูดถูกแล้ว  ต่อไปเราคงต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากคุณชายฉินแล้วล่ะ”

ฉินหลานยิ้ม

“มันแน่อยู่แล้ว”

“นอกจากนี้เรายังมีนักศึกษาปีหนึ่งจากมหาลัยอื่นเป็นคู่แข่งด้วย  เพราะงั้นนี่ก็เป็นสถานการณ์ที่วิน ๆ กันทั้งสองฝ่าย”

ถึงแม้พวกเขาจะเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลที่มีชื่อเสียงต่าง  ๆ แต่พวกเขาก็ยังคงแข่งขันกันเองอยู่ดี

และเพื่อนร่วมชั้นปีก็เป็นเพื่อนร่วมทีมที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย  การช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่เพียงแต่จะทำให้ได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนมาง่ายขึ้นเท่านั้น  แต่ยังช่วยปราบพวกคู่แข่งในรุ่นเดียวกันได้อีกด้วย  แล้วทำไมจะไม่ทำล่ะ

ในไม่ช้าทุกคนก็ตกลงรายละเอียดความร่วมมือกันได้เรียบร้อย

“สมกับที่คาดหวังจากผู้นำตระกูลฉินคนปัจจุบัน  ภายใต้การนำของคุณชายฉิน  เชื่อว่าในอนาคตตระกูลฉินจะกลายเป็นมหาอำนาจอย่างแน่นอน”

“แน่นอนว่าคุณชายซูเองก็ด้วย  เราควรเอาพี่ ๆ ทั้งสองนี้เป็นแบบอย่าง”

เมื่อเห็นว่าได้ผลลัพธ์ที่ต้องการแล้วฉินหลานจึงตบไหล่หลี่เฉิงคุนเบา ๆ พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย

“ทั้งหมดนี่ก็แค่เรื่องเล็กน้อย  ตระกูลหลี่มีพี่หลี่เป็นผู้นำก็ย่อมจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน  ถึงตอนนั้นฉันก็ยังต้องการความช่วยเหลือจากพี่หลี่กับพี่เฉิงอยู่ดี”

“แน่นอน ๆ ฮ่า ๆ ๆ”

รอยยิ้มของฉินหลานกว้างขึ้นและเธอมองไปรอบ ๆ อย่างสงสัย

“หืม ? ทำไมถึงยังไม่เห็นจิ่นชิวกับซือหานเลยล่ะ  นี่ก็จะสายแล้วนะ”

“พวกห้องหนึ่งยังไม่มากันอีกเหรอ”

“ถ้าเราตกลงกับน้องจิ่นชิวแล้วก็น้องซือหานได้อีกล่ะก็  สถาบันหลวงเราจะคว้าที่หนึ่งในการไปแดนลับภูเขาไท่หมิงครั้งนี้ก็ชิล ๆ แล้วล่ะ”

“ฉันได้ยินมาว่ามหาลัยชั้นนำทั้งแปดจะมอบรางวัลให้ทีมที่ได้ที่หนึ่งด้วยนะ”

หลี่เฉิงคุนรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ  แต่สีหน้ากลับไม่แสดงออกถึงความไม่พอใจใด ๆ

“อ้อ  พูดถึงเรื่องนั้นแล้วฉันก็อยากรู้เหมือนกัน”

หลี่เฉิงคุนกระพริบตาด้วยความสงสัยแล้วพูดว่า...

“มหาลัยเราเปิดเทอมมาเดือนนึงแล้ว  แต่ฉันยังไม่เคยเจอพวกห้องหนึ่งเลยซักครั้ง”

“ว่าก็ว่าเถอะ  บ้านของทุกคนก็อยู่ในเมืองกันทั้งนั้น  เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมาอยู่หอพักมหาลัย  อาจารย์ยังบอกเลยว่าให้เราจัดสมดุลระหว่างการเรียนกับการพักผ่อน  ต้องมีเวลาว่างให้ตัวเองบ้าง”

“แต่ดูเหมือนว่าพวกห้องหนึ่งจะไม่ออกมาเล่นกันเลยนะ”

“เรื่องนี้ฉันเคยได้ยินมาบ้าง”

เฉิงอู่เทียนรู้ทันทีว่าหลี่เฉิงคุนกำลังจะทำอะไรและรีบเข้ามาร่วมสนุกด้วยทันที

“เห็นบอกว่าอาจารย์ที่ปรึกษาห้องหนึ่งได้ขออาคารเรียนของรุ่นพี่ปีสูงไปใช้  แล้วก็ขอหอพักอาจารย์ผู้ช่วยปีหนึ่งที่พึ่งสร้างใหม่ไปด้วย”

“นอกจากการฝึกฝนในอาคารเรียนแล้วก็ยังไปฝึกต่อในหอพักทุกวัน  วันปกติก็เลยไม่เคยเห็นใครออกมาข้างนอกเลย”

“อ้อ  ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน  เห็นมีว่าโรงอาหารเล็ก ๆ ที่หนึ่งถูกจัดสรรให้กับห้องหนึ่งโดยเฉพาะ  นอกจากคนครัวของห้องหนึ่งแล้วก็ไม่อนุญาตให้ใครเข้าใกล้อีก  เห็นบอกว่าพวกห้องหนึ่งได้กินอาหารพิเศษทุกวัน  ใช้ชีวิตกินหรูอยู่สบายกว่าพวกเราเยอะ”

เมื่อได้ยินแบบนั้นนักศึกษารอบข้างที่ไม่รู้เรื่องราวต่างตกตะลึงไปชั่วขณะก่อนที่จะโกรธจัด

“เชี่ยไรวะ ! ห้องหนึ่งแล้วเจ๋งขนาดนั้นเลยเอ่อ  นักศึกษาแค่สามสิบหกคนเหมาอาคารไปสองหลัง  แล้วยังจะโหลยโท่ยแบบนั้นอีก”

“อาจารย์ที่ปรึกษาห้องหนึ่งนั่นมันเป็นไอ้เผด็จการน้อยรึไงวะ  อะไรทำให้มันมีสิทธิ์ผูกขาดทรัพยากรมากมายขนาดนี้ไว้คนเดียว  ขนาดอาจารย์ซูยังไม่ขออาคารสองหลังให้ห้องสามเราเลยด้วยซ้ำ  แล้วอะไรทำให้มันพิเศษกว่าคนอื่น”

“ฉันจำได้แล้ว  อาจารย์ที่ปรึกษาห้องหนึ่งไม่ใช่ไอ้ขยะระดับเอฟที่ปลุกพลังเหรอ  ไอ้คนไร้ประโยชน์นี่พยายามจะก่อกบฏต่อฟ้ารึไง”

“นายลืมไปแล้วเหรอ ? อาจารย์คนนั้นเป็นท่านอธิการฉินพามา  มันมีสิทธิพิเศษ”

“การมีสิทธิพิเศษไม่ได้แปลว่ามันมีสิทธิ์ผูกขาดทรัพยากรของมหาลัยซักหน่อย ! ทำไมพวกหล่อนถึงได้กินหรูอยู่สบาย  ในขณะที่เราต้องดิ้นรนแข่งขันแย่งชิงห้องเรียนกับห้องอื่น ๆ ด้วย !”

“เห็นได้ชัดว่ามันซ่อนฮาเร็มไว้ตะหาก  ปากก็อ้างว่าเพื่อการสอน  แต่ใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“ใช่เลย ! ยึดอาคารสองหลังแล้วไม่ยอมปล่อยออกมา  นี่มันการกักบริเวณเห็น ๆ เลยไม่ใช่ไง ?”

“มันรวบรวมเอาแต่เทพธิดาแสนสวยทั้งหมดไปไว้คนเดียว  แล้วก็สนุกสนานอยู่คนเดียวในห้องปิดสนิท  ถามหน่อยเถอะว่าอย่างมันเหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์รึป่าวก่อน”

“ฮ่า ๆ สาวสวยประจำมหาลัยที่ดูเลอค่าและหยิ่งผยองพวกนั้นกลับต้องมาโดนไอ้อาจารย์ที่ละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพแย่งไปซะได้  ฮ่า ๆ ๆ พวกหล่อนพังพินาศไปแล้ว”

สีหน้าของฝูงชนเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าการพลิกหน้าหนังสือ  จากความโกรธไปสู่การเยาะเย้ย  และในที่สุดก็กลายเป็นความอิจฉาและความเกลียดชัง

เมื่อเห็นแบบนั้นสีหน้าของฉินหลานก็มืดหม่นลง

ความคิดที่ว่าเทพธิดาอันเป็นที่รักของตนถูกคนอื่นเอาไปใช้เป็นของเล่นทำให้ความโกรธแค้นแผดเผาจนแทบทนไม่ไหว

“ฮ่า ๆ ๆ ช่วงนี้ฉันก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการกักตัวฝึกฝนเลยไม่รู้ว่ามันจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในสถานที่อันทรงเกียรติอย่างสถาบันหลวงได้”

“จิ่นชิวเป็นทายาทของตระกูลเย่  ถูกกระทำย่ำยีแบบนี้ต่อให้เป็นท่านอธิการฉินฉันก็ต้องเรียกร้องคำอธิบายจากท่านให้ได้ !”

“ถูกต้องเลย ! อาจารย์ที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพต่ำช้าแบบนี้ที่ถึงกับปล่อยให้พรสวรรค์ของสองสาวดาวรุ่งระดับเอสอย่างน้องเย่กับน้องหลัวต้องเสียเปล่าสมควรถูกไล่ออกไปซะ !”

“คืนเทพธิดาของกูมา ! คืนบรรยากาศที่ดีในมหาลัยของกูมาน้า !”

เมื่อเห็นอารมณ์ของฝูงชนเริ่มปะทุขึ้น  ฉินหลานก็เยาะเย้ยในใจ  ความเกลียดชังที่มีต่อเฉินมู่ถึงขีดสุดแล้ว

ถ้าไอ้เฉินมู่มันคิดจะจีบเย่จิ่นชิวจริง ๆ ล่ะก็  ต่อให้มันจะรู้จักกับท่านอธิการฉินก็เถอะ  แต่กูฉินหลานก็จะทำให้มันต้องตายอย่างน่าสยดสยองแน่นอน

ที่จริงแล้วเมื่อพูดถึงเรื่องภูมิหลัง  กูฉินหลานไม่เคยกลัวใครเลย

และถึงแม้มันจะไม่ได้ลงมือทำร้ายเธอ...  แต่การที่มันดูหมิ่นเย่จิ่นชิวและทำลายชื่อเสียงของเธอแบบนั้น...  มันก็...  สมควรตายแล้ว !

“เมื่อพวกห้องหนึ่งมาถึงเมื่อไหร  กูจะทำให้มึงต้องชดใช้ !”

“ขยะศิษย์ยุทธ์สามดาวระดับเอฟ  แค่เพราะรู้จักกับอธิการฉินก็กล้ากระโดดโลดเต้นขนาดนี้  ถ้ากูจับมึงฉีกเป็นชิ้น ๆ ไม่ได้ก็ถือว่ามึงมีดี !”

ฉินหลานรู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่ง

เมื่อเห็นแบบนั้น  ติงอิงหรานซึ่งรออยู่บนเวทีก็มองไปที่หลี่หมิงซินด้วยความกังวลใจและพูดว่า

“รองอธิการหลี่  นักศึกษาเริ่มเรียกร้องให้ไล่อาจารย์เฉินออกแล้ว  เอาไงดีครับ”

เอาไงดีเหรอ ?

ดูไปขำ ๆ !

“ตอนนี้พวกคุณเฝ้าตรงนี้ไปก่อนนะ  ผมจะไปหาอาจารย์เฉิน”

จบบทที่ บทที่ 30 : นักศึกษา 36 คนเหมาอาคาร 2 หลัง ? แล้วยังโหลยโท่ยอีก ?

คัดลอกลิงก์แล้ว