เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 : สมบูรณ์แบบคือระดับ 10 ดาว ! เหล่านักศึกษามหาลัยสาวสวยต่างตกตะลึง !

บทที่ 29 : สมบูรณ์แบบคือระดับ 10 ดาว ! เหล่านักศึกษามหาลัยสาวสวยต่างตกตะลึง !

บทที่ 29 : สมบูรณ์แบบคือระดับ 10 ดาว ! เหล่านักศึกษามหาลัยสาวสวยต่างตกตะลึง !


“นี่...  หมายความว่าไงอะ ?”

เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินมู่ทุกคนต่างก็งุนงงเป็นอย่างมาก

ใครบอกงั้นเหรอ

ก็มันเป็นความรู้ทั่วไปอะ  หรือไม่ใช่

คือฝึกฝนไปจนถึงระดับ 9 ดาวก็คือสมบูรณ์แบบแล้วไง  ใช่ไหม ?

กลุ่มคนเหล่านั้นมองหน้ากันด้วยความงุนงง

แต่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวที่อยู่ในฝูงชนกลับเปลี่ยนสีหน้าอย่างกะทันหัน  ม่านตาของพวกเธอกลับหดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด

ลั่วซือหานเป็นจักรพรรดินีเกิดใหม่  แม้ว่าเธอจะไม่เคยได้ยินเรื่องความเป็นไปได้ของการฝึกฝนพลังหลังจากบรรลุระดับ 9 ดาวมาก่อนก็ตาม

ทว่าความรู้ด้านการฝึกฝนวิชาของเธอก็ยังมีอยู่

ในชาติก่อน  เธอเคยพิจารณาปัญหานี้มาก่อน  เพราะพลังของเธอไม่เคยสมบูรณ์แบบเลย  แต่ในตอนนั้นเธอคิดว่าเป็นเพราะเธอเร่งรีบฝึกฝนมากเกินไปทำให้รากฐานของตนไม่มั่นคง

แต่พอมาได้ยินคำเตือนของเฉินมู่แล้วถึงได้พลันเข้าใจขึ้นมาทันที

ด้านเย่จิ่นชิวนั้นรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ  เพราะเธอจำได้ว่าเคยได้ยินพ่อและน้าพูดถึงเรื่องนี้เมื่อตอนเด็ก ๆ

ในตอนนั้นเธอคิดว่าพวกท่านกำลังพูดคุยเล่น ๆ กันเท่านั้นเลยไม่ได้คิดอะไรมาก  แต่ตอนนี้...  ดูเหมือนว่า...

ทั้งสองมองไปที่เฉินมู่แทบจะพร้อมกัน  ดวงตาของพวกเธอมีความรู้สึกผสมผสานระหว่างความคาดหวัง  ความกระวนกระวาย  และความสับสน

“ผมขอบอกพวกคุณให้ชัด ๆ ก่อนเลยนะ”

เมื่อเห็นสีหน้าว่างเปล่าของพวกเธอเฉินมู่จึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เก้าดาวไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ  มันไม่เข้าข่ายความสมบูรณ์แบบเลยด้วยซ้ำ”

“ความสมบูรณ์แบบที่แท้จริงของแต่ละขอบเขตจริง ๆ แล้วคือสิบดาว”

“อาไรน้า ? ? ? สิบดาวเลยเหรอ ? ? ?”

[ ตกใจหมดเลย +88 ]

[ ตกใจหมดเลย +99 ]

[ ตกใจหมดเลย +100 ]

นักศึกษาสาวทั้งสองจ้องมองด้วยตาเบิกกว้าง  อ้าปากค้างราวกับว่ามีมนุษย์ต่างดาวกำลังบุกโลก  พวกเธอตกตะลึงจนพูดไม่ออก

“สิบดาวงั้นเหรอ ? จริงเหรอเนี่ย ?”

“หมายความว่าไงเหรอคะอาจารย์ ? แล้วหลังจากบรรลุกเก้าดาวแล้วเราจะสามารถฝึกฝนต่อไปได้อีกเหรอคะ ?”

“นี่...  นี่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ! เพราะหลังจากถึงระดับเก้าดาวแล้วเมื่อเราฝึกฝนต่อไปเราก็จะเลื่อนไปสู่ขอบเขตต่อไปโดยอัตโนมัติเลย  แล้วเราจะไปถึงระดับดาวที่สิบได้ยังไงอะ ?”

เมื่อพวกเธอได้สติกลับคืนมาพวกเธอก็ส่งเสียงเอะอะโวยวายกันยกใหญ่พร้อมมองเฉินมู่ด้วยความไม่เชื่อและยังพยายามหาคำอธิบายอื่น

พอได้ยินดังนั้นลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวที่อยู่ในฝูงชนก็นัยน์ตาหมดวูบจนเหลือเล็กเท่ารูเข็มในทันที

ฝึกฝนต่อได้จริงเหรอ

“เก้าดาวไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบจริงเหรอ”

“ไม่แปลกใจเลยที่ฝีมือเราแย่ขนาดนั้น  นึกว่าคิดไปเองซะอีก...  เดี๋ยวก่อนนะ !”

เปลือกตาของทั้งคู่กระตุก  และทั้งคู่ก็เงยหน้ามามองหน้าของเฉินมู่ด้วยความหวาดกลัว

“ไม่แปลกใจเลยที่ไอ้หมอนี่มันแข็งแกร่งนัก...  มันไม่ใช่แค่ศิษย์ยุทธ์เจ็ดแปดดาว...  แต่เป็นศิษย์ยุทธ์สิบดาวตะหาก !”

แต่มันเป็นไปได้ไงกัน

พวกเราพลังตื่นพร้อมกัน  และนับตั้งแต่เปิดเทอมมานี่ก็พึ่งจะ 3 วันเท่านั้นเอง

หมอนี่มันพัฒนาฝีมือจากศิษย์ยุทธ์ 3 ดาวไปเป็นศิษย์ยุทธ์ 10 ดาวได้ไง

ต่อให้จะมีวัสดุหาล้ำค่ายากมากมายนับไม่ถ้วนมันก็คงทำไม่ได้หรอกจริงไหม

เพราะท้ายที่สุดแล้วการฝึกฝนเป็นกระบวนการที่แบบค่อยเป็นค่อยไป  การใจร้อนอยากได้ผลลัพธ์เร็ว  ๆ ไม่เพียงแต่จะทำให้ความแข็งแกร่งลดลงเท่านั้น  แต่ยังจะทำลายรากฐาน  ทำให้ไม่สามารถก้าวหน้าในการฝึกฝนขั้นต่อ ๆ ไปได้อีก

แต่ปัญหาคือเฉินมู่แข็งแกร่งมาก  และรากฐานก็ยังมั่นคงอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้  ด้วยทักษะการสอนที่ยอดเยี่ยมของเจ้าตัวแล้วย่อมเห็นได้ชัดเลยว่าหมอนี่ไม่ใช่คนประเภทที่ใจร้อนอยากได้ผลลัพธ์เร็ว ๆ เพื่อพัฒนาฝีมือการฝึกฝนของตัวเอง

แต่ว่า  แล้วหมอนี่มันทำได้ยังไงในเวลาที่สั้นขนาดนี้

นี่มันเกินไปหน่อยมั้ย

เป็นไปได้มั้ยว่า...

ทั้งสองดูเหมือนจะรับรู้ถึงอะไรบางอย่างแล้ว  และหลังจากสบตากันความคิดเดียวกันก็ผุดขึ้นมาในใจของทั้งคู่โดยพร้อมเพรียงกัน

หมอนี่ที่จริงแล้วไม่ได้มีศักยภาพแค่ระดับ F เท่านั้น !

นี่มัน……

เมื่อทั้งคู่ได้สติกลับคืนมาพวกเธอก็สบตากันอีกครั้งก่อนจะตระหนักว่าเรื่องแบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้

เพราะท้ายที่สุดแล้วศักยภาพเป็นสิ่งที่เราปลอมขึ้นมาไม่ได้...

เราไม่สามารถอัปเกรดศักยภาพของตัวเองได้  แล้วหมอนี่มันทำได้ยังไงล่ะ...

ทั้งคู่ต่างเหม่อลอย  และสายตาที่มองกันก็ยิ่งแปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ

ณ  ขณะนั้น  ความอยากรู้ของพวกเธอในเรื่องของเฉินมู่ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

“อาจารย์คะ……”

ในที่สุดลั่วซือหานก็อดไม่ได้ต้องพูดออกมา

“งั้น...  อาจารย์ช่วยสอนวิธีเข้าสู่ระดับสิบดาวให้เราได้มั้ยล่ะคะ”

แม้แต่คนโง่ก็ยังรู้ว่าระดับ 10 ดาวมันต้องโหดกว่าระดับ9 ดาวอย่างแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น  หากใครสามารถบรรลุถึงระดับ 10 ดาวในแต่ขอบเขตได้ล่ะก็  พลังของคนคนนั้นจะต้องมีมากมายมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย

ต้องเข้าด้วยใจว่าช่วงเริ่มต้นนั้นสำคัญที่สุด  มันคือการสร้างรากฐานที่มั่นคง  และหากเรามีรากฐานที่ดีแล้ว  ยังต้องกังวลเรื่องความไม่แข็งแกร่งในภายหลังไปทำไม

นี่คือวัฏจักรที่ดีงาม  ใครบ้างที่ไม่ต้องการแบบนี้

นอกจากนี้  การได้เป็นระดับ 10 ดาวเนี่ย  มันฟังดูโหดสุด ๆ ไปเลยใช่ป่าว

ใช่แล้ว !

ทันทีที่ลั่วซือหานพูดจบทุกคนก็เข้าใจสถานการณ์และมองไปที่เฉินมู่ด้วยแววตาเป็นประกาย

เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างตื่นเต้นกันแล้วเฉินมู่ก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ

“การสอนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง !”

“ผมจะทำอะไรได้ล่ะ  ก็ผมเป็นคนเลี้ยงหมู”

[ พูดไม่ออก +88 ]

“ฉันจะจ่ายห้าสิบ ! ใครก็ได้มาเย็บปากมันทีซิ”

“ฉันให้ร้อยนึงเลย !”

“บวกหนึ่ง”

“หา ?”

“ไม่ ๆ ๆ ! หนูผิดไปแล้วค่ะจารย์ !”

“จ้าวหลินซี ! วิดพื้นร้อยครั้งปฏิบัติ !”

“ซูเสี่ยวเถาพูดค่ะ  ไม่ใช่หนูซักหน่อย ! แงงงงงง...”

“แล้วหล่อนไม่ได้พูดกะเธอเหรอ”

[ อิโมจิร้องไห้ +88 ]

เมื่อเห็นจ้าวหลินซีและซูเสี่ยวเทาเริ่มวิดพื้นไปพร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญแล้ว  เฉินมู่จึงมองไปที่ทุกคนแล้วพูดว่า

“เอาล่ะ  ตอนนี้เรามาเริ่มกันเลย  ผมจะสอนวิธีฝึกฝนพลังให้ถึงระดับความสมบูรณ์แบบที่สิบดาวให้”

“ขอถามหน่อยได้ไหม  อะไรเป็นตัวกำหนดว่าคนเราจะก้าวหน้าในระดับการฝึกฝนหรือไม่”

ทุกคนต่างตกใจและงุนงงกันไปหมด

แต่ลั่วซือหานก็ยังพูดด้วยความสงสัยอยู่ดี

“ขึ้นอยู่กับค่าโลหิตปราณของเราค่ะ  เมื่อค่าโลหิตปราณของเราเพิ่มจนถึงระดับหนึ่งแล้ว  เราก็จะเลื่อนขึ้นไปสู่ระดับต่อไปโดยอัตโนมัติ”

“ตัวอย่างเช่น  หากค่าโลหิตปราณของเราถึงหนึ่งพันเราก็จะเลื่อนขึ้นเป็นขอบเขตศิษย์ยุทธ์หนึ่งดาว  หากถึงหนึ่งหมื่นเราก็จะเลื่อนเป็นขอบเขตนักยุทธ์  และหากถึงสามหมื่นเราก็จะเลื่อนเป็นขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์โดยอัตโนมัติค่ะ”

เฉินมู่พยักหน้า

“เก่งมาก  รู้จักตอบแล้ว”

[ พูดไม่ออก +37 ]

“แต่นั่นก็แค่เรื่องที่คุณรู้  หรือก็คือเรื่องที่คนอื่นเล่ามาเท่านั้น”

“คุณไม่เคยคิดที่จะใช้ความรู้สึกและการรับรู้ของตัวเองในการฝึกฝนหลังจากขัดเกลาโลหิตปราณมาหนึ่งเดือนบ้างเลยรึ”

“สิ่งที่คนอื่นพูดนั้นเป็นความจริงเสมอไปรึเปล่า”

ลั่วซือหานตกใจและพูดออกมาอย่างไม่ทันคิด

“แต่โดยทั่วไปแล้ว  ทุกคนเขาก็ฝึกกันแบบนี้”

เฉินมู่หันหน้ามองเธอ

“ทุกคน ?”

เฉินมู่หัวเราะเบา ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเล็กน้อย

“ทำไมสิ่งที่คนอื่นพูดถึงถูกต้องเสมอ  ทำไมความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ถึงถูกต้องเสมอ ?”

“จริง ๆ แล้วความจริงมักอยู่ในมือของคนส่วนน้อยเสมอต่างหาก  หากเรื่องนั้นเรื่องนี้มันถูกต้องเพียงเพราะคนส่วนใหญ่คิดเช่นนั้น  โดยไม่เคยแม้แต่จะค้นคว้าหรือแสวงหาความจริงอย่างลึกซึ้งแล้ว  พวกเราจะฝึกฝนมันไปเพื่อ ?”

“ทุกคน ? มีแต่โง่กันทุกคนล่ะสิไม่ว่า”

เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกเล็กน้อยและเธอก็โต้ตอบโดยไม่รู้ตัว

“แล้วอาจารย์จะแน่ใจได้ยังไงคะว่าที่อาจารย์พูดมันเป็นความจริง”

เฉินมู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วยักไหล่

“เพราะฉันแข็งแกร่งกว่าหล่อนไงเล่า  มันแปลว่าฉันเชี่ยวชาญวิธีการฝึกฝนที่ทรงพลังกว่า  และยังได้สำรวจความลับของวิชายุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่า  และยังเข้าถึงอนาคตของการฝึกยุทธ์ที่ไกลกว่าด้วย”

“แน่นอน  ถ้าหล่อนจะบอกว่าสิบดาวยยังไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบที่สุด  มันยังมีสิบเอ็ดดาวหรือกระทั่งสิบสองดาวอีกก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน”

“เพราะขอแค่หล่อนทำได้จริง  ฉันก็ยินดีที่จะก้มหัวเรียนรู้จากหล่อนด้วยความนอบน้อม”

ลั่วซือหานหลังจากโดนสวดยับก็พูดอะไรไม่ออก  และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมแพ้

เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงยิ้มและบอกว่า

“ไม่ต้องห่วง  ตราบใดที่คำโต้แย้งของหล่อนมีเหตุมีผล  ฉันจะไม่ให้หล่อนวิดพื้นร้อก”

[ เศร้า +44 ]

“ในทางตรงกันข้าม  ฉันสนับสนุนให้พวกหล่อนโต้แย้งกลับมาด้วยซ้ำ  เพราะการโต้แย้งเท่านั้นที่แสดงให้เห็นว่าพวกหล่อนได้เอาปัญหาไปขบคิดโดยแท้จริง  แทนที่จะแค่ฟังฉันหรือคนอื่นพูดไปงั้น ๆ โดยไม่มีการไตร่ตรอง”

ณ  จุดนี้  เฉินมู่หยุดพูด  สีหน้าของเขาดูจริงจังผิดปกติ

“เส้นทางนี้มันเป็นเส้นทางที่พวกคุณทั้งหมดต้องเดินด้วยตัวเอง  ไม่ว่าคนอื่นจะแข็งแกร่งแค่ไหน  หรืออาจารย์ของพวกคุณจะเก่งกาจเพียงใด  พวกนั้นทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่แสงที่คอยส่องนำทาง  ส่องสว่างให้แค่ส่วนหนึ่งของการเดินทางของพวกคุณเท่านั้น”

“มีเพียงการพึ่งพาตนเองโดยไม่พึ่งพาผู้อื่นเท่านั้นที่จะทำให้พวกคุณสร้างเส้นทางอันแท้จริงของตัวเองได้”

“มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้พวกคุณมั่นใจได้ว่าตัวเองจะก้าวต่อไปบนเส้นทางของตัวเองได้”

เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็พากันครุ่นคิดอย่างหนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับลั่วซือหาน  นี่เป็นคำพูดที่ในชาติก่อนไม่เคยมีใครเคยพูดกับเธอมาก่อนเลย

พอได้ยินดังนั้นเธอก็รู้สึกราวกับว่าพึ่งได้เห็นแสงสว่างขึ้นมาทันที

โดยไม่รู้ตัว  ทุกคนดูเหมือนจะเข้าสู่สภาวะแห่งการรู้แจ้ง  ซึ่งทำให้เฉินมู่พยักหน้ายอมรับ

หลังจากนั้นไม่นานลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวเป็นคนแรกที่ได้สติ  ดวงตาของพวกเธอเป็นประกายและรีบโค้งคำนับ

“ขอบคุณสำหรับคำแนะค่ะอาจารย์”

เฉินมู่ยิ้มและดูเหมือนจะไม่สนใจอะไร

เมื่อผู้คนเริ่มได้สติมากขึ้นเรื่อย ๆ เฉินมู่จึงหยิบถุงมิติออกมาโยนให้ลั่วซือหาน

“หลังเลิกเรียนก็เอาไปแจก  แต่ละคนให้ตักมาช้อนนึงใส่น้ำอาบเอา”

ลั่วซือหานดีใจมากและรีบหยิบขวดขนาด 500 มิลลิลิตรออกมา

และเมื่อเธอเปิดฝาขวด  กลิ่นหอมของชาก็อบอวลไปทั่วห้องแรงโน้มถ่วงในทันที

“นี่ชาไรอะ ? หอมจังเลย !”

“อะแฮ่ม”

เมื่อเห็นแววตาของเหล่านักศึกษาเป็นประกายเฉินมู่จึงกระแอมเบา ๆ ด้วยความอึดอัดใจขณะที่เย่หานยู่ยิ้มเยาะอยู่

“รีบปิดฝาซะ  ให้คนละขวดเท่านั้น  พอใช้หมดแล้วค่อยมาบอก”

แน่นอนว่าชานั่นคือชาแห่งการตรัสรู้  แต่สิ่งที่เฉินมู่ให้ไปนั้นไม่ใช่ใบชา  แต่เป็น...

น้ำชาเหลือ ๆ หลังจากชงเข้ม ๆ ไปแล้ว 2 รอบ...

“แม่จ้าว  ทำไมกลิ่นชานี่ถึงดมแล้วหัวมันโล่งดีจังอะ”

“จ้าวหลินซีกะซูเสี่ยวเถาให้เพิ่มอีกคนละช้อน”

[ เศร้า +66 ]

ลั่วซือหานปิดฝาขวด  มือกำขวดแน่นด้วยดวงตาเป็นประกาย  หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นเต้น

แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่ามันเป็นสมบัติชนิดใดก็เถอะ  แต่เธอก็เคยเห็นอาหารรสเลิศมาก่อนแล้ว  เพียงแค่ได้กลิ่นเธอก็รู้ว่ามันเป็นสมบัติชั้นยอดที่จะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนอย่างมากแน่นอน

หลังจากเก็บลงไปด้วยความระมัดระวังแล้วลั่วซือหานก็เงยมองเฉินมู่ด้วยความคาดหวัง

“อาจารย์คะ  ตอนนี้อาจารย์ควรจะบอกวิธีฝึกฝนให้ถึงระดับสิบดาวให้พวกเราได้แล้วมั้งคะ”

“ง่ายมาก  แค่ฝึกตามที่พวกคุณฝึกอยู่นั่นแหละ  แต่เมื่อไปถึงระดับเก้าดาวแล้วก็ให้ลดระดับการฝึกฝนลง  แล้วก็ฝึกฝนพลังโลหิตปราณต่อไป”

เมื่อได้รับคำตอบนี้ทุกคนต่างงุนงงเป็นอย่างยิ่ง

“ไม่  ไม่สิคะอาจารย์...  นี่...  แบบนี้ก็ได้เหรอคะ”

เฉินมู่พูดอะไรแปลก ๆ ออกมาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง

“แล้วคิดว่าทำไมผมถึงให้พวกคุณอาบน้ำร้อยบุปผาเหี่ยวเฉาพร้อมกับให้โคจรโลหิตปราณทวนกระแส  แถมยังให้สวมชุดรบฝึกฝนอยู่ในห้องแรงโน้มถ่วงนี่กันล่ะ”

ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินเรื่องนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวที่ต่างมองเฉินมู่ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป

“อาจารย์คะ  หรือว่า...”

“ก็งั้นแหละ”

เฉินมู่ไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องนี้  หลังจากขัดจังหวะลั่วซือหานแล้วเฉินมู่ก็ค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดอย่างนุ่มนวล

“ตอนนี้  ผมจะสอนพวกคุณ...”

“ยุทธวิธีสามสาม”

จบบทที่ บทที่ 29 : สมบูรณ์แบบคือระดับ 10 ดาว ! เหล่านักศึกษามหาลัยสาวสวยต่างตกตะลึง !

คัดลอกลิงก์แล้ว