- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 29 : สมบูรณ์แบบคือระดับ 10 ดาว ! เหล่านักศึกษามหาลัยสาวสวยต่างตกตะลึง !
บทที่ 29 : สมบูรณ์แบบคือระดับ 10 ดาว ! เหล่านักศึกษามหาลัยสาวสวยต่างตกตะลึง !
บทที่ 29 : สมบูรณ์แบบคือระดับ 10 ดาว ! เหล่านักศึกษามหาลัยสาวสวยต่างตกตะลึง !
“นี่... หมายความว่าไงอะ ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินมู่ทุกคนต่างก็งุนงงเป็นอย่างมาก
ใครบอกงั้นเหรอ
ก็มันเป็นความรู้ทั่วไปอะ หรือไม่ใช่
คือฝึกฝนไปจนถึงระดับ 9 ดาวก็คือสมบูรณ์แบบแล้วไง ใช่ไหม ?
กลุ่มคนเหล่านั้นมองหน้ากันด้วยความงุนงง
แต่ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวที่อยู่ในฝูงชนกลับเปลี่ยนสีหน้าอย่างกะทันหัน ม่านตาของพวกเธอกลับหดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด
ลั่วซือหานเป็นจักรพรรดินีเกิดใหม่ แม้ว่าเธอจะไม่เคยได้ยินเรื่องความเป็นไปได้ของการฝึกฝนพลังหลังจากบรรลุระดับ 9 ดาวมาก่อนก็ตาม
ทว่าความรู้ด้านการฝึกฝนวิชาของเธอก็ยังมีอยู่
ในชาติก่อน เธอเคยพิจารณาปัญหานี้มาก่อน เพราะพลังของเธอไม่เคยสมบูรณ์แบบเลย แต่ในตอนนั้นเธอคิดว่าเป็นเพราะเธอเร่งรีบฝึกฝนมากเกินไปทำให้รากฐานของตนไม่มั่นคง
แต่พอมาได้ยินคำเตือนของเฉินมู่แล้วถึงได้พลันเข้าใจขึ้นมาทันที
ด้านเย่จิ่นชิวนั้นรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะเธอจำได้ว่าเคยได้ยินพ่อและน้าพูดถึงเรื่องนี้เมื่อตอนเด็ก ๆ
ในตอนนั้นเธอคิดว่าพวกท่านกำลังพูดคุยเล่น ๆ กันเท่านั้นเลยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้... ดูเหมือนว่า...
ทั้งสองมองไปที่เฉินมู่แทบจะพร้อมกัน ดวงตาของพวกเธอมีความรู้สึกผสมผสานระหว่างความคาดหวัง ความกระวนกระวาย และความสับสน
“ผมขอบอกพวกคุณให้ชัด ๆ ก่อนเลยนะ”
เมื่อเห็นสีหน้าว่างเปล่าของพวกเธอเฉินมู่จึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เก้าดาวไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ มันไม่เข้าข่ายความสมบูรณ์แบบเลยด้วยซ้ำ”
“ความสมบูรณ์แบบที่แท้จริงของแต่ละขอบเขตจริง ๆ แล้วคือสิบดาว”
“อาไรน้า ? ? ? สิบดาวเลยเหรอ ? ? ?”
[ ตกใจหมดเลย +88 ]
[ ตกใจหมดเลย +99 ]
[ ตกใจหมดเลย +100 ]
นักศึกษาสาวทั้งสองจ้องมองด้วยตาเบิกกว้าง อ้าปากค้างราวกับว่ามีมนุษย์ต่างดาวกำลังบุกโลก พวกเธอตกตะลึงจนพูดไม่ออก
“สิบดาวงั้นเหรอ ? จริงเหรอเนี่ย ?”
“หมายความว่าไงเหรอคะอาจารย์ ? แล้วหลังจากบรรลุกเก้าดาวแล้วเราจะสามารถฝึกฝนต่อไปได้อีกเหรอคะ ?”
“นี่... นี่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ! เพราะหลังจากถึงระดับเก้าดาวแล้วเมื่อเราฝึกฝนต่อไปเราก็จะเลื่อนไปสู่ขอบเขตต่อไปโดยอัตโนมัติเลย แล้วเราจะไปถึงระดับดาวที่สิบได้ยังไงอะ ?”
เมื่อพวกเธอได้สติกลับคืนมาพวกเธอก็ส่งเสียงเอะอะโวยวายกันยกใหญ่พร้อมมองเฉินมู่ด้วยความไม่เชื่อและยังพยายามหาคำอธิบายอื่น
พอได้ยินดังนั้นลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวที่อยู่ในฝูงชนก็นัยน์ตาหมดวูบจนเหลือเล็กเท่ารูเข็มในทันที
ฝึกฝนต่อได้จริงเหรอ
“เก้าดาวไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบจริงเหรอ”
“ไม่แปลกใจเลยที่ฝีมือเราแย่ขนาดนั้น นึกว่าคิดไปเองซะอีก... เดี๋ยวก่อนนะ !”
เปลือกตาของทั้งคู่กระตุก และทั้งคู่ก็เงยหน้ามามองหน้าของเฉินมู่ด้วยความหวาดกลัว
“ไม่แปลกใจเลยที่ไอ้หมอนี่มันแข็งแกร่งนัก... มันไม่ใช่แค่ศิษย์ยุทธ์เจ็ดแปดดาว... แต่เป็นศิษย์ยุทธ์สิบดาวตะหาก !”
แต่มันเป็นไปได้ไงกัน
พวกเราพลังตื่นพร้อมกัน และนับตั้งแต่เปิดเทอมมานี่ก็พึ่งจะ 3 วันเท่านั้นเอง
หมอนี่มันพัฒนาฝีมือจากศิษย์ยุทธ์ 3 ดาวไปเป็นศิษย์ยุทธ์ 10 ดาวได้ไง
ต่อให้จะมีวัสดุหาล้ำค่ายากมากมายนับไม่ถ้วนมันก็คงทำไม่ได้หรอกจริงไหม
เพราะท้ายที่สุดแล้วการฝึกฝนเป็นกระบวนการที่แบบค่อยเป็นค่อยไป การใจร้อนอยากได้ผลลัพธ์เร็ว ๆ ไม่เพียงแต่จะทำให้ความแข็งแกร่งลดลงเท่านั้น แต่ยังจะทำลายรากฐาน ทำให้ไม่สามารถก้าวหน้าในการฝึกฝนขั้นต่อ ๆ ไปได้อีก
แต่ปัญหาคือเฉินมู่แข็งแกร่งมาก และรากฐานก็ยังมั่นคงอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากนี้ ด้วยทักษะการสอนที่ยอดเยี่ยมของเจ้าตัวแล้วย่อมเห็นได้ชัดเลยว่าหมอนี่ไม่ใช่คนประเภทที่ใจร้อนอยากได้ผลลัพธ์เร็ว ๆ เพื่อพัฒนาฝีมือการฝึกฝนของตัวเอง
แต่ว่า แล้วหมอนี่มันทำได้ยังไงในเวลาที่สั้นขนาดนี้
นี่มันเกินไปหน่อยมั้ย
เป็นไปได้มั้ยว่า...
ทั้งสองดูเหมือนจะรับรู้ถึงอะไรบางอย่างแล้ว และหลังจากสบตากันความคิดเดียวกันก็ผุดขึ้นมาในใจของทั้งคู่โดยพร้อมเพรียงกัน
หมอนี่ที่จริงแล้วไม่ได้มีศักยภาพแค่ระดับ F เท่านั้น !
นี่มัน……
เมื่อทั้งคู่ได้สติกลับคืนมาพวกเธอก็สบตากันอีกครั้งก่อนจะตระหนักว่าเรื่องแบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้
เพราะท้ายที่สุดแล้วศักยภาพเป็นสิ่งที่เราปลอมขึ้นมาไม่ได้...
เราไม่สามารถอัปเกรดศักยภาพของตัวเองได้ แล้วหมอนี่มันทำได้ยังไงล่ะ...
ทั้งคู่ต่างเหม่อลอย และสายตาที่มองกันก็ยิ่งแปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ
ณ ขณะนั้น ความอยากรู้ของพวกเธอในเรื่องของเฉินมู่ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“อาจารย์คะ……”
ในที่สุดลั่วซือหานก็อดไม่ได้ต้องพูดออกมา
“งั้น... อาจารย์ช่วยสอนวิธีเข้าสู่ระดับสิบดาวให้เราได้มั้ยล่ะคะ”
แม้แต่คนโง่ก็ยังรู้ว่าระดับ 10 ดาวมันต้องโหดกว่าระดับ9 ดาวอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น หากใครสามารถบรรลุถึงระดับ 10 ดาวในแต่ขอบเขตได้ล่ะก็ พลังของคนคนนั้นจะต้องมีมากมายมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย
ต้องเข้าด้วยใจว่าช่วงเริ่มต้นนั้นสำคัญที่สุด มันคือการสร้างรากฐานที่มั่นคง และหากเรามีรากฐานที่ดีแล้ว ยังต้องกังวลเรื่องความไม่แข็งแกร่งในภายหลังไปทำไม
นี่คือวัฏจักรที่ดีงาม ใครบ้างที่ไม่ต้องการแบบนี้
นอกจากนี้ การได้เป็นระดับ 10 ดาวเนี่ย มันฟังดูโหดสุด ๆ ไปเลยใช่ป่าว
ใช่แล้ว !
ทันทีที่ลั่วซือหานพูดจบทุกคนก็เข้าใจสถานการณ์และมองไปที่เฉินมู่ด้วยแววตาเป็นประกาย
เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างตื่นเต้นกันแล้วเฉินมู่ก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ
“การสอนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง !”
“ผมจะทำอะไรได้ล่ะ ก็ผมเป็นคนเลี้ยงหมู”
[ พูดไม่ออก +88 ]
“ฉันจะจ่ายห้าสิบ ! ใครก็ได้มาเย็บปากมันทีซิ”
“ฉันให้ร้อยนึงเลย !”
“บวกหนึ่ง”
“หา ?”
“ไม่ ๆ ๆ ! หนูผิดไปแล้วค่ะจารย์ !”
“จ้าวหลินซี ! วิดพื้นร้อยครั้งปฏิบัติ !”
“ซูเสี่ยวเถาพูดค่ะ ไม่ใช่หนูซักหน่อย ! แงงงงงง...”
“แล้วหล่อนไม่ได้พูดกะเธอเหรอ”
[ อิโมจิร้องไห้ +88 ]
เมื่อเห็นจ้าวหลินซีและซูเสี่ยวเทาเริ่มวิดพื้นไปพร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญแล้ว เฉินมู่จึงมองไปที่ทุกคนแล้วพูดว่า
“เอาล่ะ ตอนนี้เรามาเริ่มกันเลย ผมจะสอนวิธีฝึกฝนพลังให้ถึงระดับความสมบูรณ์แบบที่สิบดาวให้”
“ขอถามหน่อยได้ไหม อะไรเป็นตัวกำหนดว่าคนเราจะก้าวหน้าในระดับการฝึกฝนหรือไม่”
ทุกคนต่างตกใจและงุนงงกันไปหมด
แต่ลั่วซือหานก็ยังพูดด้วยความสงสัยอยู่ดี
“ขึ้นอยู่กับค่าโลหิตปราณของเราค่ะ เมื่อค่าโลหิตปราณของเราเพิ่มจนถึงระดับหนึ่งแล้ว เราก็จะเลื่อนขึ้นไปสู่ระดับต่อไปโดยอัตโนมัติ”
“ตัวอย่างเช่น หากค่าโลหิตปราณของเราถึงหนึ่งพันเราก็จะเลื่อนขึ้นเป็นขอบเขตศิษย์ยุทธ์หนึ่งดาว หากถึงหนึ่งหมื่นเราก็จะเลื่อนเป็นขอบเขตนักยุทธ์ และหากถึงสามหมื่นเราก็จะเลื่อนเป็นขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์โดยอัตโนมัติค่ะ”
เฉินมู่พยักหน้า
“เก่งมาก รู้จักตอบแล้ว”
[ พูดไม่ออก +37 ]
“แต่นั่นก็แค่เรื่องที่คุณรู้ หรือก็คือเรื่องที่คนอื่นเล่ามาเท่านั้น”
“คุณไม่เคยคิดที่จะใช้ความรู้สึกและการรับรู้ของตัวเองในการฝึกฝนหลังจากขัดเกลาโลหิตปราณมาหนึ่งเดือนบ้างเลยรึ”
“สิ่งที่คนอื่นพูดนั้นเป็นความจริงเสมอไปรึเปล่า”
ลั่วซือหานตกใจและพูดออกมาอย่างไม่ทันคิด
“แต่โดยทั่วไปแล้ว ทุกคนเขาก็ฝึกกันแบบนี้”
เฉินมู่หันหน้ามองเธอ
“ทุกคน ?”
เฉินมู่หัวเราะเบา ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเล็กน้อย
“ทำไมสิ่งที่คนอื่นพูดถึงถูกต้องเสมอ ทำไมความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ถึงถูกต้องเสมอ ?”
“จริง ๆ แล้วความจริงมักอยู่ในมือของคนส่วนน้อยเสมอต่างหาก หากเรื่องนั้นเรื่องนี้มันถูกต้องเพียงเพราะคนส่วนใหญ่คิดเช่นนั้น โดยไม่เคยแม้แต่จะค้นคว้าหรือแสวงหาความจริงอย่างลึกซึ้งแล้ว พวกเราจะฝึกฝนมันไปเพื่อ ?”
“ทุกคน ? มีแต่โง่กันทุกคนล่ะสิไม่ว่า”
เปลือกตาของลั่วซือหานกระตุกเล็กน้อยและเธอก็โต้ตอบโดยไม่รู้ตัว
“แล้วอาจารย์จะแน่ใจได้ยังไงคะว่าที่อาจารย์พูดมันเป็นความจริง”
เฉินมู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วยักไหล่
“เพราะฉันแข็งแกร่งกว่าหล่อนไงเล่า มันแปลว่าฉันเชี่ยวชาญวิธีการฝึกฝนที่ทรงพลังกว่า และยังได้สำรวจความลับของวิชายุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่า และยังเข้าถึงอนาคตของการฝึกยุทธ์ที่ไกลกว่าด้วย”
“แน่นอน ถ้าหล่อนจะบอกว่าสิบดาวยยังไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบที่สุด มันยังมีสิบเอ็ดดาวหรือกระทั่งสิบสองดาวอีกก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน”
“เพราะขอแค่หล่อนทำได้จริง ฉันก็ยินดีที่จะก้มหัวเรียนรู้จากหล่อนด้วยความนอบน้อม”
ลั่วซือหานหลังจากโดนสวดยับก็พูดอะไรไม่ออก และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมแพ้
เมื่อเห็นดังนั้นเฉินมู่จึงยิ้มและบอกว่า
“ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่คำโต้แย้งของหล่อนมีเหตุมีผล ฉันจะไม่ให้หล่อนวิดพื้นร้อก”
[ เศร้า +44 ]
“ในทางตรงกันข้าม ฉันสนับสนุนให้พวกหล่อนโต้แย้งกลับมาด้วยซ้ำ เพราะการโต้แย้งเท่านั้นที่แสดงให้เห็นว่าพวกหล่อนได้เอาปัญหาไปขบคิดโดยแท้จริง แทนที่จะแค่ฟังฉันหรือคนอื่นพูดไปงั้น ๆ โดยไม่มีการไตร่ตรอง”
ณ จุดนี้ เฉินมู่หยุดพูด สีหน้าของเขาดูจริงจังผิดปกติ
“เส้นทางนี้มันเป็นเส้นทางที่พวกคุณทั้งหมดต้องเดินด้วยตัวเอง ไม่ว่าคนอื่นจะแข็งแกร่งแค่ไหน หรืออาจารย์ของพวกคุณจะเก่งกาจเพียงใด พวกนั้นทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่แสงที่คอยส่องนำทาง ส่องสว่างให้แค่ส่วนหนึ่งของการเดินทางของพวกคุณเท่านั้น”
“มีเพียงการพึ่งพาตนเองโดยไม่พึ่งพาผู้อื่นเท่านั้นที่จะทำให้พวกคุณสร้างเส้นทางอันแท้จริงของตัวเองได้”
“มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้พวกคุณมั่นใจได้ว่าตัวเองจะก้าวต่อไปบนเส้นทางของตัวเองได้”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็พากันครุ่นคิดอย่างหนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับลั่วซือหาน นี่เป็นคำพูดที่ในชาติก่อนไม่เคยมีใครเคยพูดกับเธอมาก่อนเลย
พอได้ยินดังนั้นเธอก็รู้สึกราวกับว่าพึ่งได้เห็นแสงสว่างขึ้นมาทันที
โดยไม่รู้ตัว ทุกคนดูเหมือนจะเข้าสู่สภาวะแห่งการรู้แจ้ง ซึ่งทำให้เฉินมู่พยักหน้ายอมรับ
หลังจากนั้นไม่นานลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวเป็นคนแรกที่ได้สติ ดวงตาของพวกเธอเป็นประกายและรีบโค้งคำนับ
“ขอบคุณสำหรับคำแนะค่ะอาจารย์”
เฉินมู่ยิ้มและดูเหมือนจะไม่สนใจอะไร
เมื่อผู้คนเริ่มได้สติมากขึ้นเรื่อย ๆ เฉินมู่จึงหยิบถุงมิติออกมาโยนให้ลั่วซือหาน
“หลังเลิกเรียนก็เอาไปแจก แต่ละคนให้ตักมาช้อนนึงใส่น้ำอาบเอา”
ลั่วซือหานดีใจมากและรีบหยิบขวดขนาด 500 มิลลิลิตรออกมา
และเมื่อเธอเปิดฝาขวด กลิ่นหอมของชาก็อบอวลไปทั่วห้องแรงโน้มถ่วงในทันที
“นี่ชาไรอะ ? หอมจังเลย !”
“อะแฮ่ม”
เมื่อเห็นแววตาของเหล่านักศึกษาเป็นประกายเฉินมู่จึงกระแอมเบา ๆ ด้วยความอึดอัดใจขณะที่เย่หานยู่ยิ้มเยาะอยู่
“รีบปิดฝาซะ ให้คนละขวดเท่านั้น พอใช้หมดแล้วค่อยมาบอก”
แน่นอนว่าชานั่นคือชาแห่งการตรัสรู้ แต่สิ่งที่เฉินมู่ให้ไปนั้นไม่ใช่ใบชา แต่เป็น...
น้ำชาเหลือ ๆ หลังจากชงเข้ม ๆ ไปแล้ว 2 รอบ...
“แม่จ้าว ทำไมกลิ่นชานี่ถึงดมแล้วหัวมันโล่งดีจังอะ”
“จ้าวหลินซีกะซูเสี่ยวเถาให้เพิ่มอีกคนละช้อน”
[ เศร้า +66 ]
ลั่วซือหานปิดฝาขวด มือกำขวดแน่นด้วยดวงตาเป็นประกาย หัวใจเต้นแรงเพราะความตื่นเต้น
แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่ามันเป็นสมบัติชนิดใดก็เถอะ แต่เธอก็เคยเห็นอาหารรสเลิศมาก่อนแล้ว เพียงแค่ได้กลิ่นเธอก็รู้ว่ามันเป็นสมบัติชั้นยอดที่จะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนอย่างมากแน่นอน
หลังจากเก็บลงไปด้วยความระมัดระวังแล้วลั่วซือหานก็เงยมองเฉินมู่ด้วยความคาดหวัง
“อาจารย์คะ ตอนนี้อาจารย์ควรจะบอกวิธีฝึกฝนให้ถึงระดับสิบดาวให้พวกเราได้แล้วมั้งคะ”
“ง่ายมาก แค่ฝึกตามที่พวกคุณฝึกอยู่นั่นแหละ แต่เมื่อไปถึงระดับเก้าดาวแล้วก็ให้ลดระดับการฝึกฝนลง แล้วก็ฝึกฝนพลังโลหิตปราณต่อไป”
เมื่อได้รับคำตอบนี้ทุกคนต่างงุนงงเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่ ไม่สิคะอาจารย์... นี่... แบบนี้ก็ได้เหรอคะ”
เฉินมู่พูดอะไรแปลก ๆ ออกมาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง
“แล้วคิดว่าทำไมผมถึงให้พวกคุณอาบน้ำร้อยบุปผาเหี่ยวเฉาพร้อมกับให้โคจรโลหิตปราณทวนกระแส แถมยังให้สวมชุดรบฝึกฝนอยู่ในห้องแรงโน้มถ่วงนี่กันล่ะ”
ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินเรื่องนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวที่ต่างมองเฉินมู่ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป
“อาจารย์คะ หรือว่า...”
“ก็งั้นแหละ”
เฉินมู่ไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องนี้ หลังจากขัดจังหวะลั่วซือหานแล้วเฉินมู่ก็ค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแล้วพูดอย่างนุ่มนวล
“ตอนนี้ ผมจะสอนพวกคุณ...”
“ยุทธวิธีสามสาม”