- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 28 : อาจารย์คนนี้ดีทุกตรงยกเว้นปาก
บทที่ 28 : อาจารย์คนนี้ดีทุกตรงยกเว้นปาก
บทที่ 28 : อาจารย์คนนี้ดีทุกตรงยกเว้นปาก
สถาบันหลวง
หอพักนักศึกษา
ห้อง 501
ลั่วซือหานซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ในอ่างอาบน้ำค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แสงสีแดงวาบขึ้นในดวงตาเธอ
ราวกับรับรู้ได้ถึงบางสิ่ง ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความยินดีและเธอก็รีบยกมือขึ้นเพื่อตรวจสอบดู
“ศิษย์ยุทธ์สี่ดาว เสถียรดีแล้ว !”
“แถมยังพัฒนาพลังค่าโลหิตปราณถึงสี่พันห้าแล้วด้วย !”
การฝึกฝนที่ทำให้ฝีมือพัฒนาขึ้นเป็นที่ประจักษ์นี้ทำให้ลั่วซือหานตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้เธอเป็นนักศึกษาที่เก่งที่สุดในห้องซึ่งสมกับที่เป็นจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิด
อย่าลืมว่ามหาวิทยาลัยพึ่งเปิดเทอมได้แค่ 2 วันเอง
นักศึกษาส่วนใหญ่ในห้องอื่น ๆ ยังไม่ถึงขั้นศิษย์ยุทธ์ 1 ดาวด้วยซ้ำ และตือให้ถึงจะมีบ้างก็ตาม แต่จำนวนก็น้อยนิดนัก เมื่อเทียบกับเธอแล้ว พวกเขาก็ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาเทียบเลย
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เธอตื่นเต้นอย่างแท้จริง
ในระหว่างวัน เธอถูกเฉินมู่ทำร้ายมาอย่างหนัก เดิมทีเธอคิดว่าเฉินมู่แค่รักษาบาดแผลและสิ่งกีดขวางซ่อนเร้นซึ่งเกิดจากความผิดพลาดในการฝึกฝนพลังโลหิตปราณของเธอที่สั่งสมมาตั้งแต่ตอนก่อนพลังตื่นเท่านั้น
แต่ตอนนี้ดูแล้วประโยชน์มันจะมากกว่านั้นอีก !
โดยเฉพาะหลังจากอาบน้ำด้วยน้ำยาสมุนไพรแล้ว เธอรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คุ้นเคยจากกายาของตนอย่างชัดเจน
นั่นไม่ใช่การเพิ่มกำลังของกายา แต่เหมือนกับการพัฒนากายามากกว่า
อย่าลืมว่าเธอคือจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิด ! ในชาติก่อนเธอได้ใช้วัตถุดิบล้ำค่าหายากมากมายเพื่อเพิ่มกำลังของกายามาแล้ว
ดังนั้น เธอจึงเข้าใจได้อย่างชัดเจนถึงวิธีการเพิ่มพลังของกายาตนเอง
แต่เมื่อมาดูตอนนี้ เธอตระหนักว่าไม่เพียงแต่ไม่รู้เรื่องเท่านั้น แต่ยังไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริงในกายาของตัวเองด้วยซ้ำ
ถ้าหากพลังโจมตีธาตุไฟและความเร็วในการดูดซับพลังวิญญาณของกายาก่อนหน้านี้อยู่ที่ 100 หลังจากถูกเฉินมู่อัดยับค่าดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นเป็น 200 !
ชาติก่อนค่านี้จะมีได้ก็ต่อเมื่อได้อัปเกรดกายาแล้วเท่านั้น !
แล้วจะไม่ให้เธอตื่นเต้นได้อย่างไร
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อกายาเพิ่มพลังขึ้นอีกมันจะถึง 400 ได้รึเปล่า
“ไม่รู้ว่าไอ้สารเลวนั่นมันตั้งใจหรือไม่กันแน่ ถ้าเกิดมันตั้งใจล่ะก็นี่โคตรน่ากลัวแล้วนะ”
กายานั้นหายากมากถึงหนึ่งในหมื่น มันไม่เกี่ยวกับศักยภาพเลย
ดังนั้นกายาจึงเป็นความลับที่สำคัญที่สุดของจอมยุทธ์ทุกคน เพราะกายาอันแข็งแกร่งกับการไม่มีนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง และเป็นแหล่งที่มาของความมั่นใจในการต่อสู้เหนือกว่าระดับของตนเอง
เธอไม่รู้ว่าเฉินมู่มีกายาเหมือนกันหรือไม่ แต่ถ้าเขารู้ว่าตัวเองมี และยังใช้วิธีนี้พัฒนาตัวเองด้วยเหมือนกันล่ะก็ ไม่รู้ว่านั่นจะน่ากลัวขนาดไหนอีก
ท้ายที่สุดแล้วการรู้และการเข้าใจเป็นสองสิ่งที่คนละเรื่องกัน
แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังรู้สึกดีใจมากที่กายาของตนพลังเพิ่มขึ้น
ส่วนเรื่องที่ว่าเฉินมู่รู้หรือไม่นั้น เราจะได้รู้เมื่อได้รู้จักกันมากขึ้น
แต่……
“ไอ้เหี้ย... ไม่มีความเกรงใจกันเลยซักนิด มันยังกล้าทำเราขายหน้าต่อหน้าสาธารณชน...”
ลั่วซือหานหน้าแดงและรีบถุยน้ำลาย
ไม่งั้นจิตใจคงแตกสลายอีกครั้ง
“ไม่ ! ต้องเริ่มฝึกฝนเดี๋ยวนี้ แล้วไปแสดงให้มันเห็นถึงพลังของศักยภาพระดับเอส !”
“พอระดับพลังฝึกฝนของเราสูงกว่ามันเมื่อไหร่ค่อยไปสั่งสอนมันให้รู้สำนึก ! จะได้ล้างแค้นให้ความอัปยศอดสูในวันนี้ !”
เห็นได้ชัดว่าจักรพรรดินีของเราไม่เรียนรู้ถึงบทเรียนก่อนหน้านี้เลย
ท้ายที่สุดแล้วมันก็เป็นเรื่องยากที่จะให้หญิงสาวผู้มีฐานะดีมายอมก้มหัวให้กับคนไร้ค่าที่เธอรู้จักกันเพียงแค่สองวันหรือไม่
...
เช้าตรู่ของวันถัดไป
หลังจากลากรถเข็นอาหารเข้าไปในห้องเรียนแล้ว เฉินมู่ก็มองดูเหล่านักศึกษาหญิงทั้งหลายด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง พวกเธอประพฤติตัวดีขึ้นในทันที
“มาเร้ว ๆ อู๊ด ๆ ๆ ๆ ได้เวลากินข้าวแล้วเร้วลูกหมูทั้งหลาย”
[ เศร้า +43 ]
[ พูดไม่ออก +35 ]
“จารย์เนี่ยดีทุกตรงยกเว้นปากอะ”
“หล่อ หัวร้อน ตรงไปตรงมา แต่ปากหมา”
หลังจากฟังที่ทุกคนเริ่มบ่นไปเรื่อยเฉินมู่ก็ถึงกับพูดไม่ออกและหมดความอดทน
“นี่ฉันจะไม่เจอจิ้งหรีดเงียบ ๆ เลยเหรอ”
“แบร่ ๆ ๆ ฝันไปเถอะย่ะ !”
เมื่อเห็นดังนั้นแล้วพวกนักศึกษาหญิงไม่น้อยต่างแลบลิ้นล้อเลียนเขา ทำให้ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวต้องเอามือปิดปากและหัวเราะออกมา
หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันมา 2 วัน สาว ๆ ก็เริ่มเข้าใจบุคลิกบางส่วนของเฉินมู่ได้แล้ว
ตราบใดที่ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อเฉินมู่ก็ไม่ถือสาหากจะล้อเล่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปากของเขานั้นก็หวานเหมือนอาบน้ำผึ้งมา (ประชด) ดังนั้นการหาโอกาสทำให้เขารำคาญจึงเป็นวิธีแก้แค้นอย่างหนึ่ง
เฉินมู่กลอกตาใส่ทุกคนแล้วเปิดฝารถเข็นอาหาร
“มาเร้ว ๆ ต่อแถวตรงรางเลย !”
นักศึกษาหญิงต่างส่งเสียงฮึดฮัดอย่างเย่อหยิ่ง แต่คำพูดของพวกเธอกลับบ่งบอกถึงความรู้สึกที่แท้จริง และพวกเธอก็รีบไปตักข้าวเช้าของตัวเองอย่างเร็ว
เมื่อวานหิวมากมาทั้งวัน และในที่สุดก็ได้กินแล้ว แถมยังเป็นมื้อใหญ่ที่มีทั้งเนื้อทั้งปลาอีกด้วย ! ใครจะไม่ชอบล่ะ
และเมื่อพวกเธอได้มันมาอยู่ในมือ พวกเธอก็เปลี่ยนความคิดทันที
“เอานี่ จ้าวหลินซี เฉียนหยิงหยิง แล้วก็ซูเสี่ยวเถา นี่คือของขวัญของพวกคุณ”
“ว้าว ! ! ! มีเพิ่มออปชั่นให้ด้วย ! ขอบคุณค่ะจารย์ !”
[ โอ้โห ๆ ! ! ! แค่กล่องใส่ยังสวยเลย ! แบบนี้ข้างในต้องมีของดีแนะ... ]
[ เศร้า +88 ]
[ เศร้า +88 ]
[ เศร้า +88 ]
จ้าวหลินซีมองดูสมองหมูในมือ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาจ้องเฉินมู่ด้วยสีหน้าไม่พอใจและบูดบึ้ง
“จารย์คะ กรุณามีมารยาทบ้างเถอะค่ะ”
“นับจากนี้เป็นต้นไปพวกคุณจะได้กินสมองหมูเป็นของว่างพิเศษวันละสามมื้อเพื่อบำรุงสมองตรง ๆ ไปเลย”
“...”
[ เศร้า +88 ]
[ เศร้า +88 ]
[ เศร้า +88 ]
“ได้โปรดเถอะค่ะจารย์ ได้โปรดเมตตาหนูด้วยเถอะค่า...”
“คำคัดค้านไม่อนุมัติ”
“แงงงง... เจ๊ชิวอ่า ดูมันซี่ดูมานนนนนน... แงงงงง...”
[ อยากตาย +88 ]
หลังจากที่เย่จิ่นชิวเกลี้ยกล่อมคนอื่น ๆ ให้แยกย้ายกันไปอย่างเงียบ ๆ เธอก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วมองไปที่เฉินมู่
“อาจารย์คะ อาจารย์เย่... ทำไมวันนี้ถึงไม่มาเหรอคะ”
เฉินมู่หน้าแดงเล็กน้อยแต่แสร้งทำเป็นสงบขณะตอบ
“อ๋อ เธอเหรอ ไม่รู้สิ เมื่อวานอาจจะกินอะไรผิดสำแดงแล้วท้องเสียมั้ง เห็นบอกวันนี้ลาหยุด”
ท้องเสียได้ด้วยเหรอ
[ สับสน +55 ]
แม้แต่จอมยุทธ์ขอบเขตเทพยุทธ์ก็ยังท้องเสียจากการกินอะไรผิดสำแดงได้ด้วย ?
เย่จิ่นชิวรู้สึกสับสนเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของเฉินมู่แล้ว... เชื่อก็ได้วะ
เมื่อเห็นเย่จิ่นชิวเดินจากไปเฉินมู่ก็อดถอนหายใจโล่งอกไม่ได้
แม้เขาจะสามารถรักษาความสงบได้แม้ในสถานการณ์ความเป็นความตาย แต่ด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้เหมือนกัน เฉินมู่กลับรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อเธอถามเขาถึงเรื่องนี้
แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องอย่างว่านั้นผลลัพธ์ที่ได้ออกมาดีมาก
ด้วยพลังของกายศักดิ์สิทธิ์หยินหยางสรรสร้าง ระดับการฝึกฝนของเขาจึงก้าวไปถึมหาปรมาจารย์ยุทธ์ 6 ดาว ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดมากกว่าขอบเขต และพลังโลหิตปราณของเขามีมากกว่า 60,000
ยิ่งไปกว่านั้น พลังฝึกฝนของเขายังมีความเสถียรอย่างเหลือเชื่อ ปราศจากข้อบกพร่องแม้แต่นิด อันที่จริงแล้วยังแข็งแกร่งกว่าพลังฝึกฝนของฉินเสี่ยวเสี่ยวและเย่หานยู่เสียอีก
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงแววตาเศร้าสร้อยของเย่หานยู่ในเช้าวันนั้นเฉินมู่ก็อดรู้สึกอยากจะไอออกมาไม่ได้
“เฮ้อ จะโทษเราทั้งหมดก็ไม่ได้หรอก ถ้าจะโทษใครก็ต้องโทษยัยแม่มดฉินเสี่ยวเสี่ยวที่ปลดผนึก...”
นั่นคือสิ่งที่พูดกัน แต่การอัปเกรดศักยภาพนั้นช่วยยกระดับการฝึกฝนได้เยอะมาก เฉินมู่จึงเข้าใจแล้วว่าทำไมลั่วซือหานถึงภาคภูมิใจอยู่เสมอ
ด้วยต้นทุนที่มากมายมหาศาลขนาดนี้เธอย่อมมีสิทธิ์ที่จะภาคภูมิใจอยู่แล้วสิ
คิดจบก็เหลือบมองเหล่านักศึกษาสาวที่กำลังกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย และมุมปากของเขาก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัวอีกครั้ง
“เฮ่อ... พวกนี้ทั้งหมดมันลูกหมูตัวน้อยน่ารักของเราเท่านั้น”
“วันนี้อารมณ์ดี เพราะงั้นก็เปิดโหมดแรงโน้มถ่วงสองเท่า แล้วสร้างบรรยากาศฟาร์มค่าอารมณ์ดูหน่อยดีกว่า !”
เฉินมู่พึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเองแล้วก็เข็นรถเข็นอาหารออกไปอย่างมีความสุข
“รีบหน่อย ! รีบกินเร็ว ๆ ! เวลาอาหารก็เหมือนสนามรบ ! ศัตรูจะไม่ให้เวลาพวกคุณได้ลิ้มรสอร่อยหรอกนะ ! สามสิบวินาที ! ถ้ากินไม่หมดให้วิดพื้นร้อยครั้ง !”
[ เศร้า +55 ]
[ พูดไม่ออก +55 ]
เวลาอาหารก็เสมือนสนามรบ
อาจารย์คะ ได้โปรดมีมารยาทบ้างเถอะค่า...
เหล่านักศึกษาสาวต่างเศร้าใจ แต่ปากและมือกลับเชื่อฟังคำสั่งของเขาเป็นอย่างดี รีบจ้วงข้าวจากถาดหลุมใส่ปากรัว ๆ
ภายในเวลาไม่ถึง 30 วินาที นักศึกษาทั้งห้องก็อิ่มกันจนต้องเรอและเช็ดปากโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ของตนเอง ลืมมารยาทสุภาพสตรีไปหมดแล้ว
“ดีมาก ๆ จากนี้ไปอย่ามัวเสียเวลาไปกับเรื่องกิน แล้วใช้เวลาไปกับการฝึกฝนให้มากขึ้น”
“อย่าลืมล่ะว่าผมสัญญากับพวกคุณทุกคนไว้แล้วว่าพวกคุณทุกคนจะได้บรรลุขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ภายในหนึ่งเดือน ถ้าใครทำพลาดฉันจะเอาชื่อพวกมันไปแขวนไว้ที่ซุ้มประตูมหาลัยแล้วให้คอสเพลย์ฉางเอ๋อ”
[ เศร้า +66 ]
[ ไม่พอใจ +66 ]
“ดูมันซิ พูดมาสามประโยคนี่ไม่รู้เรื่องเลยซักประโยคเดียว”
“ทำไมอาจารย์เราถึงต้องเป็นคนแบบนี้ด้วย...”
“มันไม่รู้จักวิธีทะนุถนอมสาวสวยเลยซักนิด ไอ้หมอนี่มันต้องโสดไปตลอดชาติแบบไม่เหลือความหวังแล้วชัวร์ !”
พวกนักศึกษาสาวต่างบ่นกัน กลับกันจักรพรรดินีของเรานั้นพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“ไม่ต้องห่วงค่ะอาจารย์ หนูจะเลื่อนเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ภายในเวลาไม่ถึงเดือนให้ได้ค่ะ !”
“ด้วยพลังโลหิตปราณที่เพิ่มขึ้นในตอนนี้ หนูจะบรรลุถึงศิษย์ยุทธ์สมบูรณ์แบบเก้าดาวได้ภายในเวลาไม่ถึงห้าวัน จากนั้นก็จะสามารถเลื่อนขั้นไปสู่ขอบเขตนักยุทธ์ได้แล้ว”
“เพราะงั้นหนูจะเลื่อนเป็นขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ภายในยี่สิบวันได้อย่างแน่นอน !”
เมื่อได้ยินคำโอ้อวดของลั่วซือหานทุกคนก็เริ่มประจบประแจงเธอทันที
“โอ้โหหัวหน้าห้องอย่างเจ๋งอะ ! จะเลื่อนเป็นศิษย์ยุทธ์เก้าดาวในเวลาไม่ถึงอาทิตย์เลยเหรอ”
“ฉันจำได้ว่าสถิติสูงสุดตลอดกาลของสถาบันหลวงเราคือสามเดือนป๊ะ ขอบเขตศิษย์ยุทธ์เก้าดาวอะ”
“อย่างฉันเนี่ยถึงตอนนี้จะเป็นศิษย์ยุทธ์สองดาวแล้วก็เถอะ แต่ถ้าจะให้ถึงเก้าดาวอย่างน้อย ๆ ก็ต้องอีกครึ่งเดือนอะ จะให้ไปถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ภายในหนึ่งเดือนเนี่ยดูจะยากเหลือเกิน...”
“ช่าย ~ ฉันไม่อยากคอสเพลย์ฉางเอ๋อหรอกนะ มันน่าอายเกินไป”
เมื่อเห็นแบบนั้นเฉินมู่จึงมองทุกคนด้วยสีหน้าแปลก ๆ แล้วพูดว่า
“ใครบอกพวกคุณว่า... การถึงแค่เก้าดาวในแต่ละขอบเขตเท่ากับบรรลุความสมบูรณ์แบบแล้ว ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างก็อึ้งไป