- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 26 : ดะ... โดนตี ? แล้วก็เลื่อนระดับแบบนี้ก็ได้เหรอ ?
บทที่ 26 : ดะ... โดนตี ? แล้วก็เลื่อนระดับแบบนี้ก็ได้เหรอ ?
บทที่ 26 : ดะ... โดนตี ? แล้วก็เลื่อนระดับแบบนี้ก็ได้เหรอ ?
เมื่อเห็นการเลื่อนระดับอย่างกะทันหันของลั่วซือหาน
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างตกตะลึง
แม้แต่ลั่วซือหานเองก็ยังอดที่จะสงสัยขึ้นมาในใจไม่ได้
หา หมายความว่ายังไงเนี่ย
เลื่อนระดับแบบนี้ก็ได้เหรอ
ลั่วซือหานรู้สึกงุนงงอย่างยิ่ง และเมื่อได้สติแล้วเธอก็รู้สึกแย่มาก
อ๋อ งั้นหลังจากที่ฉันโดนทำร้ายร่างกายและเสียหน้าต่อหน้าเพื่อนร่วมห้องอย่างแรงแล้ว ฉันยังต้องขอบคุณไอ้เหี้ยตัวนี้อีกงั้นเหรอ
เดี๋ยว ?
เดี๋ยวก่อน ไม่ถูกสิ !
นี่มัน……
ดูเหมือนว่าลั่วซือหานจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปและนัยน์ตาของเธอก็หดแคบลงอย่างเร็ว
เธอหันไปมองเฉินมู่ทันที แววตาแสดงออกว่าไม่อยากจะเชื่อ
ในที่สุดนักศึกษาที่ตกตะลึงก็เริ่มได้สติ
“เกิดไรขึ้นอะ หัวหน้าห้องเลื่อนระดับอีกแล้วเหรอ ?”
“เลื่อนระดับสองดาวรวดในวันเดียว กลายเป็นศิษย์ยุทธ์สี่ดาวแล้ว เอาจริงดิ”
“เหลือจะเชื่อ ! นี่มันเหลือจะเชื่อเกินไปแล้ว ! เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นโปรโมชั่นแบบนี้มาก่อนเลยนะ”
“เป็นไปได้มั้ย... ว่าแค่โดนตีก็จะเลื่อนระดับได้...”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างตกใจ
จากนั้นดวงตาก็เปล่งประกายและมองเฉินมู่ด้วยแววตาปิ๊ง ๆ
เห็นดังนั้นเปลือกตาของเฉินมู่ก็กระตุกเล็กน้อย แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนโดยเอามือไขว้หลัง
“เช็ดน้ำลายซะ ! ฉันไม่รับพวกสมองพิการ”
[ เศร้า +66 ]
[ เศร้า +66 ]
[ เศร้า +66 ]
ทุกคนต่างพูดไม่ออก และสายตาของพวกเธอก็เปลี่ยนไปมองลั่วซือหาน
โชคดีที่ตอนที่เหยาจื่อซวนไปช่วยพยุงลั่วซือหานลุกขึ้น ซึ่งเธอก็ปลุกเย่จิ่นชิวให้ได้สติกลับมาด้วย เย่จิ่นชิวก็รีบพาจ้าวหลินซีที่ฟื้นคืนสติไปช่วยพยุงลั่วซือหานลุกขึ้นเช่นกัน
“ซือหาน เธอโอเคมั้ย”
“ไม่เป็นไรนะ”
เมื่อเห็นเย่จิ่นชิวซึ่งตนแทบไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ด้วยมาก่อนมองมาด้วยความห่วงใย ลั่วซือหานก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจและตระหนักว่าในโลกอันโหดร้ายใบนี้ก็ยังมีคนดีเหลืออยู่
“ฉันไม่เป็นไร...”
ฉันไม่เพียงแต่ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ฉันยัง... สบายดีอย่างสมบูรณ์แบบเลยด้วย...
ลั่วซือหานมองแผ่นหลังของเฉินมู่ด้วยความรู้สึกซับซ้อน ด้านหนึ่งเธอเกลียดเขาจนกัดฟันแทบแตก อีกด้านหนึ่งเธอก็อยากจะขอบคุณเขา
ความรู้สึกทั้งรักทั้งชังที่ปะปนกันอย่างซับซ้อนนี่ ทำให้จักรพรรดินีของเรายากที่จะทำใจได้จริง ๆ
“ไอ้อาจารย์นั่นก็เหี้ยเกิ๊น ไม่รู้จักวิธีอ่อนโยนกับผู้หญิงเลย ดูซิว่ามันตื้บหัวหน้าห้องเราหนักขนาดไหน แข้งขาอ่อนแรงไปหมดแล้วเนี่ย”
[ ไม่พอใจ +88 ]
เมื่อได้ยินคำบ่นของจ้าวหลินซี ลั่วซือหานก็กัดฟันกรอดและฝืนยิ้มอย่างสุภาพแบบมือโปรธุรกิจ
แต่จ้าวหลินซีกลับทำเป็นไม่เข้าใจและคว้าแขนเธอไว้แน่นพลางพูดว่า...
“ฉันเบื่อไอ้ผู้ชายเหม็น ๆ นี่เต็มทนแล้ว ก็แค่ท้าสู้เอง ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายซักหน่อย มันต้องโหดขนาดนี้เลยเหรอ แบบนั้นก็สมควรอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิตแล้ว”
“คอยดูสิ มันต้องโสดไปตลอดชีวิตชัวร์เลย !”
ลั่วซือหานกระตุกริมฝีปาก เธอจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนอย่างเดียวจนไม่ได้คิดว่าเด็กสาว ๆ ดูเหมือนจะสนใจเรื่องพวกนี้มากทีเดียว
“เออใช่ !”
ดวงตาของจ้าวหลินซีเป็นประกายและเธอก็รีบกอดแขนของลั่วซือหานไว้แน่น
“หัวหน้าห้อง เธอเลื่อนเป็นศิษย์ยุทธ์สี่ดาวแล้ว ! สูงกว่าไอ้ปากหมาใจมารนั่นอีกหนิ ! ต้องนี้ถ้าสู้กับมันอีกครั้งล่ะก็ เธอต้องอัดมันเละเป็นขี้ได้แน่เลยเนอะ !”
หล่อนล้อเล่นเรอะ !
เป็นความจริงที่ว่าคนที่ไปร่วมงานศพมักไม่สนใจว่างานศพจะจัดอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยแค่ไหน !
ลั่วซือหานมองเธอด้วยสายตาเศร้าสร้อยและรู้สึกชาไปทั้งตัว
ยังอยากจะให้ฉันไปสู้อี๊ก
หล่อนคิดว่าฉันเป็นอีโง่เหรอ
เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน และฉันก็เป็นหัวหน้าห้องหล่อน แต่ทำไมหล่อนถึงทำอย่างกับฉันเป็นเด็กปัญญาอ่อนไปได้ล่ะเนี่ย
ถึงแม้ลั่วซือหานจะโง่ แต่เธอก็ไม่โง่พอที่จะไม่รู้ว่าตัวเองสู้เฉินมู่ไม่ได้
ในการต่อสู้เมื่อครู่นี้ เฉินมู่ไม่ได้ใช้พลังโลหิตปราณเลย เขาอาศัยเพียงพละกำลังของร่างกายล้วน ๆ เอาชนะเธอได้ราวกับตบกะบาลเด็กปัญญาอ่อนเล่น
ถึงแม้ตอนนี้เธอจะเลื่อนระดับแล้วก็ตาม แต่ไม่ว่าเธอจะไปสู้กับเขาอีกกี่ครั้งผลลัพธ์มันก็ออกมาเหมือนเดิมอยู่ดีแหละ
เธอรู้จักอายและไม่อยากโดนกระทืบอีกต่อไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นที่เฉินมู่ดูเหมือนจะทรมานเธอเมื่อครู่นี้ แท้จริงแล้วไม่ใช่แค่การเปิดเส้นลมปราณและจุดฝังเข็มที่ขัดขวางการไหลเวียนของโลหิตปราณเท่านั้น แต่ยังช่วยขจัดโรคภัยไข้เจ็บที่สะสมมาจากการฝึกฝนร่างกายตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงสิ่งกีดขวางที่เกิดจากความกระตือรือร้นที่จะได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วในวิชาฝึกฝนของเธอด้วย
ถึงแม้เธอจะไม่เชื่อ แต่เธอก็ไม่สามารถทำตัวให้ตัวเองเป็นตัวตลกต่อได้แล้ว ไม่งั้นจะให้เอาหน้าไปไว้ไหนอีก
เมื่อเห็นว่าจ้าวหลินซียังคงพยายามโน้มน้าวให้ลั่วซือหานรับคำท้า เย่จิ่นชิวจึงขัดจังหวะเธอด้วยท่าทีแบบหมดคำจะพูด
“เอาล่ะซีซี หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว”
จ้าวหลินซีทำหน้าบึ้งแบบน่ารัก ๆ ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างหยิ่งผยองแล้วรีบหันหน้าหนีไป
เย่จิ่นชิวถอนหายใจและมองลั่วซือหานด้วยสีหน้าขอโทษ
“ไม่ต้องห่วงหรอก ซีซีไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร เธอแค่โดนอาจารย์ลงโทษเลยรู้สึกไม่พอใจนิดหน่อยเท่านั้นแหละ”
“อืม”
ถึงแม้จะพ่ายแพ้ให้กับเฉินมู่อย่างราบคาบ แต่ลั่วซือหานก็ยังไม่ยอมแพ้ กระนั้นการจงใจทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นถือเป็นเรื่องโง่เขลา และเธอก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น
เมื่อเห็นว่าเธอสงบลงแล้ว เย่จิ่นชิวและจ้าวหลินซีจึงช่วยพยุงเธอไปด้านข้างและกระซิบอะไรบางอย่าง
“ยินดีด้วยนะ หัวหน้าห้อง”
ลั่วซือหานรู้สึกประหลาดใจ แม้จะตกใจเล็กน้อย แต่เธอก็รู้ว่าเย่จิ่นชิวไม่ใช่คนธรรมดา และไม่น่าแปลกใจที่เธอจะสามารถเดาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้
“แต่ฉันไม่ต้องการคำแสดงความยินดีในสภาพแบบนี้หรอกนะ”
เย่จิ่นชิวอดหัวเราะไม่ได้ แต่จ้าวหลินซีกลับงุนงงอย่างสิ้นเชิง
“หมายความว่าไงอะเจ๊ชิว หัวหน้าห้องโดนอัดเละเทะเลยนะ แล้วเจ๊ยังมาแสดงความยินดีอะไรอีกอะ”
“ถ้าเธอไม่พูดก็ไม่มีใครคิดว่าเธอเป็นใบ้หรอก !” x2
เมื่อเห็นทั้งสองพูดพร้อมกัน จ้าวหลินซีจึงกระพริบตาด้วยความงุนงงแล้วพูดว่า...
“อะไรนะ ? หมายความว่าไงอะเจ๊ชิว นี่เจ๊ไม่รักฉันแล้วเหรอ”
“...”
เย่จิ่นชิวไม่อยากสนใจเธอแล้วหันไปกระซิบกับลั่วซือหานแทน
“รู้สึกอะไรบ้างมั้ย”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของลั่วซือหานก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที
“พละกำลังของหมอนั่นเหนือกว่าเรามาก ต่อให้เราอยู่ระดับเดียวกันก็สู้มันไม่ไหวอยู่ดี”
“ไม่ใช่แค่นั้น... หมอนั่น... ไม่ใช่แค่ศิษย์ยุทธ์สามดาวแน่นอน”
หลังจากได้สู้กันซึ่ง ๆ หน้ามาแล้ว เธอจึงรู้สึกมั่นใจมากขึ้น แม้ว่าจะเปิดเทอมมาได้สองวันแล้วก็ตาม แต่เธอก็รู้สึกว่าการฝึกฝนมันไม่น่าจะเร็วเวอร์ขนาดนี้
แต่เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าตัวเลื่อนระดับขึ้น 2 ดาวรวดในวันเดียว เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องคิดเช่นนั้น
เย่จิ่นชิวพยักหน้าและมองไปที่เฉินมู่ซึ่งตอนนี้ถูกล้อมรอบด้วยเพื่อนร่วมห้องแล้วพูดเบา ๆ ว่า
“ใช่แล้ว ฉันเองก็คิดว่าหมอนั่นไม่ใช่ศิษย์ยุทธ์สามดาวเหมือนกัน บางที... อาจจะแปดไม่ก็เก้าดาวแล้ว หรือไม่ก็สูงกว่านั้นอีก อาจเป็นนักยุทธ์ไปแล้วก็ได้”
“นักยุทธ์เหรอ ? มันเนี่ยนะ ? เป็นไปได้ยังไง ?”
จ้าวหลินซีดูไม่เชื่อ เธอไม่เชื่อคำพูดของเย่จิ่นชิวเลยแม้แต่น้อย
เย่จิ่นชิวกับลั่วซือหานยังคงเงียบกริบ
คนที่ไม่รู้จักเฉินมู่มาก่อนจะคิดว่าเขาเป็นแค่คนไร้ค่าที่มีศักยภาพระดับ F เท่านั้น
แต่ยิ่งเรียนเรื่องของเขามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งตระหนักว่าเฉินมู่เปรียบเสมือนหลุมดำ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขาแข็งแกร่งแค่ไหน หรือมีรากฐานที่มั่นคงเพียงใด
นี่... เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
ถ้าเขามีศักยภาพระดับ S บางทีเราอาจจะหาข้ออ้างให้เขาได้
แต่บังเอิญว่าเขาเป็น... ระดับ F...
พูดตามตรง ถ้ามันไม่ใช่เรื่องน่าอับอายขนาดนั้นล่ะก็ ป่านนี้เย่จิ่นชิวคงขอให้เฉินมู่ต่อยตนไปแล้ว
ลั่วซือหานมองเย่จิ่นชิว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเธอก็พูดเบา ๆ
“ไม่สามารถสืบหาตัวตนหมอนั่นได้ แต่หมอนั่นกลับครอบครองสมุนไพรล้ำค่าหายากไว้มากมาย ยังมียาที่มีสรรพคุณมหัศจรรย์อีก แล้วยังทำอะไรก็ได้ตามใจชอบในสถาบันหลวง ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนบ่งชี้ว่าไอ้เฉินมู่นั่นมันไม่ใช่คนธรรมดา และเป็นคนที่เราไม่ควรไปยุ่งด้วยเลย”
ลั่วซือหานหยุดชั่วครู่ แล้วพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจังมาก
“เดี๋ยวจะบอกอะไรให้อีกเรื่องนะ แผงควบคุมนั่นคือเขตแดน อย่าข้ามไปเด็ดขาด แรงโน้มถ่วงตรงนั้น... มันแตกต่างจากตรงนี้...”
จริงด้วย !
เปลือกตาของเย่จิ่นชิวกระตุกเล็กน้อย และหัวใจของเธอรู้สึกหนักอึ้งอย่างเหลือเชื่อ
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของลั่วซือหานเมื่อวานนี้เธอจึงพอจะเดาอะไรบางอย่างได้ และตอนนี้เมื่อได้รับการยืนยันแล้วเธอก็ยิ่งอยากรู้เรื่องของเฉินมู่มากขึ้นไปอีก
แน่นอนว่าสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าพละกำลังของเฉินมู่มันเกินกว่าที่พวกเธอจะเทียบได้จริง ๆ
“ดูท่าพ่อฉันจะพูดถูกแล้ว ฉันต้องทำตามคำแนะนำของอาจารย์และตั้งใจเรียนให้มากขึ้น”
“ฉันมีคำแนะนำอีกอย่างให้เธอ : ถ้าเธออยากแข็งแกร่งขึ้นก็จงตั้งใจเรียนรู้จากอาจารย์ซะ”
ขณะที่เย่จิ่นชิวกำลังคิดเรื่องนี้อยู่นั้น เสียงของลั่วซือหานก็ดังขึ้น เรียกได้ว่าทั้งสองมีความคิดเห็นตรงกันในเรื่องนี้ทำให้เย่จิ่นชิวหันไปมองลั่วซือหานอีกครั้ง
“เอาล่ะ ทุกคนกลับไปนั่งที่ซะ !”
ในขณะนั้นเองจู่ ๆ เฉินมู่ก็พูดขึ้น
กลุ่มนักศึกษาสาวที่ล้อมเขาไว้โดยหวังว่าเขาจะทำร้ายพวกตนทำได้เพียงถอยกลับไปอย่างหมดหนทาง
หลังจากเหลือบมองแผงควบคุมระบบที่บอกว่าเขาสามารถจับรางวัลได้อีก 3 ครั้งแล้วเฉินมู่ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
จากรูปแบบที่คาดการณ์ไว้ ศักยภาพของเขาจะเพิ่มขึ้นหลังจากจับรางวัล 3 ครั้งนี้ !
นี่คือสิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้เลย !
อย่างไรก็ตาม ยังไม่เลิกเรียน และเขายังต้องไปต้อนหมูอีก ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงกลั้นยิ้มและมองทุกคนรอบ ๆ
“เดือนนึงก็ไม่ยาวไม่สั้น เพื่อให้พวกคุณทุกคนบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ ภารกิจของพวกคุณจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
“หา ? เพิ่มเป็นสองเท่าอีกเหรอ ? แค่นี้พวกเราก็ใกล้จะตายอยู่แล้วนะ ถ้ายังจะเพิ่มเป็นสองเท่าอีกพวกเราไม่ตายสนิทกว่าเดิมอีกเหรอ”
ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นต่างก็ตกใจและโอดโอยออกมาอย่างเจ็บปวด
แต่เฉินมู่ไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านั้นเลย เขาฟังคำโอดโอยด้วยรอยยิ้มในขณะที่มือแตะอยู่ที่แผงควบคุม
“พร้อมยังเอ่ยพวกลูกหมูตัวเมียทั้งหลาย ? หยิบตำราทักษะยุทธ์ของพวกหล่อนออกมาแล้วเปิดหน้าแรกซะ”
ทุกคนต่างตกตะลึง แต่เมื่อรู้ว่าเฉินมู่จะสอนทักษะยุทธ์ระดับปราชญ์ให้พวกตน ดวงตาของแต่ละคนก็เปล่งประกายวิบวับ