เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 : ดะ... โดนตี ? แล้วก็เลื่อนระดับแบบนี้ก็ได้เหรอ ?

บทที่ 26 : ดะ... โดนตี ? แล้วก็เลื่อนระดับแบบนี้ก็ได้เหรอ ?

บทที่ 26 : ดะ... โดนตี ? แล้วก็เลื่อนระดับแบบนี้ก็ได้เหรอ ?


เมื่อเห็นการเลื่อนระดับอย่างกะทันหันของลั่วซือหาน

ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างตกตะลึง

แม้แต่ลั่วซือหานเองก็ยังอดที่จะสงสัยขึ้นมาในใจไม่ได้

หา  หมายความว่ายังไงเนี่ย

เลื่อนระดับแบบนี้ก็ได้เหรอ

ลั่วซือหานรู้สึกงุนงงอย่างยิ่ง  และเมื่อได้สติแล้วเธอก็รู้สึกแย่มาก

อ๋อ  งั้นหลังจากที่ฉันโดนทำร้ายร่างกายและเสียหน้าต่อหน้าเพื่อนร่วมห้องอย่างแรงแล้ว  ฉันยังต้องขอบคุณไอ้เหี้ยตัวนี้อีกงั้นเหรอ

เดี๋ยว ?

เดี๋ยวก่อน  ไม่ถูกสิ !

นี่มัน……

ดูเหมือนว่าลั่วซือหานจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง  สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปและนัยน์ตาของเธอก็หดแคบลงอย่างเร็ว

เธอหันไปมองเฉินมู่ทันที  แววตาแสดงออกว่าไม่อยากจะเชื่อ

ในที่สุดนักศึกษาที่ตกตะลึงก็เริ่มได้สติ

“เกิดไรขึ้นอะ  หัวหน้าห้องเลื่อนระดับอีกแล้วเหรอ ?”

“เลื่อนระดับสองดาวรวดในวันเดียว  กลายเป็นศิษย์ยุทธ์สี่ดาวแล้ว  เอาจริงดิ”

“เหลือจะเชื่อ ! นี่มันเหลือจะเชื่อเกินไปแล้ว ! เกิดมาฉันยังไม่เคยเห็นโปรโมชั่นแบบนี้มาก่อนเลยนะ”

“เป็นไปได้มั้ย...  ว่าแค่โดนตีก็จะเลื่อนระดับได้...”

เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนต่างตกใจ

จากนั้นดวงตาก็เปล่งประกายและมองเฉินมู่ด้วยแววตาปิ๊ง ๆ

เห็นดังนั้นเปลือกตาของเฉินมู่ก็กระตุกเล็กน้อย  แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนโดยเอามือไขว้หลัง

“เช็ดน้ำลายซะ ! ฉันไม่รับพวกสมองพิการ”

[ เศร้า +66 ]

[ เศร้า +66 ]

[ เศร้า +66 ]

ทุกคนต่างพูดไม่ออก  และสายตาของพวกเธอก็เปลี่ยนไปมองลั่วซือหาน

โชคดีที่ตอนที่เหยาจื่อซวนไปช่วยพยุงลั่วซือหานลุกขึ้น  ซึ่งเธอก็ปลุกเย่จิ่นชิวให้ได้สติกลับมาด้วย  เย่จิ่นชิวก็รีบพาจ้าวหลินซีที่ฟื้นคืนสติไปช่วยพยุงลั่วซือหานลุกขึ้นเช่นกัน

“ซือหาน  เธอโอเคมั้ย”

“ไม่เป็นไรนะ”

เมื่อเห็นเย่จิ่นชิวซึ่งตนแทบไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ด้วยมาก่อนมองมาด้วยความห่วงใย  ลั่วซือหานก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจและตระหนักว่าในโลกอันโหดร้ายใบนี้ก็ยังมีคนดีเหลืออยู่

“ฉันไม่เป็นไร...”

ฉันไม่เพียงแต่ไม่เป็นไร  แต่ตอนนี้ฉันยัง...  สบายดีอย่างสมบูรณ์แบบเลยด้วย...

ลั่วซือหานมองแผ่นหลังของเฉินมู่ด้วยความรู้สึกซับซ้อน  ด้านหนึ่งเธอเกลียดเขาจนกัดฟันแทบแตก  อีกด้านหนึ่งเธอก็อยากจะขอบคุณเขา

ความรู้สึกทั้งรักทั้งชังที่ปะปนกันอย่างซับซ้อนนี่  ทำให้จักรพรรดินีของเรายากที่จะทำใจได้จริง ๆ

“ไอ้อาจารย์นั่นก็เหี้ยเกิ๊น  ไม่รู้จักวิธีอ่อนโยนกับผู้หญิงเลย  ดูซิว่ามันตื้บหัวหน้าห้องเราหนักขนาดไหน  แข้งขาอ่อนแรงไปหมดแล้วเนี่ย”

[ ไม่พอใจ +88 ]

เมื่อได้ยินคำบ่นของจ้าวหลินซี  ลั่วซือหานก็กัดฟันกรอดและฝืนยิ้มอย่างสุภาพแบบมือโปรธุรกิจ

แต่จ้าวหลินซีกลับทำเป็นไม่เข้าใจและคว้าแขนเธอไว้แน่นพลางพูดว่า...

“ฉันเบื่อไอ้ผู้ชายเหม็น ๆ นี่เต็มทนแล้ว  ก็แค่ท้าสู้เอง  ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายซักหน่อย  มันต้องโหดขนาดนี้เลยเหรอ  แบบนั้นก็สมควรอยู่เป็นโสดไปตลอดชีวิตแล้ว”

“คอยดูสิ  มันต้องโสดไปตลอดชีวิตชัวร์เลย !”

ลั่วซือหานกระตุกริมฝีปาก  เธอจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนอย่างเดียวจนไม่ได้คิดว่าเด็กสาว ๆ ดูเหมือนจะสนใจเรื่องพวกนี้มากทีเดียว

“เออใช่ !”

ดวงตาของจ้าวหลินซีเป็นประกายและเธอก็รีบกอดแขนของลั่วซือหานไว้แน่น

“หัวหน้าห้อง  เธอเลื่อนเป็นศิษย์ยุทธ์สี่ดาวแล้ว ! สูงกว่าไอ้ปากหมาใจมารนั่นอีกหนิ ! ต้องนี้ถ้าสู้กับมันอีกครั้งล่ะก็  เธอต้องอัดมันเละเป็นขี้ได้แน่เลยเนอะ !”

หล่อนล้อเล่นเรอะ !

เป็นความจริงที่ว่าคนที่ไปร่วมงานศพมักไม่สนใจว่างานศพจะจัดอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยแค่ไหน !

ลั่วซือหานมองเธอด้วยสายตาเศร้าสร้อยและรู้สึกชาไปทั้งตัว

ยังอยากจะให้ฉันไปสู้อี๊ก

หล่อนคิดว่าฉันเป็นอีโง่เหรอ

เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน  และฉันก็เป็นหัวหน้าห้องหล่อน  แต่ทำไมหล่อนถึงทำอย่างกับฉันเป็นเด็กปัญญาอ่อนไปได้ล่ะเนี่ย

ถึงแม้ลั่วซือหานจะโง่  แต่เธอก็ไม่โง่พอที่จะไม่รู้ว่าตัวเองสู้เฉินมู่ไม่ได้

ในการต่อสู้เมื่อครู่นี้  เฉินมู่ไม่ได้ใช้พลังโลหิตปราณเลย  เขาอาศัยเพียงพละกำลังของร่างกายล้วน ๆ เอาชนะเธอได้ราวกับตบกะบาลเด็กปัญญาอ่อนเล่น

ถึงแม้ตอนนี้เธอจะเลื่อนระดับแล้วก็ตาม  แต่ไม่ว่าเธอจะไปสู้กับเขาอีกกี่ครั้งผลลัพธ์มันก็ออกมาเหมือนเดิมอยู่ดีแหละ

เธอรู้จักอายและไม่อยากโดนกระทืบอีกต่อไปแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นที่เฉินมู่ดูเหมือนจะทรมานเธอเมื่อครู่นี้  แท้จริงแล้วไม่ใช่แค่การเปิดเส้นลมปราณและจุดฝังเข็มที่ขัดขวางการไหลเวียนของโลหิตปราณเท่านั้น  แต่ยังช่วยขจัดโรคภัยไข้เจ็บที่สะสมมาจากการฝึกฝนร่างกายตลอด 10 ปีที่ผ่านมา  รวมถึงสิ่งกีดขวางที่เกิดจากความกระตือรือร้นที่จะได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วในวิชาฝึกฝนของเธอด้วย

ถึงแม้เธอจะไม่เชื่อ  แต่เธอก็ไม่สามารถทำตัวให้ตัวเองเป็นตัวตลกต่อได้แล้ว  ไม่งั้นจะให้เอาหน้าไปไว้ไหนอีก

เมื่อเห็นว่าจ้าวหลินซียังคงพยายามโน้มน้าวให้ลั่วซือหานรับคำท้า  เย่จิ่นชิวจึงขัดจังหวะเธอด้วยท่าทีแบบหมดคำจะพูด

“เอาล่ะซีซี  หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว”

จ้าวหลินซีทำหน้าบึ้งแบบน่ารัก ๆ ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างหยิ่งผยองแล้วรีบหันหน้าหนีไป

เย่จิ่นชิวถอนหายใจและมองลั่วซือหานด้วยสีหน้าขอโทษ

“ไม่ต้องห่วงหรอก  ซีซีไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร  เธอแค่โดนอาจารย์ลงโทษเลยรู้สึกไม่พอใจนิดหน่อยเท่านั้นแหละ”

“อืม”

ถึงแม้จะพ่ายแพ้ให้กับเฉินมู่อย่างราบคาบ  แต่ลั่วซือหานก็ยังไม่ยอมแพ้  กระนั้นการจงใจทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นถือเป็นเรื่องโง่เขลา  และเธอก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น

เมื่อเห็นว่าเธอสงบลงแล้ว  เย่จิ่นชิวและจ้าวหลินซีจึงช่วยพยุงเธอไปด้านข้างและกระซิบอะไรบางอย่าง

“ยินดีด้วยนะ  หัวหน้าห้อง”

ลั่วซือหานรู้สึกประหลาดใจ  แม้จะตกใจเล็กน้อย  แต่เธอก็รู้ว่าเย่จิ่นชิวไม่ใช่คนธรรมดา  และไม่น่าแปลกใจที่เธอจะสามารถเดาถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้

“แต่ฉันไม่ต้องการคำแสดงความยินดีในสภาพแบบนี้หรอกนะ”

เย่จิ่นชิวอดหัวเราะไม่ได้  แต่จ้าวหลินซีกลับงุนงงอย่างสิ้นเชิง

“หมายความว่าไงอะเจ๊ชิว  หัวหน้าห้องโดนอัดเละเทะเลยนะ  แล้วเจ๊ยังมาแสดงความยินดีอะไรอีกอะ”

“ถ้าเธอไม่พูดก็ไม่มีใครคิดว่าเธอเป็นใบ้หรอก !” x2

เมื่อเห็นทั้งสองพูดพร้อมกัน  จ้าวหลินซีจึงกระพริบตาด้วยความงุนงงแล้วพูดว่า...

“อะไรนะ ? หมายความว่าไงอะเจ๊ชิว  นี่เจ๊ไม่รักฉันแล้วเหรอ”

“...”

เย่จิ่นชิวไม่อยากสนใจเธอแล้วหันไปกระซิบกับลั่วซือหานแทน

“รู้สึกอะไรบ้างมั้ย”

เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของลั่วซือหานก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที

“พละกำลังของหมอนั่นเหนือกว่าเรามาก  ต่อให้เราอยู่ระดับเดียวกันก็สู้มันไม่ไหวอยู่ดี”

“ไม่ใช่แค่นั้น...  หมอนั่น...  ไม่ใช่แค่ศิษย์ยุทธ์สามดาวแน่นอน”

หลังจากได้สู้กันซึ่ง ๆ หน้ามาแล้ว  เธอจึงรู้สึกมั่นใจมากขึ้น  แม้ว่าจะเปิดเทอมมาได้สองวันแล้วก็ตาม  แต่เธอก็รู้สึกว่าการฝึกฝนมันไม่น่าจะเร็วเวอร์ขนาดนี้

แต่เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าตัวเลื่อนระดับขึ้น 2 ดาวรวดในวันเดียว  เธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องคิดเช่นนั้น

เย่จิ่นชิวพยักหน้าและมองไปที่เฉินมู่ซึ่งตอนนี้ถูกล้อมรอบด้วยเพื่อนร่วมห้องแล้วพูดเบา ๆ ว่า

“ใช่แล้ว  ฉันเองก็คิดว่าหมอนั่นไม่ใช่ศิษย์ยุทธ์สามดาวเหมือนกัน  บางที...  อาจจะแปดไม่ก็เก้าดาวแล้ว  หรือไม่ก็สูงกว่านั้นอีก  อาจเป็นนักยุทธ์ไปแล้วก็ได้”

“นักยุทธ์เหรอ ? มันเนี่ยนะ ? เป็นไปได้ยังไง ?”

จ้าวหลินซีดูไม่เชื่อ  เธอไม่เชื่อคำพูดของเย่จิ่นชิวเลยแม้แต่น้อย

เย่จิ่นชิวกับลั่วซือหานยังคงเงียบกริบ

คนที่ไม่รู้จักเฉินมู่มาก่อนจะคิดว่าเขาเป็นแค่คนไร้ค่าที่มีศักยภาพระดับ F เท่านั้น

แต่ยิ่งเรียนเรื่องของเขามากเท่าไหร่  ก็จะยิ่งตระหนักว่าเฉินมู่เปรียบเสมือนหลุมดำ  เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเขาแข็งแกร่งแค่ไหน  หรือมีรากฐานที่มั่นคงเพียงใด

นี่...  เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก

ถ้าเขามีศักยภาพระดับ S บางทีเราอาจจะหาข้ออ้างให้เขาได้

แต่บังเอิญว่าเขาเป็น...  ระดับ F...

พูดตามตรง  ถ้ามันไม่ใช่เรื่องน่าอับอายขนาดนั้นล่ะก็  ป่านนี้เย่จิ่นชิวคงขอให้เฉินมู่ต่อยตนไปแล้ว

ลั่วซือหานมองเย่จิ่นชิว  ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน  หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเธอก็พูดเบา ๆ

“ไม่สามารถสืบหาตัวตนหมอนั่นได้  แต่หมอนั่นกลับครอบครองสมุนไพรล้ำค่าหายากไว้มากมาย  ยังมียาที่มีสรรพคุณมหัศจรรย์อีก  แล้วยังทำอะไรก็ได้ตามใจชอบในสถาบันหลวง   ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนบ่งชี้ว่าไอ้เฉินมู่นั่นมันไม่ใช่คนธรรมดา  และเป็นคนที่เราไม่ควรไปยุ่งด้วยเลย”

ลั่วซือหานหยุดชั่วครู่  แล้วพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจังมาก

“เดี๋ยวจะบอกอะไรให้อีกเรื่องนะ  แผงควบคุมนั่นคือเขตแดน  อย่าข้ามไปเด็ดขาด  แรงโน้มถ่วงตรงนั้น...  มันแตกต่างจากตรงนี้...”

จริงด้วย !

เปลือกตาของเย่จิ่นชิวกระตุกเล็กน้อย  และหัวใจของเธอรู้สึกหนักอึ้งอย่างเหลือเชื่อ

เมื่อเห็นปฏิกิริยาของลั่วซือหานเมื่อวานนี้เธอจึงพอจะเดาอะไรบางอย่างได้  และตอนนี้เมื่อได้รับการยืนยันแล้วเธอก็ยิ่งอยากรู้เรื่องของเฉินมู่มากขึ้นไปอีก

แน่นอนว่าสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าพละกำลังของเฉินมู่มันเกินกว่าที่พวกเธอจะเทียบได้จริง ๆ

“ดูท่าพ่อฉันจะพูดถูกแล้ว  ฉันต้องทำตามคำแนะนำของอาจารย์และตั้งใจเรียนให้มากขึ้น”

“ฉันมีคำแนะนำอีกอย่างให้เธอ : ถ้าเธออยากแข็งแกร่งขึ้นก็จงตั้งใจเรียนรู้จากอาจารย์ซะ”

ขณะที่เย่จิ่นชิวกำลังคิดเรื่องนี้อยู่นั้น  เสียงของลั่วซือหานก็ดังขึ้น  เรียกได้ว่าทั้งสองมีความคิดเห็นตรงกันในเรื่องนี้ทำให้เย่จิ่นชิวหันไปมองลั่วซือหานอีกครั้ง

“เอาล่ะ  ทุกคนกลับไปนั่งที่ซะ !”

ในขณะนั้นเองจู่ ๆ เฉินมู่ก็พูดขึ้น

กลุ่มนักศึกษาสาวที่ล้อมเขาไว้โดยหวังว่าเขาจะทำร้ายพวกตนทำได้เพียงถอยกลับไปอย่างหมดหนทาง

หลังจากเหลือบมองแผงควบคุมระบบที่บอกว่าเขาสามารถจับรางวัลได้อีก 3 ครั้งแล้วเฉินมู่ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก

จากรูปแบบที่คาดการณ์ไว้  ศักยภาพของเขาจะเพิ่มขึ้นหลังจากจับรางวัล 3 ครั้งนี้ !

นี่คือสิ่งที่เขาต้องการในตอนนี้เลย !

อย่างไรก็ตาม  ยังไม่เลิกเรียน  และเขายังต้องไปต้อนหมูอีก  ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงกลั้นยิ้มและมองทุกคนรอบ ๆ

“เดือนนึงก็ไม่ยาวไม่สั้น  เพื่อให้พวกคุณทุกคนบรรลุถึงขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์  ภารกิจของพวกคุณจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

“หา ? เพิ่มเป็นสองเท่าอีกเหรอ ? แค่นี้พวกเราก็ใกล้จะตายอยู่แล้วนะ  ถ้ายังจะเพิ่มเป็นสองเท่าอีกพวกเราไม่ตายสนิทกว่าเดิมอีกเหรอ”

ทุกคนที่ได้ยินดังนั้นต่างก็ตกใจและโอดโอยออกมาอย่างเจ็บปวด

แต่เฉินมู่ไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านั้นเลย  เขาฟังคำโอดโอยด้วยรอยยิ้มในขณะที่มือแตะอยู่ที่แผงควบคุม

“พร้อมยังเอ่ยพวกลูกหมูตัวเมียทั้งหลาย ? หยิบตำราทักษะยุทธ์ของพวกหล่อนออกมาแล้วเปิดหน้าแรกซะ”

ทุกคนต่างตกตะลึง  แต่เมื่อรู้ว่าเฉินมู่จะสอนทักษะยุทธ์ระดับปราชญ์ให้พวกตน  ดวงตาของแต่ละคนก็เปล่งประกายวิบวับ

จบบทที่ บทที่ 26 : ดะ... โดนตี ? แล้วก็เลื่อนระดับแบบนี้ก็ได้เหรอ ?

คัดลอกลิงก์แล้ว